กรมชลฯเร่งมือ3โครงการ แก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ตรังยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742862

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ขับเคลื่อนโครงการหลัก แก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.ตรัง อย่างยั่งยืน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ซึ่งเป็นการขุดคลองผันน้ำ (หนองตรุด-คลองช้าง) ความยาว 7.55 กิโลเมตร พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำ2 แห่ง บริเวณปากคลองผันน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองผันน้ำ และบริเวณปลายคลองผันน้ำ เพื่อใช้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง พร้อมก่อสร้างอาคารรับน้ำ 24 แห่ง ตลอดแนวคลองผันน้ำเพื่อรับน้ำจากที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ข้างเคียงลงสู่คลองผันน้ำ ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว ยังสามารถเก็บกักน้ำในคลองผันน้ำได้อีก 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ไว้สำหรับการเกษตร การอุปโภคในช่วงฤดูแล้ง และเป็นแหล่งน้ำดิบช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปาประมาณ 1.74 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี รวมทั้ง ยังช่วยผลักดันน้ำเค็ม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในฤดูฝน 10,000 ไร่ ฤดูแล้ง 3,000 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะมีการก่อสร้างสะพานรถยนต์เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งคลอง 5 แห่ง และก่อสร้างถนนราดยางบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกาย

2.โครงการระบายน้ำคลองลำเลียง เป็นการขุดคลองผันน้ำ เพื่อเพิ่มการระบายน้ำจากคลองนางน้อยเข้าสู่คลองลำเลียง ก่อนที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำตรัง ระยะทางรวม 18 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 90% เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมด สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 65 ลบ.ม.ต่อวินาที และสามารถป้องกันและบรรเทาอุทกภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล3 อำเภอของ จ.ตรัง คือ อ.นาโยง อ.เมือง และอ.ย่านตาขาว อีกทั้งยังสามารถเก็บกักน้ำในคลองระบายน้ำคลองลำเลียงได้ประมาณ 400,000 ลบ.ม.เพื่อใช้ประโยชน์ในการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร โดยมีพื้นที่รับประโยชน์ตลอดแนวคลองระบายน้ำคลองลำเลียงประมาณ 8,000 ไร่

3.โครงการบรรเทาอุทกภัยย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำคลองปะเหลียน และคลองหินขวา เพื่อให้ขนาดคลองสามารถระบายน้ำประมาณ 400 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำและระดับน้ำในคลอง รวมทั้งป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำทะเล ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถลดปริมาตรน้ำท่วม บริเวณลุ่มน้ำปะเหลียนและลำน้ำสาขาโดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมืองเทศบาล ต.ย่านตาขาว และหมู่บ้านต่างๆ รอบเขตเทศบาลในท้องที่ ต.ย่านตาขาว ต.ทุ่งกระบือ ต.หนองบ่อ ต.ในควน และพื้นที่การเกษตรในที่ลุ่ม รวมทั้งในฤดูแล้งยังสามารถใช้น้ำในคลองลัด และคลองธรรมชาติที่ได้ขุดลอกแล้ว เพื่อการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนยังช่วยผลักดันน้ำเค็มป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตรด้วย

เกษตรฯ-ญี่ปุ่นแปรรูป สาหร่ายน้ำมันชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742861

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมโครงการผลิตน้ำมันจากสาหร่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมีผู้ร่วมประชุม อาทิ ดร.อังศุธร มหิทธิกุล ผู้จัดการสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายณัฐพล วชิรโรจน์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) น.ส.มนทกานติ ท้ามติ้น ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี เข้าร่วมประชุม ว่าที่ประชุมได้ร่วมหารือความร่วมมือโครงการผลิตน้ำมันจากสาหร่าย และผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายสู่เกษตรมูลค่าสูง

ทั้งนี้ ผู้แทนบริษัทชิโตเซะ ผู้ผลิตน้ำมันจากสาหร่ายรายแรกของประเทศญี่ปุ่น ยินดีที่จะสนับสนุนความรู้และประสบการณ์ของบริษัท ที่ได้วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผลิตเป็นน้ำมันรวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากว่า 10 ปี และพร้อมจะมาลงทุนในประเทศไทย โดยการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่น

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมสาหร่ายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ กรมประมง จึงดำเนินการรวบรวมผลงานวิจัยและพัฒนาสาหร่ายและเริ่มสนับสนุนให้เกษตรกรและภาคเอกชนเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในการบริโภค อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งการผลิตเป็นน้ำมันชีวภาพ

เจ้าของสวนเกษตร ต.ท่าข้าม ทิ้งไว้ 1 ปี กุ้ง หอย ปู ปลา อื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742858

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนเกษตรบ้านหยงสตาร์ หมู่ที่ 2 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเป็นสวนของ น.ส.ทัศนีย์ สระแก้ว หรือเอียด กำลังสูบน้ำเค็มออกจากสวนเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ โดยพบว่าภายในสวนที่ตนปล่อยทิ้งร้างมานาน 1 ปี เต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้งกุลาดำหรือกุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วยหรือกุ้งขาว ปูดำ หอย และปลาหลากชนิด ที่ไหลเข้ามาทางประตูน้ำซึ่งอยู่ติดกับป่าโกงกาง เชื่อมต่อกับแม่น้ำปะเหลียน และเจริญเติบโตเองโดยไม่มีการให้อาหารใดๆ ทำให้เจ้าของสวนดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจะได้กินสัตว์น้ำที่ปลอดภัย ตัวใหญ่ไซส์บิ๊ก แบบไม่ต้องซื้อหา แถมยังได้ขายสร้างรายได้เกือบ 300,000 บาท ในเวลาแค่ 2 วัน

สำหรับกุ้งลายเสือที่จับได้มีขนาด 10-12 ตัวต่อ 1 กิโลขายกิโลกรัมละ 800 บาท แพ็กละ 5 ตัว น้ำหนัก 500 กรัม
ขาย 400 บาท กุ้งแชบ๊วยกิโลละ 400 บาท ส่วนปูดำขนาด 2-3 ตัวต่อกิโล ขายกิโลกรัมละ 450 บาท ปลากระบอกกิโลกรัมละ 200 บาท และปลาอื่นๆ จะขายกิโลละ 50-100 บาท ทำให้ชาวบ้านที่ทราบข่าว ต่างทยอยกันมาเลือกซื้อถึงสวนอย่างคึกคัก โดยสวนแห่งนี้ แต่เดิมได้ทำสวนเกษตรแบบผสมผสาน มีการขุดร่องน้ำจำนวนหลายร่องเชื่อมต่อกันเพื่อให้น้ำจากธรรมชาติไหลเข้าสวน และมีประตูน้ำเปิด-ปิด ป้องกันน้ำทะเลหนุนโดยให้พี่ชายเป็นคนดูแล ส่วนตนกับสามีทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ และจะกลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งพี่ชายมักจะดักจับสัตว์น้ำในสวนขึ้นมาโชว์ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีสัตว์น้ำเข้ามาอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เมื่อคุณเอียด กลับจากกรุงเทพฯ รอบนี้ จึงได้ทำการสูบน้ำในร่องสวนออกทั้งหมด เพื่อเป็นการล้างบ่อและสำรวจปริมาณสัตว์น้ำ ก็พบว่ามีกุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะกุ้งลายเสือและกุ้งแชบ๊วยมีมากกว่า 300 กิโลกรัม ส่วนปูดำมีมากกว่า 400 กิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และปลอดภัย 100% นอกจากนี้ ยังมีฝูงเหยี่ยวแดงบินว่อนภายในสวน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเจ้าของสวนได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในอนาคตจะเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรดินเค็ม เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเข้ามาชมฝูงเหยี่ยว และตกปูตกปลาจากธรรมชาติ นำไปทำเป็นอาหาร ลดรายจ่าย สร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

‘มนัญญา’Kick Offสหกรณ์บูรณาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742859

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off “ประกาศนโยบายขับเคลื่อน
ความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแบบบูรณาการ พุ่งเป้าสู่องค์กรสมรรถนะสูง และเติบโตอย่างยั่งยืน” พร้อมมอบนโยบายและแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

น.ส.มนัญญากล่าวว่า การ Kick off ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างรูปแบบการทำงานส่งเสริมพัฒนา และตรวจสอบสหกรณ์ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมและสนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมให้มีความเข้มแข็ง และเน้นให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก การบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนสู่ความเข้มแข็งของสหกรณ์ ช่วยยกระดับสหกรณ์ให้มีสมรรถนะสูง ส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชน และจัดการการมีส่วนร่วมสู่การพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

รมช.เกษตรฯกล่าวอีกว่า ได้ให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการนำสินทรัพย์ที่มีการยึดอายัดไว้ และอยู่ระหว่างดำเนินคดีของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนกลับมายังสหกรณ์เจ้าทรัพย์ เพื่อลดหนี้ และลดผลกระทบต่อสมาชิก

ทั้งนี้ สำหรับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม เพื่อให้บุคลากรทั้ง 2 หน่วยงานรับทราบแนวทางปฏิบัติในการยกระดับการพัฒนาสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตามแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ห้วงที่ 2 (2566-2570)

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742654

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.27 น.

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่  

10 กรกฎาคม 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่าล่าสุดศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยด้านการผลิตงาในสภาพนาระบบอินทรีย์ และเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)ในระหว่างปี 2564-2566ด้วยเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรซึ่งประกอบด้วย “พันธุ์งาดำอุบลราชธานี 3”การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การจัดการปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ โดยนำไปทดสอบในพื้นที่จริง ทำให้สามารถจัดการองค์ความรู้เป็นชุดเทคโนโลยีการผลิตงาในสภาพนาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยได้ถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนวัตวิถีเกษตรอินทรีย์ลำเซบก ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล กลุ่มเกษตรกร ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง และกลุ่มเกษตรกรชุมชนเก่าขาม อำเภอน้ำยืน ในจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ ในปี 2564 ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี มีโครงการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่แบบมีส่วนร่วม (MOU) จากหลายภาคส่วนได้แก่ กลุ่มเกษตรกร องค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ บริษัท ซิน ออแกนิค อินเตอร์ฟู๊ด จำกัด (ผู้ประกอบการ) โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ส่งผลให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน สามารถพัฒนาผลผลิตและคุณภาพงา ยกระดับราคาผลผลิต และผลผลิตงาในปี 2564 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้รับซื้อ ประกอบกับเมล็ดพันธุ์งาคุณภาพดีที่ผลิตโดยภาครัฐมีไม่พอเพียงต่อการขยายพื้นที่ปลูกงาด้วย

ขณะนี้ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้ขยายกลุ่มเกษตรกรและเพิ่มพื้นที่ปลูกโดยต่อยอดเป็นโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ และงา GAP ในสภาพนาเพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์และงา GAP ที่มีคุณภาพไว้ใช้เอง ในพื้นที่ที่มีประสบการณ์ในการปลูกงาแล้วคือ ตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน และ ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล และ ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถสร้างเกษตรกรต้นแบบผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี (Train to trainer) จำนวน 10 ราย ซึ่งทางศูนย์พี่เลี้ยงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกิดแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ในชุมชน จำนวน 20 แปลง (18.5 ไร่) ผลผลิตเมล็ดพันธุ์งารวม 1,498 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 81 กิโลกรัมต่อไร่ รวมทั้งผลผลิตงาที่ได้เกษตรกรเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในฤดูกาลถัดไปจำนวน 100 กิโลกรัม ที่เหลือนำไปจำหน่ายภายในชุมชน ราคา 80บาทต่อกิโลกรัม และจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัทฯ ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัมแม้ว่าผลผลิตจะไม่สูงมากนัก แต่ราคาที่ได้รับสูงกว่าท้องตลาดถึง 2 เท่า เนื่องจากมีการประกันราคาจากบริษัทและมีตลาดที่แน่นอนในการจำหน่ายผลผลิต โดยเกษตรกรมีรายได้จากเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ประมาณ10,600 บาทต่อไร่  และงา GAP ประมาณ 8,080 บาทต่อไร่ รวมทั้งเกษตรกรยังมีความต้องการที่จะปลูกงาหลังนาเพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ต่อไป

รองปลัดฯถกคกก.อุทธรณ์ ระเบียบว่าด้วยการพิจารณา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742581

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2566ที่ห้องประชุมกรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ผู้แทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้แทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมดังกล่าว ได้มีการพิจารณาหารือข้ออุทธรณ์ ตามระเบียบว่าด้วยการพิจารณาอุทธรณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘มนัญญา’ย้ำคุณภาพส่งส้มโอไปสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742580

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายมาร์ค กิลคีย์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ร่วมเป็นสักขีพยานการจัดส่งส้มโอไทยชิปเมนท์แรก มะม่วงชิปเม้นท์แรกของฤดูกาลปี 2566 และมังคุด ไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวรายงานสรุปการดำเนินงานโครงการ Pre Clearance Program ที่ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารตรวจสอบรับรองสินค้าพืชแบบเบ็ดเสร็จ กรมวิชาการเกษตร แห่งใหม่

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การส่งออกครั้งนี้เป็นส้มโอฉายรังสี 4 สายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์ทองดี พันธุ์ขาวใหญ่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ขาวแตงกวา 72 กล่องน้ำหนัก 864 กิโลกรัม ไปสหรัฐฯครั้งแรก และขอขอบคุณผู้แทนกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนผลไม้ไทย นับเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ รวมทั้งผู้ประกอบการส่งออกผลไม้จะได้เพิ่มตลาดส่งออกได้มากขึ้นโดยสหรัฐฯ นับได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งการจัดงานนี้ถือเป็นความสำเร็จของผลไม้ไทย เกษตรกร และผู้ประกอบการ ตลอดจนกรมวิชาการเกษตรสามารถเปิดตลาดผลไม้เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

ปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดให้ไทยต้องฉายรังสีแกมมา ปริมาณ 400 เกรย์ ก่อนส่งออกผลไม้ 8 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด มังคุด แก้วมังกร เงาะ และล่าสุด ส้มโอ ซึ่งเป็นผลไม้ที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ดี ได้ให้กรมวิชาการเกษตรเจรจาต่อรองความเป็นไปได้ที่จะลดระดับของรังสีที่ต้องใช้กำจัดศัตรูพืชในผลไม้ทั้ง 8 ชนิด ก่อนส่งออกเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้จากประเทศไทย ที่มีสีสันสวยงาม และรสชาติหวานฉ่ำ เหมือนรับประทานอยู่ในประเทศไทย พร้อมกับเน้นย้ำให้เกษตรกรรักษาคุณภาพของผลไม้ไทย และส่งเสริมการส่งออกไม้ให้มากขึ้นและหวังว่าจะมีโอกาสเพิ่มช่องทางการส่งออกโดยทางเรือในเชิงพาณิชย์ต่อไป

ไทยจับมือมาเลเซีย เร่งประชุมติดตาม พัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก หารือส่วนเกี่ยวข้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742588

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วม ไทย-มาเลเซีย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ครั้งที่ 17 โดยมีดาโต๊ะ ฮาจิรอสลี บิน อีซา (Dato’ Haji Rosli Bin Isa) อธิบดีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หัวหน้าคณะฝ่ายมาเลเซีย รวมทั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ไทย-มาเลเซีย ฝ่ายไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานในการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ไทย-มาเลเซีย ภายใต้โครงการฯที่ดำเนินการร่วมกัน โดยการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Thailand-Malaysia Joint Technical Working Group on the Golok River Mouth Improvement Project : JTWG) และคณะทำงานประเมินผลการสำรวจร่วมโครงการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Joint Evaluation Team on Golok River Mouth Improvement Project : JET) หารือและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ในการสำรวจ ติดตาม และประเมินผลบริเวณปากแม่น้ำโก-ลก เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงบริเวณปากแม่น้ำ การทับถมของตะกอน และการกัดเซาะบริเวณปลายคันกันคลื่นของฝั่งไทย โดยฝ่ายมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วมไทย-มาเลเซีย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ครั้งที่ 18 ที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในเดือนพฤศจิกายน 2568

‘ประภัตร’ปล่อยคาราวานโคเนื้อส่งออกเวียดนามครั้งแรก ตอกย้ำจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742406

'ประภัตร'ปล่อยคาราวานโคเนื้อส่งออกเวียดนามครั้งแรก ตอกย้ำจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์

‘ประภัตร’ปล่อยคาราวานโคเนื้อส่งออกเวียดนามครั้งแรก ตอกย้ำจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์

วันเสาร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.20 น.

“ประภัตร”ปล่อยคาราวานโคเนื้อ ส่งออก เวียดนาม ครั้งแรก หลังเวียดนามส่งหนังสือแจ้งอนุมัติให้ฟาร์มโค – กระบือ ของประเทศไทย จำนวน 14 ฟาร์ม  ส่งออกโคเนื้อได้ถึง 7,000 ตัว

8 ก.ค.66 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปล่อยคาราวานโคเนื้อไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีผู้บริหารกรมปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์เข้าร่วม ณ ลุงเชาวน์ฟาร์ม จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยนายประภัตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีด้านการค้ากับทางสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในการส่งออกสินค้าหลักที่สำคัญ เช่น ชา กาแฟ เครื่องเทศ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าทางการเกษตรอีกหลายรายการ สำหรับในรายสินค้าโคเนื้อ ทางสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยล่าสุดคณะกรมสุขภาพสัตว์ (Department of Animal Health: DAH) กระทรวงการเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม ได้ส่งหนังสือแจ้งความสนใจที่จะนำเข้าโค – กระบือจากประเทศไทย พร้อมทั้งได้เดินทางมาดูงานด้านโคเนื้อในไทย และล่าสุดได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกำหนดและระเบียบการส่งออกโค – กระบือของไทยไปยังเวียดนาม รวมถึงแจ้งอนุมัติให้ฟาร์มโค – กระบือ จำนวน 14 ฟาร์มของประเทศไทยส่งออกโคเนื้อไปยังเวียดนามได้ตามจำนวนที่กำหนด จำนวน 7,000 ตัว มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน – 28 กันยายน 2566จึงได้มีการส่งออกดังกล่าว

“ที่ผ่านมาประเทศไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างดียิ่ง และในวันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จะมีการส่งออกโคเนื้อจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยเริ่มต้นการส่งโคเนื้อเป็นจำนวน 180 ตัว ถือเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดี โดยผลจากความสำเร็จในวันนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง ทั้งเป็นขวัญและกำลังใจอันดีที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรยึดถือในอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อได้อย่างยั่งยืน และสุดท้ายนี้จะขอความร่วมมือจาก    พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้หยุดการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการส่งออกโคเนื้อไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามด้วย” รมช.ประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ การส่งออกโคเนื้อไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะต้องทำการส่งจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และจาก สปป.ลาว ไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือ สปป.ลาว ในการควบคุมการขนส่งข้ามพรมแดนแล้ว และทาง สปป.ลาว ยินดีที่จะให้การอำนวยความสะดวกขนส่งโค – กระบือมีชีวิตจากไทย กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งชี้แจงแนวทางการปฏิบัติการส่งโคเนื้อไปจำหน่ายยังเวียดนามให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเวียดนามแล้ว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

‘อภัย’ถกอนุกรรมการ แก้ปัญหาโรคใบด่าง พบในมันสำปะหลัง ช่วยลดผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742063

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่าง ครั้งที่ 28/2566 เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 123

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และความคืบหน้าในการปรับคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง จากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 และร่วมกันพิจารณาในประเด็นคู่มือบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง/คู่มือการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดและมีคุณภาพ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อลดผลกระทบจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ด้วย