‘ธรรมนัส’เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771582

'ธรรมนัส'เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13

‘ธรรมนัส’เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 22.05 น.

“ธรรมนัส”เปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13 มอบหมายกรมประมงส่งเสริมอาชีพชาวเลในชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเลอันดามัน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ประธานเปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 13 “โอบกอดฉันไว้จนกว่าจะเจอความยุติธรรม” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม ณ ชุมชนชาวเลแหลมหลา-หินลูกเดียว ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลเป็นการรวมตัวกันของพี่น้องชาวเลอันดามันทั้ง 3 ชนเผ่า ประกอบด้วย 1) ชนเผ่ามอแกลน 2) ชนเผ่ามอแกน และ 3) อูรักลาโว้ย ซึ่งกระจายอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล ตามวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองวัฒนธรรมวิถีชีวิตที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ต่อไป พร้อมทั้งเปิดหมุดเขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ชาวเลชุมชนหินลูกเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในส่งเสริมสิทธิชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ดี ทั้งนี้ รมว.ธรรมนัส ได้มอบหมายกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เพื่อต่อยอดวิถีชีวิตสู่การเพิ่มพูนรายได้ให้แก่พี่น้องกลุ่มชาวพันธุ์ในชุมชนอย่างยั่งยืน

“ในบทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) พร้อมขับเคลื่อนนโยบายแบบบูรณาการเพื่อการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ทั้งในส่วนของโฉนดที่ดิน ตลอดจนการเข้าถึงสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างทั่วถึง ในด้านการประกอบอาชีพได้มอบหมายกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องชาวเล เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในชุมชนอย่างทั่วถึงและเร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

– 006

‘สมศักดิ์’ดัน’วัวชน’เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771607

'สมศักดิ์'ดัน'วัวชน'เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

‘สมศักดิ์’ดัน’วัวชน’เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.23 น.

“สมศักดิ์”ดัน”วัวชน”เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ยันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมแจงใครเห็นต่างทรมานสัตว์ ชี้เป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่ จ.สุโขทัย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวคิดการสนับสนุนการเลี้ยงโคกีฬาให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน และกรมปศุสัตว์ สนับสนุนการเลี้ยงโคให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่ทำหน้าที่เป็นเซลล์แมน เจรจาการส่งออกโคให้กับซาอุดีอาระเบีย และจีน ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จ ขณะนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้ตื่นตัว เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้ทำโครงการเลี้ยงวัวนำร่องที่ จ.สุโขทัย ให้กับสมาชิกจำนวน 1,000 ครอบครัว ครอบครัวละ 2 ตัว ปัจจุบันได้ลูกวัวออกมาแล้ว เกือบ 1,900 ตัว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ และได้มีการเสนอโครงการโคเงินล้านเพื่อนำร่องต่อ ให้เกษตรกรเลี้ยงวัวพันธุ์ ทั้งโกเบ บราห์มัน และทาจิมะ ซึ่งเป็นโคเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะมีราคาสูงถึง 200,000 บาท

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนยังมีแนวคิดการเลี้ยงโคเพื่อกีฬา เป็นการส่งเสริมการมีรายได้อีกอย่างหนึ่งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ซึ่งปัจจุบันที่ จ.สุโขทัย ได้มีสนามชนโคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งตรงนี้เป็นการส่งเสริมเกษตรกรมีรายได้ ทั้งผู้ที่เลี้ยงวัว ร้านอาหารต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นซอฟพาวเวอร์ เพราะคนที่เลี้ยงโคมีเป็นล้านครอบครัว ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน โดยนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งเสริมให้ราคาเนื้อโคในประเทศไทยสูงขึ้น โดยการหาตลาดเพิ่ม อีกทั้งขณะนี้การส่งเสริมให้เป็นวัวกีฬา และทำให้เป็นแพคเกจเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ อีกทั้งขณะนี้ได้มีการขออนุญาตกีฬาชนวันให้ถูกกฎหมายแล้ว และถ้าจะมีการพนันแทรกซึมอยู่บ้าง เราจึงได้สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนและเยาวชน ซึ่งตรงนี้เราได้ทำก่อน ทั้งรูปแบบการทำกฎหมาย และถ้าภูมิคุ้มกันเราดีแล้วทุกอย่างสามารถดำเนินการได้

“หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่ากีฬาชนวันเป็นการทรมานสัตว์หรือส่งเสริมให้เล่นการพนัน ซึ่งตรงนี้ผมสามารถอธิบายได้ ถ้าใครสงสัยให้มาถามผมเพราะจะต้องมีคนต่อต้านอย่างแน่นอน ซึ่งไม่เป็นไร ยอมรับว่าผู้เข้าใจยังมีน้อย วันนี้เป็นแนวคิดของผมที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เพราะเมื่อก่อนแค่สนับสนุนการเลี้ยงวัวคนก็มองว่าเป็นคนใจบาป แต่ถ้าวันนี้เราทำการเกษตรอย่างเดียว เหนื่อยเหมือนเดิมรายได้ต่ำ อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมคิดเพียงว่าทำอย่างไรให้คนมีรายได้และถูกกฎหมาย ไม่ใช่เป็นเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพียงแต่เรานำสัตว์มาเป็นการแข่งขันกีฬา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นซึ่งมีอยู่แล้ว” นายสมศักดิ์ กล่าว

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! ‘กรณ์’ ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูชวนรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สานต่อนโยบาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771428

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! 'กรณ์' ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูชวนรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สานต่อนโยบาย

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! ‘กรณ์’ ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูชวนรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สานต่อนโยบาย

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.05 น.

ลุยปลดหนี้ให้ชาวนา! “กรณ์” ลงนาเกี่ยวข้าวอิ่มปี 10 พร้อมยกหูรมว.เกษตรฯ ชวนลงพื้นที่สานต่อนโยบาย ชี้หนทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ ต้องยกเครื่องสหกรณ์

25 พ.ย.66 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ลงพื้นที่ จ.มหาสารคาม เพื่อร่วมเกี่ยวข้าวอิ่ม ข้าวเกษตรอินทรีย์ ในโครงการเกษตรเข้มแข็ง โดยกล่าวว่า ปีนี้ครบ 10 ปี ข้าวอิ่มมหาสารคาม นับตั้งแต่ได้ริเริ่มเมื่อปี 2556 ที่ หมู่บ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคาม จากการเปลี่ยนข้าวที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก มาเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์ จนถึงวันนี้มีการรับรู้ในวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยปีนี้ เรามีสินค้าเพิ่มมูลค่าแบบใหม่ ทดลองจนสำเร็จคือ สครับจมูกข้าวอินทรีย์ เตรียมบุกจีนเป็นตลาดส่งออก นับเป็นโอกาสดี หากใครจะนำไปเป็นนโยบายทางการเกษตร เพื่อทำให้ชาวนาไทยมีรายได้ดีอย่างยั่งยืน

“วันนี้ผมไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่การมุ่งช่วยชาวนาไทย เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ยังคงขออาสาทำต่อไปเหมือนเดิม ชาวนากลุ่มนี้เข้มแข็งมาก เป็นต้นแบบในความสามัคคีต่อยอดสู่ความเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งได้” นายกรณ์ กล่าว

อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ชาวบ้านรายงานว่าข้าวปีนี้ได้ทั้งราคาและปริมาณผลผลิตที่ดี ราคาดี เพราะหลายพื้นที่มีปัญหาจากสภาวะอากาศ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศปลูกข้าวประเทศอื่นพบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะอินเดียถึงกับมีมาตรการระงับการส่งออกข้าว ทำให้ราคาตลาดโลกดีขึ้น นอกจากนี้สภาพดินของกลุ่มข้าวอิ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการงดใช้ปุ๋ยเคมีมานาน 10 ปี บวกกับจังหวะฝนที่เป็นใจ ทำให้ได้ข้าวเยอะกว่าเดิมมาก

นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ ชาวบ้านได้ถามงบเกี่ยวข้าวที่ผ่านมาเขาจะได้ไร่ละ 1,000 บาทในช่วงนี้ ซึ่งตนได้สอบถามไปยัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ท่านให้คำตอบว่า จะเริ่มจ่ายเงินส่วนนี้ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน นี้ ตนจึงชวนท่านลงมาดูงานที่นี่ด้วย เพราะได้ยินว่าท่านเอาจริงกับการหาแนวทางพัฒนาปรับปรุงบทบาทสหกรณ์เกษตรให้มีส่วนช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น

“บทเรียนสำคัญจากการทำโครงการนี้มากว่า 10 ปีคือ ที่จำเป็นที่สุดคือการช่วยเกษตรกรด้านการตลาดและการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่หลักของสหกรณ์ เราจะไปถึงจุดนี้ได้ต้องมีการยกเครื่องสหกรณ์ไทย ผมได้ยินมาว่าท่านรัฐมนตรีมีความคิดแนวนี้เช่นกัน ถ้าจริงจะดีมาก” อดีต รมว.คลัง กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจ ‘ข้าวอิ่ม’ ฤดูกาลนี้ สามารถสั่งจอง ได้ที่ โทร 096-672-2093 LINE :@immrice (lin.ee/6e30PFp

‘ธรรมนัส’ช่วยแรงงานเกษตร เพิ่มศักยภาพ-ทักษะในยุคไฮเทค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771104

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,600 คน ปัจจุบันมีแรงงานไทยอาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลประมาณ 3 หมื่นราย โดยอยู่ในพื้นที่ใกล้ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบและขณะนี้ มีผู้แจ้งความประสงค์ต้องการกลับประเทศไทยประมาณ 6,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกษตร

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรที่รัฐอิสราเอล 6,500 คน ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมความพร้อมทุกด้านในการดูแลคนไทยกลุ่มแรงงานเกษตร ที่อพยพกลับจากประเทศอิสราเอล และที่สำคัญคือกลุ่มแรงงานเกษตรดังกล่าว นับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในระดับสูง เพราะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรจากอิสราเอลซึ่งเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมที่ทันสมัยที่สามารถพลิกฟื้นทะเลทรายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนเป็นประเทศผู้นำด้านเกษตรในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เพื่อร่วมยกระดับและขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยมาปรับใช้และต่อยอดในการประกอบอาชีพเกษตร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มแรงงานภาคเกษตรจากอิสราเอล กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมโครงการ ส่งเสริมฝีมือแรงงานเกษตรไทยในต่างแดนกลับคืนถิ่น โดยวางแนวทางและจะมีการพิจารณาจากทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความต้องการ แบ่งเป็น 3 แนวทางตามความสมัครใจ ได้แก่ 1.ปั้นสู่ครูพี่เลี้ยง ซึ่งกลุ่มดังกล่าว จะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และทักษะที่สูง สามารถมาร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะต่างๆ เพื่อสร้างกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer / Smart Farmer สร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตร

2.ป้อนสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ต้องการแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามความต้องการในด้านต่างๆ และ 3.ปูทางอาชีพสู่บ้านเกิด โดยจะสนับสนุนกลุ่มแรงงานที่ต้องการกลับบ้านในภูมิลำเนา ต่อยอดในการประกอบอาชีพ เช่น การเข้าถึงทุนในการประกอบอาชีพ สนับสนุนปัจจัยการผลิต การเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะ การหาตลาดรองรับ หรือการเข้าร่วมเป็น Smart Farmer เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ตามความต้องการและความเหมาะสม เป็นต้น

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771106

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มอบนโยบาย : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในการประชุมกรมการจังหวัดและส่วนราชการ จ.ชัยนาท มุ่งขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” เป็นจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงโค สนับสนุนเงินทุน ปัจจัยการผลิต ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในโอกาสร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจำ จ.ชัยนาท ครั้งที่ 10/2566 โดยมีนายนที มนตริวัต ผวจ.ชัยนาท ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด

กระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเขื่อนเจ้าพระยา สำนักงานชลประทานที่ 12

นายอนุชา กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐด้านภาคการเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตร จึงเดินหน้าขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” โดยมีแนวทางการส่งเสริม ดังนี้ 1.นวัตกรรมข้าวพันธุ์ดี เมล็ดข้าวพันธุ์ดี (ใช้น้ำน้อย ผลผลิตสูง ทนทานโรค และแมลง) 2.ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิตส่งเสริมการปลูกพืชแห่งโอกาส เช่น หญ้า การเลี้ยงวัว การบริหารจัดการน้ำ ยกระดับภาคเกษตร ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) 3.บริหารจัดการทรัพยากรดินให้เหมาะสมกับพืช 4.สร้างคุณค่า ความภาคภูมิอาชีพ ระบบตลาดนำการผลิต 5.ขยายสาขาวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท และ 6.เพิ่มศักยภาพวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท เป็นต้น โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมสนับสนุนพื้นที่ซึ่งมีความพร้อม

“กระทรวงเกษตรฯ จะขับเคลื่อนให้ จ.ชัยนาท เป็น “ชัยนาทโมเดล” คือจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกว่า 100 ครอบครัว มีอาชีพเลี้ยงโคพื้นเมืองส่งเสริมโดยให้องค์ความรู้สนับสนุนแหล่งเงินทุนใช้ ปัจจัยการผลิตท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร และหาช่องทางการตลาด เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนที่ยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าการผลิตพืชเพียงอย่างเดียวลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังทำการผลิตในรูปแบบ BCG Model เพื่อรักษาระบบนิเวศเกษตรด้วย” นายอนุชา กล่าว

‘ไชยา’เล็งบุรีรัมย์ใช้ผลิต โคเนื้อส่งออกขายต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771102

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าได้ตรวจสอบห้องเย็นทั้ง 19 แห่งจาก 23 อำเภอ พื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ไม่พบการลักลอบขนเนื้อสัตว์เถื่อน ส่วนใหญ่เป็นเนื้อแซลมอนนำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย เห็นได้ว่า จ.บุรีรัมย์ มีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและโคมีชีวิตสำหรับส่งออก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเปิดตลาดการค้าสัตว์มีชีวิตออกสู่ประเทศกัมพูชา รวมถึงส่งออกโคเนื้อและสุกรมีชีวิตสู่ประเทศจีนและเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาตกต่ำ โดยให้มีสินค้าราคาสมกับคุณภาพ จึงต้องขยายผลตรวจสอบตามแนวเขตชายแดน เพื่อให้กลไกราคาสินค้าเกษตรกลับมาเป็นปกติ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นลำดับแรก

นายไชยา กล่าวต่อว่า ต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีราคาสูง เนื่องจากหัวอาหาร (ข้าวโพดและถั่วเหลือง) ในประเทศไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำเกษตรกรให้จัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ผลิตหัวอาหารเอง ปรับปรุงดินให้มีคุณภาพเหมาะสำหรับพืชที่จะเพาะปลูก จะช่วยให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ยุครัฐบาลดิจิทัล ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละส่วนของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ให้สามารถใช้งานร่วมกันเพื่อนำไปวิเคราะห์สินค้าและความต้องการของตลาดได้ เกษตรกรจะได้ผลิตสินค้าที่มีผู้ซื้อรองรับ ซึ่งช่วยให้สินค้าไม่ล้นตลาดและมีราคาที่เหมาะสม จึงอยากขอให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันพัฒนาในส่วนนี้ร่วมกัน” นายไชยา กล่าว

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ แก้ปัญหาชาวสุรินทร์ เปิดการค้าชายแดน สร้างอาชีพ-รายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771103

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและเปิดโครงการ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบประชาชน”ที่ว่าการ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อบริการความรู้ด้านวิชาการให้แก่พี่น้องเกษตรกรในด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง รวมถึงเพื่อจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนโครงการในอนาคต รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผ่านการจัดนิทรรศการต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ ชี้แนะ และตอบคำถาม นอกจากนี้ จ.สุรินทร์ ยังมีด่านช่องจอม ซึ่งถือเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งเร็วๆนี้จะเปิดเขตเศรษฐกิจการค้าช่องจอม จ.สุรินทร์ ให้เกิดการค้าขายสินค้าเกษตรกับประเทศกัมพูชา สร้างหลักประกันทางการค้ากับคู่ค้าให้เกิดความมั่นใจว่าสินค้าเกษตรไทยมีความปลอดภัย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

จากนั้นนายไชยา ได้ตรวจติดตามพื้นที่แก้มลิงกุดส้ม บ้านไกลเสนียด หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่มีสภาพตื้นเขิน ในฤดูฝนไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำจนพี่น้องเกษตรกรไม่มีใช้ในการอุปโภค-บริโภคได้อย่างเพียงพอจึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งสำรวจ ศึกษา และจัดการด้านปัญหาน้ำ โดยเร่งจัดทำโครงการก่อสร้างฝายกุดส้มงบประมาณ 30,000,000 บาท โดยเสนอของบประมาณ 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชากรในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

รองปลัดฯนำทีมบุกอเมริกา หารือเทคโนโลยีด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770858

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้แทนไทย ได้แก่ นายสุรกิตติ ศรีกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการผลิตพืช กรมวิชาการเกษตร นายภาณุวัฒน์ เนียมเปรม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส (สายธุรกิจไก่เนื้อ)บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการศึกษาดูงานภาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีหน่วยงาน National Association of State Departmentsof Agriculture (NASDA) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาดูงานดังกล่าว

สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาดูงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรของสหรัฐอเมริกา เช่น บริษัท McGehee Producers Gin
(บริษัทด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมการผลิตฝ้ายและจัดจำหน่ายเส้นใยฝ้าย) สำนักงาน Little Rock Port Authority (ท่าเรือ ทางแม่น้ำ) ขนาดใหญ่ในเมือง Little Rock) ศูนย์วิจัยและส่งเสริมข้าวของมหาวิทยาลัยอาร์คันซอฟาร์ม Isbell โรงสีข้าวของบริษัท Origami Sake และบริษัท Bruce Oakley (บริษัทด้านการขนส่ง การกระจาย และการค้าสินค้า) เป็นต้น

สทนช.พอใจผลงานศูนย์ฯ จัดการน้ำภาคกลางรับ‘เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770855

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ศูนย์ฯ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 โดยที่ผ่านมา ได้บูรณาการทำงานตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 และ 3 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อรองรับสภาวะเอลนีโญ มีการติดตามประเมินสถานการณ์น้ำ และวางแผนบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนจัดจราจรทางน้ำ เพื่อที่จะควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 1,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาทีจนสามารถบริหารจัดการมวลน้ำในพื้นที่ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี บรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม แก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ทำประชาคมรับฟังความเห็นในการรับน้ำเข้าไปกักเก็บไว้ในทุ่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรเป็นอย่างดี ทำให้สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่สำคัญๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกัน น้ำที่ปล่อยเข้าทุ่งยังช่วยตัดวงจรการระบาดของแมลงศัตรูข้าว ช่วยไล่หนู กำจัดวัชพืชและยังเป็นการเติมปุ๋ยธรรมชาติเพิ่มความอุดมสมบรูณ์ให้กับดิน รวมทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ปลา สามารถรับน้ำเข้าทุ่งบางระกำจนถึงปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 368.21 ล้าน ลบ.ม.และ 10 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างมีปริมาณรวมกัน 326.50 ล้าน ลบ.ม.

รวมทั้งได้ลงพื้นที่สำรวจและชี้จุดกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวาในพื้นที่คลองญี่ปุ่นเหนือ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับภาคประชาชน จัดกิจกรรม Big cleaning day ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ

อย่างไรก็ดี จากการประเมินสถานการณ์น้ำในขณะนี้ตลอดจนปริมาณฝนตกในพื้นที่ลดลง ระดับน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ก็มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สามารถควบคุมและบริหารจัดการให้อยู่ในสภาวะปกติ จึงได้ยุติการดำเนินงานของศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง โดยสทนช.จะนำข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ ในคณะทำงานฯ และความเห็นของพี่น้องประชาชนไปวางแผนปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น หลังจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบความเสียหาย และฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

“ขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูหนาว ฝนในพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง ขณะที่ภาคใต้มีแนวโน้มฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะมีการพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ที่ จ.ยะลา เพื่อให้บริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

รมว.เกษตรฯรุดดู น้ำเขื่อนป่าสักฯ มุ่งศึกษาโครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770859

รมว.เกษตรฯรุดดู  น้ำเขื่อนป่าสักฯ  มุ่งศึกษาโครงการ  พัฒนาแหล่งน้ำ

รมว.เกษตรฯรุดดู น้ำเขื่อนป่าสักฯ มุ่งศึกษาโครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดศูนย์ฯ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช กระทรวงเกษตรฯ สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน หมู่ 6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรที่ขอรับบริการ สอบถามข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียนภาคการเกษตร

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามตรวจวัดระดับน้ำและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน ดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทั้ง 4 ส่วนในพื้นที่ คือน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ แก้ปัญหาเรื่องการใช้น้ำและการประกอบอาชีพของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 871 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91
ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 86 ล้าน ลบ.ม.ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำป่าสักเพิ่มเติม เนื่องจากลำน้ำสาขาลุ่มน้ำป่าสักมีปริมาณมาก ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีศักยภาพรับน้ำได้เพียง 960 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งศึกษาแผนงานโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก 19 โครงการ หากพัฒนาครบทุกโครงการจะสามารถเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำป่าสักได้ทั้งหมด 1,522.22 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 62.62 ของปริมาณน้ำท่าทั้งหมด และเพิ่มพื้นที่ชลประทานเป็น 901,063 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.06 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด