‘กรมข้าว’จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795897

'กรมข้าว'จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

‘กรมข้าว’จัดอบรม Existing Smart Farmer ปี 2567 มุ่งยกระดับชาวนาสู่ผู้ประกอบการชั้นต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.08 น.

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเกษตรกรระดับ Existing Smart Farmer ปี 2567 หลักสูตร “การพัฒนาเกษตรกร Existing Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการชั้นต้น” เพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการชั้นต้น และพัฒนาให้เป็นเกษตรกรระดับ Model Smart Famer ให้สามารถนำผลผลิตที่ได้ออกสู่ตลาดและเป็นผู้แทนชุมชนในการขายสินค้าให้ และเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรด้านข้าวให้เกิดขึ้นทั่วประเทศโดยมีกรมการข้าวเป็นจุดศูนย์กลางด้านข้าว โดยมี ผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กรมการข้าว พร้อมทั้งเกษตรกรผู้เข้าอบรม เข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงแรม เรือนแพ รอยัล ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ขอขอบคุณภาพจาก : ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก

– 006

ผู้ช่วยเลขาฯร่วมประชุม แก้ปัญหาโคบาลชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795734

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมช.เกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายจาก นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ ให้เข้าประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้รับโคไม่ตรงตามคุณลักษณะจากโครงการโคบาลชายแดนใต้ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้(ศอ.บต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 ประจำ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานส่วนจังหวัด นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ผ่านการประชุมทางไกล (Zoom Meeting)

ทั้งนี้ ภายหลังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการโคบาลชายแดนใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน พบว่าเกษตรกรประสบปัญหาได้รับโคแม่พันธุ์ที่น้ำหนักต่ำกว่า 160 กิโลกรัม มีอาการป่วยไม่สมบูรณ์ ซึ่งโคบางตัวล้มตาย อีกทั้งโคไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งทาง ศอ.บต.ได้สรุปประเด็นความต้องการของเกษตรกร ได้แก่ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยฟื้นฟูสภาพโคที่ไม่สมบูรณ์ ดูแลการเปลี่ยนโค พร้อมทั้ง เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขอให้จัดทำเอกสารสิทธิของที่ตั้งคอกกลางกักกันโคปลายทาง เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของโค และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรเมื่อได้รับโคแม่พันธุ์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้การช่วยเหลือและแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการจัดประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยขอให้เชิญตัวแทนเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมการประชุมในครั้งถัดไป

พัฒนาที่ดินแนะเกษตรกร ทำปุ๋ยหมักฟางข้าวลดการเผา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795735

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้บูรณาการหน่วยงานต่างๆ แก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 จากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รณรงค์เกษตรกรเลือกใช้วิธีการจัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพื้นที่ เปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบและทำปุ๋ยหมักแทนการเผา เพื่อหยุดยั้งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้ในไร่นา อาทิ ตอซังข้าว ฟางข้าวข้าวโพด ตออ้อย และอื่นๆ ซึ่งเศษวัสดุการเกษตรเหล่านี้ มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ก่อนที่จะทำการเพาะปลูกในครั้งถัดไป

ทั้งนี้ พบว่าประเทศไทยภายหลังการเก็บเกี่ยวพืช จะมีวัสดุเหลือใช้ในแปลงเกษตร เช่น ตอซังและฟางข้าว 26.81 ล้านตัน ตอซังและข้าวโพด 6.83 ล้านตัน ตออ้อยและเศษใบอ้อย 9.75 ล้านตัน ซึ่งเกษตรกรบางส่วนยังเผาอยู่ จากการประเมินการเผาทิ้งเศษเหลือจากตอซังข้าวและฟางข้าว ทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหารหลักที่เป็นไนโตรเจนถึง 90 ล้านกิโลกรัม ฟอสฟอรัส 20 ล้านกิโลกรัม และโพแทสเซียม 260 ล้านกิโลกรัม ยังไม่นับการสูญเสียธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ อีกกว่า 150 ล้านกิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่าห้าพันล้านบาท ดังนั้น จึงส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรไถกลบตอซัง และนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับหมอดินอาสาและเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุน สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับทำปุ๋ยหมัก และสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพช่วยเร่งการย่อยสลายและเพิ่มธาตุอาหารพืช

ด้านนายอาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ด้านวิชาการ กล่าวว่า ได้ใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เร่งการย่อยเศษพืชตอซังกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น ซึ่งทำได้ง่าย โดยนำฟางข้าวผสมกับมูลสัตว์ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ โดยมีสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ช่วยย่อย จนได้มาเป็นปุ๋ยหมักคุณภาพ ให้อินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน โดยการผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ร่วนซุยช่วยอุ้มน้ำรักษาความชื้น ช่วยในการดูดซับธาตุอาหารพืชได้มากขึ้นและทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน และติดต่อขอรับผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด.ต่างๆ ได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทร.1760

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ เกษตรตำบลทั่วไทย ทำเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795736

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ  เกษตรตำบลทั่วไทย  ทำเกษตรมูลค่าสูง  พัฒนาคุณภาพชีวิต

‘ธรรมนัส’พร้อมนำ เกษตรตำบลทั่วไทย ทำเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำทาง : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมสัมมนาการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ นำทางในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จ ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการองค์กรของกรมส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2567 และมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อสร้างความเข้าใจในการร่วมกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จ พร้อมรับฟังจดหมายเปิดผนึกจากเกษตรตำบลถึง รมว.เกษตรฯ หัวข้อ “เกษตรตำบลคนสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมาย “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” และยึดหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ อาทิ ผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG Model การขับเคลื่อนภารกิจยกระดับ Mr. สินค้าเกษตร และศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร เป็นต้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรฯ ให้เกิดผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาเจ้าหน้าที่ทุกระดับในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการองค์กร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลที่ต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร สามารถพัฒนาอาชีพให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รองปลัดฯหารือประกาศฯใช้ที่ปฏิรูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795733

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อชี้แจงประกาศเกณฑ์การใช้และอัตราค่าใช้สถานที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) และศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน (ศกร.) สำหรับการจัดประชุม อบรม สัมมนา ของหน่วยงานต่างๆ โดยมีนายวิวัฒน์ ผลประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ส.ป.ก.รวมทั้ง น.ส.อมรรัตน์ แขวงโสภา ผอ.สำนักบริหารกลาง ส.ป.ก.ฝ่ายเลขานุการฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สามารถสรุปผลการประชุม ได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โอนคืนพื้นที่ทรัพย์สินและภารกิจของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ แก่ ส.ป.ก.

2.ที่ประชุมรับทราบนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนโยบายให้เกษตรกร ผู้นำเกษตรกร และบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้พื้นที่ของ ศพส.และ ศกร.เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการจัดงานประชุมสัมมนา และอบรมเจ้าหน้าที่ เกษตรกร หรือผู้นำเกษตรกร ส.ป.ก.3.ที่ประชุมรับทราบประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง เกณฑ์การใช้และอัตราค่าใช้สถานที่ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ประกาศ ณ วันที่ 9 มกราคม 2567 และ 4.ที่ประชุมพิจารณาและรับทราบหลักเกณฑ์การขอใช้บริการสถานที่ และอัตราค่าใช้สถานที่ของ ศพส.และ ศกร.ตลอดจนการรับชำระเงินของ ส.ป.ก.โดยการจัดเก็บรายได้และการนำส่งเงินดังกล่าว ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินในอัตราร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับ และนำส่งกระทรวงการคลัง บัญชีเงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สินของ ส.ป.ก.ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินที่ได้รับ

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795721

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.33 น.

‘ปลาหมอสีคางดำ’ประโยชน์และรสชาติ จาก‘เอเลี่ยนสปีชีส์’สู่เมนูเด็ด-ราคาโดน-รายได้ชุมชน

ขึ้นชื่อว่า “ปลาหมอสีคางดำ” ทุกคนคงรู้จักดีว่ามันเป็นปลาต่างถิ่น หรือ “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่มีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงมาก จนถึงขณะนี้ระบาดไปแล้วหลายจังหวัด กระทั่ง“กรมประมง” ต้องออกปฏิบัติการล่าปลาชนิดนี้ เพื่อลดปริมาณและควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด โดยได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ” ขึ้นเพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหา รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเครือข่ายชาวประมงและเกษตรกรในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ ด้วยเรือประมงขนาดไม่เกิน 3 ตันกรอส ติดอวนรุน ร่วมกับการปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาด เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรปลาหมอสีคางดำขนาดเล็กที่พบในธรรมชาติ

เมื่อเร็วๆนี้ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้เปิดปฏิบัติ “การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ” นำร่องพร้อมกันใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกทม.  ล่าสุด เมื่อวันก่อน จังหวัดสมุทรสงคราม ก็เดินหน้ากิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ต่อยอดการกำจัดปลาชนิดนี้ด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง

อีกมาตรการที่ขาดไม่ได้หากต้องการให้ชาวบ้านช่วยกันจับปลาขึ้นมา คงหนีไม่พ้น การให้ความรู้ถึงประโยชน์ของปลาชนิดนี้ที่สามารถนำมารับประทานได้ไม่ต่างกับปลาชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างพลังของการบริโภค (เฉกเช่นเดียวกับที่ประเทศไทยสามารถใช้จัดการกับปลาซัคเกอร์และหอยเชอรี่ได้สำเร็จ) เพราะอันที่จริงปลาชนิดนี้มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ปลานิล ยิ่งถ้าวัตถุดิบชนิดนี้อยู่ในมือแม่ครัวหัวป่าก์ด้วยแล้ว จะพบว่าสามารถทำให้อร่อยได้สารพัดเมนูทีเดียว

เริ่มกันที่ของง่ายที่สุดอย่าง “ปลาแดดเดียว” ที่หากเป็นปลาไซด์เล็กก็ต้องทอดให้กรอบสุดๆ ทั้งตัว หรือยิ่งถ้าได้ปลาตัวใหญ่หน่อยก็สามารถแล่เอาแต่เนื้อออกมาได้ง่าย เพราะปลาชนิดนี้ก้างใหญ่ เลาะไม่ยาก นำมาปรุงรสและทอดให้เหลืองกรอบกำลังดี ได้ชิมเมื่อไหร่รับรองจะติดใจ ชิ้นเดียวไม่พอ

หรืออีกเมนู “ปลาหวาน” ที่ใช้วิธีแล่เฉพาะเนื้อปลาออกมาหั่นเป็นเส้นๆ แล้วปรุงรสตามกรรมวิธีทำปลาหวาน เมื่อนำลงทอดแล้ว ทุกเสียงยืนยันว่า อร่อยเหมือนปลาริวกิวหวานที่เราๆท่านๆชอบกินกันเลย

เมนูขนมจีนน้ำยาปลาและแกงส้มปลาก็ไม่ควรพลาด ไม่น่าเชื่อว่าปลาหมอสีคางดำจะนำมาทำสองเมนูนี้ได้อร่อยขนาดนี้ ยิ่งถ้าได้เครื่องเคียงขนมจีนครบสูตร กินกับไข่ต้มสักฟอง เห็นทีต้องมีคนขอเบิ้ล ส่วนแกงส้มปลาใส่หน่อไม้ดองราดบนข้าวสวยร้อนๆ นี่ก็กินหมดจานไม่รู้ตัวเหมือนกัน รวมถึงของทานเล่นอย่าง ไส้อั่วปลาและข้าวเกรียบปลา ก็เป็นอะไรที่ต้องชิม ทั้งยังนำไปทำปลาร้า และน้ำปลา ที่หลายจังหวัดที่ทดลองทำแล้ว ถึงกับยกนิ้วชื่นชมรสชาติกันทั้งนั้น … นี่ล่ะ ปลาหมอสีคางดำที่สามารถรังสรรค์ได้หลากหลายเมนูจริงๆ 

นอกเหนือจากการปรุงเป็นเมนูอาหารและขนมของกินเล่นแล้ว ประโยชน์ของปลาหมอสีคางดำ ยังนำขึ้นมาขายให้โรงงานปลาป่น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ หรือนำไปทำ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สำหรับใช้รดต้นไม้ให้ดอกผลงดงาม ได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ราคาปลาหมอสีคางดำ (คละขนาด) ที่ยังไม่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า อยู่ที่ประมาณ 7-10 บาท/กก. สามารถจับขึ้นมาได้โดยไม่ต้องลงทุนเลี้ยง ซึ่งเป็นการช่วยฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้สิ่งแวดล้อมในชุมชน ขณะที่ปลาที่ถูกนำไปแปรรูปแล้ว เช่น ปลาแดดเดียว แบบทั้งตัวจะอยู่ที่ 80-90 บาท/กก. แต่ถ้าแล่เฉพาะเนื้อ จะอยู่ที่ 160 บาท/กก. ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าให้ปลาชนิดนี้มีราคาสูงจนเกินเหตุ เพราะนั่นอาจทำให้เกษตรกรบางคนทำการลักลอบขยายพันธุ์ปลาจนเกิดภาวะที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะผิดเป้าประสงค์และเกิดหายนะของน่านน้ำตามมาอีกระลอกใหญ่  …  ขอเพียงช่วยกันจับ-ช่วยกันกิน-ช่วยกันใช้ ควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ตามแผนของกรมประมง เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลอง การปล่อยปลากะพง-ปลาอีกง เป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด พร้อมๆ ไปกับการประเมินสถานการณ์ปริมาณปลา รวมถึง ต้องไม่ลืมการให้ความรู้เกษตรกรและชาวบ้านที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน…หรืออย่างน้อยที่สุดก็ขออย่าได้มีใครนึกพิเรนทร์ นำปลาชนิดนี้ไปเป็นเหยื่อตกปลาในแหล่งน้ำอื่นๆ ที่ทำให้มันแพร่ระบาดมากขึ้นไปอีกก็แล้วกัน

บทความโดย มีนา รัตนากรพิสุทธิ์ นักวิชาการอิสระ

ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯลงพื้นที่ พบเกษตรกรเลี้ยงปลายี่สก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795517

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.ปรีชา ศิริแสงอารำพี ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.สมุทรสาคร น.ส.อัมพูชนี นวลแสง หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดระบบมาตรฐานฟาร์มและเพาะเลี้ยงสัตว์ควบคุม น.ส.สาวิตรี ศิลาเกษ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์น้ำ กรมประมง และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลายี่สกในบ่อดินซึ่งมีการลดต้นทุนโดยทำแซนด์วิชอาหารให้ปลาจากฟางข้าวและมูลไก่แห้งเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารธรรมชาติให้กับปลา ที่บ่อเลี้ยงปลายี่สก นายบุญช่วย ทองรัก หมู่ 8 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ เพื่อหารือแนวทางการตลาดกับภาคเอกชนในการเพิ่มช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปลายี่สกสร้างรายได้ ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร

‘ธรรมนัส’เก็บค่าธรรมเนียม นำเข้าสัตว์น้ำ-แก้ปัญหาล้นตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795515

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในประเด็นพิจารณา เห็นชอบให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำ โดยเห็นชอบอนุมัติหลักการการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์น้ำหรือซากสัตว์น้ำ เป็นไปตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และสามารถนำค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้มาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการรวมถึงการควบคุมตรวจสอบการนำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้ มอบหมายกรมประมง พิจารณาอัตราจัดเก็บที่เหมาะสมและดำเนินการเสนอกฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ (ฉบับที่.. ) พ.ศ. ..ตามลำดับขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศ 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดขนาดเรือและเครื่องมือทำการประมงบางประเภท เป็นประมงพาณิชย์ พ.ศ. .. ซึ่งประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการปรับปรุงข้อกำหนดของเครื่องมือทำการประมงบางประเภทเป็นประมงพาณิชย์ให้มีความเหมาะสม และเป็นไปตามหลักการที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักการการขอรับใบอนุญาตประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการในเรื่องต่างๆ อาทิ 1.ความก้าวหน้าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นที่มีการบัญญัติใช้บังคับอยู่แล้ว การปรับปรุงอัตราโทษให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม และดำรงไว้ซึ่งการประกอบอาชีพประมงโดยสุจริตของชาวประมง โดยยังคงหลักการควบคุม การบริหารจัดการการทำการประมง การรายงานการทำการประมง โดยไม่ขัดต่อหลักการต่อต้านการประมง IUU อนุสัญญาและพันธกรณีระหว่างประเทศ มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการประมง และเพื่อเป็นการจัดระเบียบการประมงในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. ..ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จัดประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เพื่อตรวจพิจารณา
ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งมีมติเห็นชอบร่างฯ และเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการพิจารณาตามกลไกในรัฐสภา

2.การแปลงสินทรัพย์ภาคการประมงเป็นทุน ให้เกิดมูลค่า โดยเตรียมนำร่องในกุ้งทะเลในบ่อดิน การเลี้ยงปลาในกระชังและการเลี้ยงปลานิล โดยมอบหมายกรมประมง จัดทำหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ภาคการประมงเป็นทุน และนำเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล เป็นต้น

ประมงจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำวางไข่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795516

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2567 ที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร โดยแบ่งเป็นบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 2 ช่วงระยะเวลา ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวประจวบฯ และบริเวณพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน–15 สิงหาคม 2567 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–30 กันยายน 2567 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในด้านเหนือของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฝั่งทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำหลายชนิด ด้วยการคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีความสมบูรณ์เพศพร้อมผสมพันธุ์วางไข่ และปกป้องสัตว์น้ำวัยอ่อนให้มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินมาตรการฯในปี 2566 พบว่าปริมาณการจับปลาทูในอ่าวไทยมีปริมาณถึง 41,310 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,316.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 5,602 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 659.08 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ของปริมาณการจับ (ปี 2565 ปริมาณ 35,708 ตัน มูลค่า 2,657.49 ล้านบาท) และพบว่าพ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์ในอัตราที่สูงเกือบร้อยละ 100 อีกทั้งยังพบการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาลัง และสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ซึ่งประกาศใช้มาตรการ จึงยืนยันได้ว่ามาตรการฯ ที่ใช้มีความสอดคล้องถูกต้อง และเหมาะสมทั้งในด้านพื้นที่ ช่วงเวลา และเครื่องมือที่มีการประกาศใช้มาตรการฯ

ที่ปรึกษาฯจัดอบรม ทำบันทึกข้อตกลง พัฒนาความร่วมมือ กิจการด้านยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795514

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดอบรมและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านยางพาราร่วมกับผู้ประกอบกิจการยางเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยมีนายเพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยให้การต้อนรับและร่วมพบปะเกษตรกรที่โรงแรมดิอิมเพรส อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ สร้างการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและผู้นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในเขตภาคเหนือ และพนักงาน กยท.เขตภาคเหนือสู่การเป็นผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการสถาบันเกษตรกรฯ ผลผลิต และการตลาดต่อไป

สำหรับโครงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านยางพาราร่วมกับผู้ประกอบกิจการยางเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGS) เป็นความร่วมมือระหว่าง กยท.เขตภาคเหนือ สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.เชียงราย สหกรณ์กองทุนสวนยาง จ.ลำปาง จำกัด และพิธีส่งมอบสินค้ายางพารา 300,000 กิโลกรัม (10 พ่วง)ให้กับบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)