‘ธรรมนัส’ช่วยแรงงานเกษตร เพิ่มศักยภาพ-ทักษะในยุคไฮเทค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771104

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,600 คน ปัจจุบันมีแรงงานไทยอาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลประมาณ 3 หมื่นราย โดยอยู่ในพื้นที่ใกล้ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบและขณะนี้ มีผู้แจ้งความประสงค์ต้องการกลับประเทศไทยประมาณ 6,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกษตร

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรที่รัฐอิสราเอล 6,500 คน ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมความพร้อมทุกด้านในการดูแลคนไทยกลุ่มแรงงานเกษตร ที่อพยพกลับจากประเทศอิสราเอล และที่สำคัญคือกลุ่มแรงงานเกษตรดังกล่าว นับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในระดับสูง เพราะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรจากอิสราเอลซึ่งเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมที่ทันสมัยที่สามารถพลิกฟื้นทะเลทรายด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนเป็นประเทศผู้นำด้านเกษตรในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้เพื่อร่วมยกระดับและขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทยมาปรับใช้และต่อยอดในการประกอบอาชีพเกษตร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มแรงงานภาคเกษตรจากอิสราเอล กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมโครงการ ส่งเสริมฝีมือแรงงานเกษตรไทยในต่างแดนกลับคืนถิ่น โดยวางแนวทางและจะมีการพิจารณาจากทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความต้องการ แบ่งเป็น 3 แนวทางตามความสมัครใจ ได้แก่ 1.ปั้นสู่ครูพี่เลี้ยง ซึ่งกลุ่มดังกล่าว จะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และทักษะที่สูง สามารถมาร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะต่างๆ เพื่อสร้างกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer / Smart Farmer สร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตร

2.ป้อนสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ต้องการแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามความต้องการในด้านต่างๆ และ 3.ปูทางอาชีพสู่บ้านเกิด โดยจะสนับสนุนกลุ่มแรงงานที่ต้องการกลับบ้านในภูมิลำเนา ต่อยอดในการประกอบอาชีพ เช่น การเข้าถึงทุนในการประกอบอาชีพ สนับสนุนปัจจัยการผลิต การเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะ การหาตลาดรองรับ หรือการเข้าร่วมเป็น Smart Farmer เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ตามความต้องการและความเหมาะสม เป็นต้น

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771106

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

‘อนุชา’รุก‘ชัยนาทโมเดล’เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มอบนโยบาย : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในการประชุมกรมการจังหวัดและส่วนราชการ จ.ชัยนาท มุ่งขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” เป็นจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงโค สนับสนุนเงินทุน ปัจจัยการผลิต ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายในโอกาสร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจำ จ.ชัยนาท ครั้งที่ 10/2566 โดยมีนายนที มนตริวัต ผวจ.ชัยนาท ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด

กระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเขื่อนเจ้าพระยา สำนักงานชลประทานที่ 12

นายอนุชา กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐด้านภาคการเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตร จึงเดินหน้าขับเคลื่อน “ชัยนาทโมเดล” โดยมีแนวทางการส่งเสริม ดังนี้ 1.นวัตกรรมข้าวพันธุ์ดี เมล็ดข้าวพันธุ์ดี (ใช้น้ำน้อย ผลผลิตสูง ทนทานโรค และแมลง) 2.ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิตส่งเสริมการปลูกพืชแห่งโอกาส เช่น หญ้า การเลี้ยงวัว การบริหารจัดการน้ำ ยกระดับภาคเกษตร ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) 3.บริหารจัดการทรัพยากรดินให้เหมาะสมกับพืช 4.สร้างคุณค่า ความภาคภูมิอาชีพ ระบบตลาดนำการผลิต 5.ขยายสาขาวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท และ 6.เพิ่มศักยภาพวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท เป็นต้น โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมสนับสนุนพื้นที่ซึ่งมีความพร้อม

“กระทรวงเกษตรฯ จะขับเคลื่อนให้ จ.ชัยนาท เป็น “ชัยนาทโมเดล” คือจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกว่า 100 ครอบครัว มีอาชีพเลี้ยงโคพื้นเมืองส่งเสริมโดยให้องค์ความรู้สนับสนุนแหล่งเงินทุนใช้ ปัจจัยการผลิตท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร และหาช่องทางการตลาด เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนที่ยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าการผลิตพืชเพียงอย่างเดียวลดความเสี่ยงด้านการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังทำการผลิตในรูปแบบ BCG Model เพื่อรักษาระบบนิเวศเกษตรด้วย” นายอนุชา กล่าว

‘ไชยา’เล็งบุรีรัมย์ใช้ผลิต โคเนื้อส่งออกขายต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771102

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าได้ตรวจสอบห้องเย็นทั้ง 19 แห่งจาก 23 อำเภอ พื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ไม่พบการลักลอบขนเนื้อสัตว์เถื่อน ส่วนใหญ่เป็นเนื้อแซลมอนนำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย เห็นได้ว่า จ.บุรีรัมย์ มีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและโคมีชีวิตสำหรับส่งออก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเปิดตลาดการค้าสัตว์มีชีวิตออกสู่ประเทศกัมพูชา รวมถึงส่งออกโคเนื้อและสุกรมีชีวิตสู่ประเทศจีนและเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาตกต่ำ โดยให้มีสินค้าราคาสมกับคุณภาพ จึงต้องขยายผลตรวจสอบตามแนวเขตชายแดน เพื่อให้กลไกราคาสินค้าเกษตรกลับมาเป็นปกติ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นลำดับแรก

นายไชยา กล่าวต่อว่า ต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีราคาสูง เนื่องจากหัวอาหาร (ข้าวโพดและถั่วเหลือง) ในประเทศไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำเกษตรกรให้จัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ผลิตหัวอาหารเอง ปรับปรุงดินให้มีคุณภาพเหมาะสำหรับพืชที่จะเพาะปลูก จะช่วยให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ยุครัฐบาลดิจิทัล ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละส่วนของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ให้สามารถใช้งานร่วมกันเพื่อนำไปวิเคราะห์สินค้าและความต้องการของตลาดได้ เกษตรกรจะได้ผลิตสินค้าที่มีผู้ซื้อรองรับ ซึ่งช่วยให้สินค้าไม่ล้นตลาดและมีราคาที่เหมาะสม จึงอยากขอให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันพัฒนาในส่วนนี้ร่วมกัน” นายไชยา กล่าว

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ แก้ปัญหาชาวสุรินทร์ เปิดการค้าชายแดน สร้างอาชีพ-รายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771103

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและเปิดโครงการ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบประชาชน”ที่ว่าการ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อบริการความรู้ด้านวิชาการให้แก่พี่น้องเกษตรกรในด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง รวมถึงเพื่อจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนโครงการในอนาคต รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผ่านการจัดนิทรรศการต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ ชี้แนะ และตอบคำถาม นอกจากนี้ จ.สุรินทร์ ยังมีด่านช่องจอม ซึ่งถือเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งเร็วๆนี้จะเปิดเขตเศรษฐกิจการค้าช่องจอม จ.สุรินทร์ ให้เกิดการค้าขายสินค้าเกษตรกับประเทศกัมพูชา สร้างหลักประกันทางการค้ากับคู่ค้าให้เกิดความมั่นใจว่าสินค้าเกษตรไทยมีความปลอดภัย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

จากนั้นนายไชยา ได้ตรวจติดตามพื้นที่แก้มลิงกุดส้ม บ้านไกลเสนียด หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่มีสภาพตื้นเขิน ในฤดูฝนไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำจนพี่น้องเกษตรกรไม่มีใช้ในการอุปโภค-บริโภคได้อย่างเพียงพอจึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งสำรวจ ศึกษา และจัดการด้านปัญหาน้ำ โดยเร่งจัดทำโครงการก่อสร้างฝายกุดส้มงบประมาณ 30,000,000 บาท โดยเสนอของบประมาณ 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชากรในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

รองปลัดฯนำทีมบุกอเมริกา หารือเทคโนโลยีด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770858

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้แทนไทย ได้แก่ นายสุรกิตติ ศรีกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการผลิตพืช กรมวิชาการเกษตร นายภาณุวัฒน์ เนียมเปรม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส (สายธุรกิจไก่เนื้อ)บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการศึกษาดูงานภาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีหน่วยงาน National Association of State Departmentsof Agriculture (NASDA) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาดูงานดังกล่าว

สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาดูงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรของสหรัฐอเมริกา เช่น บริษัท McGehee Producers Gin
(บริษัทด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมการผลิตฝ้ายและจัดจำหน่ายเส้นใยฝ้าย) สำนักงาน Little Rock Port Authority (ท่าเรือ ทางแม่น้ำ) ขนาดใหญ่ในเมือง Little Rock) ศูนย์วิจัยและส่งเสริมข้าวของมหาวิทยาลัยอาร์คันซอฟาร์ม Isbell โรงสีข้าวของบริษัท Origami Sake และบริษัท Bruce Oakley (บริษัทด้านการขนส่ง การกระจาย และการค้าสินค้า) เป็นต้น

สทนช.พอใจผลงานศูนย์ฯ จัดการน้ำภาคกลางรับ‘เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770855

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ศูนย์ฯ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 โดยที่ผ่านมา ได้บูรณาการทำงานตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 และ 3 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อรองรับสภาวะเอลนีโญ มีการติดตามประเมินสถานการณ์น้ำ และวางแผนบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนจัดจราจรทางน้ำ เพื่อที่จะควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 1,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาทีจนสามารถบริหารจัดการมวลน้ำในพื้นที่ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี บรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม แก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ทำประชาคมรับฟังความเห็นในการรับน้ำเข้าไปกักเก็บไว้ในทุ่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรเป็นอย่างดี ทำให้สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่สำคัญๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกัน น้ำที่ปล่อยเข้าทุ่งยังช่วยตัดวงจรการระบาดของแมลงศัตรูข้าว ช่วยไล่หนู กำจัดวัชพืชและยังเป็นการเติมปุ๋ยธรรมชาติเพิ่มความอุดมสมบรูณ์ให้กับดิน รวมทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ปลา สามารถรับน้ำเข้าทุ่งบางระกำจนถึงปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 368.21 ล้าน ลบ.ม.และ 10 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างมีปริมาณรวมกัน 326.50 ล้าน ลบ.ม.

รวมทั้งได้ลงพื้นที่สำรวจและชี้จุดกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวาในพื้นที่คลองญี่ปุ่นเหนือ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับภาคประชาชน จัดกิจกรรม Big cleaning day ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ

อย่างไรก็ดี จากการประเมินสถานการณ์น้ำในขณะนี้ตลอดจนปริมาณฝนตกในพื้นที่ลดลง ระดับน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ก็มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สามารถควบคุมและบริหารจัดการให้อยู่ในสภาวะปกติ จึงได้ยุติการดำเนินงานของศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง โดยสทนช.จะนำข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ ในคณะทำงานฯ และความเห็นของพี่น้องประชาชนไปวางแผนปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น หลังจากนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบความเสียหาย และฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

“ขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูหนาว ฝนในพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง ขณะที่ภาคใต้มีแนวโน้มฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะมีการพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ที่ จ.ยะลา เพื่อให้บริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

รมว.เกษตรฯรุดดู น้ำเขื่อนป่าสักฯ มุ่งศึกษาโครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770859

รมว.เกษตรฯรุดดู  น้ำเขื่อนป่าสักฯ  มุ่งศึกษาโครงการ  พัฒนาแหล่งน้ำ

รมว.เกษตรฯรุดดู น้ำเขื่อนป่าสักฯ มุ่งศึกษาโครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดศูนย์ฯ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช กระทรวงเกษตรฯ สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะหัน หมู่ 6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรที่ขอรับบริการ สอบถามข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียนภาคการเกษตร

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามตรวจวัดระดับน้ำและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน ดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทั้ง 4 ส่วนในพื้นที่ คือน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ แก้ปัญหาเรื่องการใช้น้ำและการประกอบอาชีพของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 871 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91
ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 86 ล้าน ลบ.ม.ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำป่าสักเพิ่มเติม เนื่องจากลำน้ำสาขาลุ่มน้ำป่าสักมีปริมาณมาก ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีศักยภาพรับน้ำได้เพียง 960 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งศึกษาแผนงานโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก 19 โครงการ หากพัฒนาครบทุกโครงการจะสามารถเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำป่าสักได้ทั้งหมด 1,522.22 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 62.62 ของปริมาณน้ำท่าทั้งหมด และเพิ่มพื้นที่ชลประทานเป็น 901,063 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.06 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด

‘ไชยา’ลุยตรวจห้องเย็นซุกเนื้อเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770856

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบห้องเย็นบริษัท เจ.พี. ห้องเย็น จำกัด ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร กรณีได้รับรายงานว่ามีการตรวจพบการลักลอบนำเข้าและลักลอบเก็บสินค้าเกษตร ประเภทเนื้อสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรมปศุสัตว์และกรมประมง ว่ากรมปศุสัตว์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการจับกุม หลังจากได้รับรายงานว่ามีสินค้าลักลอบนำเข้าประเภทเนื้อเถื่อนผิดกฎหมาย และได้สั่งการให้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังตรวจสอบห้องเย็นในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวด

สำหรับรายการสินค้าผิดกฎหมายที่ตรวจพบภายในห้องเย็น 3 แห่ง ประกอบด้วย เนื้อกระบือ โคเนื้อ ขาไก่/ปีกไก่ หมูสามชั้น และขาหมู วางแทรกระหว่างสินค้าประเภทปลาทูอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงได้อายัดสินค้าไว้เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มา พร้อมกับเรียกผู้ดูแลสถานประกอบการหรือเจ้าของสถานประกอบการมาสอบปากคำเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ที่นำมากักเก็บไว้ และจะต้องทำการขยายผลถึง
ผู้ที่นำมาฝากแช่แข็ง เพื่อนำผู้กระทำความผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีต่อไป

นายไชยากล่าวต่อว่า มาตรการต่างๆในการตรวจเข้มจับกุมเป็นการหยุดยั้งกระบวนการนำเข้า สินค้าเนื้อเถื่อนผิดกฎหมาย ทำให้บิดเบือนกลไกตลาดและสร้างความเสียหายกับทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ซึ่งการตรวจครั้งนี้พบความ
เสียหายกว่า 100 ล้านบาท จึงกำชับการเข้าปฏิบัติการทุกครั้งให้กระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เนื่องจากการปราบปรามทุกครั้งมีเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ขอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าในการปราบปราม
เนื้อเถื่อนที่ผิดกฎหมายต่อไป

‘ไชยา’ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ’กระบี่เมืองแพะ’ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770903

'ไชยา'ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ'กระบี่เมืองแพะ'ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

‘ไชยา’ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ’กระบี่เมืองแพะ’ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.31 น.

‘ไชยา’ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ’กระบี่เมืองแพะ’ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ และรับฟังผลการปฏิบัติงานตามนโยบายขับเคลื่อนยุทธการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่เข้าร่วม ณ ห้องประชุมแพะอันดา มหา’ลัยแพะนานาชาติจังหวัดกระบี่ (ศรีผ่องฟาร์ม) ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ โดยได้รับฟังบรรยายสรุปโครงการเลี้ยงแพะครบวงจรตามมาตรฐานฮาลาลภายใต้แผนงานขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันในพื้นที่จ.กระบี่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรผสมผสานกับการปลูกพืชเชิงเดียว อาทิ สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา ตามโครงสร้าง Bio Circular Green Economy model (BCG Model) และเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเป็นอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมถึงยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะโดย ได้มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานและเวชภัณฑ์สัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแปลงใหญ่อีกด้วย
    
ทัังนี้นายไชยา กล่าวว่า สินค้าทางด้านปศุสัตว์ โดยเฉพาะแพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีโอกาสที่จะเติบโตทางการตลาดสูงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับโครงการกระบี่เมืองแพะ เป็นโครงการต้นแบบจากการร่วมมือของภาคการศึกษาและภาคเกษตรที่สามารถต่อยอดให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยมอบหมายกรมปศุสัตว์ในการพัฒนาสายพันธุ์แพะที่มีคุณภาพ การเลี้ยงอย่างเป็นระบบมาตรฐาน GFM การดูแลสุภาพสัตว์ปลอดโรค ตลอดจนการพัฒนาโรงชำแหละและแปรรูปแพะ ที่ได้มาตรฐานฮาลาลซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะขยายตลาดส่งออกแพะไทย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มมุสลิม และเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตร ให้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน —017

‘กรมข้าว’จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้’ชาวนา​’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770702

'กรมข้าว'จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้'ชาวนา​'

‘กรมข้าว’จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้’ชาวนา​’

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.03 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 กรมการข้าว​ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ​ (MOU) เรื่อง​ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว​ ระหว่าง​ ​บริษัท ปุริ จำกัด​ และบริษัทไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ (TSI)​ ​โดยมี​ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ เป็นผู้แทนลงนามบันทึกข้อตกลงในส่วนของกรมการข้าว​ นายอานนท์ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​​​ ​เป็นพยาน​ และมีนายวรวิทย์​ ศิริพากย์​ กรรมการบริหาร​ บริษัท​ ปุริ จำกั​ด​ ​เป็นผู้แทน​ลงนาม​ในส่วนของ​บริษัท​ ปุริ จำกั​ด รวมไปถึง​ นายกณพ​ ปราถนาดี​ กรรมการบริหาร​ บริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ เป็นผู้แทนลงนามในส่วนของบริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ ณ​ ห้องประชุม​รวงข้าว​ ชั้น​ 2​ อาคารกรมการข้าว​

อธิบดีกรมการข้าว​​ เปิดเผยถึง​วัตถุประสงค์การลงนามบันทึกข้อตกลงของทั้ง​ 2 บริษัทว่า​ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้จัดขึ้น​เพื่อสร้างความร่วมมือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวและจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตและการแปรรูปข้าว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ และพัฒนาการเกษตรของไทยอย่างยั่งยืน​ อีกทั้งยังถือเป็นการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวและจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตและการแปรรูปข้าว ทั้งในส่วนของการเป็นแหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยีทางการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูล ให้ได้แนวทางเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงให้กับกรมการข้าว เพื่อส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

อธิบดีกรมการข้าว​ กล่าวต่อไปว่า​ กรมการข้าวได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปต่อยอดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้พี่น้องชาวนา​ โดยทางบริษัท​ ปุริ​ จำกัด​ มีชื่อเสียงในด้านการผลิตเครื่อง​หอม​ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า​ ที่เป็นออร์แกนิค​ 100​% ซึ่ง​ ทางกรมการข้าวมีแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์​​ 2​ รูปแบบ​ คือ​ Scented Rice​ (การสกัดกลิ่นจากข้าว) เพื่อนำไปผลิตเป็นเครื่องหอม​ เทียนหอม​ ก้านหอม​ และ​ Rice​ Microbiome สารสกัดเพื่อบำรุง​ (sensitive skin) เพื่อผลิตเป็นเครื่องสำอางค์

นอกจากนั้น ในส่วนของทางบริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ (TSI)​ จำกัดนั้น​ กรมการข้าวมีความเห็นร่วมกันในการต่อยอดงานวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากข้าวให้สามารถยกระดับสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคต