เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาที่ดิน สนองข้อเรียกร้องชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703161

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายธนา ชีววินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้แทน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณากรณีข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้คณะอนุกรรมการฯ 12 กรณีอาทิ 1.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน 2 กรณี 2.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก.5 กรณี 3.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก.และกรมที่ดิน 3 กรณี และ 4.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 2 กรณี

กรมส่งเสริมฯส่งความสุข คัดสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703162

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ เป็นการนำสินค้าของสหกรณ์มาตกแต่งและจัดเป็นกระเช้าของขวัญ เป็นการมอบความสุขและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 และในปีนี้นับเป็นปีที่ 20 โดยเปิดจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ในแต่ละปีมียอดจำหน่ายกระเช้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านบาทส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ และการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี การซื้อสินค้าของสหกรณ์ นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้สินค้าคุณภาพกลับไปแล้ว ทุกท่านยังมีส่วนสนับสนุนรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ด้วย

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพของสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ มาจัดตกแต่งลงกระเช้าของขวัญหลากหลายรูปแบบและหลายขนาด พร้อมห่อหุ้มด้วยผ้าขาวม้า และผ้าปาเต๊ะที่มีสีสันสวยงาม โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภค-บริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าว กข 43 นาขวัญ จากสหกรณ์การเกษตรสว่างอารมณ์ จำกัด จ.อุทัยธานี ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน จากสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด จ.ลำปาง และที่พิเศษสุดสำหรับกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในปีนี้ ได้คัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร และสินค้าของสมาชิกสหกรณ์จากโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์มาร่วมจัดลงกระเช้า ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญจะเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์”

ส่วนช่องทางการสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย ซึ่งมีหลายราคาตั้งแต่ 599-2,000 บาท มีบริการส่งฟรีในเขต กทม. และปริมณฑล สำหรับยอดสั่งซื้อครบ 5,000 บาทขึ้นไป โดยเริ่มโครงการตั้งแต่บัดนี้ถึง 15 มกราคม 2566 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์-ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30-18.30 น.วันเสาร์-อาทิตย์ จำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.ที่ห้องจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กทม.หรือดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ได้ทางเพจ Facebook : COOP Market หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2628-5512 หรือ 08-9891-5912

‘มนัญญา’ถกคพช. แก้ระเบียบสหกรณ์ จัดการปัญหาทุจริต เกิดผลเป็นรูปธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703159

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.)
ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของสหกรณ์ ซึ่งที่ประชุมรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (2566-2570) และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (2566-2570) แนวทางตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ การประชุมเชิงวิชาการการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 ตลอดจนแผนประชุมคณะกรรมการการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2566

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ 1.การเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง นโยบายและแนวทางในการพัฒนาการสหกรณ์ ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (2566-2570) ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และ 2.ร่างคำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริม สนับสนุนการขยายธุรกิจและกิจการของสหกรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนการขยายธุรกิจและกิจการของสหกรณ์ การร่วมมือกับภาคเอกชนให้มีส่วนในการพัฒนาการสหกรณ์ ทั้งนี้น.ส.มนัญญา เน้นย้ำถึงการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ของสหกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก สามารถแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ และลดการโกงในระบบสหกรณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

‘มนัญญา’ผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702885

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เปิด “โครงการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรผ่านกลไกสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรฯ” พร้อมเยี่ยมชมสหกรณ์นิคมวังทอง จำกัดโดยมีนายภูสิต สมจิตต์ ผวจ.พิษณุโลก นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โอกาสนี้น.ส.มนัญญา ได้เยี่ยมชมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตของสหกรณ์ การจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ และผลิตภัณฑ์จากสมาชิกโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร โดยมีผลิตภัณฑ์ เช่น มะม่วงแปรรูป กบในกระชัง โกโก้ เป็นต้น

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายในการพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสู่ประชาชน และพัฒนาร้านสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการเป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงในรูปแบบ “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” สร้างกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งเน้นย้ำส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่งตรงผู้บริโภคผ่านร้านค้าโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ กระจายผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการฅซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ใน จ.พิษณุโลก มีทั้งสิ้น 4 แห่ง ประกอบด้วย 1. สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 2. สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด3. สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด และ 4. สหกรณ์นิคมวังทอง จำกัด

‘เฉลิมชัย’ลุยทำหมันแมว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702886

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2566 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธานศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี และปล่อยขบวนคาราวานอาสาปศุสัตว์สำหรับให้บริการพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี ว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการส่งความสุขให้ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในครอบครัวปศุสัตว์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่2566 โดยเป็นความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายสถานพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัย เครือข่ายวิชาชีพการสัตวแพทย์ องค์กรอิสระ ประชาชน และเจ้าของสัตว์เลี้ยง มีการจัดกิจกรรมให้บริการผ่าตัดทำหมันฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงประชาสัมพันธ์ให้ความรู้โรคพิษสุนัขบ้าและส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธี เพื่อให้การเฝ้าระวังป้องกันควบคุมและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

“รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่มาร่วมโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนซึ่งกรมปศุสัตว์มีการจัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยบูรณการร่วมกับหลายหน่วยงานและมีเป้าหมายร่วมกันในการให้โรคพิษสุนัขบ้าหายไปจากประเทศไทย ซึ่งถ้าทำได้จะสามารถรักษาชีวิตพี่น้องประชาชนได้อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณซึ่งจะได้นำเงินไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘ประภัตร’รุดลงพื้นที่ แก้ปัญหาที่สุพรรณบุรี ชู‘สานฝันสร้างอาชีพ’ เสริมรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702882

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาน้ำท่วมขังในทุ่งโพธิ์พระยา และแม่น้ำท่าจีนโดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผวจ.สุพรรณบุรี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดบางสาม ต.บางตะเคียน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ว่าจากปัญหาอุทกภัยตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2565 ทางกรมชลประทาน ได้รับฟังปัญหาที่พี่น้องเกษตรได้รับความเดือดร้อน พร้อมแก้ไขปัญหาแล้ว เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเร็ว

ทั้งนี้ นายประภัตร ได้ชี้เแจง “โครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อย โดยใช้บุคคลค้ำประกันเงินกู้ภายใต้หลักการ 3 คนร่วมมือ 1 คนกู้ 2 คนค้ำหนี้เสียสามารถกู้ได้เงินได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท วงเงินกู้ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลาปล่อยเงินกู้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2567 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้มีเงินทุนในการสร้างงานสร้างอาชีพหรือการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกอบอาชีพนอกภาคการเกษตร ที่มีลักษณะเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เพื่อเลี้ยงชีพในครัวเรือน ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และต้องไม่เป็นการประกอบอาชีพในลักษณะที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือผิดกฎหมาย

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์ ไฟเขียวประมงปรับแผนงบกองทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702884

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2565 โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติการปรับแผนการปฏิบัติงานโครงการก่อนการเบิกจ่ายโครงการเสริมสภาพคล่องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล ปี 2565 ระยะที่ 1 ของกรมประมง นอกจากนี้ ได้อนุมัติสนับสนุนเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อดำเนินโครงการ ได้แก่ 1.โครงการโคบาลชายแดนใต้ของกรมปศุสัตว์ วงเงิน 1,566,200,000 บาท 2.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคบ้านสาวอฮูลู ต.สาวอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส วงเงิน 3,611,300 บาท 3.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคบ้านปายอ ต.กะตุนง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี วงเงิน 3,128,500 บาท 4.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงโคบ้านมือลอ ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 2,765,900 บาท5.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงโคบารอกัต ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 4,947,700 บาท

6.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคคอกวัวสามัคคี ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,590,500 บาท7.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงโครวมพลังสามัคคี ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,790,500 บาท 8.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรชมรมเลี้ยงโคโลทู ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 4,997,600 บาท 9.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโค ปลองอร่วมใจ ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,146,600 บาท

10.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคบ้านมอแซงพัฒนา ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,977,600 บาท 11.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคสัจจะ ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 4,962,000 บาท 12. โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านกอลีต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานีวงเงิน 4,921,600 บาท 13.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคบ้านโตะแน ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 1,811,600 บาท 14.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเพื่อศึกษาพันธุ์หอยบ้านตันหยงลุโละ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี วงเงิน 4,547,700 บาท และ 15.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนปลาสดปลอดสารพิษ ต.บ้านกลาง อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,950,500 บาท

‘กรมวิชาการเกษตร’ชู’มันสำปะหลัง’ พืชไร่ศักยภาพสูงดูดซับก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702652

'กรมวิชาการเกษตร'ชู'มันสำปะหลัง' พืชไร่ศักยภาพสูงดูดซับก๊าซเรือนกระจก

‘กรมวิชาการเกษตร’ชู’มันสำปะหลัง’ พืชไร่ศักยภาพสูงดูดซับก๊าซเรือนกระจก

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า บทบาทภารกิจที่สำคัญอีกด้านหนึ่งของกรมวิชาการเกษตรคือการศึกษาวิจัยชนิดพืชที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการกักเก็บคาร์บอนไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เพื่อรับมือเตรียมความพร้อมในการร่วมกันป้องกันกับปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งนอกจากพื้นที่ป่าไม้แล้วพื้นที่เพาะปลูกพืชยังเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญเช่นกัน

มันสำปะหลัง เป็นพืชไร่เศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย ในปีการผลิต 2565 มีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศประมาณ 11.07 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 34.69 ล้านตัน ซึ่งพบว่าผลผลิตหัวสดมันสำปะหลังซึ่งเป็นรากสะสมอาหารจะสะสมคาร์โบไฮเดรตประมาณ 20 – 35% และในส่วนของลำต้นและใบยังมีการสะสมแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งองค์ประกอบคาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช โดยพืชจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำ มาใช้ให้เกิดการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์ และเก็บสะสมไว้ในรูปสารประกอบคาร์บอน

ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยและประเมินศักยภาพของมันสำปะหลังในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รวมทั้งการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนภายในส่วนต่างๆ ของต้นมันสำปะหลัง จำนวน 26 สายพันธุ์/พันธุ์ พบว่าในช่วงเช้าจะมีความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศอยู่ระหว่าง 400 – 460 ppm แต่เมื่อสภาพอากาศมีความเข้มแสงเริ่มสูงกว่า 200 µmol PPF m-2s-1 มันสำปะหลังเริ่มมีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิเพิ่มขึ้น (ในสภาพอากาศปกติอยู่ประมาณ 07.00 น.) และเมื่อความเข้มแสงสูงกว่า 800 µmol PPF m-2s-1 (ประมาณ 08.00 น.) จะทำให้ใบมันสำปะหลังมีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิสูงขึ้นอย่างเด่นชัด ส่งผลให้ CO2 ในอากาศในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะลดลงเหลือ 300-350 ppm ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันสำปะหลังสามารถดูดซับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้อย่างดี

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การประเมินศักยภาพของพันธุ์มันสำปะหลังในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก พบว่า มันสำปะหลังในแต่ละพันธุ์มีศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศที่แตกต่างกัน แม้ในมันสำปะหลังพันธุ์เดียวกันแต่มีช่วงอายุการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันใบมันสำปะหลังมีศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แตกต่างกันเช่นกัน โดยเฉพาะความชื้นของดินที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงขึ้น ซึ่งมันสำปะหลังเป็นพืชที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกักเก็บคาร์บอนไว้ในผลผลิตได้ดี มีส่วนสำคัญต่อการให้ผลผลิตแป้งหรือผลผลิตมันแห้งเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีสูง

จากผลงานวิจัยเมื่อใบมันสำปะหลังได้รับความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจะทำให้ใบมันสำปะหลังดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเก็บไว้ภายในภายในช่องว่างระหว่างเซลล์ของใบได้เพิ่มขึ้น และทำให้ใบมันสำปะหลังมีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์เพิ่มขึ้น ซึ่งจากการทดลองพันธุ์มันสำปะหลังส่วนใหญ่มีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิสูงในช่วง 2 – 4 เดือนหลังปลูก โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนที่ต้นมันสำปะหลังมีจำนวนใบสมบูรณ์ต่อต้นจำนวนมาก ทำให้ช่วงการเจริญเติบโตนี้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูง เมื่อพิจารณาพันธุ์ที่มีศักยภาพดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใช้ความเข้มแสงในระดับต่ำและสูงได้ดี และให้ผลผลิตสูง สามารถคัดเลือกพันธุ์ได้ดังนี้ พันธุ์ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 72 สายพันธุ์ CMR57-83-69 ห้วยบง 80 และพิรุณ 2 ซึ่งพันธุ์เหล่านี้จะเป็นพันธุ์ทางเลือกในการกักเก็บคาร์บอนได้สูงและทำให้การผลิตมันสำปะหลังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในตอนท้ายว่า การเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังและการจัดการแปลงปลูกที่เหมาะสมมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพืช จากสรุปผลงานวิจัยของมันสำปะหลังจำนวน 26 สายพันธุ์/พันธุ์ พบว่า ผลผลิตหัวสดสามารถกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 0.870 ตันคาร์บอนต่อไร่ และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.190 ตัน CO2 ต่อไร่ ทำให้มันสำปะหลังสามารถดูดซับ CO2 ในพื้นที่ปลูกทั้งประเทศต่อปี รวมประมาณ 30.11 ล้านตัน CO2 ต่อปี หากนำส่วนต่างๆ ของมันสำปะหลังที่เหลือ ได้แก่ ลำต้น เหง้า ใบ และก้านใบ มาคำนวณรวมกับรากสะสมอาหาร จะทำให้มันสำปะหลังเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซชนิดหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก และทำให้การผลิตมันสำปะหลังเป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศต่อไป สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดได้จาก สรีรวิทยาของพันธุ์มันสำปะหลังที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ นายอานนท์ มลิพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0895841993

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำฤดูแล้ง-เฝ้าระวังฝนเพิ่มในภาคใต้สัปดาห์หน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702568

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำฤดูแล้ง-เฝ้าระวังฝนเพิ่มในภาคใต้สัปดาห์หน้า

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำฤดูแล้ง-เฝ้าระวังฝนเพิ่มในภาคใต้สัปดาห์หน้า

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566, 10.44 น.

กรมชลประทาน เร่งบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งพื้นที่ตอนบนพร้อมเฝ้าระวังฝนเพิ่มในพื้นที่ภาคใต้สัปดาห์หน้าหลังกอนช.ประกาศเรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

6 มกราคม 2566 นายประพิศ  จันทร์มา  อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (5 ม.ค. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 61,150 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 37,196 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 19,681 ล้าน ลบ.ม. (79% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 12,985 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา , แม่น้ำท่าจีน , แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง อยู่ในเกณฑ์ปกติ  

ในส่วนของผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 65/66 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว 7,594 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,199 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 25 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) จนขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว 5.601 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 4.229 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูกไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ของแผนฯ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด      

ทั้งนี้ เกษตรกรบางส่วนใช้น้ำค้างทุ่งในการเพาะปลูก จึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเพียงพอสนับสนุนให้เกษตรได้ใช้เตรียมแปลงเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งนี้ อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลาง  บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดโดยไม่กระทบต่อเกษตรกร พร้อมปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้งปี 65/66 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนและเกษตรกรรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง  

อย่างไรก็ตามตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ประกาศเรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ จากการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ในช่วงวันที่ 6 – 11 มกราคม 2566 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง มีแนวโน้มกำลังแรงขึ้น และเคลื่อนเข้าใกล้ปลายแหลมญวณ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นทำให้บริเวณภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยมีพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ล่าสุดได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อม เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทานต่าง ๆ ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ส่วนพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ประจำไว้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา

ในกรณีที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมหรือน้ำเอ่อล้นตลิ่งในแม่น้ำสายหลัก ได้กำชับโครงการชลประทานในพื้นที่บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำและเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที  ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปด้วย

‘เฉลิมชัย’ถกPigBoardดูแลตลาดสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702487

‘เฉลิมชัย’ถกPigBoardดูแลตลาดสุกร

‘เฉลิมชัย’ถกPigBoardดูแลตลาดสุกร

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมถก : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) รับทราบสถานการณ์การผลิต การตลาด ทั้งสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงมาตรการและการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้เลี้ยงสุกร

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) โดยที่ประชุมรับทราบสถานการณ์การผลิตการตลาดสุกร ไตรมาส 3/2565 (กรกฎาคม-กันยายน) การส่งออกสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 มูลค่ารวม 2,264.47 ล้านบาทโดยเริ่มมีการส่งออกสุกรมีชีวิตในไตรมาส 2/2565 การนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกร ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 มูลค่ารวม 1,916.41 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้รับทราบผลการประชุมคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกร เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 รวมถึงมาตรการป้องกันปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร โดยมีปริมาณการเข้าตรวจสอบห้องเย็นทั่วประเทศ 428 ครั้ง ได้ดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรมาขายในประเทศ โดยมีการดำเนินคดี 29 คดี ของกลาง 1,069,954 กิโลกรัม ทำลายไปแล้ว 75,886 กิโลกรัม มีแผนทำลาย 994,068 กิโลกรัม มูลค่า 123,800,224 บาท

ส่วนมาตรการควบคุม ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีการเฝ้าระวังเชิงรับและเชิงรุก ทั้ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558 ระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ (E-smart surveillance) การเฝ้าระวังทางอาการ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการสุกรในโรงฆ่าหรือสุกรเคลื่อนที่ เป็นต้น รวมถึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การลงเลี้ยงสุกรใหม่ ที่ต้องผ่านการอบรมการเลี้ยงและป้องกันโรคปีละ 1 ครั้ง ในรัศมี 5 กิโลเมตร ไม่มีรายงานโรคอย่างน้อย 30 วัน และเป็นฟาร์ม GFM ขึ้นไป หรือได้รับการประเมินฟาร์มเบื้องต้นตามแบบ ฟป.2 เป็นต้น และรับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร