‘ไชยา’-DSIค้นห้องเย็นซุกหมูเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770225

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ว่าได้ขยายผลจากการตรวจค้นของดีเอสไอ ในคดีพิเศษ 59/2566 ที่ตรวจพบบริษัทนำเข้าเนื้อหมูเถื่อน และสามารถตรวจยึดของกลางได้ 200 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าอาจนำหมูเถื่อนมาซุกซ่อนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ตรวจสอบเอกสารสำแดงการนำเข้าของซากสัตว์ที่กำลังตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการห้องเย็นที่อยู่ในฐานะผู้รับฝาก ซึ่งต้องมีหลักฐานการรับฝากเก็บสินค้านำเข้าอย่างถูกต้อง

นายไชยากล่าวอีกว่า เบื้องต้นตรวจสอบพบเนื้อกระบือ และโค ที่ส่วนหนึ่งมาจากประเทศที่สามารถนำเข้าได้อย่างออสเตรเลีย ซึ่งผู้นำเข้าต้องเตรียมเอกสารมาสำแดงการนำเข้าให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และแสดงตนว่านำเข้ามาอย่างถูกต้อง ในส่วนเครื่องในสุกรที่ตรวจพบ 75 ตันมีความคล้ายคลึงกับซากสัตว์ที่ตรวจพบ 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อนหน้านี้ คาดว่ามีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ในระหว่างการพิสูจน์หลักฐาน โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เพื่อประกาศสงครามการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เถื่อนและสร้างกลไกตลาดให้กลับมาเป็นปกติ รวมถึงช่วยปกป้องเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ รวมถึงเน้นย้ำว่าหากมีกระบวนการที่ขัดกับการแก้ปัญหา เช่น ระเบียบ หรือตัวบุคคล จะต้องแก้ไขให้สามารถดำเนินการตามนโยบายต่อไปได้

‘ธรรมนัส’รุดบริหารจัดการ แก้อุทกภัย-แล้งคาบสมุทรสทิงพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770224

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์และพบปะเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ต.บ้านตาขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ได้แก่ อ.ระโนด กระแสสินธุ์สทิงพระ และสิงหนคร และบางส่วนของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 2,200 ไร่ อาทิ ก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านท่าเข็น ขุดขยายคลองศาลาหลวง ระยะทาง 2.44 กิโลเมตร ขุดขยายคลองโคกทอง-หัวคลอง ความยาว 4.663 กิโลเมตร ก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองระโนด ขุดขยายคลองโรง ความยาว 4 กิโลเมตร ขุดขยายคลองพังยาง ความยาว 4.50 กิโลเมตร ขุดขยายคลองหนัง ความยาว 2.52 กิโลเมตร ก่อสร้างสถานีสูบน้ำสนามชัย และก่อสร้างคันกั้นน้ำบ้านเกาะใหญ่ – บ้านท่าคุระ ความยาว 3 กิโลเมตร

ด้านการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ได้ดำเนินโครงการ อาทิ การเพิ่มศักยภาพคลอง พล.อ.อาทิตย์ฯ พร้อมอาคารประกอบ โดยขุดขยายคลอง ความยาว 37.40 กิโลเมตร การก่อสร้างสถานีสูบน้ำโคกพระและระบบส่งน้ำ การก่อสร้างสถานีสูบน้ำคลองหนังและขุดลอกแก้มลิงชะแล้ เป็นต้น หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถชะลอน้ำหลากในช่วงฤดูฝนได้ 32,000 ไร่ ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง 21,530 ไร่และราษฎรได้รับประโยชน์ 1,485 ครัวเรือนสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 12,000 ไร่

“โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อราษฎรในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำไว้อุปโภคบริโภค การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้จะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาเขตลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำทะเลน้อย คาบสมุทรสทิงพระ และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดประตูน้ำสถานีสูบน้ำคลองหนัง พร้อมร่วมปล่อยพันธุ์ปลาสุลต่าน 300,000 ตัว และมอบพันธุ์ปลาให้กับผู้แทนชุมชน จากนั้นได้เดินทางไปยังที่ว่าการ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) รวม 30 ราย มอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ ชุดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ 250 ชุด ปัจจัยการผลิตพืช (ต้นกล้ามะเขือและสารชีวภัณฑ์) 20 ชุด และข้าวสาร 200 ชุด มอบเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และเยี่ยมชมนิทรรศการความสำเร็จของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่

นบข.เคาะมาตรการช่วย ปลูกข้าวปีการผลิต66/67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770226

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 2/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่กระทรวงพาณิชย์ ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศไทย ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ รวมไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 56,321 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับปีการผลิตถัดไป กระทรวงเกษตรฯ ได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพในการเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ตลอดกระบวนการผลิต และเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการขอเพิ่มกรรมการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) 3 ราย และขอเพิ่มอนุกรรมการของคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติการผลิต (กข.) 2 ราย เพื่อให้การดำเนินงานบริหารจัดการข้าวเป็นไปด้วยความราบรื่น คล่องตัว มีการพิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบครบทุกด้าน พร้อมนำมติเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769807

'เฉลิมชัย'นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.23 น.

วานนี้ (16 พ.ย.66) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมฯ ร่วมกับ นายเหอ ซุน ผู้ว่าเมืองเจิ้งโจว และคณะผู้บริหารฯ ในการประชุมฯ นายเฉลิมชัย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ความร่วมมืออันดีของไทย-จีน ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านสังคม โดยวาระนี้ ได้มีการนำเสนอพื้นที่ความร่วมมือแห่งใหม่จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการ Eastern Economic Corridor: EEC หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ ทางฝ่ายจีน ได้ให้การตอบรับอย่างดี พร้อมให้ความร่วมมือส่งเสริม ผลักดันนักลงทุนจากเจิ้งโจว เข้าไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง และเห็นร่วมส่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมณฑลเหอหนาน เข้าไปศึกษาในปีการศึกษาหน้าที่จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการสร้างนิคมฯ ดังกล่าวต่อไป

หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย และคณะฯ เดินทางร่วมกับ นายจาง ปั๋ว รองผู้ว่าฯ เมืองเจิ้งโจว ร่วมเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเขตนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ RCEP “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และเปิดตัวโครงการตามบันทึกความร่วมมือ “สองประเทศ สองนิคม” อย่างเป็นทางการ ระหว่างเมืองเจิ้งโจว กับเมืองระยอง พร้อมทั้งลงนามในสัญญาร่วมก่อสร้างโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไปพร้อมกับก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง เพื่อยกระดับความร่วมมือห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย-จีน โดยปีนี้เป็นปีครบรอบ 48 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างไทย-จีน อีกด้วย ถือเป็นการต่อยอด ก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป

‘ธรรมนัส’ชูนวัตกรรม หนุนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769745

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานเสวนา “สร้างนวัตกรรมด้วยแรงบันดาลใจ เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรไทยในเวทีโลก” เนื่องในโอกาสมหาวิทยาลัยทักษิณ สถาปนาครบรอบ 55 ปีและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ตลอดจนเยี่ยมชมศูนย์เทคโนโลยียางเพื่อชุมชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรจะต้องมุ่งไปที่การปรับตัว เปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม โดยนำนวัตกรรมทางการเกษตร มาใช้เป็นกลไกของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการใช้เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตร และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับระดับราคาของสินค้าการเกษตร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในการเร่งดำเนินการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยจะพยายามประสานงานทุกภาคส่วน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน”

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หากใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมมาช่วย จะมีโอกาสสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ ในการทำโรดโชว์เพื่อหาตลาดใหม่ และขับเคลื่อนผ่านทูตเกษตร ทั้งนี้ สินค้าเกษตรมูลค่าสูงคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการยกระดับความสามารถในการผลิตให้ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ โดยใช้กระบวนการและวิธีการสมัยใหม่ในการลดต้นทุนและการควบคุมคุณภาพ อาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่า ในการสร้างแบรนด์ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคีต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่รวมขององค์ความรู้และนวัตกรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายของรัฐบาลมุ่งสู่ความสำเร็จ อาทิ 1.การยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร โดยผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง 2.ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายโดยถือเป็นการประกาศสงครามสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างจริงจัง 3.ยกระดับ MR. สินค้าเกษตร 4.สร้างครอบครัวเกษตร บูรณาการงานเข้มแข็ง 5.การรับมือภัยธรรมชาติ และ 6.การจัดการทรัพยากรทางการเกษตรทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG และ Carbon Credit เป็นต้น

‘อภัย’ถกอนุกรรมการบริหาร ปมโรคใบด่างมันสำปะหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769741

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ครั้งที่ 4/2566 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุมดังนี้ 1.การสำรวจพื้นที่พบโรคใบด่าง ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการปกครอง 2.ความก้าวหน้าการจัดทำโครงการประกันภัยมันสำปะหลัง 3.เกณฑ์การคัดเลือกแหล่งพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด 4.สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง 5.แนวทางการผลิตขยายและกระจายพันธุ์มันสำปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ปี 2567 และ 6.โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบเร่งรัดเพื่อการควบคุมการระบาด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะให้ฝ่ายเลขาฯ นำโครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบเร่งรัดเพื่อการควบคุมการระบาด เสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) พิจารณาเห็นชอบ ขอรับการสนับสนุนต้นพันธุ์ต้านทานใบด่างมันสำปะหลัง จากกระทรวงพาณิชย์ 10,000 ต้น ดำเนินโครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบเร่งรัด

รมว.เกษตรฯชมควายปลักทะเลน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769740

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก (GloballyImportant Agricultural Heritage System : GIAHS) แห่งแรกของประเทศไทย ที่จุดชมวิว (บ้านแฝด) ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย เป็นระบบการทำการเกษตร (ปศุสัตว์) ที่สืบทอดมายาวนานมากกว่า 250 ปี มีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่การอยู่ร่วมกันของชุมชนกับธรรมชาติ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ วิวัฒนาการของทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์ระบบนิเวศให้สมดุล โดยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ได้ประกาศรับรองพื้นที่ดังกล่าวเป็นมรดกทางการเกษตรโลก

สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีสถานะอนุรักษ์และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งบทบาทสำคัญในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยยังทำหน้าที่นิเวศบริการหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 50,000 คนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 จังหวัดทางภาคใต้ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ที่พึ่งพิงอาศัยทรัพยากรจากพื้นที่ชุ่มน้ำโดยตรง ก่อให้เกิดวิถีการทำการเกษตรที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์โดดเด่น

ทั้งนี้ การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย สะท้อนสมดุลระหว่างวิถีชีวิตคนกับระบบนิเวศและการปรับตัวเพื่อให้สามารถทำกินในพื้นที่อนุรักษ์ได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การแผนจัดการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนที่สร้างสมดุลทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่ดังกล่าวมีเกษตรกรผู้เลี้ยงควาย 228 ราย ควาย 4,480 ตัว และมีกลุ่มผู้เลี้ยงควาย 17 กลุ่ม

‘ไชยา’รับทราบ ความเดือดร้อน ผู้เลี้ยงกุ้ง-สุกร แก้ปัญหาราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769747

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการรับฟังปัญหา และพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยมีนายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดโคกเจ็ดลูก ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ว่าสำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ในประเด็นปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณสินค้าเกษตรที่มีการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นายไชยา เน้นย้ำว่า มีนโยบายที่ชัดเจนในการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรที่มีการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและปราบปรามกระบวนการดังกล่าว รวมถึงแก้ปัญหากลไกตลาดที่บิดเบี้ยว ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ ในประเด็นปัญหาราคาต้นทุนการผลิตสูง ไม่สอดคล้องกับราคาผลผลิต ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษาแนวทางการผลิตอาหารสัตว์ทางเลือก เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารสำเร็จรูปให้แก่เกษตรกร พร้อมเสนอแนะ กรมประมง ในการเปิดช่องทางการค้า สร้างโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าถึงกระบวนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มากขึ้น

‘สมศักดิ์’ประชุมกองทุนหมู่บ้าน เตรียมทำMOUกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัวส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769632

'สมศักดิ์'ประชุมกองทุนหมู่บ้าน เตรียมทำMOUกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัวส่งออก

‘สมศักดิ์’ประชุมกองทุนหมู่บ้าน เตรียมทำMOUกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัวส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.12 น.

“สมศักดิ์”ประชุมกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ เตรียมทำเอ็มโอยู กับกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัว ส่งออกต่างประเทศ ให้สอดรับนายกฯ ช่วยเจรจาส่งออกไปจีนสำเร็จ พร้อมสานต่อเลี้ยงโคเงินล้านนำร่อง หลังโครงการต้นแบบสำเร็จ เล็งยกระดับเลี้ยงโคเกรดพรีเมี่ยมทั้ง“โกเบ-บราห์มัน-ทาจิมะ” มั่นใจช่วยสมาชิกปลดหนี้ได้

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมี นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วาระการประชุมวันนี้ มีเรื่องที่น่าสนใจคือ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ และกรมปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นการส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ รวมถึงให้สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรี ได้กรุณาช่วยเจรจาการส่งออกโค ให้กับซาอุดีอาระเบีย และจีน ซึ่งจะทำให้สมาชิกที่เลี้ยงโค สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ดังนั้น กองทุนหมู่บ้านฯ ต้องตื่นตัว และเร่งส่งเสริมสร้างความพร้อมให้กับสมาชิก

“ผมได้ทำโครงการเลี้ยงวัวนำร่องที่จังหวัดสุโขทัย โดยให้สมาชิกจำนวน 1,000 ครอบครัว ซื้อโค ครอบครัวละ 2 ตัว รวมเป็น 2,000 ตัว ซึ่งปัจจุบันโคได้ออกลูกมาแล้วล่าสุด จำนวน 1,880 ตัว จึงถือว่า เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ จึงมีการเสนอโครงการของกองทุนหมู่บ้านฯต่อ คือ “โคเงินล้าน”นำร่องระยะที่ 1 ให้แก่ 400 ครอบครัว  ครอบครัวละ 50,000 บาท เพื่อให้เลี้ยงวัวสายพันธุ์ดี เช่น วัวโกเบ วัวบราห์มัน วัวทาจิมะ โดยให้ยกระดับเป็นการเลี้ยงแบบเกรดพรีเมี่ยม เพราะวัวไทย มีราคา 2-3 หมื่นบาท แต่วัวโกเบ มีราคาสูงถึง 2 แสนบาท จะช่วยทำให้สมาชิกกองทุน สามารถมีเงินใช้หนี้ได้ ส่วนวัวกีฬา ผมก็อยากให้มีการทำลักษณะคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เพื่อผู้เลี้ยง จะได้มีที่รับซื้อ และประกันราคาชัดเจน ดังนั้น เราควรสนับสนุนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำคอนแทรคฟาร์มมิ่งด้วย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ถ้าสมาชิกกองทุนใด คิดไม่ออกว่าจะส่งเสริมอาชีพด้านไหน ก็ให้นึกถึงเรื่องวัวก่อน เพราะตนมองว่า การแก้ปัญหาความยากจนให้กับคนในชนบทได้ ต้องเลี้ยงปศุสัตว์ เนื่องจากโค มีการเติบโตที่เร็ว ทันดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้สมาชิกจะมีเงินมาใช้หนี้ได้ ซึ่งตนขอมอบให้กองทุนหมู่บ้านฯ ยึดเป็นแนวทางในการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก จากเริ่มต้นเลี้ยงโค ก็อาจจะเดินหน้าส่งเสริมเลี้ยงปูไข่ต่อ เพราะมีราคาที่สูงเช่นกัน โดยกองทุนหมู่บ้านฯ ต้องเน้นการสร้างอาชีพ เพื่อให้ประชาชนไม่เป็นหนี้อีกต่อไป ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ ให้เกิดการสร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง โดยตรงกับงานของกองทุนหมู่บ้านฯ ที่ต้องเข้าไปสนับสนุนในเรื่องการลงทะเบียน จึงต้องเตรียมสร้างการรับรู้ และพัฒนาระบบการละเบียนให้พร้อม

รมว.เกษตรฯโชว์ ผลงานใน100วัน ชูขับเคลื่อนงาน ได้ตามเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769512

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ว่าการประชุมผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย/โครงการ/ภารกิจสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์น้ำ การแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย การเพิ่มปริมาณน้ำนอกเขตพื้นที่ชลประทานที่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากข้อสั่งการ รวมทั้งแผนและผลการปฏิบัติการฝนหลวง นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญด้วย

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายและข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ รวมทั้งผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ตลอดจนพิจารณาโครงการสำคัญในระยะสั้น (Quick Win) ที่กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2566 ซึ่งจะเป็นผลงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ในรอบ 100 วัน ทั้งนี้ มีกำหนดการแถลงผลงานฯ ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้