‘ธรรมนัส’ติดตาม ดูสถานการณ์น้ำ จี้กรมชลฯรับมือ ตามนโยบายรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762126

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมชลประทาน สามเสน ว่าจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกจะสิ้นสุดลงแล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงกำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นและที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่นๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ ทั้งนี้ ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762002

'เกษตรกรบุรีรัมย์'รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.41 น.

เกษตรกรชาวโนนสุวรรณ  จ.บุรีรัมย์  เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายพักชำระหนี้  ชี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง  ยังต้องแบกรับภาระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  ทั้งที่ราคาผลผลิตตกต่ำ วอนรัฐซื้อหนี้จาก ธกส.และปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 7 บาทเหลือ 1 บาท   

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2566 ที่ จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาทบททวนโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระยะเวลา 3 ปี  วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท  โดยอ้างว่า นโยบายพักหนี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง  เพราะเมื่อครบ 3 ปีแล้ว เกษตรกรก็ยังต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำไม่สอดคล้องกลับข้อเท็จจริง   เกษตรกรก็ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่สูงเหมือนเดิม จึงอยากเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนจากนโยบายพักชำระหนี้ ควรจะซื้อหนี้ของเกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  และมีนโยบายให้เกษตรกรผ่อนชำระกับทางรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี   ถึงจะเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง   เพราะทุกวันนี้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่กู้เงินไปลงทุนทำการเกษตรกร  ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี   แต่หากใครชำระไม่ต่อเนื่องเป็นหนี้เสีย ก็ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 12 บาทต่อปี 

ด้านนายสวาท จำปาสา และนายบุญรอด  ศิลสุพรรณ์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ  บอกว่า  รัฐบาลที่ผ่านมาเคยดำเนินการโครงการพักชำระหนี้มาแล้วถึง 9 ปี  แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระหนี้สินเหมือนเดิมโดยเฉพาะดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี จึงอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ฟังเสียงความต้องการของเกษตรกรว่าแท้จริงแล้วควรจะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างตรงจุด  และสามารถแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนได้จริง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อหนี้เกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  เพื่อให้เกษตรกรผ่อนชำระกับรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี  จึงจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ตัวแทนเกษตรกรจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าว  ไปยื่นเสนอต่อนายเศรษฐา เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป —017

รมว.เกษตรฯลุย3จว. รุกจัดการแก้ปัญหาอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761886

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งแจกถุงยังชีพแก่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ที่เทศบาล ต.แม่ปุอ.แม่พริก และบ้านต้นธง อ.เมือง จ.ลำปาง

สำหรับ จ.ลำปาง มีพื้นที่ 7,833,726 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,036,512 ไร่ หรือร้อยละ 13.23 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรด ส้มเกลี้ยง และยางพารา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เกษตร 8 อำเภอ 35 ตำบล 144 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีการประกาศเขตภัยพิบัติ 5 อำเภอ

“สิ่งสำคัญคือการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม สำหรับสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ได้มอบหมายกรมชลประทาน จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือราษฎรแต่ละพื้นที่ และบูรณาการร่วมกับส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งให้จัดทำแผนการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ และในภาพรวมของจังหวัด ตรงไหนที่สามารถเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำได้ให้ดำเนินการทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมชลประทาน มีแผนดำเนินการในการสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง และแก้มลิง 2 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและลุ่มน้ำสาขา อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือทางด้านการเกษตรและบรรเทาอุทกภัย นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแจกถุงยังชีพที่อ่างเก็บน้ำแม่แย้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ และประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย

เกษตรฯร่วมวงถก คกก.ประมงทะเล ตั้งเป้าให้เป็นผู้นำ สินค้าประมงโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761879

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และนายเฉลิมชัยสุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เข้าร่วมทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 240/2566 ลงวันที่ 18 กันยายน 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ประกอบด้วยกรรมการ 22 ราย โดยมีนายภูมิธรรม เป็นประธานกรรมการฯ และอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการมีเจตนารมณ์ในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทางทะเล

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการทำงาน ยุทธวิธีและการแบ่งงาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการฯ 6 คณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำด้านการค้าสินค้าประมงในตลาดโลก และวางแผนการเจรจากับต่างประเทศ เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายประมง จัดระเบียบการทำการประมง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในเชิงพื้นที่ ในเชิงเวลา การจัดระเบียบเครื่องมือประมง การมุ่งลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมง การดูแลชาวประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรภายใต้บริบทการทำประมงไทย

‘ธรรมนัส’ควง2รมช. วางแนวทางแก้น้ำท่วมอุบลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761883

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำสถานการณ์อุทกภัย พร้อมพบปะประชาชน มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) 15 ราย มอบเวชภัณฑ์ถุงยังชีพและหญ้าพระราชทาน แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ และน้ำหมักชีวภาพ ที่สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง และหอประชุมประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ภายหลังเกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล จนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน และพื้นที่การเกษตร 9 อำเภอใน จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบ แยกเป็นด้านการดำรงชีพ ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 3 ตำบล 26 ชุมชน/หมู่บ้าน 913 ครัวเรือน 3,218 คน ราษฎรอพยพ 18 ชุมชน 301 ครัวเรือน 1,079 คน แยกเป็นจุดพักพิงชั่วคราว 15 จุด 269 ครัวเรือน 997 คน พักบ้านญาติ 32 ครัวเรือน 85 คน

ด้านการเกษตร พื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบ 9 อำเภอ แบ่งเป็นด้านพืช ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 9 อำเภอ รวม 47 ตำบล 204 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัยฯ 6,793 ครัวเรือน พื้นที่ประสบภัยที่คาดว่าจะเสียหายรวมทุกชนิดพืช 46,387.75 ไร่ แบ่งเป็น 1.ข้าว 44,993 ไร่ 2.พืชไร่และพืชผัก 724.25 ไร่ และ 3.ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 670.50 ไร่วงเงินที่คาดว่าจะให้ความช่วยเหลือ 64,438,819 บาท โดยประมาณการตามหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือฯด้านประมง ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน เกษตรกร 22 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 25.70 ไร่ และด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ รวม 8 ตำบล 17 หมู่บ้าน 8 ชุมชน เกษตรกรได้รับผลกระทบ 244 ราย การอพยพสัตว์ ประกอบด้วย โค 994 ตัว กระบือ 434 ตัว สุกร 161 ตัว ไก่พื้นเมือง 5,972 ตัว ไก่ไข่ 12 ตัว ไก่เนื้อ 1 ตัว เป็ดไข่ 8 ตัว เป็ดเนื้อ 2,917 ตัวแพะ 2 ตัว นกกระทา 4 ตัว ห่าน 1 ตัวรวม 10,506 ตัว และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหาย 71 ไร่

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้ใช้อาคารชลประทานทางตอนบนของแม่น้ำชี (เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง) และแม่น้ำมูล (เขื่อนราษีไศล) เพื่อหน่วงน้ำและผันเข้าระบบชลประทาน นำไปเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนตอนกลางจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนหัวนา เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อย ก่อนจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนปากมูลลงสู่แม่น้ำโขงในอัตรา 3,372.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที นอกจากนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับกองบิน 21 มณฑลทหารบกที่ 22 และชาวบ้าน เสริมแนวกระสอบทราย 4,000 ใบ จัดเตรียมเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

‘รมช.อนุชา’มอบนโยบาย’มกอช.’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761824

'รมช.อนุชา'มอบนโยบาย'มกอช.' เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

‘รมช.อนุชา’มอบนโยบาย’มกอช.’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

“รมช.อนุชา”มอบนโยบาย”มกอช.” เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร เปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรไทย สู่มิติใหม่ หวังดันตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรเพิ่มขึ้น พร้อมเปิดงาน ครบรอบ 21 ปี มกอช. “มุ่งมั่นพัฒนา สินค้าเกษตรไทย ปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปี มกอช.โดยมี นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.พร้อมด้วย นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการ มกอช.และนางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ มกอช.ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุม 511 อาคาร 5 มกอช.

นายอนุชา กล่าวว่า มกอช.เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล รวมถึงสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ดังนั้น งานด้านมาตรฐาน จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลว่าด้วย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร” เมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นเช่นกัน

“มกอช.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับ และเพิ่มมูลค่า สำหรับภารกิจและการดำเนินงานของ มกอช.ที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว แต่จะต้องเพิ่มการสร้างการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ด้านมาตรฐาน ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปของ มกอช.ต้องกลับมาพิจารณาว่ามีสินค้าเกษตรชนิดใดอีกบ้างที่สามารถเพิ่มตัวเลขจีดีพีภาคเกษตร สร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องลงมาสนับสนุนและให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยสร้างอาชีพเสริมให้เกษตรกรชาวนาได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มมูลค่าทางผลผลิต และมีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพืชชนิดใดก็แล้ว แต่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับรายได้หลักและถือเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ผมจึงได้ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างมูลค่า ปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการเกษตรของไทย นำไปสู่มิติใหม่ ในการสร้างตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรให้สูงขึ้น และส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” รมช.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ มกอช.มีผลงานสำคัญที่ผ่านมาที่เป็นประจักษ์ในหลายด้าน ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้ส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด อีกทั้ง ยังถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดส่งออกให้กับมังคุดของไทยอีกด้วย นอกจากนี้ มกอช.ยังได้ทำการเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – ออสเตรเลีย โดยในการเปิดตลาดครั้งนี้จะส่งผลช่วยผู้ประกอบการไทยให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ โดยการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคออสเตรีเลียก็จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกเพิ่มมากขึ้นด้วยด้วยเช่นกัน

ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มกอช.ได้ดำเนินงานตามภารกิจหลักตลอด 21 ปี โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เริ่มต้นตั้งแต่ ระดับต้นน้ำ โดย มกอช.ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวนทั้งสิ้น 409 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 400 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง มาตรฐานการผลิตยั่งยืน ได้แก่ มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลยั่งยืน มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยั่งยืน โครงการ “แมลง” แหล่งอาหารอนาคต และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย นอกจากนี้ ในระดับกลางน้ำ มกอช. ได้มีโครงการและภารกิจที่ทาง มกอช.ได้นำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรนำไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ การดำเนินงานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ที่ มกอช.ร่วมกับ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐ หรือระบบ CAB Service ระบบ TAS-License และระดับปลายน้ำ มกอช.ได้จัดทำโครงการและภารกิจที่พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการส่งต่อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ให้ถึงมือผู้บริโภค ได้แก่ โครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q (Q market) โครงการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และ Q Restaurant Premium และเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน – ออนไลน์ DGT Farm เว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน กว่า 1,739 รายการ

“สำหรับก้าวต่อไป มกอช.ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมความต้องการตลาด ที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด มาตรฐานโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน อีกทั้ง มกอช.ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล อันได้แก่ การรับรองมาตรฐานตรวจรับรอง มุ่งเน้นในการทำให้เป็น Single Platform รวมถึงไปการขยายผลพัฒนาระบบ QR Trace on Cloud และ DGT Farm ทั้งนี้ มกอช.ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐาน ทั้ง Q อาสา และบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบ e-learning ด้านมาตรฐาน โดยขยายวิชา เพิ่มเติมจากมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปยังมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ นอกจากนี้ ภารกิจทางด้านการเจรจา มกอช. ยังคงมุ่งหน้าผลักดันในด้านการเจรจา ให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ในระดับสากล รวมไปถึงการพัฒนาระบบการอนุญาต การกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มกอช. มุ่งมั่นดำเนินการตามภารกิจหลักขององค์กร ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

– 006

‘กรมชลฯ’ขานรับนโยบาย’รมว.กษ.’ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761938

'กรมชลฯ'ขานรับนโยบาย'รมว.กษ.'ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

‘กรมชลฯ’ขานรับนโยบาย’รมว.กษ.’ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.43 น.

‘กรมชลฯ’ขานรับนโยบาย’รมว.กษ.’ขับเคลื่อนแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2566  ที่ห้องประชุมกรม ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน นายชูชาติ รักจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง รักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา และนายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

สำหรับการประชุมในวันนี้ กรมชลประทานได้มีการพิจารณาแนวทางในการเพิ่มพื้นที่บึงบอระเพ็ดให้สามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้นในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งเป็นพื้นที่หน่วงน้ำในแม่น้ำสายหลักในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อลดปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ช่วยบรรเทาอุทกภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยกรมชลประทาน จะดำเนินการควบคู่ไปกับแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 บริหารจัดการ/การเข้าใช้ประโยชน์ ด้านที่ 2 การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ด้านที่ 3 คุณภาพตะกอน และรักษาระบบนิเวศ และด้านที่ 4 การจัดการน้ำท่วม บรรเทาอุทกภัย

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ มากที่สุด กรมชลประทานจะเร่งดำเนินการพัฒนา และฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดอย่างครบวงจร ตลอดจนนำไปสู่การบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำได้อย่างยั่งยืนตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ —017

เกษตรฯเตรียมศึกษาพัฒนา Gene Bank เพิ่มศักยภาพพัฒนา-ปรับปรุงพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761853

เกษตรฯเตรียมศึกษาพัฒนา Gene Bank เพิ่มศักยภาพพัฒนา-ปรับปรุงพันธุ์ข้าว

เกษตรฯเตรียมศึกษาพัฒนา Gene Bank เพิ่มศักยภาพพัฒนา-ปรับปรุงพันธุ์ข้าว

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.33 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ศขช.) หรือ Gene Bank โดยมี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

โดย ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่าศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว) เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตข้าว รวบรวม อนุรักษ์ ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวไทย รวบรวมข้อมูลประวัติและลักษณะประจำพันธุ์ข้าว ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าว พร้อมให้บริการข้อมูลและเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว อีกทั้งมีการดำเนินงานในการฟื้นฟูเชื้อพันธุ์ข้าว 2,000 เชื้อพันธุ์ต่อปี บริการเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว เชื้อพันธุ์ละ 5 กรัม ปี พ.ศ.2561 – 2566 ให้บริการ 106 ราย รวม 2,388 เชื้อพันธุ์ ส่งเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวไปฝากเก็บที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ด ราชอาณาจักรนอร์เวย์ 7 ครั้ง รวม 1,239 เชื้อพันธุ์ ปัจจุบันมีเชื้อพันธุ์ข้าวเก็บรักษาไว้ประมาณ 24,000 เชื้อพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวพื้นเมือง 18,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ดี 2,000 เชื้อพันธุ์ ข้าวพันธุ์รับรอง 100 เชื้อพันธุ์ ข้าวสายพันธุ์ต่างประเทศ 3,000 เชื้อพันธุ์ และข้าวป่า 1,000 เชื้อพันธุ์ อีกทั้ง Gene Bank แห่งนี้ มีห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าว ได้แก่ 1) ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (อุณหภูมิ 15 °C ความชื้นสัมพัมธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักมาได้ประมาณ 3 – 5 ปี และ 2) ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (อุณหภูมิ 5 °C ความชื้นสัมพัมธ์ไม่เกิน 60%) เก็บรักษาได้ประมาณ 20 ปี

ทั้งนี้ Gene Bank หรือธนาคารเชื้อพันธุ์ เป็นการรักษาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversiy) ของพืชหรือสัตว์ ที่มีลักษณะพันธุกรรมที่น่าสนใจ เช่น มีความต้านทานโรคสูง เป็นชนิดพันธุ์ดั้งเดิม รวมทั้งเป็นชนิดพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไป เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต

“Gene Bank เป็นส่วนสำคัญที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าว แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่เก่าแก่ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่สามาถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการผลิต ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านการส่งออก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศูนย์แห่งนี้ให้มีความทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้เต็มศักยภาพ จะส่งผลให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตสูง เพิ่มรายได้ให้ชาวนาต่อไป” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

สำหรับจังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่เกษตรกรรม 353,308.17 ไร่ (36.66% ของพื้นที่ทั้งหมด) เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืช 332,992.02 ไร่ ได้แก่ ข้าว 248,536.81 ไร่ ไม้ผล 35,895.55 ไร่ ไม้ยืนต้น 15,418.63 ไร่ พืชผัก 21,445 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 6,093.14 ไร่ พืชไร่ 3,837.77 ไร่ สมุนไพร 1,765.13 ไร่ และพื้นที่ประมง 20,316.15 ไร่ มีพื้นที่ชลประทาน 501,937 ไร่ และไม่มีพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม จังหวัดปทุมธานีได้ยกย่องให้ข้าวหอมปทุมธานี (ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1) เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ และเป็นสินค้า GI ของจังหวัดปทุมธานี มีลักษณะเด่น คือ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะทางกายภาพ คือ เปลือกข้าวข้าวสีฟาง รูปทรงเมล็ดข้าวเรียว ยาว จมูกข้าวเล็ก เนื้อเมล็ดข้าวมีสีขาว ผิวค่อนข้างมัน เมื่อสุกแล้วข้าวนุ่มค่อนข้างเหนียวและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ปลูกและผลิตในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

– 006

ไม่ทิ้งกัน! ‘พ่อเมืองแพร่’เร่งกระจายลองกองช่วยเหลือชาวสวนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761881

ไม่ทิ้งกัน! 'พ่อเมืองแพร่'เร่งกระจายลองกองช่วยเหลือชาวสวนในพื้นที่

ไม่ทิ้งกัน! ‘พ่อเมืองแพร่’เร่งกระจายลองกองช่วยเหลือชาวสวนในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.10 น.

ไม่ทิ้งกัน! ‘พ่อเมืองแพร่’เร่งกระจายลองกองเกือบ 300 ตันสู่ผู้บริโภค เพื่อช่วยเหลือชาวสวนในพื้นที่ ด้านหน่วยงานราชการ-เอกชนอ้าแขนรับ


เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2566 ณ ที่ว่าการอำเภอเด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ แถลงแนวทางการกระจายผลผลิตลองกองสู่ผู้บริโภค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยการกระจายผลผลิตลองกอง เกรดรวมช่อ ไปยังหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รณรงค์คนแพร่ไม่ทิ้งกัน ให้ชาวเมืองแพร่ช่วยกันบริโภคลองกองและขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปิดจุดจำหน่าย ซึ่งช่วงสัปดาห์นี้ ผลผลิตลองกองจาก ต.ไทยย้อย เกือบ 300 ตัน จะออกสู่ตลาด ไม่น้อยกว่า 10 ตัน/วัน  


โดยนายชุติเดช กล่าวว่า ลองกองเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของ จ.แพร่ มีพื้นที่ปลูกใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เด่นชัย อ.ลอง อ.เมืองแพร่ อ.วังชิ้น และอ.ร้องกวาง พื้นที่ทั้งหมด 1,365 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตออกสู่ตลาด รวม 565 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 11.30 ล้านบาท ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมาก (Peak) ในช่วงวันที่ 1-15 ต.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับผลผลิตลองกองของ จ.อุตรดิตถ์ และจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลทำให้ประสบปัญหาผลผลิตลองกองล้นตลาด ราคาตกต่ำ ปัจจุบันผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว จำนวน 219 ตัน คิดเป็นร้อยละ 38.76 คาดการณ์ผลผลิตคงเหลือ 346 ตัน คิดเป็นร้อยละ 61.24  อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้เริ่มกระจายผลผลิตลองกองครั้งแรก เกรดรวมช่อ ปริมาณ 5 ตัน ไปยังหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนและผู้บริโภค คิดเป็นมูลค่า 115,000 บาท โดยแผนกระจายผลผลิตไปยังเรือนจำจังหวัดแพร่ (เกรดร่วง) จำนวน 6 ตัน/เดือน  อีกทั้งได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนภายในจังหวัด และต่างจังหวัด ในการรับซื้อและกระจายผลผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกลองกองจังหวัดแพร่, จัดหาพื้นที่ให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตลองกอง เช่น สถานีบริการน้ำมัน และบริเวณสามแยกอำเภอเด่นชัย รวมถึงประสานผู้ประกอบการเข้ามารับซื้อผลผลิตลองกองถึงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลองกองในพื้นที่จังหวัดแพร่ต่อไป ในส่วนของเทศบาลตำบลป่าแมต นายสุภวัฒน์ ศุภศิริ นายกเทศมนตรีตำบลป่าแมตได้มอบหมายให้ พันตำรวจเอกนครขวานเพชร ที่ปรึกษาและร้อยตำรวจตรีเลขา  พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลมารับ “ลองกอง” ที่อำเภอเด่นชัยตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ จำนวน 500 กิโลกรัม เพื่อไปกระจายในพื้นที่เทศบาลตำบลป่าแมต —017

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมรมต.อาเซียนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761698

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมเตรียมการฝ่ายไทยสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) ครั้งที่ 45 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (1403)

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) ครั้งที่ 45 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดูงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม ระหว่างวันที่ 2-6 ตุลาคม 2566ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับรัฐมนตรี (AMAF Leader) และนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM-AMAF Leader)