‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784814

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 08.50 น.

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

3 กุมภาพันธ์ 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เปิดปฏิบัติการนโยบายแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ด้วยการมอบธงสัญลักษณ์ และปล่อยขบวนเรือชาวประมงออกปฏิบัติการ 23 ลำในแม่น้ำท่าจีน และปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว 60,000 ตัวพร้อมกันในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด โดยปัญหาปลาหมอสีคางดำได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงชาวประมงได้รับผลกระทบจากการระบาดเข้าไปในบ่อเลี้ยงปลา

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า กรมประมงได้กำหนดมาตรการระยะเร่งด่วน สร้างการรับรู้ด้วยการ Kick Off ใน 5 จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร ที่มีการใช้เครื่องมืออวนรุนชนิดพิเศษ สามารถกำจัดปลาชนิดนี้ได้ 100%  ร.อ.ธรรมนัส จึงได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ กำหนดยกเว้นข้อบังคับทั่วไป ให้สามารถใช้อวนรุนจับปลาได้ ภายใต้เงื่อนไขระยะเวลา 1 ปี และมอบให้กรมการประมงประจำจังหวัด กำหนดพื้นที่ในการจับปลา ภายใต้การควบคุมกำกับของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากการควบคุมในระยะ 1 ปีนี้ ไม่สามารถลดอัตราการขยายพันธุ์ได้ ก็จะทำการขยายประกาศฉบับนี้ต่อไป

“ร.อ.ธรรมนัส ยังได้ กำชับให้กรมประมงประสานพัฒนาที่ดิน เพื่อนำปลาหมอสีคางดำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการเกษตร รวมถึงการแก้ไขปัญหาการถูกกดราคาปลาหมอสีคางดำที่จับได้โดยพ่อค้าคนกลาง เบื้องต้น กรมประมงจะมีการประชุมในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 กับสมาคมปลาป่น โดยจะหาผู้รับซื้อในพื้นที่ และกำหนดราคาซื้อขายที่เป็นธรรมกับชาวประมง” น.ส.เกณิกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปลาหมอสีคางดำไม่ใช่สัตว์น้ำที่เป็นพิษ แต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น ทำน้ำปลา ปลาส้ม ข้าวเกรียบ ไส้อั่ว เป็นต้น ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวประมง รวมถึงพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ริมน้ำ สามารถจับปลาชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ ส่วนการต่อยอดในอนาคต ขณะนี้ได้คุยกับสมาคมปลาป่นในการผลิตปลาป่น  และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพคุณภาพสูงจากสัตว์น้ำ

‘ธรรมนัส’ชูข้าวหอมมะลิ ใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่า-รายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784526

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกรด้วยการผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ตามนโยบาย 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในส่วนของการส่งเสริมศักยภาพข้าวไทยนั้น ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกรไทย เกิดการสร้างงานเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้า โดยใช้องค์ความรู้จากการวิจัยด้านนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและได้คุณภาพตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ถึงร้อยละ 46ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด 2.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 986,807 ไร่ สุรินทร์ 575,993 ไร่ ศรีสะเกษ 287,000 ไร่ มหาสารคาม 193,890 ไร่ และ ยโสธร 64,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งมีการปรับปรุงและรับรองพันธุ์ในปี 2502 ในชื่อ “ขาวดอกมะลิ 105” ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ คนทั่วไปจะรู้จักจากคำนิยามว่า “หอม-เรียวยาว-ขาวนุ่ม” ด้วยคุณสมบัติพิเศษคือ ความนุ่มของข้าว และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI

สำหรับงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 จ.ร้อยเอ็ด เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ สู่การทำเกษตรสร้างมูลค่า เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงตลาด ระหว่าง กลุ่มเกษตรกรและผู้รับซื้อข้าวทั้งในและต่างประเทศ ให้มีช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยอาศัยความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตรเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งจะเป็นอีกพลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับภาคเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรไทย ให้กินดีอยู่ดี โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ร้อยเอ็ด ชมรมโรงสีข้าว จ.ร้อยเอ็ด และผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ

เกษตรฯแลกเปลี่ยนลาวทำBCGModel

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784527

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว ภายหลังหารือกับ Mr.Ammala SAENGCHONGHACK รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าการหารือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) รวมถึงความมั่นคงทางด้านอาหารภายใต้ BCG

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯได้นำหลักแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร โดยนำเอาความรู้และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพ และผลผลิตทางการเกษตร หรือที่เรียกว่า “ทำน้อย แต่ได้มาก” เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง และ 2Q คือ Quality & Quantity ซึ่งมีแนวทางในการพัฒนา 4 แนวทาง ได้แก่ 1.อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรทางเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน 2.ส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ และการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 3.พัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ/เกษตรรุ่นใหม่ และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากร และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกภาครัฐ รวมถึงโมเดลเศรษฐกิจ BCG สามารถเป็นรูปแบบที่ประเทศอื่นสามารถนำไปปรับใช้ พัฒนา และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสและแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

คกก.สร้างอาชีพฯ ร่วมฟื้นฟูศักยภาพ พักชำระหนี้เกษตร เพิ่มประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784525

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ครั้งที่ 1/2566 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำ “โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้กับเกษตรกร 300,000 ราย หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงและพัฒนาด้านการตลาด ยกระดับสู่ตลาด Modern Trade ตลาดออนไลน์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินสำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1.กิจกรรมระยะที่ 1 : การปรับแนวคิด/ความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ Kick off โครงการ 2.กิจกรรมระยะที่ 2 : การฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้แก่เกษตรกรรม (On the job training) 3.กิจกรรมระยะที่ 3 : การตรวจเยี่ยม แนะนำ ติดตามและประเมินผลเบื้องต้น และ 4.กิจกรรมระยะที่ 4 : การรวบรวมช่องทางการตลาด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรายการอาชีพกว่า 100 โครงการครอบคลุมด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง

‘ไชยา’ยกปทุมธานีโมเดล เมืองไร้ควัน-ลดการเผาตอซัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784528

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานวันสาธิต การใช้นวัตกรรมและภูมิปัญญา เปลี่ยนฟางข้าวเป็นทอง สู่เมืองปทุมธานีไร้ควัน ที่แปลงนาสาธิต หมู่ 2 ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่คิดว่าการเผาตอซังเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อทำการเกษตรฤดูต่อไป ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ไม่ถูกต้อง จึงขอฝากกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรทำการเกษตรด้วยนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมการจัดการวัสดุจากเกษตร เช่น ฟางข้าวมาทำปุ๋ยอินทรีย์ และถ่านชีวภาพ

“จากความร่วมมือในการลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 ระหว่างสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี และเอกชน เป็นระยะเวลา 5 ปี มีการทดลองตามแปลงต่างๆ ทำให้เกษตรกรใน จ.ปทุมธานี ลดการเผาลงจนเกือบหมดแล้ว ต้องขอบคุณความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ช่วยกันทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นในการทำเกษตรรูปแบบใหม่ โดยจะขยายรูปแบบเมืองไร้ควันสู่จังหวัดรอบข้างต่อไป” นายไชยา กล่าว

ในโอกาสนี้ นายไชยา และประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และส่วนจังหวัด ได้ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความร่วมมือการทำการเกษตรปลอดการเผา ระหว่างตัวแทนเกษตรกรและหน่วยงานเอกชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำเกษตร อันจะช่วยลดการเผาที่เป็นผลกระทบต่อภาคการเกษตรและประชาชน จากนั้นประธานในพิธีและผู้บริหารได้ร่วมชมกิจกรรมการสาธิต “เปลี่ยนฟางข้าวเป็นทอง สู่เมืองปทุมธานีไร้ควัน” ได้แก่ นวัตกรรมย่อยสลายตอซังข้าว เปลี่ยนฟางให้เป็นปุ๋ย การเปลี่ยนฟางข้าวเป็นทอง ด้วยเครื่องจักรผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด และการใช้เทคโนโลยีย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ด้วยโดรนเพื่อการเกษตรด้วย

รมว.เกษตรฯประชุม คณะอนุกก.ส่งเสริม พัฒนาอาชีพ-ตลาด เกิดผลเป็นรูปธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784260

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดครั้งที่ 2/2566 โดยที่ประชุมรับทราบคำสั่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่ 1/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 11 คณะ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยภาพรวมการดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ปีงบประมาณ 2558 – 2566 มีพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1,582 พื้นที่ 71 จังหวัด เนื้อที่ 5.8 ล้านไร่ พื้นที่เห็นชอบการจัดที่ดินแล้ว 1,372 พื้นที่ เนื้อที่ 4.3 ล้านไร่ พื้นที่ออกหนังสืออนุญาตแล้ว 523 พื้นที่ 2.4 ล้านไร่ ดำเนินการจัดราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้ว 393 พื้นที่ 85,403 ราย เนื้อที่ 587,357 ไร่ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดแล้ว จำนวน 312 พื้นที่ 66 จังหวัด หน่วยงานในคณะอนุกรรมการฯ บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ คทช.ดำเนินการตามกรอบภารกิจ 6 ด้าน

นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบร่างคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ในพื้นที่ คทช.และร่างคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ คทช.เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันในพื้นที่ คทช.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะเสนอประธานอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ลงนามแต่งตั้งต่อไป

สวก.ชูพันธุ์ใหม่ถั่วลิสงเพิ่มปริมาณผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784266

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) องค์การมหาชน กล่าวว่า ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า “เกษตรศาสตร์ สวก.1” โดยปรับปรุงพันธุ์จากแม่พันธุ์ขอนแก่น 5 และพ่อพันธุ์ IC 10 ทำให้ได้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานต่อโรคยอดไหม้ ซึ่งผลการทดสอบพบว่า พันธุ์ถั่วลิสง “เกษตรศาสตร์ สวก.1” ให้ผลผลิตและผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบพันธุ์ดั้งเดิม คุณภาพเมล็ดเป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรมแปรรูป และสามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในฤดูฝน และฤดูแล้ง (ผลผลิตฝักแห้งในช่วงฤดูแล้งเฉลี่ย 353 กิโลกรัมต่อไร่) พร้อมทั้งร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร นำไปขยายผลในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 12 จังหวัด โดยบริษัท แม่รวยการเกษตร (โก๋แก่) จำกัด พร้อมรับซื้อผลผลิตถั่วลิสง ก่อให้เกิดกำไรสุทธิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.94 เท่า สามารถเพิ่มรายได้กว่าปีละ 72.02 ล้านบาท คาดว่าภายใน 5 ปี จะก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านของการลดปริมาณการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศมากกว่า 400 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินการดังกล่าวเนื่องจากปัญหาปริมาณผลผลิตถั่วลิสงไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พบว่าเกิดจากเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงที่ไม่มีคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ปริมาณการเพาะปลูกและผลผลิตถั่วลิสงลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับบริโภค และวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้ถั่วลิสงปริมาณสูงถึง 113,498 ตัน แต่ผลิตได้เพียง 25,074 ตัน ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในปริมาณสูงถึง 89,387 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,002.90 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายสำคัญที่จะเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตถั่วลิสง หวังลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มผลผลิตและสร้างความเข้มแข็งภายใต้บริบทของพื้นที่

‘ธรรมนัส’ถกเวทีข้าวไทย มุ่งพัฒนาพันธุ์ยกระดับคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784262

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ร่วมการประชุมเวทีข้าวไทย ภายใต้แนวคิด “อนาคตข้าวไทย : โอกาสและความท้าทาย” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม.และกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย” ว่ามุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการตลาดตลอดโซ่อุปทาน โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1.ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวที่หลากหลายตรงความต้องการของตลาด มีความต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.นำเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุนด้านการเกษตร 3.ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ ลดการเผาตอซังในไร่นา ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตปุ๋ย การนำไปเป็นอาหารสัตว์ และการนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล ช่วยลดมลพิษทางอากาศ PM2.5

4.สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าว สามารถพึ่งพาตนเองได้5.ส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานรองรับตรงตามความต้องการของตลาด 6.ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และ 7.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกเพื่อการส่งออกข้าวไทย การส่งเสริมหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อ การเจาะกลุ่มตลาดข้าวเฉพาะ สร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าและคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าข้าวไทย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงประเด็นพันธุ์ข้าวไทย ไม่ติดอันดับในการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2023 ว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ส่งพันธุ์ข้าวเข้าประกวด ซึ่งหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวดคือ กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าว สำหรับกรณีการลักลอบนำเข้าสายพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาปลูกในไทยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยกรมการข้าว ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแก่เกษตรกร อีกทั้งได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับฤดูกาลผลิตหน้าแล้ว โดยมุ่งให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี ผลผลิตต่ำ กรมการข้าว จึงต้องตระหนักและมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทนทานต่อโรค และตรงความต้องการของตลาดโลกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ ประเทศไทย มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.68 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรัง เฉลี่ยปีละ 70-71 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของเนื้อที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ (149 ล้านไร่) มีผลผลิตข้าวประมาณ 31-32 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี หรือประมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร โดยในปี 2565 ไทยส่งออกข้าวได้ 7.71 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 138,698 ล้านบาท และปี 2566 (มกราคม-กันยายน) ส่งออกได้แล้ว 6.08 ล้านตันมูลค่า 117,590 ล้านบาท

กรมชลฯสั่งเตรียมพร้อม รับสถานการณ์น้ำทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784268

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทานรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ ว่าปัจจุบันพบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 61,027 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 37,085 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุอ่างฯรวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,274 ล้าน ลบ.ม.(73% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) มีน้ำใช้การได้ 11,578 ล้าน ลบ.ม.(64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 3,848 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 18% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 773 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 13% ของแผนฯ

ในการนี้กรมชลประทาน ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานในเขตพื้นที่ภาคใต้ ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการตาม 13 มาตรการของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งกำชับโครงการชลประทานทั่วประเทศ จัดสรรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นไปตามแผนที่วางไว้ที่สำคัญต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้ ได้เน้นยำให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2566/67 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวนรถไฟ ส่งสินค้าเกษตรไปประเทศจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784030

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังปล่อยขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรไปยังนครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธรัฐรัสเซีย และสหภาพยุโรป ที่สถานีรถไฟมาบตาพุด จ.ระยอง โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ว่าการขยายตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศได้มากขึ้น

ขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์นี้ถือเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรจากประเทศไทยไปยังนครเฉิงตู ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านระบบการขนส่งทางรางที่รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการขนส่งทางเรือ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กรมส่งเสริมสหกรณ์กับภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท Global Multimodal Logistics (GML)ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ครบวงจร และบริษัท แพน-เอเชีย ซิลด์โรด จำกัด (PAS)ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านระบบราง มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะส่งสินค้าเกษตรผ่านระบบการขนส่งทางรถไฟไทย-จีน