ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721810

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.55 น.

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ 

3 เมษายน 2566 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการรับสินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อขอทราบผลการตรวจสอบตู้ตกค้างในโครงการท่าเรือสีขาวหลังเปิดไปเพียง 5 ตู้จาก 331 ตู้ ณ วันแถลงข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์  หวั่นยังมีหมูเถื่อนคงค้างรอการระบายอีกหลายตู้ พร้อมขอเข้าฟังขั้นตอนและพิธีการศุลกากรอันรัดกุม เพื่อความมั่นใจในมาตรการป้องกันหมูเถื่อน เนื่องจากผู้เลี้ยงหมูไทยได้รับผลกระทบหนักจากปริมาณหมูส่วนเกินที่นำเข้าจากต่างประเทศเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25,000 เมตริกตัน/เดือน

“หมูเถื่อนจากต่างประเทศไม่ว่าจะจากยุโรปหรืออเมริกาใต้จะผ่านเข้ามาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับด่านกรมศุลกากร ซึ่งเกษตรกรทุกคนเชื่อมั่นว่าพิธีการทางศุลกากรของไทย มีมาตรการที่เข้มงวดรัดกุม ยากที่สิ่งของผิดกฎหมายจะผ่านด่านเข้ามาได้ แต่น่าแปลกที่ปริมาณหมูเถื่อนกระจายอยู่ในท้องตลาดทั่วประเทศมากเหลือเกิน คณะกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและผู้เลี้ยงสุกรจากทุกภูมิภาค  จึงทำหนังสือขอเข้าพบท่านอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อขอรับฟังนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่กรมฯ ดำเนินการในการป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายเข้ามาสู่ราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจในการประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรต่อไป” นายสุรชัยกล่าว 

นอกจากนี้ นายสุรชัย ยังแสดงความกังวล กับจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ตกค้างในโครงการท่าเรือสีขาวของกรมศุลกากร ที่มีการแถลงข่าวไปเมื่อช่วงกุมภาพันธ์ 2566 ว่ามีตู้ตกค้างมากถึง 331 ตู้ และมีการสุ่มเปิดตู้ต่อหน้าสื่อมวลชนเพียง 5 ตู้ พบเป็นหมูเถื่อนถึง 3 ตู้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่พบข่าวตรวจสอบตู้ตกค้างอีก จึงขอเรียนถาม ผลการตรวจสอบตู้ทั้งหมดจากกรมศุลฯอีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นหมูเถื่อนลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำลายตลาดให้เกษตรกรไทยเดือดร้อนเรื่อยมา

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นต้นมา ปรากฏชิ้นส่วนเนื้อสุกรลักลอบนำเข้าจากหลายประเทศเข้าสู่ประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าไม่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ ตามอำนาจของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรฯได้ติดตามการจับกุมปราบปรามหมูเถื่อนของภาครัฐ พบว่ามีปริมาณเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 5% ของการลักลอบทั้งหมดในแต่ละเดือน ซึ่งคำนวณได้จากปริมาณหมูเถื่อนในท้องตลาดที่มีอยู่ถึง 25,000 เมตริกตัน/เดือน ส่งผลกดดันราคาหมูหน้าฟาร์มในประเทศให้ตกต่ำ นำไปสู่ภาวะขาดทุนของเกษตรกรไทย

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกล่าวอีกว่า  “ต้นทุนการผลิตหมูของไทย สูงกว่าในต่างประเทศถึง 30% เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ของบ้านเรามีราคาสูงกว่ามาก จึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคาขายกับหมูเถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ปนเปื้อนสารตกค้าง ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และอาจมีเชื้อโรคระบาดสัตว์ ASF เข้ามาซ้ำเติมหมูไทย เมื่อหมูเถื่อนมีจำนวนมาก เกษตรกรก็มักถูกกดราคาหน้าฟาร์มจากผู้ซื้อ กลายเป็นวังวนปัญหาไม่รู้จบ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากกรมศุลากร ในการป้องกันที่ต้นทางตั้งแต่ก่อนหมูเถื่อนจะเข้าประเทศ”………..-005

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721568

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.28 น.

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำโค้งสุดท้าย ยึด 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง

2 เมษายน 2566 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งกำชับทุกหน่วยงานในสังกัดกรมชลประทานทั่วประเทศ บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้ พร้อมปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด ตลอดจนวางแผนบริหารความเสี่ยง รองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ไว้ล่วงหน้า เน้นย้ำน้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

สถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (2 เม.ย.66) มีปริมาณน้ำรวมกัน 48,375 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือ 63% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 24,433 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,864 ล้าน ลบ.ม. หรือ 60% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 8,168 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนของการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ได้มีการวางแผนไว้ทั้งประเทศประมาณ 10.42 ล้านไร่ ปัจจุบัน (2 เม.ย.66) เพาะปลูกไปแล้ว 10.14 ล้านไร่ หรือ 97% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาวางแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังไว้ 6.64 ล้านไร่ เพาะปลูกไปแล้ว 6.37 ล้านไร่ หรือ 96% ของแผนฯ

“ภาพรวมปริมาณน้ำในปัจจุบัน ยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่กรมชลประทานได้กำหนดไว้ และยืนยันว่า น้ำจะเพียงพอสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำไปจนตลอดฤดูแล้งนี้ เพราะได้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต มีการจัดรอบเวรการส่งน้ำ การปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียของผลผลิตทางเกษตร รวมถึงการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งในบางพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงอยากขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนและลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721304

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม...จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส

สวนยางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…จุดเปลี่ยนสู่อนาคตที่สดใส

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 17.08 น.

ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เข้ามามีบทบาทความสำคัญในการซื้อขายสินค้าต่างๆ  โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา ได้บัญญัติกฎหมายที่เข้มงวดเพิ่มเติมหลายฉบับเกี่ยวกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่าย  เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานจะมีอีกหลายประเทศนำกฎระเบียบดังกล่าวมาบังคับใช้เช่นกัน

“ยางพารา” พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าวด้วย

ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่อันดับ 1  ของโลก แต่ละปีส่งออกมากกว่า  4  ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากยางพารา  ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ถุงมือยาง  เฟอร์นิเจอร์ไม้ยาง  และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่ามหาศาล  ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการจัดการตั้งแต่กระบวนการปลูกสร้าง การจัดการสวนยาง และการแปรรูปยางตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ  เพื่อจะสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้

หากไม่เร่งดำเนินการ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราก็จะขายไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยว่า  อียู และสหรัฐอเมริกา ได้นำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน มาเป็นเงื่อนไขนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา  โดยได้บัญญัติเป็นกฎหมายว่า จะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย  ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ  ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าหลังจากปี 2562 (ค.ศ. 2019)  รวมทั้งมีการจัดการสวนยางพาราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน  โดยจะต้องแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้

ดังนั้นเพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้   กยท. เร่งขับเคลืื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม  2 เรื่องใหญ่ๆด้วยกัน

เรื่องแรกคือ การพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย   ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี 

“ กยท.จะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางปรับปรุงพัฒนาสวนยางพาราให้ผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 1406  โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภายในปี 2571  สวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 14061” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 นั้น จะครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล   ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ   นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การลักลอบตัดต้นไม้ การเผาป่า การใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนในพื้นที่อีกด้วย  ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนสากล    ไม่ว่าจะเป็น   Forest Stewardship Council (FSC)  หรือ  Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC)

ดังนั้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มาจากสวนยางที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าว  จะสามารถส่งไปขายใน อียู และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศที่ทำเงื่อนไขการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นกฎระเบียบในการนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราได้อย่างแน่นอน  และยังเป็นโอกาสทองเกษตรกรของที่จะสามารถขายยางได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป  เบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท ที่สำคัญจะมีตลาดรับซื้อแน่นอน  เพราะขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลายรายได้ติดต่อเจรจากับ กยท. และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU)  ในการจัดหายางที่ผ่านมาตรฐานสากลให้กับบริษัทผู้แปรรูปยางรายใหญ่แล้ว

นอกจากนี้การปรับปรุงพัฒนาการจัดการสวนยางให้ได้มาตรฐานสากล ยังจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงในระยะยาวอีกด้วย

ส่วนเรื่องที่ 2 ที่กยท.จะเร่งดำเนินการคือ   “มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต” หรือ “มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)”  เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดผลผลิตยางและผลิต ภัณฑ์จากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว

ขณะนี้ กยท.มีความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  โดยจะนำเอา GIS (Geographic Information System)  หรือระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นระบบการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยจะแสดงในรูปของภาพแผนที่ มาใช้ในการแสดงแหล่งที่มาของผลผลิตว่า ยางพารามาจากแหล่งกำเนิดใด ควบคู่ไปกับระบบแอปพลิเคชั่น RUBBERWAY   ที่ใช้ในการตรวจสอบการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

มาตรการดังกล่าว จะไม่ใช่บังคับแค่ อียูและสหรัฐอมริกาเท่านั้น   ในอนาคตประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็จะต้องนำมาใช้บังคับในการซื้อยางด้วยอย่างแน่นอน  เพราะจีนจะต้องส่งออกผลิต ภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไปยังตลาดอียู และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน

“มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมทั้งการพัฒนาการจัดการสวนยางพาราของไทยให้ได้มาตรฐานสากล จะช่วยสร้างผลดี และประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อผู้ซื้อ ที่ทำให้รู้แหล่งกำเนิดว่า ยางพารามาจากสวนที่มีกระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น  ในขณะที่ผู้ขาย ก็จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน มีศักยภาพเหนือคู่แข่ง  เพราะประเทศคู่แข่งในการส่งออกยางพาราของไทย เช่น  อินโดนีเซีย  เวียดนาม  ลาว กัมพูชา ยังไม่ดำเนินการใดๆในเรื่องดังกล่าว และยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอีกด้วย   ในขณะที่ประเทศไทย มี กยท. รับผิดชอบโดยตรง และมีความพร้อมในการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งจะโอกาสทองของยางพาราไทยในการขยายตลาด และยกระดับขึ้นสู่ตลาดยางพรีเมี่ยม  ประเทศผู้นำเข้ายางจะต้องแห่มาซื้อยางจากประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ราคายางของไทยในอนาคตมีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน”  นายณกรณ์กล่าวย้ำ

นอกจากนี้มาตรการส่งเสริมพัฒนาการจัดการสวนยางพาราให้ได้มาตรฐานสากล และมาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตดังกล่าว  ยังไปสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการ Zero Carbon ในภาคการเกษตรอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า  ก๊าซเรือนกระจก  มีความสำคัญต่อการรักษาระดับอุณหภูมิโลก หากมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจะก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหว  ซึ่งก๊าซที่จะให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่รู้จักกันดีคือ คาร์บอน หรือ คาร์บอนใคออกไซด์ (C02) ดังนั้นการลคคาร์บอน จึงมีส่วนสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า สวนยางที่มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากจะเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์(Zero Carbon ) แล้ว ยังจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย  ซึ่งการกักเก็บคาร์บอนของสวนยางดังกล่าว สามารถสร้างเป็น Carbon Credit  นำมาซื้อ-ขาย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง

Carbon Credit จะมีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะส่งออกไปตลาด อียู ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อียูใด้เคาะมาตรการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดนสำหรับสิบค้านำเข้า(CBAM ) เพื่อเก็บภาษีเพิ่มสำหรับสินคำนำเข้าที่ ไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต   โดยการอนุญาตให้นำ Carbon Credit ที่ซื้อมาหักล้างกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไป เพื่อทำให้โดยรวมแล้วระดับการปล่อยก็ซเรือนกระจกไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้

ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางก็จะสามารถขาย Carbon Credit ได้ เพราะสวนยางพารานั้นมีความคล้าย คลึงป่าไม้ที่เป็นแหล่งดูดชับคาร์บอนตามธรรมชาติด้วยกระบวนการสังคราะห์แสงที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะต้องเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์เท่านั้น

“กยท. มืนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พัฒนาต่อ ยอดให้เป็นสวนยาง Zero Carbon ด้วยจึงไม่ยากเกินไป ที่สำคัญยังจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมแล้วและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย Carbon Credit ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน อันจะไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

หากเกษตรกรสามารถพัฒนาการจัดการสวนยางพาราได้ให้มาตรฐานสากลแล้ว  ไม่ว่าประเทศผู้นำเข้ายางจะนำมาตรการใดๆมาบังคับ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเลย  ในทางตรงข้ามกลับจะเป็นมาตรกรที่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถขายยางได้ในราคาที่สูงขึ้น  ยกระดับตลาดยางพาราของไทยเหนือคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน

– 006

‘ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน’สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721277

'ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน'สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

‘ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน’สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.00 น.

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศาลพระพรหม ประจำกรมวิชาการเกษตร เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีข้าราชการร่วมด้วย


สำหรับประวัติ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จบการศึกษา
1.บัญชีบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 Bachelor of Accountancy, Faculty of Business Administration, Kasetsart University.
2.เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
 Master of Economics (Business Economics), School of Development Economics,
 NIDA.
3.Graduate Certificate in Logistics and Supply Chain Management, University of South
 Australia

ก่อนหน้านี้ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

‘เฉลิมชัย’ฟื้นฟูระบบนิเวศ แหล่งสัตว์น้ำที่สมุทรสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721035

‘เฉลิมชัย’ฟื้นฟูระบบนิเวศ  แหล่งสัตว์น้ำที่สมุทรสงคราม

‘เฉลิมชัย’ฟื้นฟูระบบนิเวศ แหล่งสัตว์น้ำที่สมุทรสงคราม

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ฟื้นฟู : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงาน “ต่อยอดและการพัฒนาด้านประมงใน จ.สมุทรสงคราม” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตด้านประมงเขต จ.สมุทรสงคราม มุ่งเน้นขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมง ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงาน “ต่อยอด และการพัฒนาด้านประมงใน จ.สมุทรสงคราม” ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตด้านประมงเขต จ.สมุทรสงคราม ที่ อบต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม มุ่งเน้นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง ด้วยการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อรายได้
จากการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบกับปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติลดจำนวนลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี จ.สมุทรสงคราม ถือเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญหลากหลายชนิด ได้แก่ กุ้งทะเล ปูทะเล และสัตว์น้ำที่จับจากทะเลชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะปลาทูที่มีความนิยมในการบริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนและสร้างรายได้อย่างมากในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นที่มาของการจัดกิจกรรมนี้เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติด้วยการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล เป็นการขยายผลการพัฒนาอาชีพด้านประมงให้มีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผลิตด้านการประมง สนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เกิดการสร้างเครือข่ายและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจพี่น้องชาวประมงในการเตรียมรับโอกาสที่เราสามารถผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ ซึ่งภาคการเกษตรโดยเฉพาะการผลิตอาหารมีบทบาทสำคัญที่จะเพิ่มมูลค่าต่างๆ ให้พี่น้องเกษตรกรได้ จึงได้พาผู้บริหารมาเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรโดยตรง ทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำเน่า หรือลำคลองตื้นเขิน ทำให้การเลี้ยงสัตว์น้ำของพี่น้องเกษตรกรมีปัญหา สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต มุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยในส่วนของพี่น้องชาวประมงมี Fisherman shop เป็นอีกหนึ่งแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของพี่น้องชาวประมง นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มประมงท้องถิ่นซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถให้ได้ครบทุกกลุ่มแต่กระทรวงเกษตรฯ ก็จะเข้ามารับฟังปัญหาเพื่อแก้ไขให้ตรงจุดอย่างแน่นอน” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กยท.เดินหน้ามาตรการแสดงแหล่งกำเนิดผลผลิตยาง สร้างโอกาสขยายตลาด-ยกระดับมาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721080

กยท.เดินหน้ามาตรการแสดงแหล่งกำเนิดผลผลิตยาง สร้างโอกาสขยายตลาด-ยกระดับมาตรฐาน

กยท.เดินหน้ามาตรการแสดงแหล่งกำเนิดผลผลิตยาง สร้างโอกาสขยายตลาด-ยกระดับมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.19 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เร่งขับเคลื่อน “มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางพารา” รองรับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสังคม วางระบบตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ยาง มั่นใจจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย  และจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของโลกในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตที่ให้ความสำคัญในการเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  โดยนำมาใช้เป็นเงื่อนไขหลักในการรับซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งยางพาราด้วย  ดังนั้น กยท. จึงเดินหน้าจัดทำ “มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต” หรือ “มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางและผลิตภัณฑ์จากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางรายใหญ่ของโลก ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา  ได้กำหนดกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางจะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่าหลังจากปี 2562 (ค.ศ. 2019)  รวมถึงการจัดการสวนยางพาราที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กยท. ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ที่สอดคล้องเพื่อสนับสนุนมาตรการตรวจสอบย้อนกลับมาอย่างต่อเนื่อง  ได้แก่ การจัดทำข้อมูลแปลงปลูกยางของเกษตรกร การขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกร ข้อมูลการรับซื้อยางของสหกรณ์การเกษตร ข้อมูลการซื้อขายยางพาราของตลาดกลางยางพารา ของ กยท. ตลอดจนข้อมูลแปรรูปยางของบริษัทเอกชนผู้รับซื้อยาง  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของยางและผลิตภัณฑ์ยางได้ว่ามีแหล่งกำเนิดหรือแหล่งที่มาของผลผลิตยางที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต

ทั้งนี้ กยท. ได้ตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะสามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด ภายใน 2 ปี  ซึ่งขณะนี้ กยท. มีความพร้อมในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น  โดยจะนำเอาระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือ GIS (Geographic Information System)  ซึ่งเป็นระบบบันทึกข้อมูลและพิกัดที่ตั้งของสวนยางในรูปแบบของแผนที่ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่ายางพารามาจากแหล่งกำเนิดใด ควบคู่กับการใช้แอปพลิเคชั่น RUBBERWAY ที่ใช้ในการตรวจสอบการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ สังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต จะเป็นโอกาสทองของยางพาราไทย ในการพัฒนาระบบการจัดการสวนยางที่ถูกต้องตามหลักสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เนื่องจากประเทศคู่แข่งในการส่งออกยางพาราของไทย (อินโดนีเซีย  เวียดนาม  ลาว กัมพูชา) ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว แต่ประเทศไทยมี กยท. ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง  ไทยได้เปรียบคู่แข่งในการขยายตลาด ทำให้ราคายางในอนาคตมีเสถียร ภาพมากขึ้นอีกด้วย

“เชื่อว่ามาตรการดังกล่าว จะไม่ใช่บังคับแค่ ยุโรป และสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จีน ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็จะต้องนำมาใช้บังคับในการซื้อยางในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะจีนจะต้องส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไปยังตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน ดังนั้นประเทศผู้รับซื้อยางจะต้องหันมาซื้อยางจากประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ที่ส่งออกยาง ที่สามารถแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต และตรวจสอบย้อนกลับได้   ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยได้เป็นอย่างดี” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับมาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต กยท. จะดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาปรับปรุงสวนยางพาราของไทย ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก. 14061 ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การดูแล   ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  ผลผลิต และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ      โดยมาตรฐานนี้กำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น Forest Stewardship Council (FSC) หรือ Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) โดยในระยะแรกตั้งเป้าไว้ภาย ในปี 2571  สวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. อย่างน้อย 50%หรือประมาณ 10 ล้านไร่ จะต้องผ่านมาตรฐาน มอก.14061 และสวนยางพาราของไทยทั้งหมดจะเป็นสวนยางที่ได้มาตรฐาน ภายใน 20 ปี

‘อธิบดีกรมการข้าว’ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าว-นาแปลงใหญ่-ชาวนาอาสา รณรงค์ลดการเผา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721031

'อธิบดีกรมการข้าว'ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าว-นาแปลงใหญ่-ชาวนาอาสา รณรงค์ลดการเผา

‘อธิบดีกรมการข้าว’ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าว-นาแปลงใหญ่-ชาวนาอาสา รณรงค์ลดการเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.49 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ขอความร่วมมือสมาชิกศูนย์ข้าวฯ สมาชิกนาแปลงใหญ่ ชาวนาอาสา เป็นสื่อกลาง รณรงค์ลดการเผา

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่มีสาเหตุมาจากควันท่อไอเสียจากรถยนต์ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางส่วนมาจากการเผาพื้นที่ทำกินในการทำการเกษตร ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเช่นกัน นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ โดยมีฝุ่น PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตและมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน และเกษตรกรที่ประสบปัญหากับค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน จนเกิดผลกระทบกับสุขภาพและการดำรงชีวิตประจำวัน โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ภายในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรณรงค์และขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนลดการเผาในช่วงระยะเวลานี้ โดยในส่วนของกรมการข้าวได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ขอความร่วมมือสมาชิกนาแปลงใหญ่ สมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มชาวนา และชาวนาอาสา ช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกและชุมชนลดการเผาพื้นที่ทำกิน เพื่อเป็นการลดปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5  ที่สูงเกินมาตรฐานในขณะนี้

นอกจากนี้ กรมการข้าว โดยสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับชาวนา ซึ่งจะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนั้นหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริมได้

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนสหกรณ์ ร่วมจัดงาน71ปีกรมตรวจบัญชีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720784

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนสหกรณ์  ร่วมจัดงาน71ปีกรมตรวจบัญชีฯ

‘มนัญญา’ขับเคลื่อนสหกรณ์ ร่วมจัดงาน71ปีกรมตรวจบัญชีฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัมมนา : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสในสหกรณ์” ในโอกาสครบรอบ 71 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีให้สหกรณ์อย่างยั่งยืน

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ“ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสในสหกรณ์” และมอบโล่รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประจำปี 2565 พร้อมกับมอบนโยบายขับเคลื่อนเครือข่ายสหกรณ์โปร่งใสและเข้มแข็งเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์กลุ่มเกษตรกรและประชาชน โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีให้แก่สหกรณ์อย่างยั่งยืนโดยมอบนโยบายแก่ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้บูรณาการเครือข่ายในการสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสแก่สหกรณ์ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาแบบรวมศูนย์ช่วยกันวิเคราะห์และติดตาม สำหรับ 3 แนวทางหลัก ในการขับเคลื่อนเครือข่ายทั้งภาครัฐสหกรณ์และสมาชิกต้องร่วมกันในการดำเนินงานอย่างเข้มข้นโดย 1.ภาครัฐต้องส่งเสริมและกำกับดูแลในมาตรการต่างๆ ให้คำปรึกษาแนะนำส่งเสริมผลักดันให้ใช้แอปพลิเคชั่นติดตามตรวจสอบรวมทั้งมาตรการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ยึดอายัด 2.สหกรณ์ต้องส่งเสริมให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดีภายในองค์กรเพื่อป้องกันและป้องปรามการทุจริตรวมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้สามารถใช้ข้อมูลมาบริหารได้แบบ Real Time และให้สมาชิกมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบข้อมูล และ 3.สมาชิกต้องหมั่นตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองผ่านแอปพลิเคชั่นร่วมประชุมเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในองค์กร

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปัจจุบันมีสหกรณ์ 7,628 แห่ง ได้รับบริการตรวจสอบสมาชิกกว่า 12 ล้านคน มูลค่าธุรกิจกว่า 3.72 ล้านล้านบาท ส่วนการส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชั่น ขณะนี้มีสหกรณ์ใช้แอปพลิเคชั่นแล้ว 1,745 แห่ง คาดว่าในปี 2570 ทุกสหกรณ์จะมีการใช้แอปพลิเคชั่น ทั้งหมด

ด้าน น.ส.อัญมณี กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 71 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ร่วมขับเคลื่อนเชื่อมเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งโปร่งใสในสหกรณ์” โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่สังกัดกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขบวนการเกษตร และสหกรณ์ รวม 450 คน เพื่อมุ่งหวังสร้างพลังการขับเคลื่อนความเข้มแข็งโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์ยุคดิจิทัลที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ให้เห็นเป็นรูปธรรม

อธิบดีข้าว ชวนชาวนาสุพรรณ ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720838

อธิบดีข้าว ชวนชาวนาสุพรรณ ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์โลก

อธิบดีข้าว ชวนชาวนาสุพรรณ ร่วมจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์โลก

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.24 น.

29 มี.ค. 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ติดตามและคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์ชุมชนข้าวรักษ์โลก ในอำเภอ เมือง อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 

อธิบดีกรมการข้าว ​กล่าวว่า การทำนาแบบข้าวรักษ์โลก​​นั้น เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี​ เป็นการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ในรูปแบบเศรษฐกิจ BCG คือ ใช้ตลาดนำการเพาะปลูก​ โดยกรมการข้าวจะมีการส่งเสริมให้มีการใช้จุลินทรีย์​ ในการปลูกข้าว​​ ที่จะเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ดังนั้นกรมการข้าวจึงอยากเชิญชวนให้เกษตรกรมาร่วมสมัครมาเป็นกลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวรักษ์โลก

‘รมช.ประภัตร’นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียว6ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/720676

'รมช.ประภัตร'นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียว6ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

‘รมช.ประภัตร’นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียว6ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.22 น.

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 6 ร่างมาตรฐาน มุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค 

29 มี.ค.2566 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2566 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. … โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะดำเนินการนำความคิดเห็นดังกล่าว และความคิดเห็นการเวียนรับฟังความเห็น WTO เสนอคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดทุเรียน นำเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ เพื่อพิจารณา 

รวมทั้ง ได้รับทราบผลการดำเนินงานออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ จำนวนทั้งหมด 7 มาตรฐาน ในปีงบประมาณ 2565 นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564-31 กันยายน 2565 ได้แก่ 1.หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (มกษ.1004-2557) 2.หลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) 3. เมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ.4702-2557) 4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2557) 5. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไม ปลอดโรค (มกษ.7432-2558) 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560) และ7. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ (มกษ.6909-2562) ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น 234 ฉบับ โดยแบ่งเป็นใบอนุญาตผู้ผลิต 92 ฉบับ ผู้ส่งออก 131 ฉบับ และผู้นำเข้า 11 ฉบับ 

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง ได้แก่ 1.เมล็ดโกโก้ 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโกโก้ 3.หลักปฏิบัติสำหรับการป้องกันและลดการปนเปื้อนสารพิษจากราในธัญพืช 4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มไหมชนิดกินใบหม่อน (ทบทวน) 5.แนวทางการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพสำหรับปศุสัตว์ และ 6.ห่วงโซ่การคุ้มครอง : ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงอย่างยืน ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป 

ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.เมล็ดโกโก้ ปัจจุบันโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสำหรับการปลูกโกโก้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ผลผลิตโกโก้ออกตลอดทั้งปี นอกจากนี้ความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีจำนวนมากมีการนำเมล็ดโกโก้ไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น อุตสาหกรรมผลิตช็อกโกแลต มกอช. จึงได้จัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องเมล็ดโกโก้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์สร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค เป็นเกณฑ์อ้างอิงในทางการค้าในประเทศและระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้เมล็ดโกโก้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโกโก้ มาตรฐานนี้ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโกโก้ ตั้งแต่การจัดการในแปลงปลูกจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผล และเมล็ดโกโก้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการแปรรูปเพื่อบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสุขภาพความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค

3.หลักปฏิบัติสำหรับการป้องกันและลดการปนเปื้อนสารพิษจากราในธัญพืช เป็นการกำหนดหลักปฏิบัติที่อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตธัญพืชและผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเก็บเกี่ยว หลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา การขนส่ง การแปรรูป และการกระจายสินค้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันและลดการปนเปื้อนสารพิษจากรา

4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มไหมชนิดกินใบหม่อน (ทบทวน) ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคแมลง เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น จิ้งหรีด หนอนไหม เป็นแมลงที่มีโปรตีนสูง การเลี้ยงไหมชนิดกินใบหม่อนนอกจากจะได้ผลผลิตเป็นรังไหมแล้ว ยังได้หนอนไหมและดักแด้ไหม ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานระบบการผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค มอกช. จึงได้ดำเนินการทบทวน มาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตรังไหม โดยเปลี่ยนชื่อเป็น

“การปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มไหมชนิดกินใบหม่อน” และขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมทั้งรังไหมสดสำหรับนำไปแปรรูป หนอนไหมวัยอ่อนสำหรับนำไปเลี้ยงต่อ และหนอนไหมวัยแก่และดักแด้มีชีวิตสำหรับนำไปแปรรูปเพื่อการบริโภค 

5.แนวทางการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพสำหรับปศุสัตว์ ซึ่งมาตรฐานนี้ ใช้เป็นแนวทางการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพของแบคทีเรียที่แยกได้จากตัวอย่างในแต่ละขั้นตอนของโซ่การผลิตสัตว์เพื่อการบริโภค เพื่อให้ห้องปฏิบัติการด้านการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาในปศุสัตว์นำไปปรับใช้ให้มีความสอดคล้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับประกาศแผนปฏิบัติการสำหรับการดื้อยาต้านจุลชีพระดับโลกขององค์การอนามัยโลก รวมทั้งระเบียบวิธีการทดสอบความไวของแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพของโคเด็กซ์ และองค์การสุขภาพสัตว์โลก

และ 6.ห่วงโซ่การคุ้มครอง : ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงอย่างยืน มาตรฐานนี้ครอบคลุมข้อกำหนดห่วงโซ่การคุ้มครองผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลจากกุ้งที่มาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401)  หรือมาตรฐานที่เทียบเท่า รวมถึงมาตรฐานที่ Global Sustainable Seafood Initiative (GSSI) ให้การยอมรับ หรือมาตรฐานที่ มกอช.ประกาศกำหนด ประกอบด้วย ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ผู้รับจ้างช่วงในห่วงโซ่อุปทาน  การแยกผลิตภัณฑ์ บุคลากร เอกสารและบันทึกข้อมูลสำหรับการตามสอบ การแสดงฉลาก และการกล่าวอ้าง การเก็บรักษาบันทึกข้อมูลเพื่อให้สามารถกล่าวอ้างและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาจากระบบการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน และผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลตามมาตรฐานนี้ ครอบคลุมกุ้งทะเลทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป