ศูนย์ข้าวสกลฯมุ่งยกระดับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694932

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายรังสิทธิ์ โสมเกียรติตระกูลนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร กล่าวว่าภาพรวมการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวกับกลุ่มเป้าหมายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จ.สกลนคร และนครพนม มีแนวทาง/ขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน หรือเกษตรกรทั่วไป โดยเน้นหลักการลดต้นทุนการผลิตข้าว การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การรับรองมาตรฐานระบบการผลิตข้าว และการตลาดข้าวอีกทั้งรูปแบบการส่งเสริมจะมีทั้งในรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล มีการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และวัสดุการผลิตที่ใช้ในระบบการผลิตข้าว

ขณะที่วิชาการ องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ได้แก่ หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าว ความรู้เกี่ยวกับระบบควบคุมภายใน (ICS) ด้านการรับรองมาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP มาตรฐานระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ และมาตรฐานระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้านการตลาด ส่งเสริมการตลาดข้าวด้วยโครงการเชื่อมโยงการตลาดข้าว

ด้านการสนับสนุนวัสดุการผลิตข้าว ได้แก่ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความชื้น จักรเย็บกระสอบ และกระสอบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น มีการติดตามให้คำแนะนำทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ใช้หลักการส่งเสริมการเกษตรแบบมีส่วนร่วมการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ทุกกลุ่มทุกเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการประชุมหรือเวทีชุมชน มีการต่อยอดกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตและกระจายเมล็ดข้าวได้อย่างเพียงพอ ทั้งปริมาณ คุณภาพ และทันตามระยะเวลา พัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้น

‘ถาวร’ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694842

'ถาวร'ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

‘ถาวร’ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกร รับฟังปัญหา-จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.59 น.

“ถาวร”ลุยเดียว คุยม็อบเกษตรกรข้างก.คลัง ฟังปัญหา จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้

นายถาวร  เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี  เดินทางไปรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่ปักหลักค้างคืนอยู่บริเวณข้างกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565  ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 22 มีนาคม 2565 ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร

นายถาวร ระบุว่า เกษตรกรไม่ว่าจะทำไร่ ทำสวน ทำนา สิ่งสำคัญคือต้นทุนการผลิตสูงมากขึ้น ราคาน้ำมัน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าแรง สูงขึ้น แต่ผลผลิตยังตกต่ำ และ/หรือคงเดิมไม่เคยขยับ ขณะที่สินค้าอื่น ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมทางการเกษตรอื่นๆปรับราคาสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกษตรกรไม่สามารถดำรงชีพได้ และที่สำคัญดอกเบี้ยธกส.ซึ่งเป็นธนาคารเฉพาะกิจ แม้เริ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4-5 แต่เมื่อผิดนัด ไม่ได้ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้จากเหตุที่กล่าวมา อัตราดอกเบี้ยขึ้นมาสูงร้อยละ 17-18 บางครั้งขึ้นมาร้อยละ 20 เลยทีเดียว

“บัดนี้ล่วงเลยเวลามา 8 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ประกอบกับพืชผลของเกษตรกรราคาตกต่ำ ปัจจัยการผลิตแพง ธนาคารเจ้าหนี้กำลังฟ้อง และกำลังยึดทรัพย์ของเกษตรกร ตนจึงเดินทางมารับฟังปัญหาเพื่อนำเสนอ รัฐบาลให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ให้เกษตรกรต่อไป” นายถาวรกล่าว

‘กรมประมง’ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก’กฎหมาย-วิชาการ-สังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694776

'กรมประมง'ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก'กฎหมาย-วิชาการ-สังคม'

‘กรมประมง’ชี้แจง! บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก’กฎหมาย-วิชาการ-สังคม’

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 08.29 น.

กรมประมง…ชี้แจง! การบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล ยึด 3 หลัก กฎหมาย วิชาการ และสังคม 30 พ.ย.นี้ พร้อมหารือประมงพื้นบ้าน-พาณิชย์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยถึงกรณีมีข่าวระบุว่า มาตรการประมงไทย หลังปลดใบเหลือง IUU ได้เมื่อปี 2562 ไม่มีการควบคุมสัตว์น้ำวัยอ่อน ตามมาตรา 57 แห่ง พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 เอื้อประมงพาณิชย์ หวั่นปีหน้า ประมงไทยจะโดนใบเหลืองซ้ำ กรมประมงจึงขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวดังนี้

กรมประมงมีการบริหารจัดการทรัพยากรประมงโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชาวประมง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนตามหลักสากล โดยได้แบ่งทรัพยากรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) สัตว์น้ำหน้าดิน จับได้จากอวนลากเป็นหลัก 2) ปลาผิวน้ำ จับได้จากอวนล้อมจับเป็นหลัก และ 3) ปลากะตัก จับได้จากอวนล้อมจับปลากะตัก และอวนครอบ/ช้อน/ยกปลากะตัก เป็นหลัก ปัจจุบันมีเรือประมงพาณิชย์ 9,608 ลำ และเรือประมงพื้นบ้าน 50,012 ลำ โดยในปี 2564 มีผลจับสัตว์น้ำทั้งหมด 1,297,000 ตัน ประกอบด้วยสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรง หรือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เท่ากับ 978,000 ตัน หรือร้อยละ 75.4 ของผลจับสัตว์น้ำทั้งหมด และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่เรียกว่าปลาเป็ด เท่ากับ 319,000 ตัน หรือร้อยละ 24.6 (ประกอบด้วยปลาเป็ดแท้ ปลากะตัก และสัตว์น้ำวัยอ่อน)

ซึ่งผลจับสัตว์น้ำจากอวนลากแบ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และปลาเป็ด โดยปลาเป็ดประกอบไปด้วยสัตว์น้ำ 3 ส่วน คือ 1) ปลาเป็ดแท้ หมายถึง สัตว์น้ำที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วยังมีขนาดเล็กอยู่ ซึ่งไม่นิยมนำมาบริโภค 2) ปลากะตัก เป็นปลาผิวน้ำขนาดเล็ก ความยาวลำตัวสูงสุด 8 – 9 เซนติเมตร นิยมนำมาทำน้ำปลา และ 3) สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน ซึ่งสามารถเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่นำมาบริโภคได้ ในปี 2564 ปริมาณการจับสัตว์น้ำจากอวนลากในน่านน้ำไทยเท่ากับ 554,600 ตัน แบ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ 262,300 ตัน และปลาเป็ด 292,300 ตัน โดยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนประมาณ 190,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ของผลจับสัตว์น้ำทั้งหมดจากอวนลาก ส่วนอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก และอวนครอบ/ช้อน/ยกปลากะตัก มีผลจับปลาเป็ดรวมกัน 22,635 ตัน ทั้งนี้ สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ปลาทู พบว่า ปริมาณการจับปลาทูในน่านน้ำไทยเฉลี่ยรอบ 10 ปี (ปี 2551-2560) เท่ากับ 94,458 ตัน โดยในปี 2563 และ 2564 มีปริมาณการจับปลาทู 26,562 และ 31,810 ตัน ตามลำดับ ส่วนในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการจับปลาทูไม่ต่ำกว่า 42,000 ตัน แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการจับปลาทูมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ในส่วนของการอนุรักษ์สัตว์น้ำขนาดเล็กตามมาตรา 57 นั้น กรมประมง และทุกภาคส่วนมีความพยายามที่จะหาแนวทางดำเนินการหาทางออกร่วมกันมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการกำหนดมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อกำหนดชนิดและขนาดที่เหมาะสมของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และหลักเกณฑ์ในการกำหนดร้อยละของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ตามมาตรา 57 และ 71 (2) สำหรับเป็นแนวทางในการประกาศกำหนดการจับ หรือการนำสัตว์น้ำขนาดเล็กขึ้นเรือประมง และในช่วงปี 2564 – 2565 กรมประมงนำข้อมูลจากการศึกษาของคณะทำงานไปประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ข้าราชการและสมาคมประมงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ได้นำมาเสนอคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์และการประมงนอกน่านน้ำไทย และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติที่เหมาะสมที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง

กระทั่ง ล่าสุดกรมประมงได้เสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กตามมาตรา 57 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 โดยมีการนำเสนอข้อมูล ทั้งเรื่องของความเป็นมาในการดำเนินตามมาตรา 57 การรับฟังความคิดเห็นมาตรการในการจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำขนาดเล็กที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เช่น การประกาศมาตรการปิดอ่าว ในช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัววัยอ่อน การกำหนดห้ามมิให้อวนล้อมจับที่มีขนาดตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน การกำหนดขนาดตาอวนก้นถุงของเรืออวนลากไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบหมึกไม่น้อยกว่า 3.2 เซนติเมตร การกำหนดขนาดตาอวนครอบปลากะตักไม่น้อยกว่า 0.6 เซนติเมตร และการกำหนดตาอวนของลอบปูไม่น้อยกว่า 2.5 นิ้ว และบทกำหนดโทษฯ ซึ่งมีโทษปรับต่ำสุด 10,000 บาท กรณีเรือพื้นบ้านขนาดเล็ก และสูงสุดถึง 30 ล้านบาท กรณีเรือตั้งแต่ 150 ตันขึ้นไป และถือว่าเป็นการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ที่อาจถูกคำสั่งทางปกครองให้เพิกถอนใบอนุญาตและมีผลถึงการขอใบอนุญาตในรอบปีการประมงถัดไป อีกทั้ง ผลการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในปัจจุบันพบว่า การลงแรงประมงลดลงและอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับการลงแรงประมงที่ให้ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (msy) นั่นคือไม่อยู่ในสภาวะการทำประมงเกินกำลังการผลิต (Overfishing)

โดยในการแก้ปัญหาการคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อน กรมประมงจะเร่งดำเนินมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้ 1) โครงการนำเรือออกนอกระบบ กลุ่มเรือ 1,434 ลำ เพื่อลดการลงแรงประมง 2) การปรับปรุงประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทู และ 3) การปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับการกำหนดขนาดตาอวน เช่น การกำหนดขนาดตาอวนทั้งผืนให้มีขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร เพื่อเป็นการลดการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เป็นต้น มาตรการดังกล่าวเหล่านี้จะทำให้สามารถลดการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กได้ในภาพรวมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่จะถึงนี้ กรมประมงได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาหาแนวทางการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงอยากขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

รองอธิบดีฯ กล่าวสรุปสุดท้าย ว่าในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย รัฐบาลได้มีความร่วมมือกับสหภาพยุโรป มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลไกคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับสหภาพยุโรปในการต่อต้านการประมง IUU ภายหลังจากการปลดใบเหลืองของไทยเมื่อปี 2562 โดยคณะทำงานได้มีการพูดคุยหารือกันในมิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง IUU ได้แก่ กรอบกฎหมาย การบริหารจัดการกองเรือและทรัพยากรประมง การติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง การบังคับใช้กฎหมาย และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและการทำการประมงของชาวประมงไทยต่อไป โดยยึดหลักทางกฎหมาย วิชาการ และสังคม ตามมาตรฐานสากล ดังคำที่ว่า “ทรัพยากรอยู่ได้ ชาวประมงอยู่ได้” ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ลงดาบกำจัดทุเรียนอ่อน ย้ำสวมสิทธิ์ถูกดำเนินคดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694732

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดทุเรียนอ่อนจำหน่ายอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทุเรียนส่งออกของประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการป้องกันปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนอย่างเข้มข้น 2 เรื่อง คือ 1.กรณีการสวมสิทธิ์ทุเรียน ได้สั่งการให้ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดทุกคน พร้อมทั้งถอนใบรับรอง GAP (ข้อปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในการผลิตพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค) และ GMP (เกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตสินค้า เป็นข้อกำหนดขั้นพื้นฐานต่างๆ ที่มีความจำเป็นในขั้นตอนการผลิตและควบคุมคุณภาพ) และ 2.กำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ปฏิบัติงานตามกฎระเบียบของทางราชการอย่างเข้มข้น ตรงไปตรงมาและมีความโปร่งใส โดยหากพบว่ามีการปฏิบัติงานที่ละเลยและทุจริตในหน้าที่ จะดำเนินการทางวินัยอย่างเคร่งครัดทันทีเช่นกัน

‘เฉลิมชัย’หนุนเศรษฐกิจฐานราก พอใจสศก.ยกระดับเกษตรกร1.32ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694734

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามนโยบาย “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย”ที่มุ่งกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้กับประเทศ จึงดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติโดยมุ่งเน้นภาพรวมในด้านต่างๆ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม จึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน เร่งดำเนินโครงการตามแผนงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนกระทรวงต่างๆ ภายใต้ 3 แนวทางหลัก คือ แนวทางที่ 1 การพัฒนาศักยภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมาย (ต้นทาง) แนวทางที่ 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการให้บริการชุมชน (กลางทาง) และแนวทางที่ 3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด (ปลายทาง) จนปัจจุบันมีการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ รวม22 โครงการ

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก.เปิดเผยว่า ได้ติดตามผลการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563 -2565) พบว่าสามารถช่วยยกระดับกลุ่มเป้าหมายทั้งประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิต/ผู้ประกอบการได้มากกว่า 1.32 ล้านราย รวม 4,337 กลุ่ม เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนมากกว่า 15,137 ผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่าจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนมากถึง 781,066 ล้านบาท ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ และประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และในปีงบประมาณ 2566 สศก.ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพ จะร่วมกับทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ในการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก.กล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณ 2565 กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ทั้งสิ้น 15 โครงการ ซึ่งภาพรวมการขับเคลื่อนแผนงานฯ กลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาอาชีพในด้านต่างๆ และได้นำความรู้ไปปฏิบัติและต่อยอด มีการเชื่อมโยงตลาด รวบรวมผลผลิต ส่งเสริมเครื่องหมายตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ ส่งผลให้ปี 2565 ชุมชนสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 244,189ล้านบาท

สำหรับปีงบประมาณ 2566 แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก มีแผนงานโครงการรวม 13 โครงการ โดยจะติดตามและนำเสนอผลการดำเนินงานในระยะต่อไป ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดของผลการดำเนินงานแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ที่ สศก.ได้ติดตามประเมินผล สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนประเมินผลแผนพัฒนาการเกษตร ศูนย์ประเมินผล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0-2579-0507 ในวันและเวลาราชการ

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯจัดงานภูมิพลังแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694733

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.อ.เสนาะ พรรณพิกุล ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่พิพิธภัณฑ์ จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร และปีนี้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้กำหนดการจัดงานวันดินโลกภายใต้หัวข้อ “Soils, where food begins : อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน”เพื่อสร้างการรับรู้และให้ความตระหนักถึงทรัพยากรดินที่เป็นแหล่งกำเนิดของปัจจัยต่างๆ ทั้งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และพลังงาน ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ภูมิพลดลดิน จัดแสดงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดินเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพระราชดำริในการแก้ปัญหาดินในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย พร้อมด้วยนิทรรศการจากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ นิทรรศการของขวัญจากดิน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปรีชาสามารถด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน

สำหรับกิจกรรมพิเศษในวันที่ 5 ธันวาคม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติจะมีการร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ 59 รูป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และกิจกรรมการแสดง ก่อนจุดเทียนมหามงคลสดุดีเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ รับฟังบทเพลงบรรเลงเพื่อพ่อ และเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์ดินดล ตลอดทั้งวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เกษตรฯมอบประกาศฯ ผู้ผ่านอบรมนักบริหาร เกษตรและสหกรณ์ปี’65 พัฒนาภารกิจการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694731

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตร เข็มวิทยฐานะเกษตราภิภัทร เข็มวิทยฐานะเกษตราธิปัตย์ และเข็มวิทยฐานะเกษตราภิบาล สำหรับผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับสูง และระดับกลาง รวม 8 รุ่น ที่สโมสรทหารบก กทม.ว่ากระทรวงเกษตรฯ มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ การทำงานสังคมและชีวิต ตลอดจนสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ โดยจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับ กรม กองต่างๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต

“การขับเคลื่อนนโยบายและบทบาทของผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ควรต้องมีการพัฒนา รับรู้ และให้เกิดความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล ของกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงานได้อย่างชัดเจน มีความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ และเข้าใจบทบาทภาวะผู้นำยุคใหม่ หลักการบริหาร การวางแผน การนำเสนอ ประชาสัมพันธ์ การบริการที่ดี การพัฒนาบุคลิกภาพและการมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรในสังกัดให้มีอุดมการณ์และมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘ธนวัช’จี้’กยท.’ไฟเขียวปรับหลักเกณฑ์ปลูกพืชทดแทน ‘ยางพารา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694656

'ธนวัช'จี้'กยท.'ไฟเขียวปรับหลักเกณฑ์ปลูกพืชทดแทน ‘ยางพารา’

‘ธนวัช’จี้’กยท.’ไฟเขียวปรับหลักเกณฑ์ปลูกพืชทดแทน ‘ยางพารา’

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.04 น.

‘ธนวัช’ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กระบี่ ปชป. จี้ ‘กยท.’ ไฟเขียวปรับหลักเกณฑ์ปลูกพืชทดแทน ‘ยางพารา’ ทำได้เอาไป ‘หมื่นหกต่อไร่’ จูงใจอุ้มช่วยชาวสวนฯประเมินสถานการณ์ ทิศทางดี แต่ยังวางใจไม่ได้ เตือนรัฐเดินหน้านโยบาย ‘ลดพื้นที่ปลูกยาง’

27พ.ย.2565 นายธนวัช ภูเก้าล้วน คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ และว่าที่ผู้สมัครส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางพาราในปีหน้า (2566) ว่า มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นจากสงครามรัสซีย-ยูเครน ขณะที่การผลิตของอินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ยังกลับมาไม่เต็มที่ ประกอบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยานยนต์ หรือถุงมือยาง ยังมีทิศทางสดใส แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะละเลยภารกิจการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกพืชทดแทน ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ด้วยการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ รวมถึงการควบคุมปริมาณการผลิต ลดพื้นที่การปลูกยาง สร้างสมดุลและปริมาณยางพาราในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ด้วยการส่งเสริมให้ชาวสวนยางที่ปลูกยางแต่ได้รับผลผลิตน้อย ติดต่อรับสิทธิ์ขอทุนในการปลูกแทนได้ อัตราไร่ละไม่เกิน 16,000 บาทต่อไร่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกฎเกณฑ์ที่มียังไม่จูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ

“ปัญหาคือตามระเบียบการปลูกแทน หากเกษตรกรปลูกแทนก่อนการอนุมัติทุน เมื่อถึงลำดับที่ได้รับทุน จะถูกตัดเงินปลูกแทนตามอายุพืชที่ปลูกนับถึงวันที่ได้รับทุน จึงจะทำให้ได้รับเงินทุนไม่เต็มในอัตรา 16,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงไม่กล้าปลูกพืชหลักที่ขอทุนปลูกแทน ทำให้เสียโอกาสในการปลูกใหม่ไปประมาณ 2 ปี ทีมงานกระบี่ ประชาธิปัตย์ นำโดย ส.ส.สาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.ดร.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล และผมจึงได้เร่งผลักดันให้ กยท.มีการปรับปรุงระเบียบดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรที่มีความพร้อมสามารถโค่นยางพารา และปลูกพืชอื่นแทนใหม่ได้ โดยได้รับเงินทุนปลูกแทนเมื่อถึงลำดับได้รับอนุมัติเงินปลูกแทนเต็มจำนวน 16,000 บาทต่อไร่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวสวนยางพารา และจะช่วยให้นโยบายลดพื้นที่การปลูกยาง สร้างสมดุลและปริมาณยางพาราในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางบรรลุตามเป้าหมายด้วย” นายธนวัช กล่าว

‘กรมชลประทาน’เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ’เขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา’ ส่งน้ำให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694501

‘กรมชลประทาน’เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ’เขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา’ ส่งน้ำให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

‘กรมชลประทาน’เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ’เขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา’ ส่งน้ำให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

วันเสาร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.11 น.

‘กรมชลประทาน’เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ’เขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา’ ส่งน้ำให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

26 พ.ย.65 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเข้าสู่ฤดูแล้ง  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ปริมาณน้ำท่วมขังก่อนหน้านี้ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในหลายพื้นที่ กรมชลประทาน ได้เข้าสำรวจพื้นที่ อาคารชลประทาน  รวมไปถึงระบบส่งน้ำต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากฤดูน้ำหลาก เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูแล้ง

นายประพิศ กล่าวต่อว่า โดยที่เขื่อนราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกร ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างเพียงพอ โดยจะรักษาระดับกักเก็บน้ำของเขื่อนราษีไศลไว้ที่ ระดับ +119.00 เมตร(รทก.) พร้อมกำหนดช่วงเวลาในการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำของเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ตามเกณฑ์ที่กำหนด  และตรวจสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษาอาคารชลประทาน พนังกั้นน้ำต่างๆ ให้กลับมาใช้งานและส่งน้ำให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกได้ตามปกติ 

สำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่นั้น กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เร่งดำเนินการสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่องไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

ขณะที่เขื่อนหัวนา ปัจจุบันปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้การใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ปฏิบัติตามแนวทาง 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2565/66 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ พร้อมกับวางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2565/2566 ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำเพียงพอใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

-009

‘ซีพีเอฟ’หนุน Zero ASF ชูระบบไบโอซีเคียวริตี้ ป้องกันโรคสุกรปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694336

‘ซีพีเอฟ’หนุน Zero ASF ชูระบบไบโอซีเคียวริตี้ ป้องกันโรคสุกรปลอดภัย

‘ซีพีเอฟ’หนุน Zero ASF ชูระบบไบโอซีเคียวริตี้ ป้องกันโรคสุกรปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 16.27 น.

‘ซีพีเอฟ’หนุน Zero ASF ชูระบบไบโอซีเคียวริตี้ ป้องกันโรคสุกรปลอดภัย

ในงานประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 45 (The International Conference On Veterinary Science 2022 : The ICVS 2022) คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการ ที่มีความเชี่ยวชาญระดับประเทศ เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือ การป้องกันโรค ASF ในสุกร ด้วย “ระบบไบโอซีเคียวริตี้” ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ในสัตว์ได้แล้ว ยังช่วยให้ประเทศไทย ปลอดจากโรค ASF ด้วย

สำหรับตัวอย่างภาคเอกชนที่ดำเนินการด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF ในสุกร ด้วย “ระบบไบโอซีเคียวริตี้” (Biosecurity System) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในการเลี้ยงสุกร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งถือเป็นการสนับสนุน นโยบาย Zero ASF หรือ ASF เป็นศูนย์ ของกรมปศุสัตว์ ด้วยระบบดังกล่าวทำให้การป้องกันโรคระบาดในสัตว์มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้ผลผลิตสุกรปลอดโรค  เติบโตเป็นอาหารโปรตีนป้อนคนไทยได้อย่างเพียงพอ หนุนความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้ประเทศไทยคงสถานะครัวของโลกได้อย่างยั่งยืน

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการวิชาการสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ปัจจุบันฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ ดำเนินมาตรฐานฟาร์มตามแนวทางของกรมปศุสัตว์ และยกระดับมาตรฐานฟาร์มสุกรของบริษัทสู่ “ระบบไบโอซีเคียวริตี้” 100% รวมถึงผลักดันเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ระบบการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคระบาดอื่นๆ ในฟาร์มสุกร และทุกฟาร์มต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด จึงมั่นใจได้ว่าสุกรในระบบจะปลอดโรค สู่เนื้อหมูอนามัย ปลอดภัย ส่งถึงมือผู้บริโภค

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ขั้นตอนของการเลี้ยงสุกร เป็นอีกส่วนสำคัญของความปลอดภัยทางอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ โดยซีพีเอฟได้ยกระดับมาตรฐานฟาร์มสุกรของบริษัทและของเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เข้าสู่ระบบไบโอซีเคียวริตี้ทั้งหมดแล้ว 100% โดยซีพีเอฟ ยืนหยัดร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ป้องกันโรค ASF อย่างแข็งแกร่งให้ประเทศไทยเดินหน้า สู่สถานะปลอดโรค ASF โดยเร็ว” น.สพ.ดำเนิน กล่าว

มาตรฐานฟาร์มสุกรของซีพีเอฟ ในระบบไบโอซีเคียวริตี้ ประกอบด้วย การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิด ป้องกันสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค อาทิ หนู นก หรือแมลงต่างๆ ในส่วนวัตถุดิบที่นำมาใช้ภายในฟาร์ม ทั้งอาหาร น้ำ ฯลฯ ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้ ซึ่งฟาร์มจะรับจากแหล่งที่ปลอดภัยเท่านั้น ตลอดจนควบคุมยานพาหนะขนส่งเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด โดยรถทุกคันและพนักงานทุกคน ต้องผ่านระบบฆ่าเชื้อ เพื่อไม่ให้คนหรือยานพาหนะ เป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงกำหนดจุดส่งมอบสุกรที่แยกจากออกฟาร์ม ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพดังกล่าว ทำให้มั่นใจได้ในความปลอดภัยของกระบวนการผลิตสุกรตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของเนื้อสุกรสู่ผู้บริโภคอย่างแท้จริง