นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739527

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 08.40 น.

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

25 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความก้าวหน้าผลการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีโครงการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ โครงการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่เฉพาะ (Area Based) ชีตอนกลาง ซึ่งพบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง มีปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ปัญหาน้ำอุปโภค-บริโภค ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ อยู่ในเกณฑ์สูง จึงต้องเร่งดำเนินการหามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาขา 9 ลุ่มน้ำสาขา ครอบคลุมพื้นที่ 459 ตำบล 67 อำเภอ 7 จังหวัด ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม จ.มุกดาหาร จ.ยโสธร จ.ร้อยเอ็ด และ จ.อุดรธานี รวมพื้นที่ประมาณ 12.85 ล้านไร่

นายอนุชา กล่าวว่า จากผลการศึกษาสภาพปัญหาหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง พบว่า มีแผนงานโครงการที่ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนงานปกติของหน่วยงาน และโครงการเสนอเพิ่มเติมสอดคล้องตามแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี จำนวน 2,978 โครงการ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะกลาง (ปี 68-70) จำนวน 2,947 โครงการ และระยะยาว (ปี 71-80) จำนวน 31 โครงการ ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,250 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 998,000 ไร่ ลดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่แม่น้ำชีตอนกลางและตอนล่างได้ 207 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่น้ำท่วมลดลง 684,000 ไร่ สามารถช่วยเติมน้ำให้แหล่งน้ำขนาดเล็กตลอดสองฝั่งลำน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งได้ 1,348 แห่ง รวมทั้งมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชนเพิ่มขึ้นอีก 28 แห่ง

นอกจากนี้ ได้มีการศึกษาโครงการเบื้องต้น จำนวน 13 โครงการ ที่มีความสำคัญเร่งด่วนต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ/ระบบส่งน้ำให้ครบทุกลุ่มน้ำสาขา จัดหาแหล่งน้ำแบบพึ่งพาตนเอง (โคก หนอง นา โมเดล) เนื่องด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยแล้งสูง ทำให้ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้สมดุลมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำภาคการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพน้ำที่มีการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบ (ระบบประปาบาดาล) การตัดยอดน้ำหลากจากการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำ การฟื้นฟูคุณภาพน้ำในลำน้ำชีพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง สนับสนุนแนวคิดการจัดทำโครงการไร่ นา ป่า ครอบครัว ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในระดับแปลงนา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี เพื่อการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนอีก 2 ครั้ง โดยจะดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 66 นี้ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำไปประกอบการปรับปรุงรูปแบบการพัฒนาให้เกิดการขับเคลื่อนแผนงานแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงต่อไป

‘อภัย’ประธานฯถก แนวทางการพัฒนา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ฯ ในพื้นที่กาญจนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739088

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วยนายนวนิตย์ พลเคน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จ.กาญจนบุรี เข้าร่วม โดยมีประเด็นหารือ ดังนี้ 1.ภาพรวม

ผลการดำเนินงานโครงการฯ ที่ผ่านมา(ปี 2563 – 2565) รวมทั้ง ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ

ด้านเศรษฐกิจ (การพัฒนาอาชีพ) :บ้านสาละวะ และบ้านไล่โว่ 1.1 การเพิ่มรายได้ 1.2 การลดรายจ่าย และ 1.3 การดำเนินงานอื่นๆ 2.แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2566 – 2670 ของกระทรวงเกษตรฯ ด้านเศรษฐกิจ (การพัฒนาอาชีพ) : บ้านสาละวะ และบ้านไล่โว่ 1.1 การเพิ่มรายได้1.2 การลดรายจ่าย 1.3 การดำเนินงานอื่นๆ และ 3.แนวทางขับเคลื่อนการพัฒนา/การขยายผลการดำเนินงาน ในระยะที่ 2 : บ้านทิไล่ป้า และบ้านจะแก

ทั้งนี้ นายอภัย เน้นย้ำการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกในพื้นที่ ได้แก่ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน และคณะทำงานระดับอำเภอ (SCD) เพื่อลดข้อจำกัดในการลงพื้นที่ติดตามงานของหน่วยงานระดับจังหวัด และข้อจำกัดด้านงบประมาณ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนระดับหมู่บ้าน โดยถอดแบบจากโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

รองปลัดฯหารือแนวทาง หนุนปลูกมันฝรั่งในปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739089

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ (สป.กษ.) สำนักงานเกษตรต่างประเทศ (สป.กษ.) สำนักตรวจราชการ (สป.กษ.) และสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา(สป.กษ.)

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบในประเด็น 1.ความก้าวหน้าการดำเนินการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ โดย สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สป.กษ.และ 2.ความก้าวหน้าการดำเนินการวิจัยการปลูกและพัฒนาพันธุ์มันฝรั่ง โดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และร่วมกันพิจารณาประเด็นการหารือกับบริษัทเอกชนในการซื้อขายมันฝรั่ง และแผนปฏิบัติการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ

‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน121ปีกรมชลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739092

‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน121ปีกรมชลฯ

‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน121ปีกรมชลฯ

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมงาน : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงาน “121 ปี กรมชลประทาน สู่อนาคตสู่ทศวรรษใหม่” โดยเน้นย้ำเรื่องการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้น้ำให้เกิดคุณค่า สร้างความมั่นคงด้านน้ำ และเร่งรัดโครงการที่จำเป็นต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “121 ปี กรมชลประทานสู่อนาคตสู่ทศวรรษใหม่” เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน กทม.โดย ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรมีภารกิจด้านการจัดหาแหล่งน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอในทุกภาคส่วน จึงเน้นย้ำเรื่องการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องร่วมมือกันดำเนินการ รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้น้ำให้เกิดคุณค่ามากที่สุด สร้างความมั่นคงด้านน้ำ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มต้นทุนน้ำในอนาคต

“จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงที่ผ่านมา และเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ขอยืนยันว่ากรมชลประทาน ได้เตรียมแผนจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคและการรักษาระบบนิเวศไว้เพียงพอ ส่วนน้ำภาคการเกษตร ขอฝากไปยังพี่น้องเกษตรกรให้ช่วยกันรักษาและใช้น้ำอย่างมีคุณค่ามากที่สุด ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่กรมชลประทานทุกคน ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ในการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนและประเทศชาติและก้าวสู่ปีที่ 122 อย่างมั่นคง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

โอกาสนี้ ดร.เฉลิมชัย เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณรางวัลข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างประจำดีเด่นประจำปี 2565 รางวัลการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทานและฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาประจำปี 2566 และรางวัลนวัตกรรมดีเด่นพร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์

กยท.ผนึกจีนมุ่งพัฒนายาง ดันสถาบันเกษตรกรเพื่อการส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739090

วันศุกร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านธุรกิจยางพาราและไม้ยางพารากับบริษัทซี ซี ไอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด (C.C.I.C.) และสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน (SMEs ASEAN) ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและไม้ยางพาราไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานของจีน เนื่องจากในปัจจุบันประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราจากประเทศไทยมากกว่า 70% รวมทั้งไม้ยางพาราอีกกว่า 90% ของปริมาณการส่งออก ได้ให้ความสำคัญกับระบบมาตรฐานและการตรวจรับรองก่อนกระบวนการผลิต เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคทั้งระบบ ดังนั้นเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยางพาราของไทยจะต้องเร่งพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพาราได้รับรองมาตรฐานสามารถส่งออกไปจีนได้

ความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยางพารา ที่จะพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยางพาราและไม้ยางได้รับการรับรอง ลดความเสี่ยงการเสียหาย ไม่ถูกตีกลับ และแก้ปัญหายางปลอมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า และสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ยางพาราของไทยมากขึ้น

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ภายใต้ความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย กยท.สนับสนุนและส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตร โดยคัดเลือกจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ที่พร้อมพัฒนาตนเอง พร้อมทั้งส่งเสริมระบบมาตรฐาน การตรวจสอบรับรอง การลงทุนทางการค้าและพัฒนาระบบตลาด โดยทั้ง3 ฝ่ายจะบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อน 4 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเพื่อรับรองระบบการจัดการ เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนการพัฒนาทางธุรกิจให้เป็นไปตามกฎและข้อกำหนดของการรับรองระบบการจัดการในประเทศจีน 2.โครงการเพื่อการรับรองกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์จากยางพาราและไม้ยางพารา เพื่อเพิ่มความนิยมและความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ยางพาราและไม้ยางพาราจากประเทศไทย ผ่านการใช้ “ฉลาก QRร่วม” 3.โครงการเพื่อตรวจสอบสินค้าก่อนการส่งออก เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเดินทางและยืนยันคุณภาพสินค้า และ 4.โครงการเพื่อการตรวจสอบซัพพลายเออร์ โดยตรวจสอบและช่วยเหลือซัพพลายเออร์ในประเทศไทย ให้ได้รับใบรับรองซัพพลายเออร์ อย่างถูกต้อง

“กยท. พยายามผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มุ่งพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพาราได้รับการรับรอง สามารถส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับสถาบันเกษตรกรที่พร้อมก้าวสู่บทบาทผู้ส่งออกยางรายใหม่ ที่สามารถผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพาราได้ตามมาตรฐานสากล” นายณกรณ์ กล่าว

เกษตรฯ-FAOจัดประชุม ใช้ดิจิทัลพลิกโฉมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738860

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง นโยบายด้านการเกษตรดิจิทัลของประเทศไทย กับการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ร่วมกับดร.ปรีสาร รักวาทิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ Mr. Aziz Elbehri, Senior Economist, FAO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท โดยนายเศรษฐเกียรติกล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการ “การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านดิจิทัลทางการเกษตรไทย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวจากสถานการณ์

COVID-19 (Agriculture Digitalization Policy Recommendation for Thailand in Support of COVID-19 Recovery)” ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างไทยและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ฉบับปี 2561-2564 และโครงการ “Digital Village Ecosystem Pilot Development in Thailand” ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ของ FAO ตามเป้าหมายหลัก 4 ประการ (4 betters) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอโครงการแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอนโยบายด้านเกษตรดิจิทัลของประเทศไทย รวมทั้งอภิปรายความเชื่อมโยงในการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์การดำเนินงานด้านเกษตรดิจิทัล

รองปลัดฯ กล่าวต่อว่า Digital Agriculture คือจุดพลิกโฉมของการอยู่รอดของภาคเกษตรและระบบอาหาร มีความยืดหยุ่นต่อวิกฤต ไม่ว่าจะโรคระบาดหรือวิกฤตด้านสภาวะภูมิอากาศและอื่นๆ เป็นเครื่องมือที่ช่วยเร่งรัดให้เกิดการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารไปสู่ความยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Model ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานภูมิปัญญา มุ่งยกระดับผลผลิตเกษตรสู่มาตรฐานสูง ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อเป้าหมายในการทำการเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูงด้วยการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นความเป็นพรีเมียม มีความหลากหลายและกำหนดราคาขายได้ตามคุณภาพของผลผลิตเกษตร นำมาสู่การร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ FAO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และมหาวิทายาลัยเกษตรศาสตร์

“ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มีส่วนช่วยให้การดำเนินงานทั้ง 2 โครงการ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถนำผลการดำเนินโครงการดังกล่าวไปปรับใช้ในการทำงาน นำความรู้และข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง รวมถึงร่วมกันอภิปรายความเชื่อมโยงกับการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์การดำเนินงานด้านเกษตรดิจิทัล ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ต่อไป”นายเศรษฐเกียรติ กล่าว

‘อภัย’ถกแนวทางขับเคลื่อน โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738858

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ พร้อมด้วย น.ส.อิงอร ปัญญากิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และ น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมีประเด็นหารือ ดังนี้ 1.ภาพรวม ผลการดำเนินงานโครงการฯ ที่ผ่านมา (ปี 2563-2565) รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ จำแนกตามพื้นที่เป้าหมายหลัก 3 พื้นที่ คือ 1.1 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ การจัดหาแหล่งน้ำ และแหล่งอาหาร สำหรับช้างป่า และสัตว์ป่า (ปลูกหญ้า/พืชอาหาร และทำโป่งเทียม) 1.2 พื้นที่แนวกันชน ได้แก่ การจัดทำแนวเขตป่าชุมชน ปลูกพืชกินได้ พืชสมุนไพร และการฟื้นฟูสภาพป่า ปรับสภาพพื้นที่และสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในแปลง 1.3 พื้นที่ชุมชน ได้แก่ การจัดตั้งหมู่บ้านคชานุรักษ์/หมู่บ้านเครือข่ายการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก การพัฒนาอาชีพ และการส่งเสริมอาชีพทางเลือก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์(กลุ่มวิสาหกิจชุมชน)

2.แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2566-2570 ของกระทรวงเกษตรฯ และ 3.แนวทางการให้ความช่วยเหลือ/เยียวยาผลกระทบ ผู้ประสบภัยจากช้างป่า

กรมชลฯส่งน้ำช่วยสวนทุเรียนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738859

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังสั่งการให้สำนักเครื่องจักรกลและสำนักงานชลประทานที่ 14 นำรถบรรทุกน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ เข้าไปแจกจ่ายน้ำและขุดลอกแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับบางพื้นที่เริ่มมีฝนตกบ้างแล้ว ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเตรียมเก็บเกี่ยวทุเรียนออกจำหน่ายได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้

สำหรับที่ จ.ชุมพร มีการจัดส่งรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกร ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก ต.สวนแตง อ.ละแม และ ต.เขาค่าย อ.สวี รวม 6 คัน 99 เที่ยว คิดเป็นปริมาณน้ำรวม 762,000 ลิตร พร้อมกันนี้ ยังได้นำรถแบ๊กโฮเข้าขุดลอกตะกอน สระเก็บน้ำประปาในพื้นที่ต่างๆ อาทิ บริเวณคลองดินแดง หมู่ 5 ต.เขาค่าย อ.สวี บริเวณคลองหินดำ หมู่ 12 ต.เขาค่าย อ.สวี บริเวณสระเก็บน้ำประปา หมู่ 10 ต.นาสัก อ.สวี และบริเวณหน้าฝายพัฒนา หมู่ 5 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะเพื่อเก็บกักน้ำไว้

ด้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวสวนทุเรียนและพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง 79 เที่ยว คิดเป็นปริมาณน้ำ 948,000 ลิตร ส่วน อ.ปราณบุรี ได้จัดส่งเครื่องจักร เครื่องมือเข้าไปขุดลอกแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.เขาจ้าว เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ พร้อมส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปช่วยเหลือชาวสวนทุเรียนเขาจ้าว รวมทั้งน้ำอุปโภค-บริโภคให้กับราษฎรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ได้วางแผนสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ รถบรรทุก เข้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่จนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะกลับสู่สภาวะปกติ

รองปลัดฯลุยชุมพร รุดเตรียมมาตรการ คุมคุณภาพทุเรียน ชูศูนย์กลางตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738861

รองปลัดฯลุยชุมพร  รุดเตรียมมาตรการ  คุมคุณภาพทุเรียน  ชูศูนย์กลางตลาด

รองปลัดฯลุยชุมพร รุดเตรียมมาตรการ คุมคุณภาพทุเรียน ชูศูนย์กลางตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ติดตาม : นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายและติดตามการบริหารจัดการทุเรียน จ.ชุมพร โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมจากนั้นได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการควบคุณคุณภาพทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่สวน โรงคัดบรรจุ และตลาดส่งออก เพื่อตอกย้ำความมั่นใจ

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายและติดตามการบริหารจัดการทุเรียน จ.ชุมพร โดยมี นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายธราพงษ์มีมุสิทธิ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามมาตรการควบคุมคุณภาพทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่สวนโรงคัดบรรจุ และตลาดส่งออก

นายสุรเดช กล่าวว่า จ.ชุมพร เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ จึงขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพอย่างเข้มข้นตลอดปี 2566 โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากการดำเนินงานควบคุมคุณภาพทุเรียนภาคตะวันออก หรือจันทบุรีโมเดล ใช้เป็นต้นแบบในภาคใต้ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันกำหนดแนวทางมาตรการที่ชัดเจน มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพของทุเรียน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร เร่งอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ที่สำคัญต้องประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านทุกช่องทาง เพื่อตอกย้ำและสร้างความมั่นใจ “ทุเรียนชุมพร ทุเรียนคุณภาพดีปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองปลัดฯ กล่าวอีกว่า ได้หารือร่วมกับนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผวจ.ชุมพร ประเด็นการส่งเสริมให้ จ.ชุมพร เป็นศูนย์กลางตลาดสินค้าเกษตร เนื่องจากมีระบบการคมนาคมขนส่งที่ครอบคลุมทั้ง รถ ราง เรือ อากาศ โดยกระทรวงเกษตรฯ ยินดีให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือด้านการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร

‘ผู้ตรวจก.เกษตรฯ’ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738824

‘ผู้ตรวจก.เกษตรฯ’ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

‘ผู้ตรวจก.เกษตรฯ’ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.06 น.

21 มิ.ย.66 นายชูชาติ รักจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานการประชุมการตรวจติดตามงาน  ขับเคลื่อน  เร่งรัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ  โดยมีนายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 โครงการชลประทานศรีสะเกษ

นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้ำรวมกันประมาณ 117 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 65 %  ของความจุอ่างฯรวมกัน ด้านอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 16 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้ำรวมกัน 95 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 46 %  ของความจุอ่างฯ รวมกัน โครงการชลประทานศรีสะเกษได้เฝ้าระวังทั้งสถานการณ์ภัยแล้ง  และเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน ปี 2566 โดยปฎิบัติตาม 12 มาตรการฤดูฝนปี 66 ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และ  6 แนวทางปฏิบัติของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด 

โดยได้มีการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ด้วยการก่อสร้างระบบการผันน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ จำนวน 2 โครงการ  ได้แก่  1. โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำจากลำห้วยสำราญไปลำห้วยทาและลำห้วยขยูง   2. โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำลำห้วยสำราญรอบเมืองศรีสะเกษ(By pass) เพื่อช่วยเหลือราษฎรในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสืบสาน  รักษา  ต่อยอด  ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) ได้คัดเลือกอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู  จังหวัดศรีสะเกษ เป็น 1 ใน 18 โครงการทั่วประเทศในการสืบสาน  รักษา  ต่อยอดดังกล่าว  

ทั้งนี้ได้กำชับให้โครงการฯ จัดทำรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อเสนอไปยังสำนักงานบริหารโครงการ  กรมชลประทาน เพื่อศึกษาและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อไป