ชาวนา4ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783716

ชาวนา4ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าว

ชาวนา4ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าว

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.11 น.

ชาวนา 4 ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าวดึงส่วนต่างกำไรข้าวในประเทศกำหนดราคาซื้อข้าวเปลือก

นายศุภผล ผลพูนศิริ แกนนำกลุ่มเกษตรกรตำบลศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27-28 มกราคม ที่ผ่านมา แกนนำกลุ่มเกษตรกร 4 ภาค พร้อมสมาชิกได้จัดประชุมเสวนาในพื้นที่ ต.บ้านมะขามล้ม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พร้อมประกาศจัดตั้ง สมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย (สชท.) โดยมีตนเป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันผลักดันให้รัฐบาล
และกระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคาข้าวเปลือกด้วยความเป็นธรรม เพื่อร่วมกันแสวงหาปัจจัยการผลิตอันประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรและอุปกรณ์ เงินทุน ฯลฯ ที่มีราคาเป็นธรรม  เพื่อร่วมกันประสานงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการแสวงหา และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ระบบชลประทานเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสมบรูณ์ในการทำนา

“ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.68 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรัง เฉลี่ยปีละ 70-71 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 47% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ 149 ล้านไร่ มีผลผลิตข้าวเปลือก 30-34ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี คิดเป็นผลผลิตข้าวสาร 15-17ล้านตัน ใช้บริโภคในประเทศ 10-12ล้านตัน ส่งออก 5-7 ล้านตัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ใช้กฎหมายและระเบียบ กำหนดราคาข้าวสารส่งออก เป็นฐานในการคำนวณราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาขายให้โรงสี ซึ่งเป็นกลไกที่บิดเบือนไม่เป็นธรรม เพราะโดยความเป็นจริงราคาข้าวสารที่บริโภคภายในประเทศมีราคาสูงกว่าราคาส่งออกมากถึง100% และมีสัดส่วนสูงถึง60-65%ของปริมาณข้าวสารทั้งหมด เป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อค้าข้าว มีกำไรจากการขายข้าวในประเทศมากกว่าแสนล้านบาท/ปี ซึ่งตัวเลขตรงนี้กระทรวงพาณิชย์จะต้องใช้เป็นข้อมูลสำคัญ กำหนดราคาข้าวเปลือกด้วยความเป็นธรรม โดยการนำกำไรส่วนต่างราคาข้าวสารที่บริโภคภายในประเทศมาร่วมคำนวณกับราคาข้าวสารส่งออก เพื่อเอารายได้ที่แท้จริงมากำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกของชาวนา” ประธาน สชท.กล่าว

นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กล่าวในฐานะประธานที่ปรึกษา สชท.ว่า ข้อเรียกร้องของ สชท.คือ จะต้องจัดระเบียบโรงสีขึ้นทะเบียนโรงสีในระบบออนไลน์เพื่อเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายข้าวให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และต้องปรับโครงสร้างราคาซื้อขายข้าวเปลือกจากเดิมอ้างอิงราคาส่งออก เป็นราคาขายข้าวสารจริง  โดยให้นำรายได้ส่วนต่าง 60 % มาคำนวณเป็นราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ดังนั้นบทบาทของ สชท.จากนี้เป็นต้นไปคือนำข้อเรียกร้องนี้ไปทำความเข้าใจและรวบรวมสร้างเครือข่ายสมาชิกและเมื่อถึงเวลาพวกเราจะไปยื่นข้อเรียกร้องกับกระทรวงพาณิชย์

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ซึ่งได้รับเชิญร่วมเสวนาครั้งนี้ กล่าวว่า ในอดีตชาวนามีอำนาจต่อรองมากจนเมื่อมีนโยบายประชานิยมจึงทำให้ ชาวนาอ่อนแอลง ชาวนาเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศแต่กลับไม่มี ส.ส.ที่มาจากชาวนา สิ่งเดียวที่จะทำให้เข้มแข็งคือการรวมกลุ่มกัน ความมั่นคงของชาวนาต้องผูกพันกับการเมือง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ บริบทการเมืองวันนี้ยังอยู่ในจุดอันตราย รัฐบาลก็มุ่งแต่นโยบายเงินดิจิตอล นโยบายเปลี่ยน สปก.เป็นโฉนด ขณะที่ฝ่ายค้านก็มุ่งแต่นโยบายแก้ ม.112 ระบอบประชาธิปไตยยังไม่สามารถเฟ้นชาวนาชาวไร่เข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งอนาคตไม่รู้เป็นอย่างไรแต่ตนฝันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถตอบโจทย์วิถีสังคมไทย

“ถึงเวลาพี่น้องชาวนารวมตัวกันเพื่อต่อรองกับฝ่ายการเมืองทำไม ชาวนาเจอแต่นโยบายจำนำข้าวกับประกันรายได้ แต่เป็นคือความยั่งยืนของชาวนาหรือไม่ เพราะชีวิตชาวนายังเหมือนเดิมถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนและนักการเมืองมาตลอด การรวมตัวเป็นสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งในอนาคตอาจจะได้ทำงานร่วมกัน” นพ.วรงค์ระบุ

ทั้งนี้ รายชื่อคณะกรรมการ สชท.ประกอบด้วย

1.นายศุภผล ผลพูนศิริ (ประธานสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย) กลุ่มเกษตรกรตำบลศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย

2.นายสมศักดิ์ ตำหนิงาม (รองประธาน)กลุ่มชาวนาบ้านหนองไร่ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

3.นายพรรษา อ่อนหวาน (รองประธาน)วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวปลอดภัยบ้านดอนดู่ ต.กุดตาไก้ อ.ปลาปาก จ.นครพนม

4.นายธนัฐ จันทร์มาลา (เลขานุการ)กลุ่มเกษตรกรบ้านขุนภูมิ ต.เดื่อศรีคันไชย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

5.นายสกล มาเนียม (กรรมการ)กลุ่มผลิตข้าวและค้าข้าวบ้านหนองหัวลิง อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร

6.นางธัญญ์รัศม์ นิ่มอนงค์ (กรรมการ)กลุ่มชาวนานักวิจัยบ้านมะขามล้ม  อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

7.นายสมจิตร ดวงเพ็ชรแสง (กรรมการ)กลุ่มเกษตรกรทำนาตำบลบ้านฝาง อ.สระใคร จ.หนองคาย

8.นายเกษม รอดไธสง (กรรมการ)กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองลุมปุ๊ก ต.โนนตูม อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา

9.นายประพัฒน์ ปรีการ (กรรมการ)กลุ่มเกษตรกรบ้านใหม่คำ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

10.นางสาวนรากร อ่อนละมุล (กรรมการ).กลุ่มเกษตรกรบ้านคำสร้างบ่อ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ขณะที่ 

11.นางสาวเปมิกา หงส์อาจ (กรรมการ) กลุ่มชาวนาบ้านจตุรพักตรพิมาน อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด 

นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เป็นประธานที่ปรึกษา นายทศพล พรหมเกตุ เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ

EggBoardไฟเขียว ร่างประกาศคกก. กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางผลิตไข่ไก่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783574

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 3/2566 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เรื่อง หลักเกณฑ์มาตรการและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม โดย (ร่าง) ประกาศดังกล่าว เป็นการขอความร่วมมือผู้ประกอบการไก่ไข่ให้ปลดไก่ไข่ยืนกรงที่อายุไม่เกิน 80 สัปดาห์ ยกเว้นรายย่อยที่เลี้ยงต่ำกว่า 30,000 ตัว และเงื่อนไขอื่นๆ ตามที่กรมปศุสัตว์ กำหนด ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ศึกษาและพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องสำหรับการจัดทำมาตรการและแนวทางการปฏิบัติที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ (GP และ PS) ปี 2567 แบ่งเป็น ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์(GP) 3,800 ตัว และไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์(PS) 440,000 ตัว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ

สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่สด มีการส่งออก 381.65 ล้านฟอง มูลค่า 1,703.78 ล้านบาท โดยส่งไปยังสิงคโปร์ 72% ฮ่องกง 16% และไต้หวัน 7% ด้านมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่กรมปศุสัตว์ ได้หารือร่วมกับผู้แทนสมาคมไก่ไข่ สหกรณ์ไก่ไข่ และผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ กำหนดมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา และพบว่ามีการเก็บรวบรวมไข่ไก่เพื่อการส่งออก 59,063,928 ฟอง มีการปลดไก่ไข่ก่อนกำหนด 539,949 ตัว รวมผลดำเนินการแล้ว 67,708,638 ฟองคิดเป็น 115.74% จากเป้าหมาย

ชุดพญานาคราชลุยตรวจค้นห้องเย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783579

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กว่า100 นายเข้าตรวจสอบห้องเย็นใน จ.เชียงราย อุบลราชธานี ลพบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร 2 จุด คือ 1.มอบหมายนายวรพงษ์ รังผึ้ง นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าชุดปฏิบัติการฯเข้าตรวจสอบห้องเย็น ชลสิทธิ์ โฟรเซ่น จ.ลพบุรี ซึ่งคาดว่ามีการเชื่อมโยงนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนเข้ามาในพื้นที่ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ผลการตรวจสอบพบชนิดสินค้าไม่ตรงกับที่ระบุในใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์2 รายการ (ซากไก่) รวม 2,300 กิโลกรัม มีความผิดตามมาตรา 22 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดซากสัตว์ของกลางดังกล่าว เป็นเวลา 15 วันทำการเพื่อให้ผู้ประกอบการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง พร้อมทั้งได้ลงบันทึกประจำวัน และสืบสวน ตรวจสอบขยายผลต่อไป

2.มอบหมายนางยุพดี ทองมี นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ หัวหน้าชุดปฏิบัติการฯ เข้าตรวจสอบห้องเย็น บริษัท โชคมหาชัย มารีน จำกัด จ.สมุทรสาคร โดยตรวจสอบเอกสารประกอบการเคลื่อนย้าย พบว่ามีรายการสินค้าในใบเคลื่อนย้ายไม่ตรงกับใบรับฝาก จึงทำการอายัดสินค้าเพื่อให้ผู้ประกอบการนำเอกสารมาชี้แจงภายใน 15 วัน รายละเอียดดังนี้1.เพดานหมู 59 กล่อง กล่องละ10 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก 590 กิโลกรัม มูลค่า 112,100 บาท 2.กระเพาะหมู788 กล่อง กล่องละ 10 กิโลกรัมรวมน้ำหนัก 7,880 กิโลกรัม มูลค่า 591,000 บาท 3.ไส้หมู 962 กล่องกล่องละ 10 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 9,620 กิโลกรัม มูลค่า 481,000 บาท และ 4.เอ็นไก่ 2,053 ถุง ถุงละ 12 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก 24,636 กิโลกรัม มูลค่า 2,217,240 บาท รวมทั้งสิ้น 42,726 กิโลกรัม มูลค่า 3,401,340 บาท

รมว.เกษตรฯจับมือเอกชน เพิ่มฐานผลิตยางล้อที่ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783580

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 02.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังเยี่ยมชมกระบวนการผลิตยางล้อ ที่โรงงานผลิตยางล้อบริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง อ.เมือง จ.ระยอง ว่าจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้การยางแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรง ได้พัฒนาวงการยางพาราของไทย ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งการส่งเสริมให้นำยางพารามาแปรรูปและใช้ภายในประเทศอย่างแพร่หลาย โดยภายหลังหารือกับภาคเอกชน มีการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และผู้ประกอบการด้านผลิตยางล้อ เพื่อส่งเสริมการผลิตยางล้อรถยนต์และส่งเสริมการใช้ยางล้อดังกล่าวในหน่วยงานภาครัฐซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่แล้ว ยังเตรียมมาตรการส่งออกยางพาราแปรรูปที่มีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกยางแผ่นแบบเดิม เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตยางจากภาคเอกชนเพื่อนำไปต่อยอดให้แก่เกษตรกรด้วย

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตยางล้อ และพบปะเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่นิคมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี ที่มารอให้การต้อนรับกว่า 300 คน

‘บิ๊กโจ๊ก’พบผู้ชุมนุมข้าง’ก.คลัง’ เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783551

'บิ๊กโจ๊ก'พบผู้ชุมนุมข้าง'ก.คลัง' เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

‘บิ๊กโจ๊ก’พบผู้ชุมนุมข้าง’ก.คลัง’ เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.03 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2567 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาพบผู้ชุมนุมกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) ด้านหน้ากระทรวงการคลัง ที่มาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสภาพหนี้สินของเกษตรกร และการเรียกร้องเรื่องบอร์ดบริหารของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ภายหลังพูดคุยและรับหนังสือข้อเรียกร้องจาก นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ที่ปรึกษา สกท.แกนนำผู้ชุมนุม นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้พูดคุยกับแกนนำมาตลอดว่าเป็นการชุมนุมอย่างสงบ โดยตนเพิ่งกลับจากเยอรมนี และได้ข้อมูลว่า ค่ำวันนี้จะมีผู้ชุมนุมเข้ามาอีกประมาณพันกว่าคน จึงมาตรวจเยี่ยมและรับข้อร้องเรียน และจะรีบนำเรียน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ถึงความต้องการของผู้ชุมนุม ซึ่งนายกรัฐมนตรี มีความจริงจังในการแก้ปัญหาให้ประชาชน อย่างที่ระนอง ก็ให้เวลาพบปะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นายกฯ ตั้งใจแก้ทุกส่วน ไม่ปิดกั้น

นอกจากนี้ ได้สั่งการตำรวจพื้นที่ดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะยามวิกาล และดูแลจราจรบริเวณโดยรอบ จำนวนคนไม่มีปัญหา ให้ดูแลการชุมนุมโดยสงบ การแสดงออกอย่างถูกต้อง ทุกอย่างก็ต้องให้จบบนโต๊ะ พูดคุยกัน เชื่อว่าไม่มีใครอยากมาอยู่นาน เดี๋ยวก็กลับ หากมีข้อสั่งการอย่างไรจะรีบแจ้งผู้ชุมนุม

– 006

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783145

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 10.31 น.

เช็คบิลงาบหัวคิว!‘ธรรมนัส’สั่งสอบข้อเท็จจริงโครงการ‘โคบาลชายแดนใต้’

26 มกราคม 2567 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงกรณี  “โครงการโคบาลชายแดนใต้” เรื่องการจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรใน จ.ปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะ(Specification) ของโครงการ ว่า ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และมอบหมายให้ นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เร่งหาข้อมูลในการช่วยเหลือ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าปัญหาในขณะนี้ คือ กลุ่มเกษตรกร จ.ปัตตานี บางกลุ่มได้แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ แต่จังหวัดอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ แต่ยังไม่เจอกับปัญหาโดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นแค่จุดเดียว คือ จ.ปัตตานี 

ทั้งนี้ ข้อกำหนดในเอกสารเขียนชัดเจนว่า ให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร เมื่อผู้ขายแจ้งกำหนดส่งมอบโค ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตรวจสอบโค ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ เมื่อเอกสารและคุณภาพตรงตามเงื่อนไข และเกษตรกรมีความพึงพอใจ ก็จะดำเนินการตรวจรับและจัดส่งเอกสารเพื่อทำการเบิกจ่ายเงินต่อไป หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการดำเนินให้ถูกต้องต่อไป ซึ่ง จ. ปัตตานี มีการส่งมอบโคครบทุกกลุ่มแล้ว จำนวน 16 กลุ่ม จากที่ได้รับรายงาน มีการแก้ไข 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่ง ขอเปลี่ยนแม่โค จำนวน 20 ตัว และอีกกลุ่มหนึ่ง ขอยกเลิกสัญญา ส่วนในกลุ่มอื่นๆ กำลังทำการขยายผลและตรวจสอบอย่างละเอียด

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นสั่งการให้ดูแลด้านสุขภาพ ให้ยาบำรุงและสนับสนุนพืชอาหารสัตว์แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว

นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ชี้แจงรายงานข้อเท็จจริงพร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยเร็วทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อทำงานควบคู่กับทางคณะกรรมการตรวจสอบของ ศอ.บต. โดยบูรณาการทำงานร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน พร้อมช่วยเหลือเกษตรกร หากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือข้าราชการ จะดำเนินการเอาผิดอย่างถึงที่สุด

ส่วนการส่งมอบโคแก่เกษตรกรในโครงการโคบาลชายแดนใต้ ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรใน จ.ปัตตานี 800 ตัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน จ.นราธิวาส เมื่อเดือนธันวาคม จำนวน 800 ตัว และ จ.สตูล 400 ตัว เมื่อเดือนเมษายน 2566  สำหรับ จ.สงขลา และ ยะลา ยังไม่มีการจัดส่งวัว ณ เวลานี้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 37,601,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 40.43 และมีวัวที่รับมอบเป็นผลผลิตทางโครงการให้ลูกแก่เกษตรกรจำนวนหลายตัวแล้ว

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783091

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม  เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

สกู๊ปพิเศษ : ขอนแก่น จัดงานวันคนพิการสากล ให้คนพิการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิด กิจกรรมสังคม เป็นธรรมเสมอภาค

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น ขอนแก่นฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่นนายจิรศักดิ์ สีหามาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดงานวันคนพิการสากลจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับคนพิการและให้โอกาสคนพิการได้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของสังคมอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรมและเสมอภาค โดยมีคนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมงานกว่า 800 คน ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานที่คำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเสมอภาค

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2566 โดยนายบดินทร์ เจริญดี นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภท ประจำจังหวัดขอนแก่น,การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่คนพิการและหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงาน ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,การแสดงศักยภาพของคนพิการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการ, รวมถึงนิทรรศการวิชาการ และผลิตภัณฑ์ผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ทั้งนี้ ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล โดยในปีนี้ องค์กรสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “United in action to rescue and achieve the SDGs for, with and by persons with disabilities” “รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพลิกฟื้นและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับคนพิการ เพื่อคนพิการ โดยคนพิการ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคม มารวมพลังกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านคนพิการให้เป็นโลกที่น่าอยู่และมีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น

นางสาวฉัฐพร งามเกลี้ยง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรองรับและมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของคนพิการในอนาคต รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือตามประเภทความพิการ จึงเร่งส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้โดยสะดวกและรวดเร็ว โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริการคนพิการควบคู่ไปกับการสร้างเจตคติ เชิงสร้างสรรค์ต่อคนพิการและความพิการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนพิการและคนทั่วไปอย่างเข้าใจคนพิการ คนพิการสามารถดำรงชีวิตอิสระมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และมีความเสมอภาคมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

สมใจ นามสุดตา

เพชรบูรณ์ถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783086

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางชญากุล ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและเครือข่ายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร โดยมีองค์ความรู้ที่ให้บริการตามชนิดสินค้าที่มีอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนการบริการถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเด็นปัญหาความต้องการของเกษตรกรที่จะนำไปใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิตการบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด

ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ และสำนักงานเกษตรอำเภอชนแดน ร่วมกับ อำเภอชนแดนได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field day) ปี 2567 ขึ้น ในวันที่ 24 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เพื่อสร้างการรับรู้สู่เกษตรกร โดยใช้กระบวนการเกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้และฐานเรียนรู้ และมีหน่วยงานภาคีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาฐานเรียนรู้ เพื่อให้กับเกษตรกรนำความรู้ไปปรับประยุกต์ใช้อย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 40 คน เข้าร่วมงาน    

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2567 ประกอบด้วย  ฐานเรียนรู้ จำนวน 5 ฐาน ฐานเรียนรู้ที่ 1 การผลิตผัก โดยนายกำจัดนิลสนธิ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้,  ฐานเรียนรู้ที่ 2 การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและการใช้สาร พด.โดยสถานีพัฒนาที่ดิน จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้, ฐานเรียนรู้ที่ 3 โซลาร์เชลล์เพื่อการเกษตร โดยนายศุภวัฒน์ ยงพรมเป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้, ฐานเรียนรู้ที่ 4 กฎหมายน่ารู้ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้, ฐานเรียนรู้ที่ 5 เลี้ยงปลาในบ่อดิน โดยสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิทยากรประจำฐานเรียนรู้

‘อนุชา’ดันชาวนายุคใหม่ ปรับการทำนาสร้างรายได้เพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783087

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานรณรงค์การใช้เมล็ดพันธุ์ดีและลดต้นทุนการผลิต ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่บ้านสามัคคี ต.ปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

นายอนุชา กล่าวว่า จ.อุดรธานี มีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวประมาณ 1,952,600 ไร่ โดยมีพื้นที่ผลิตข้าวขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันมีการปลูกข้าวด้วยวิธีหว่านมากขึ้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้ใช้จึงมีคุณภาพด้อยลงกระทบต่อคุณภาพข้าวที่เกษตรกรผลิตลดลง ทำให้เกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น ประกอบกับมีต้นทุนการผลิตสูง จึงต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชน รณรงค์การใช้เมล็ดพันธุ์ดีและลดต้นทุนการผลิต เป็นมาตรการที่มีความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร

“ชาวนาไทยถูกยกย่องให้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งความมุ่งหวังของผม อยากเห็นพี่น้องเกษตรกรทุกคนมีรายได้ มีโอกาสจับเงินแสนเงินล้าน และลูกหลานเกษตรกรไทยต้องมีอนาคตที่ดี กลับมาทำเกษตรที่บ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพ ถึงเวลาแล้วที่กรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกัน จากการทดลองให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวมาเลี้ยงวัว โดยนำร่องในพื้นที่ จ.ชัยนาท 300 ครัวเรือน พบว่า ระยะเวลา 3 ปี เกษตรกรสามารถคืนทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น นับว่าประสบความสำเร็จและเป็นนโยบายหลักที่ผมจะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป เพื่อมุ่งหวังให้พี่น้องเกษตรกรไทยได้หลุดพ้นจากความยากจนได้สำเร็จ และต้องการเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ อ.กุดจับ ถือเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี เป็นแบบอย่างในการลดต้นทุนโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร จึงจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อนำมาปฏิบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของพี่น้องเกษตรกร จ.อุดรธานี ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพ เช่น การทำปศุสัตว์ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุน ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมถึงสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตให้มีคุณภาพแก่เกษตรกร ส่วนพี่น้องเกษตรกรเอง ต้องนำความรู้เทคโนโลยีที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวของตนเองให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดเช่นกัน

สำหรับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี กรมการข้าว มีเป้าหมายการผลิตในฤดูฝนปี 2566 จำนวน 4,100 ตัน เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิต ประกอบด้วย ข้าวเจ้าพันธุ์ กข15 จำนวน 800 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,100 ตัน และข้าวเหนียว กข6 จำนวน 2,200 ตัน เกษตรกรที่ทำนาใน อ.กุดจับ บางส่วนทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี 2,816 ตัน คิดเป็นรายได้ประมาณ 56,320,000 บาท

14ปีหม่อนไหมยกระดับ Soft Power

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783083

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม “14 ปี กรมหม่อนไหม สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาสู่ความยั่งยืน” โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมหม่อนไหมว่ากรมหม่อนไหม จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วยพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริม วิจัยและพัฒนาหม่อนไหมทั้งระบบ รวมถึงอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาไหม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบ 14 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ รวมถึงผลการดำเนินงานและภารกิจสำคัญในอนาคต ภายใต้ภารกิจที่จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีอาชีพและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี และนโยบายที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนพัฒนาสินค้าผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับมุ่งสู่ Soft Power ของไทย

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่นักวิจัยด้านหม่อนไหม พร้อมแสดงความยินดีถึงต้นแบบในการดำเนินการพัฒนางานด้านหม่อนไหม รวมทั้งมีส่วนช่วยเหลืองานด้านหม่อนไหมทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ