‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769807

'เฉลิมชัย'นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.23 น.

วานนี้ (16 พ.ย.66) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมฯ ร่วมกับ นายเหอ ซุน ผู้ว่าเมืองเจิ้งโจว และคณะผู้บริหารฯ ในการประชุมฯ นายเฉลิมชัย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ความร่วมมืออันดีของไทย-จีน ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านสังคม โดยวาระนี้ ได้มีการนำเสนอพื้นที่ความร่วมมือแห่งใหม่จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการ Eastern Economic Corridor: EEC หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ ทางฝ่ายจีน ได้ให้การตอบรับอย่างดี พร้อมให้ความร่วมมือส่งเสริม ผลักดันนักลงทุนจากเจิ้งโจว เข้าไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง และเห็นร่วมส่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมณฑลเหอหนาน เข้าไปศึกษาในปีการศึกษาหน้าที่จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการสร้างนิคมฯ ดังกล่าวต่อไป

หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย และคณะฯ เดินทางร่วมกับ นายจาง ปั๋ว รองผู้ว่าฯ เมืองเจิ้งโจว ร่วมเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเขตนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ RCEP “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และเปิดตัวโครงการตามบันทึกความร่วมมือ “สองประเทศ สองนิคม” อย่างเป็นทางการ ระหว่างเมืองเจิ้งโจว กับเมืองระยอง พร้อมทั้งลงนามในสัญญาร่วมก่อสร้างโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไปพร้อมกับก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง เพื่อยกระดับความร่วมมือห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย-จีน โดยปีนี้เป็นปีครบรอบ 48 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างไทย-จีน อีกด้วย ถือเป็นการต่อยอด ก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป

‘ธรรมนัส’ชูนวัตกรรม หนุนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769745

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานเสวนา “สร้างนวัตกรรมด้วยแรงบันดาลใจ เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรไทยในเวทีโลก” เนื่องในโอกาสมหาวิทยาลัยทักษิณ สถาปนาครบรอบ 55 ปีและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ตลอดจนเยี่ยมชมศูนย์เทคโนโลยียางเพื่อชุมชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรจะต้องมุ่งไปที่การปรับตัว เปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม โดยนำนวัตกรรมทางการเกษตร มาใช้เป็นกลไกของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการใช้เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตร และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับระดับราคาของสินค้าการเกษตร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในการเร่งดำเนินการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยจะพยายามประสานงานทุกภาคส่วน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน”

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หากใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมมาช่วย จะมีโอกาสสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ ในการทำโรดโชว์เพื่อหาตลาดใหม่ และขับเคลื่อนผ่านทูตเกษตร ทั้งนี้ สินค้าเกษตรมูลค่าสูงคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการยกระดับความสามารถในการผลิตให้ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ โดยใช้กระบวนการและวิธีการสมัยใหม่ในการลดต้นทุนและการควบคุมคุณภาพ อาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่า ในการสร้างแบรนด์ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคีต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่รวมขององค์ความรู้และนวัตกรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายของรัฐบาลมุ่งสู่ความสำเร็จ อาทิ 1.การยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร โดยผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง 2.ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายโดยถือเป็นการประกาศสงครามสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างจริงจัง 3.ยกระดับ MR. สินค้าเกษตร 4.สร้างครอบครัวเกษตร บูรณาการงานเข้มแข็ง 5.การรับมือภัยธรรมชาติ และ 6.การจัดการทรัพยากรทางการเกษตรทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG และ Carbon Credit เป็นต้น

‘อภัย’ถกอนุกรรมการบริหาร ปมโรคใบด่างมันสำปะหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769741

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ครั้งที่ 4/2566 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุมดังนี้ 1.การสำรวจพื้นที่พบโรคใบด่าง ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการปกครอง 2.ความก้าวหน้าการจัดทำโครงการประกันภัยมันสำปะหลัง 3.เกณฑ์การคัดเลือกแหล่งพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด 4.สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง 5.แนวทางการผลิตขยายและกระจายพันธุ์มันสำปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ปี 2567 และ 6.โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบเร่งรัดเพื่อการควบคุมการระบาด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะให้ฝ่ายเลขาฯ นำโครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบเร่งรัดเพื่อการควบคุมการระบาด เสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) พิจารณาเห็นชอบ ขอรับการสนับสนุนต้นพันธุ์ต้านทานใบด่างมันสำปะหลัง จากกระทรวงพาณิชย์ 10,000 ต้น ดำเนินโครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบเร่งรัด

รมว.เกษตรฯชมควายปลักทะเลน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769740

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก (GloballyImportant Agricultural Heritage System : GIAHS) แห่งแรกของประเทศไทย ที่จุดชมวิว (บ้านแฝด) ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย เป็นระบบการทำการเกษตร (ปศุสัตว์) ที่สืบทอดมายาวนานมากกว่า 250 ปี มีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่การอยู่ร่วมกันของชุมชนกับธรรมชาติ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ วิวัฒนาการของทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์ระบบนิเวศให้สมดุล โดยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ได้ประกาศรับรองพื้นที่ดังกล่าวเป็นมรดกทางการเกษตรโลก

สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีสถานะอนุรักษ์และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งบทบาทสำคัญในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยยังทำหน้าที่นิเวศบริการหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 50,000 คนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 จังหวัดทางภาคใต้ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ที่พึ่งพิงอาศัยทรัพยากรจากพื้นที่ชุ่มน้ำโดยตรง ก่อให้เกิดวิถีการทำการเกษตรที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์โดดเด่น

ทั้งนี้ การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย สะท้อนสมดุลระหว่างวิถีชีวิตคนกับระบบนิเวศและการปรับตัวเพื่อให้สามารถทำกินในพื้นที่อนุรักษ์ได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การแผนจัดการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนที่สร้างสมดุลทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่ดังกล่าวมีเกษตรกรผู้เลี้ยงควาย 228 ราย ควาย 4,480 ตัว และมีกลุ่มผู้เลี้ยงควาย 17 กลุ่ม

‘ไชยา’รับทราบ ความเดือดร้อน ผู้เลี้ยงกุ้ง-สุกร แก้ปัญหาราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769747

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการรับฟังปัญหา และพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยมีนายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดโคกเจ็ดลูก ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ว่าสำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ในประเด็นปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณสินค้าเกษตรที่มีการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นายไชยา เน้นย้ำว่า มีนโยบายที่ชัดเจนในการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรที่มีการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและปราบปรามกระบวนการดังกล่าว รวมถึงแก้ปัญหากลไกตลาดที่บิดเบี้ยว ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ ในประเด็นปัญหาราคาต้นทุนการผลิตสูง ไม่สอดคล้องกับราคาผลผลิต ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษาแนวทางการผลิตอาหารสัตว์ทางเลือก เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารสำเร็จรูปให้แก่เกษตรกร พร้อมเสนอแนะ กรมประมง ในการเปิดช่องทางการค้า สร้างโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าถึงกระบวนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มากขึ้น

‘สมศักดิ์’ประชุมกองทุนหมู่บ้าน เตรียมทำMOUกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัวส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769632

'สมศักดิ์'ประชุมกองทุนหมู่บ้าน เตรียมทำMOUกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัวส่งออก

‘สมศักดิ์’ประชุมกองทุนหมู่บ้าน เตรียมทำMOUกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัวส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.12 น.

“สมศักดิ์”ประชุมกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ เตรียมทำเอ็มโอยู กับกรมปศุสัตว์ ส่งเสริมเลี้ยงวัว ส่งออกต่างประเทศ ให้สอดรับนายกฯ ช่วยเจรจาส่งออกไปจีนสำเร็จ พร้อมสานต่อเลี้ยงโคเงินล้านนำร่อง หลังโครงการต้นแบบสำเร็จ เล็งยกระดับเลี้ยงโคเกรดพรีเมี่ยมทั้ง“โกเบ-บราห์มัน-ทาจิมะ” มั่นใจช่วยสมาชิกปลดหนี้ได้

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมี นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วาระการประชุมวันนี้ มีเรื่องที่น่าสนใจคือ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ และกรมปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นการส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ รวมถึงให้สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรี ได้กรุณาช่วยเจรจาการส่งออกโค ให้กับซาอุดีอาระเบีย และจีน ซึ่งจะทำให้สมาชิกที่เลี้ยงโค สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ดังนั้น กองทุนหมู่บ้านฯ ต้องตื่นตัว และเร่งส่งเสริมสร้างความพร้อมให้กับสมาชิก

“ผมได้ทำโครงการเลี้ยงวัวนำร่องที่จังหวัดสุโขทัย โดยให้สมาชิกจำนวน 1,000 ครอบครัว ซื้อโค ครอบครัวละ 2 ตัว รวมเป็น 2,000 ตัว ซึ่งปัจจุบันโคได้ออกลูกมาแล้วล่าสุด จำนวน 1,880 ตัว จึงถือว่า เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ จึงมีการเสนอโครงการของกองทุนหมู่บ้านฯต่อ คือ “โคเงินล้าน”นำร่องระยะที่ 1 ให้แก่ 400 ครอบครัว  ครอบครัวละ 50,000 บาท เพื่อให้เลี้ยงวัวสายพันธุ์ดี เช่น วัวโกเบ วัวบราห์มัน วัวทาจิมะ โดยให้ยกระดับเป็นการเลี้ยงแบบเกรดพรีเมี่ยม เพราะวัวไทย มีราคา 2-3 หมื่นบาท แต่วัวโกเบ มีราคาสูงถึง 2 แสนบาท จะช่วยทำให้สมาชิกกองทุน สามารถมีเงินใช้หนี้ได้ ส่วนวัวกีฬา ผมก็อยากให้มีการทำลักษณะคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เพื่อผู้เลี้ยง จะได้มีที่รับซื้อ และประกันราคาชัดเจน ดังนั้น เราควรสนับสนุนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำคอนแทรคฟาร์มมิ่งด้วย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ถ้าสมาชิกกองทุนใด คิดไม่ออกว่าจะส่งเสริมอาชีพด้านไหน ก็ให้นึกถึงเรื่องวัวก่อน เพราะตนมองว่า การแก้ปัญหาความยากจนให้กับคนในชนบทได้ ต้องเลี้ยงปศุสัตว์ เนื่องจากโค มีการเติบโตที่เร็ว ทันดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้สมาชิกจะมีเงินมาใช้หนี้ได้ ซึ่งตนขอมอบให้กองทุนหมู่บ้านฯ ยึดเป็นแนวทางในการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก จากเริ่มต้นเลี้ยงโค ก็อาจจะเดินหน้าส่งเสริมเลี้ยงปูไข่ต่อ เพราะมีราคาที่สูงเช่นกัน โดยกองทุนหมู่บ้านฯ ต้องเน้นการสร้างอาชีพ เพื่อให้ประชาชนไม่เป็นหนี้อีกต่อไป ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ ให้เกิดการสร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง โดยตรงกับงานของกองทุนหมู่บ้านฯ ที่ต้องเข้าไปสนับสนุนในเรื่องการลงทะเบียน จึงต้องเตรียมสร้างการรับรู้ และพัฒนาระบบการละเบียนให้พร้อม

รมว.เกษตรฯโชว์ ผลงานใน100วัน ชูขับเคลื่อนงาน ได้ตามเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769512

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ว่าการประชุมผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย/โครงการ/ภารกิจสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์น้ำ การแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย การเพิ่มปริมาณน้ำนอกเขตพื้นที่ชลประทานที่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากข้อสั่งการ รวมทั้งแผนและผลการปฏิบัติการฝนหลวง นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญด้วย

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายและข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ รวมทั้งผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ตลอดจนพิจารณาโครงการสำคัญในระยะสั้น (Quick Win) ที่กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2566 ซึ่งจะเป็นผลงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ในรอบ 100 วัน ทั้งนี้ มีกำหนดการแถลงผลงานฯ ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้

‘ไชยา’ช่วยผู้ประสบภัย แนะใช้นวัตกรรมทำเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769510

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมและการเกษตร ต.บ้านค่าย อ.เมือง จ.ชัยภูมิ และ ต.ละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ว่าพร้อมช่วยให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น โดยให้เกษตรกรมุ่งผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพตรงตามกระแสโลก ทั้งนี้ ได้แนะนำให้เกษตรกรใช้นวัตกรรมในการทำการเกษตร เพื่อให้มีผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ โดยสามารถขอรับคำแนะนำได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ฯ

นายไชยากล่าวต่อว่า จะเร่งรัดแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก โดยมีมุมมองจากการชดเชยรายได้ให้เกษตรกรในทุกปี ควรเปลี่ยนเป็นลงทุนแก้ปัญหาอุทกภัยระยะยาว เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดรายได้ช่วงเกิดน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมถึงรัฐบาลได้ประกาศพักหนี้เกษตรกร 3 ปีปลอดดอกเบี้ย ปลอดเงินต้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มุ่งผลิตพืชผลเกษตรที่มีคุณภาพ ลดความกังวลปัญหาหนี้สิน และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น ได้แก่ 1.ตรวจสอบพื้นที่และรับรองความเสียหายระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ 2.ติดตาม เฝ้าระวังการเลี้ยงจระเข้ในพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วม พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ อวน กระชัง เพื่อบรรเทาความเสียหาย 3.สนับสนุนเวชภัณฑ์จากกองทุนยาสัตว์ประจำกลุ่มเพื่อป้องกันและรักษาโรค และ 4.ช่วยเกษตรกรอพยพสัตว์สู่ที่ปลอดภัย ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร และถุงยังชีพกว่า 600 ถุงให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่วัดวังก้านเหลืองต.บ้านค่าย อ.เมือง จ.ชัยภูมิ และบ้านท่าศาลา ต.ละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย และเยี่ยมชมคูหาส่วนราชการด้วย

มกอช.ถกรมต.อาเซียน-จีนด้านSPS

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769511

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชอาเซียน-จีน ครั้งที่ 8 (The 8th ASEAN – China Ministerial Meeting on Sanitary and Phytosanitary (SPS) Cooperation) ภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความร่วมมือด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (ASEAN-China MOU on SPS) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ในการประชุมครั้งนี้ จีนมีข้อเสนอริเริ่มความร่วมมือด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคสัตว์และโรคพืชข้ามแดน และการระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานระหว่างอาเซียนและจีน โดยขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียน สนับสนุนการดำเนินการความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งไทยเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว เนื่องจากสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของมาตรการ SPS แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ซึ่ง มกอช.ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานหลัก ด้าน SPS ของไทย จะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมจัดทำท่าทีของอาเซียนในการดำเนินการความร่วมมือ

ที่ผ่านมา มกอช.ได้ผลักดันการดำเนินการด้านเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารมาโดยตลอด โดยเป็นหน่วยงานกลางในการเจรจาผลักดันการเชื่อมต่อระบบ e-SPS กับประเทศคู่ค้ารวมทั้งเป็นหน่วยงานผู้ก่อตั้งและดูแลระบบแจ้งเตือนความปลอดภัยอาหารของไทย(THRASFF) และของอาเซียน(ARASFF) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี2552 ตลอดจนได้จัดทำระบบ QR Traces เพื่อเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย Q Mark ซึ่งการผลักดันความร่วมมือกับอาเซียนและจีนในประเด็นดังกล่าว จะนำไปสู่การยกระดับความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

กรมปศุสัตว์หารือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด-ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769467

กรมปศุสัตว์หารือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด-ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

กรมปศุสัตว์หารือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด-ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.50 น.

ที่ปรึกษารมว.เกษตร “บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์”ประชุมอธิบดีกรมปศุสัตว์- เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เร่งหาตลาด – ผลักดันโรงเชือดท่าแซะ

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการโคเนื้อ ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมาโดยมีผู้เกี่ยวข้อง อาทินายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมผู้แทนกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อยผู้แทนกลุ่มผู้ส่งออก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ร่วมหารือ โดยมีการรับฟังข้อมูลปัญหาจากเกษตรกร รวมถึงการชี้แจ้งถึงแนวทางดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเร่งเจรจาหาตลาดรับซื้อ โดยล่าสุด อยู่ระหว่างเจรจากับทางการจีนเพื่อเปิดตลาดรับซื้อโคเนื้อในรูปแบบ Barter Trade รวมถึงจะเจรจากับทางเวียดนามด้วย

นายเชิดชัย วันทา ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงโครายย่อยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อมากกว่า 1,400,000 ครัวเรือน มีจำนวนโคเนื้อมากกว่า 9,500,000 ตัว โดยตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาโคเนื้อตกต่ำเป็นอย่างมาก ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เกษตรกรอาจถึงขั้นล้มละลายทั้งประเทศ ซึ่งแนวทางที่เกษตรกรเสนอในที่ประชุม คือ รัฐบาลต้องกำจัดเนื้อเถื่อนอย่างเด็ดขาด พิจารณาขึ้นค่าธรรมเนียมเนื้อที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย เร่งให้มีการส่งออกโคเนื้อไปต่างประเทศโดยเร็ว และผลักดันโรงงานแปรรูปโคฮาลาล อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ให้สามารถรับซื้อโคเนื้อจากเกษตรกรเพื่อแปรรูปส่งออก

“การประชุมวันนี้เกษตรกรมีความหวังขึ้นมาระดับหนึ่งเพราะตัวแทนฝ่ายนโยบายและอธิบดีกรมปศุสัตว์ยืนยันจะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะการหาตลาด ขณะที่ความคืบหน้าในการผลักดันโรงงานแปรรูปโคฮาลาล ทางอธิบดีกรมปศุสัตว์ก็ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุน  โดยล่าสุดได้ออกใบรับรองโรงงานเพื่อการส่งออก (Est) ให้กับโรงงานแล้ว ขณะที่คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า การประชุมครั้งต่อไปจะเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งระบบมาหารือ” ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงโครายย่อย ระบุ