‘ธรรมนัส’เยี่ยมโรงบรรจุ ลดต้นทุนผลิตลำไยจันทบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763006

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงรวบรวมและคัดบรรจุลำไยนิรันดร์ และพบปะเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ว่าจากการสำรวจสถานการณ์การผลิตลำไยฤดูกาลผลิต ปี 2566/67 ของสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ พบว่า จ.จันทบุรี มีพื้นที่ปลูกลำไย 268,449 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 267,189 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดในฤดูกาลนี้ประมาณ 326,500 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,222 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกมีกระจายอยู่ในทุกอำเภอ โดยพื้นที่ปลูกสูงสุด คือ อ.สอยดาว และ อ.โป่งน้ำร้อน 143,205 และ 119,583 ไร่ ตามลำดับ และผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 99.13 (ประมาณ 323,670 ตัน)อยู่ในทั้ง 2 อำเภอนี้ ขณะนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 10,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.06 ส่วนราคารับซื้อผลผลิตฯ (แบบเหมาสวน) อยู่ที่30-40 บาท/กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิตลำไยของเกษตรกร) ส่วนเกษตรกรที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับบริษัท/โรงคัดบรรจุที่รับซื้อผลผลิต จะอยู่ที่ 30-32 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การผลิตลำไย ฤดูกาลผลิตปี 2565/66 พบว่าพื้นที่ปลูก พื้นที่ให้ผล และผลผลิตต่อไร่ มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากเกษตรกรในเขตชลประทาน เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกเดิม (ลำไย) ไปเป็นทุเรียน ส่วนเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน เริ่มมีการปรับเปลี่ยนพืชไปปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อีกทั้งราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช และสารเคมีที่ใช้ในการผลิตลำไย โดยเฉพาะโพแทสเซียมคลอเรต มีการขยับราคาสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรลดขั้นตอนการเตรียมความพร้อมให้ต้นสมบูรณ์ (ทำใบเพียงแค่ 2 ชุด) จึงทำการกระตุ้นการออกดอกเลย และประกอบกับเกษตรกรในพื้นที่มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น ในปี 2567 จึงมีเกษตรกรทำการพักต้นประมาณ 28,900 ไร่เศษ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลผลิตของลำไยฤดูกาลผลิต 2566/67มีปริมาณที่ลดลง

อย่างไรก็ดี ส่วนราชการต่างๆ ได้บูรณาการการทำงาน ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดการปัญหาการระบาดศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด “เพลี้ยแป้งลำไย” กรมวิชาการเกษตร จัดประชุมเตรียมความพร้อมก่อนการส่งออกลำไยภาคตะวันออกฤดูกาลผลิต 2566/67 เพื่อชี้แจงถึงนโยบายด้านการส่งออกลำไย การเตรียมความพร้อมโรงคัดบรรจุและเงื่อนไขการแจ้งตรวจศัตรูพืช (PC) ในลำไย สถานการณ์การค้าลำไยในสาธารณรัฐประชาชนจีน และรับฟังข้อคิดเห็นการเตรียมความพร้อมก่อนการส่งออกลำไยภาคตะวันออก ฤดูกาลผลิต ปี 2566/67 เป็นต้น ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ติดตามโครงการจัดที่ดินทำกินแปลงเกษตรเกื้อกูลทับปะตีโมเดล หมู่ 8 ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี งบประมาณ 18 ล้านบาทซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและถนน

เกษตรฯร่วมรับฟังปัญหา ผู้แทนกลุ่มสภาเครือข่ายฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763001

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง พบปะ รับฟังปัญหา และรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้แทนกลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สมาชิกกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) สภาประชาชน 4 ภาค นำโดย นายประพาส โงกสูงเนิน พร้อมด้วยมวลชนประมาณ 250 คน ซึ่งชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณเกาะกลางหน้ากระทรวงเกษตรฯ และบริเวณหน้าสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน โดยทาง สอส.มีข้อเรียกร้อง 2 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาให้กลุ่ม เนื่องจากคำสั่งเดิมหมดอำนาจจากการยุบสภา และ 2.ขอให้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สิน และผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมการข้าว ให้ดูแลอาหาร น้ำดื่มให้ผู้ชุมนุม และอำนวยความสะดวกด้านความเป็นอยู่ ด้านสุขอนามัยของกลุ่ม สอส. ผรท. และสภาประชาชน 4 ภาค

‘รมว.ธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762992

'รมว.ธรรมนัส'ติดตามการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ

‘รมว.ธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.42 น.

“รมว.ธรรมนัส”ติดตามการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ พร้อมเปิดสถานีสูบน้ำคลองหนัง จ.สงขลา มุ่งแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด – กระแสสินธุ์ และพบปะเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ณ ต.บ้านตาขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร และบางส่วนของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด กระแสสินธุ์ ที่ได้บริหารจัดการและส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากพื้นที่อำเภอระโนด มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้มีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้างในช่วงฤดูฝน เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ ราษฎรได้รับความเดือดร้อนในด้านอุปโภคบริโภค อีกทั้งยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรบริเวณพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 2,200 ไร่ โดยได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านอุทกภัยในพื้นที่ อาทิ ก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านท่าเข็น ขุดขยายคลองศาลาหลวง ระยะทาง 2.44 กิโลเมตร ขุดขยายคลองโคกทอง – หัวคลอง ความยาว 4.663 กิโลเมตร ก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองระโนด ขุดขยายคลองโรง ความยาว 4 กิโลเมตร ขุดขยายคลองพังยาง ความยาว 4.50 กิโลเมตร ขุดขยายคลองหนัง ความยาว 2.52 กิโลเมตร ก่อสร้างสถานีสูบน้ำสนามชัย และก่อสร้างคันกั้นน้ำบ้านเกาะใหญ่ – บ้านท่าคุระ ความยาว 3 กิโลเมตร

ด้านการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มศักยภาพคลองพลเอกอาทิตย์ฯ พร้อมอาคารประกอบ โดยขุดขยายคลอง ความยาว 37.40 กิโลเมตร การก่อสร้างสถานีสูบน้ำโคกพระและระบบส่งน้ำ การก่อสร้างสถานีสูบน้ำคลองหนัง และขุดลอกแก้มลิงชะแล้ เป็นต้น หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถชะลอน้ำหลากในช่วงฤดูฝนได้ 32,000 ไร่ ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง 21,530 ไร่ และราษฎรได้รับประโยชน์ 1,485 ครัวเรือน สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 12,000 ไร

“โครงการดังกล่าว นับเป็นประโยชน์ต่อราษฎรในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำไว้อุปโภคบริโภค การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนในพื้นที่ อาทิ ปัญหาน้ำเค็มรุกน้ำจืด ที่ทำให้ชาวบ้านลุ่มน้ำทะเลสาบคาบสมุทรสทิงพระ มีน้ำจืดที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัญหาวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยให้เร่งกำจัดวัชพืชเพื่อให้การระบายน้ำ-ส่งน้ำเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและต่อเนื่อง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ จะเตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาเขตลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำทะเลน้อย คาบสมุทรสทิงพระ และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดประตูน้ำสถานีสูบน้ำคลองหนัง พร้อมร่วมปล่อยพันธุ์ปลาสุลต่าน จำนวน 300,000 ตัว และมอบพันธุ์ปลาให้กับผู้แทนชุมชนด้วย

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางไปยังหอประชุมรัตนโกสินทร์ (ศาลาประชาคมอำเภอสทิงพระ) ที่ว่าการอำเภอสทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ พร้อมมอบแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ได้มีการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) จำนวน 30 ราย มอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ ชุดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน จำนวน 250 ชุด ชุดปัจจัยการผลิตพืช (ต้นกล้ามะเขือและสารชีวภัณฑ์) จำนวน 20 ชุด และข้าวสาร จำนวน 200 ชุด มอบเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และเยี่ยมชมนิทรรศการความสำเร็จของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่

– 006

‘กรมชลประทาน’มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม-ลดวิกฤตเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762928

‘กรมชลประทาน’มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม-ลดวิกฤตเอลนีโญ

‘กรมชลประทาน’มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม-ลดวิกฤตเอลนีโญ

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.15 น.

‘รัดเกล้า’รองโฆษกรัฐบาลเผยรัฐบาลโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม เก็บใช้หน้าแล้ง ลดวิกฤตเอลนีโญ ในลุ่มเจ้าพระยา พร้อมชงแผนงานพัฒนาลุ่มน้ำยม-น่านทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในพื้นที่

15 ตุลาคม 2566 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่คณะนายกฯ ได้ไปตรวจเยี่ยมโรงผลิตน้ำประปาเทศบาลนครพิษณุโลก บึงตะเครง อ.บางระกำ เพื่อติดตามแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แก้มลิง ที่สามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับแหล่งเก็บน้ำธรรมชาติในพื้นที่อื่นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 8.19 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 60.48 % โดยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ติดตามนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพิษณุโลกด้วย เปิดเผยเพิ่มเติมถึงแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบของ จ.พิษณุโลก เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งรองรับสถานการณ์เอลนีโญ ว่า ขณะนี้กรมชลประทานดำเนินงานในโครงการบางระกำโมเดลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันรับน้ำเข้าพื้นที่แล้ว 180,643 ไร่ คิดเป็น 68.16 % ปริมาณน้ำ 362.49 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.62 % และแผนเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ทุ่งบางระกำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิม 400 ล้าน ลบ.ม เป็น 550 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประชาชนในการรับน้ำเข้าทุ่งเก็บไว้ใช้ทำการเกษตรช่วงหน้าแล้ง หรือส่งเสริมอาชีพอื่นในช่วงระหว่างงานได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เสนอแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำทั้งระบบส่งของจังหวัดพิษณุโลกเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในระยะยาว มีโครงการสำคัญแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วนปี 2567 ระยะกลางปี 2568-2569 และระยะยาวปี 2570-2573 เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำสาขา เช่น การก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำยมฝั่งขวา ในการเก็บกักน้ำ ระบายน้ำ และพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทาน โครงการเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล เป็นต้น

ทั้งนี้ นายอนุชา กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์อุทกภัยในแม่น้ำยมสายหลักในเขต อ.บางระกำ ว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยวันละ 5-10 ซม. ซึ่งกรมชลประทานได้ควบคุมน้ำที่ผ่าน อ.บางระกำ ให้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ชุมชนน้อยที่สุด แต่ด้วยปริมาณน้ำจากฝนที่ตกต่อเนื่อง จึงยังมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ในพื้นที่ 5 ตำบล ได้แก่ ต.บางระกำ ต.ท่านางงาม ต.บางระกำเมืองใหม่ ต.ชุมแสงสงคราม ต.วังอิทก ขณะที่แม่น้ำยมสายเก่าในเขต อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางระกำ สถานการณ์เฝ้าระวัง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยควบคุมระดับน้ำที่มาจาก จ.สุโขทัย ผ่านคลองเมม-คลองบางแก้ว ไม่ให้เกินศักยภาพ 200-250 ลบ.ม./วินาที ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำกรมชลประทานในพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยริมตลิ่งแม่น้ำยมบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำถึงสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

นายกฯเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762890

นายกฯเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

นายกฯเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.42 น.

นายกฯ เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

14 ตุลาคม 2566) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก และผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ พร้อมสรุปสถานการณ์น้ำและแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ณ บึงตะเคร็ง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

สำหรับ  “โครงการบางระกำโมเดล ” นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาอุทกภัยที่ซ้ำซากในพื้นที่ จ.สุโขทัยและพิษณุโลก เมื่อปี 2559  กรมชลประทานจึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ดำเนินโครงการฯมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่แม่น้ำยมฝั่งขวาของอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยการพัฒนาแก้มลิง บึงตะเครง บึงขี้แร้ง บึงระมาณ โดยสามารถเก็บกักน้ำได้รวม 30.74 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2558 จากความต้องการของประชาชน ในการปรับตัวนำมาปรับปฏิทินการเพาะปลูก และแผนการบริหารจัดการน้ำนำมาสู่นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำ ในพื้นที่อำเภอบางระกำ อาทิ

▪ ระยะสั้น (แผนงานปี 2567)

1. ประตูระบายน้ำบ้านนิคมพัฒนา ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ 
2. เพิ่มประสิทธิภาพคลองคึกฤทธิ์-บึงตะเคร็ง ต.ท่านางงาม ต.บางระกำ อ.บางระกำ
3. เพิ่มประสิทธิภาพคลองส่งน้ำรอบบึงตะเคร็ง ต.บางระกำ อ.บางระกำ
4. เพิ่มประสิทธิภาพคลองตะโม่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ
5. โครงการยกระดับคันกั้นน้ำ (สายบางระกำ-บางบ้า) ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ

▪ ระยะกลาง (แผนงานปี 2568-2569)

1. พัฒนาและเสริมศักยภาพบึงตะเคร็งเป็นแหล่งท่องเที่ยว อ.บางระกำ
2. ประตูระบายน้ำบ้านหนองบัวนา ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
3. ประตูระบายน้ำบ้านทุ่งอ้ายโห้ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
4. ประตูระบายน้ำหนองอ้อ ต.บึงกอก อ.บางระกำ
5. ระบบระบายน้ำวัดพรหมเกษร ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ
6. ประตูระบายน้ำบ้านพรสวรรค์ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
7. ประตูระบายน้ำบ้านทุ่งใหญ่ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
8. ประตูระบายน้ำคลองกรุงกรัก ต.บึงกอก อ.บางระกำ
9. ระบบระบายน้ำบ้านท่ามะเกลือ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
10. ระบบระบายน้ำบ้านหนองไผ่ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
1 1. ระบบระบายน้ำบ้านคลองพระรถ ต.พันเสา อ.บางระกำ
12. ระบบระบายน้ำบ้านคลองบึงแหง ต.วังอิทก อ.บางระกำ

▪ ระยะยาว (แผนงานปี 2570-2573)

1. ปรับปรุงประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย 
2. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำยม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 
3. โครงการฟื้นฟูและขุดลอกแม่น้ำยม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มศักยภาพใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำได้จากเดิม 400 ล้าน ลบ.ม. เป็น 550 ล้าน ลบ.ม. ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยจากการขยายพื้นที่การดำเนินการจากเดิม 265,000 ไร่ เป็นพื้นที่ 382,000 ไร่ ประชาชนในพื้นที่โครงการสามารถใช้ชีวิตอยู่กับน้ำในช่วงการหน่วงน้ำได้อย่างมั่นคง และปลอดภัย ในการนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการให้แล้วเสร็จโดนเร็วที่สุด เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนต่อไป

‘อภัย’ถอดบทเรียน ร่วมระดมความคิด จัดการผลิตส่งออก ทุเรียนฤดูกาล2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762570

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนระดมความคิด ร่วมกับสมาคมทุเรียนไทยและภาคีต่อประเด็นปัญหาและอุปสรรคตลอดห่วงโซ่การผลิตและส่งออกทุเรียนประจำปี พ.ศ. 2566 โดยสมาคมชาวสวนผลไม้ จ.ชุมพร และเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร ศูนย์รวม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของทุเรียน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สมาคม พืชสวนแห่งประเทศไทย และสมาคมทุเรียนไทย ที่ห้องประชุม ชั้น 1 ตึกกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูป

สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดทุเรียน ปัญหา อุปสรรคของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในฤดูกาล 2566 อาทิ ภาคเกษตรกร ภาคเอกชน และโดยเฉพาะภาครัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบต่างๆ และร่วมกันเสนอความเห็นและพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทุเรียนไทยในฤดูกาล 2567 และนำไปสู่การจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ทุเรียนของแต่ละภาคส่วน ตลอดจนทางออกสำหรับอนาคตของทุเรียนไทย ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) ต่อไป

รมว.เกษตรฯรับฟัง ปัญหาเกษตรกรที่ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762571

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาภัยแล้ง และด้านการเกษตร พร้อมรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย อ.โพธาราม จ.ราชบุรีซึ่งมีการเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม ประมาณ 88,000 ไร่ โดย อ.ดำเนินสะดวก มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด คิดเป็น 47,250 ไร่ ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย ประมาณ 30,125 ไร่ ร้อยละ 64 ของพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรต้องการน้ำประมาณ 86,069 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน หรือ 31.4 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยมีมูลค่าผลผลิตเฉลี่ยปีละประมาณ 3,900 ล้านบาท ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ส่งเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม หากในอนาคตมีการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบจากการไม่สามารถส่งปริมาณน้ำได้ตามความต้องการของเกษตรกร จึงวางแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำเพื่อสนับสนุน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อย แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งทาง จ.ราชบุรี น่าจะสามารถบริหารจัดการได้จนถึงฤดูฝนปีหน้า แต่สิ่งสำคัญคือเกษตรกรใน อ.โพธาราม และอำเภอใกล้เคียง จะต้องบริหารจัดการในเรื่องการส่งน้ำไปสู่แปลงเกษตร จึงมอบหมายให้ปรับปรุงคลองส่งน้ำ ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ ได้รับฟังปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาการจัดการน้ำและภัยแล้งจากพี่น้องเกษตรกรโดยตรง และพร้อมทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงาน เบื้องต้นได้มอบหมายให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762572

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง  แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลงพื้นที่ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรด้านประมง รวมทั้งการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC รวมทั้งปล่อยพันธุ์สัตว์ทะเลกุ้งแชบ๊วย ปลากะพง 500,500 ตัว ในพื้นที่ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรใน จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ด้านการประกอบอาชีพประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และอาชีพประมง รวมถึงการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC อีกทั้งได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทะเลกุ้งแชบ๊วยปลากะพง รวม 500,500 ตัวที่สมาคมประมง จ.ระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

สำหรับแนวทางการพัฒนาด้านการประมง มีการสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยเฉพาะการฟื้นฟูการเลี้ยงและผลผลิตกุ้งทะเลด้วยการแลกเปลี่ยนเทคนิคการเพาะเลี้ยง ถอดองค์ความรู้จากเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลประสบความสำเร็จและประสานแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) เพื่อให้มีฐานข้อมูลผลผลิตกุ้งทะเลที่ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนการแปรรูปสินค้าประมงให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น 3.สนับสนุนและจัดตั้งร้านจำหน่ายสินค้าประมงประจำอำเภอโดยรวบรวมสินค้าประมงจากหลายๆ แหล่งผลิต ในแต่ละอำเภอ รวมกันตั้งเป็นร้าน Fisherman shop @ Rayong ของแต่ละอำเภอ สนองตอบนโยบายกรมประมงและแนวทางการพัฒนาสถานที่จำหน่ายอาหารตามเกณฑ์มาตรฐานของ จ.ระยอง

4.สนับสนุนระบบเครือข่ายองค์กรชุมชนประมงเข้มแข็งเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและผลผลิตสัตว์น้ำระหว่างกลุ่มองค์กรนำไปสู่การพัฒนาการแปรรูปสินค้าประมงต่อไป 5.เร่งประชาสัมพันธ์สร้างช่องทาง
ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับชาวประมงเกี่ยวกับข้อกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องลดปัญหาความขัดแย้งของชาวประมงและ 6.การกำหนดแนวทางทำประมงด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เหมาะตามช่วงฤดูกาล

อย่างไรก็ดี กรมประมง จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนต่างๆ รวมทั้งการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร จ.ระยอง ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี 2536 โดยมีพื้นที่ 105,430 ไร่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 4,621 ราย 5,448 แปลง 81.253 ไร่ มีที่ดินคงค้างจัดที่ดิน 24.1 77 ไร่ และมีเกษตรกรเข้ารับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 20 ราย ใน อ.ปลวกแดง และ อ.บ้านค่าย

‘ไชยา’รุดมอบนโยบายพื้นที่โคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762569

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าได้มอบนโยบายภายใต้แนวคิด “ผลิตให้พอ ดูแลให้ดี พัฒนาให้มีคุณภาพ”หมายถึง 1.ผลิตให้พอ คือการศึกษาสถานการณ์ตลาด ทั้งความต้องการสินค้าและปริมาณสินค้าที่ผลิต เพื่อดูแลสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพด้านราคา รักษากลไกตลาดให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งใช้การวางแผนข้อมูลสารสนเทศ (Big data) ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ ในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลในการบูรณาการร่วมกันของภาคปศุสัตว์

2.ดูแลให้ดี คือการใส่ใจดูแลในด้านการพัฒนาคุณภาพและสูตรอาหารสัตว์ให้เหมาะสม ควบคู่กับการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เน้นบูรณาการ และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ เพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ของตนเองและจำหน่ายไปยังพื้นที่อื่นๆ และด้านการดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกร ได้จัดทำโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ใช้แรงงานแทนการใช้เครื่องจักร ซึ่งเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์ ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และ 3.พัฒนาให้มีคุณภาพ คือการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์การพัฒนา แบ่งออกเป็น (1)พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เริ่มจากการพัฒนาพันธุ์สัตว์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการดูแลสินค้าให้ปลอดโรคได้การรับรองมาตรฐานสุขอนามัย และ (2) การพัฒนาระบบงานภายในกรม โดยส่งเสริมให้เป็น “ปศุสัตว์ดิจิทัล” ปรับขั้นตอนการทำงานในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น อาทิ การอนุมัติ การออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762479

'เกษตรกร'เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

คปก.เห็นชอบหลักการ แปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน และตกถึงมือทายาทในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2566 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรุงเทพฯ ว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ อาทิ 1) การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ 2) สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด 3) ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก. กำหนด
4) สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ 5) ต้องถือครอง ส.ป.ก. 4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไข จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ
เนื้อที่รวม 22,079,407.67 ไร่ โดย ส.ป.ก. จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

“กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. จะส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรได้ภายในวันที่ 15 มกราคม 2567 อย่างแน่นอน และจะทยอยให้ ส.ป.ก. จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการออกโฉนดให้กับเกษตรกรทุกจังหวัดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างแท้จริง สามารถตกทอดถึงมือทายาท และเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพด้านเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ “โครงการตรวจสอบและดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินถึงแก่ความตายในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2567” วงเงิน 22.5 ล้านบาท เพื่อให้ ส.ป.ก.นำไปใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดและติดตามให้ทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถึงแก่ความตายมาแจ้งขอรับสิทธิการจัดที่ดินแทนที่ (รับมรดก) ซึ่งยังไม่มาแสดงตนอีก จำนวน 171,434 ราย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่เห็นชอบให้ขยายระยเวลาออกไปอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566

และมีมติเห็นชอบ “โครงการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้เงินกู้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามนโยบายรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี” ตามระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การให้กู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2554 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้ 1) เงินต้นเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 300,000 บาท 2) สถานะเป็นลูกหนี้ปกติ 3) สามารถขอผ่อนผันการชำระเงินต้นรายงวดและงดเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินรายงวดที่ครบกำหนดชำระ โดยระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567หลังจากครบระยะแรกจะมีการประเมินผลเพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและดำเนินการระยะ 2 และ 3 ต่อไป โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขโครงการนี้ จำนวน 17,806 ราย คิดเป็นต้นเงินที่พักชำระหนี้รวม 630 ล้านบาท และเป็นดอกเบี้ยที่งดเว้นรวมปีละ 25.2 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขสามารถยื่นลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัดทุกจังหวัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป