กรมชลฯปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปั้น’ฮีโร่’พิทักษ์น้ำ เพิ่มทักษะจัดการน้ำแก่เยาวชน

กรมชลฯปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปั้น'ฮีโร่'พิทักษ์น้ำ เพิ่มทักษะจัดการน้ำแก่เยาวชน

กรมชลฯปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปั้น’ฮีโร่’พิทักษ์น้ำ เพิ่มทักษะจัดการน้ำแก่เยาวชน

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.59 น.

กรมชลประทานมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำ จัดกิจกรรม “H2O HEROES : ปั้นฮีโร่พิทักษ์นํ้าดี” ในโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความรู้ ทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำแก่เยาวชนและนักศึกษาในพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักรู้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เรียนรู้ มีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำ และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ มุ่งหวังสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อเข้าใจภารกิจด้านชลประทาน
 
วันนี้ (15 กันยายน 2568) นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เป็นประธานเปิดกิจกรรม “H2O HEROES : ปั้นฮีโร่พิทักษ์นํ้าดี” ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วม เสริมสร้างความรู้ ทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำแก่เยาวชนและนักศึกษาในพื้นที่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568 ณ อ่างเก็บน้ำบางพระ สำนักงานชลประทานที่ 9 จ.ชลบุรี โดยมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และโรงเรียนหนองรีมงคลสุขสวัสดิ์ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน 

นายทินกร เปิดเผยว่า กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำของประเทศ มุ่งเน้นการเสริมสร้างการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ให้ความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน นักศึกษา  นักเรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์น้ำและพัฒนางานชลประทานในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจากสถานการณ์จริง และฝึกคิดวิเคราะห์ ตลอดจนผลิตสื่อเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานชลประทาน
 
“นับเป็นโอกาสอันดีที่สำนักงานชลประทานที่ 9 ได้เปิดบ้านต้อนรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาเรียนรู้บทบาทของงานชลประทานอย่างใกล้ชิด ได้ฝึกคิด ฝึกทำ และเสนอแนวทางการจัดการน้ำ ในรูปแบบที่สร้างสรรค์และทันสมัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการพัฒนาท้องถิ่น และการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่เพื่ออนาคตของประเทศ ในฐานะที่ สำนักงานชลประทานที่ 9 มีภารกิจรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด และสระแก้ว  รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรม อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งนับเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพและคงอยู่อย่างยั่งยืน ” ผู้อำนวยการ สำนักชลงานประทานที่ 9 กล่าว

สำหรับเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านความรู้ ทักษะ และจิตสำนึกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดทั้งในการเรียน การทำงานในอนาคต รวมถึงการมีส่วนร่วมในชุมชนของตน อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของกรมชลประทาน ที่สร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตามแนวทาง “ปฏิบัติการเชิงรุก” หนึ่งในนโยบายสำคัญของ “RID UNITED” ซึ่งเน้นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อภารกิจของกรม ผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายเยาวชนผู้พิทักษ์น้ำที่จะร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต​

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี นาวาอากาศเอก เอกกมล เทพสุภรณ์กุล ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการกองปฏิบัติกิจพิเศษ กรมยุทธการทหารอากาศ และคณะ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2569 และแผนการใช้พลุดูดความชื้น แผนปฏิบัติการบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บประจำปี 2569 และแผนการใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ แผนการบินทบทวน ประจำปี 2569 แผนสนับสุนเครื่องบินของกองทัพอากาศ และแผนการผลิตและส่งมอบพลุสารฝนหลวง ประจำปี 2569 แผนการโอนงบประมาณเบิกจ่ายแทนกันให้กองทัพอากาศ ประจำปี 2569 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ณ ห้องประชุมเทวกุลชั้น 6 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

วันที่ 12 กันยายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต” “Smart Government & Smart Service: Driving For Future” โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 รวม 3 ผลงาน คือ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ประกอบด้วย

1. ผลงานวิสาหกิจชุมชนไร่มะขาม โรงสีแห่งความสุข ปลุกรอยยิ้มชาวนา โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

2. ผลงานไผ่สร้างชีวิต จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดมุกดาหาร

3. ผลงาน ศดปช. ท่าช้าง ผลิตปุ๋ยลดต้นทุน แก้จนคนเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัล ล้วนมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและภาคีเครือข่าย ผ่านเวทีชุมชน การถอดบทเรียน การวิเคราะห์ศักยภาพ และการวางแผนการผลิต–การตลาด ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จ.กำแพงเพชร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย” ตั้งเป้าขยายผลขึ้นอีก 30%

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดกำแพงเพชร และประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฯ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการส่งเสริม  สวัสดิภาพสัตว์ และได้รับการดูแลที่ดีอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงเพื่อควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและแมว ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และกรมปศุสัตว์จะยังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัข – แมว การบริการให้คำปรึกษาและรักษาพยาบาลสัตว์เบื้องต้น รวมทั้งนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุม และป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ พร้อมกันนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันสุนัข – แมว และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน

-(016)

เกษตรกรเมืองร้อยเอ็ดเฮ! รับมอบโฉนดต้นยางพารา

เกษตรกรเมืองร้อยเอ็ดเฮ! รับมอบโฉนดต้นยางพารา

เกษตรกรเมืองร้อยเอ็ดเฮ! รับมอบโฉนดต้นยางพารา

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

12 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายนีโอ พลซื่อ เป็นประธานมอบโฉนดต้นยางพาราให้แก่เกษตรกร องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำคำ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

‘ร้อยเอ็ด’ จัดกิจกรรม”มหกรรมตลาดนัดสุขภาพ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดกิจกรรม

‘ร้อยเอ็ด’ จัดกิจกรรม”มหกรรมตลาดนัดสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.31 น.

12 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรมตลาดนัดสุขภาพ และเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลชุมพร เพื่อเป็นส่งเสริม ให้ชุมชนหันมาดูแลสุขภาพและเป็นการสร้างกระแสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ณ เทศบาลตำบลชุมพร ต.ชุมพร อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

กรมชลประทานพร้อมระบายน้ำ-ลดผลกระทบประชาชน

กรมชลประทานพร้อมระบายน้ำ-ลดผลกระทบประชาชน

กรมชลประทานพร้อมระบายน้ำ-ลดผลกระทบประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.52 น.

กรมชลฯ จัดหนัก! เร่งระบายน้ำส่วนเกิน ลดผลกระทบประชาชน

วันนี้ (11 ก.ย.) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่าขณะนี้กรมชลประทาน ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยทุกสถานีสูบและระบายน้ำทั่วประเทศอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับฝนที่ตกต่อเนื่องและน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบน พร้อมทั้งเร่งระบายน้ำส่วนเกินลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำ

สำหรับการสนับสนุนด้านเครื่องจักรกล สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้จัดเตรียมกำลังเครื่องมือกว่า 6,772 รายการ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรกลอื่น ๆ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.–7 ก.ย.2568 ได้ให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้วกว่า 53 จังหวัด รวม 1,169 รายการ โดยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 845 เครื่อง สามารถระบายน้ำได้กว่า 194 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รถบรรทุกน้ำ 17 คัน ปริมาณรวมกว่า 174,000 ลิตร เครื่องผลักดันน้ำ 234 เครื่อง และเครื่องจักรกลอื่น ๆ 73 หน่วย

กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ติดตามสถานการณ์น้ำได้ที่ wmsc.rid.go.th , bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือ แจ้งโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

015

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยอำเภอชะอำ หน่วยงานสังกัดกรมประมง เทศบาลเมืองชะอำ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่กรมประมง ประมงอำเภอ ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชาวประมง และประชาชนจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองครั้งที่ 46/2538  เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ บริเวณปากคลองวัดเนรัญชราราม  อำเภอชะอำ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงสร้างการรับรู้และความตระหนักในการป้องกันผลกระทบกับทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น

นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ กล่าวว่า ชะอำดำเนินการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำเป็นประจำทุกเดือนๆ ละ 2 ครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชน และปลาที่จับได้สามารถใช้ประโยชน์นำไปทำเป็นปลาร้า แปรรูปเป็นอาหาร นอกจากนี้ อำเภอชะอำเตรียมปล่อยปลานักล่า ช่วยฟื้นฟูความสมดุลในระบบนิเวศ

ด้านนายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ภายใต้แนวทาง “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งชุมชนร่วมมือกันจับและนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง  เป็นกลไกที่ได้ผลช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ จากการสำรวจความหนาแน่นปลาหมอคางดำในลำคลองเหลือเพียง 15 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ช่วยฟื้นจำนวนปลาพื้นถิ่นคืนกลับมา นอกจากนี้ ช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและชุมชนมีรายได้เสริม

“จากการจับปลาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พบปลาขนาดใหญ่ลดลง เพชรบุรีจึงปรับแนวทางการจับปลาให้เหมาะสม ใช้อวนที่มีตาถี่เล็กลงควบคู่กับการใช้กากชาในบางพื้นที่ รวมทั้งยังดำเนินแผนระยะยาว โดยจะปล่อยปลากะพงขาวใน 5 สายคลองรวม 10,000 ตัวในปลายเดือนกันยายนนี้เพื่อลดจำนวนลูกปลาหมอคางดำด้วยวิธีธรรมชาติ” นายประจวบกล่าว

ในโอกาสนี้ ประมงเพชรบุรียังมอบลูกพันธุ์ปลากะพงให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีก 5,000 ตัว ภายใต้โครงการ “กองทุนปลากะพง” ที่ได้รับการสนับสนุนลูกปลาขนาด 4-5 นิ้วจาก ซีพีเอฟ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง เพื่อรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตกุ้งหรือปู และสร้างรายได้เสริมเมื่อนำปลากะพงโตเต็มวัยเกษตรกรสามารถจับไปจำหน่ายอีกด้วย จนถึงวันนี้ กองทุนได้มอบ ลูกพันธุ์ปลากะพงขาวให้แก่เกษตรกร 64 รายในอำเภอเขาย้อยและอำเภอเมืองไปปล่อยในบ่อแล้วรวม 15,000 ตัว

นายประจวบยังกล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำยังช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและชุมชน การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อเลี้ยงปลากะพง หรือทำเป็นเหยื่อเลี้ยงปูช่วยเกษตรกรลดต้นทุน  นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เป็นอีกโมเดลที่ดีในการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นสินค้าอาหาร จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ใบโพธิ์” เช่น ปลาร้าแห้งทอด แจ่วบอง น้ำปลาร้าปรุงรส และล่าสุด ทำเป็นปลาส้ม ซึ่งประมงเพชรบุรีเตรียมขยายผลให้กับกลุ่มอื่นๆ ในจังหวัดต่อไป

รองปลัดฯถกคณะทำงานดำเนินการทุนรัฐบาล (ก.พ.) 28 ทุน

รองปลัดฯถกคณะทำงานดำเนินการทุนรัฐบาล (ก.พ.) 28 ทุน

รองปลัดฯถกคณะทำงานดำเนินการทุนรัฐบาล (ก.พ.) 28 ทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

รองปลัดฯ อัญชลี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ครั้งที่ 2/2568

วันนี้ (11 ก.ย.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 134 – 135 เพื่อพิจารณาจัดสรรทุนตามความต้องการของส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ (ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการจัดสรรทุนรัฐบาล หรือ ทุน ก.พ. จำนวนทั้งสิ้น 28 ทุน แบ่งเป็น ทุนบุคคลทั่วไป จำนวน 5 ทุน และทุนบุคลากรภาครัฐ จำนวน 10 ทุน แบ่งออกเป็นทุนระยะสั้น (ปริญญาโทและฝึกอบรม) จำนวน 11 ทุน และทุนระยะยาว (ปริญญาเอก) จำนวน 2 ทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินการทุนรัฐบาลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2567 การดำเนินการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐเพื่อรับทุนรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 การจัดสรรทุนตามความต้องการของส่วนราชการ/หน่วยงานของรัฐ (ส่วนกลางและภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงาน ก.พ. และแนวทางดำเนินการทุนตามความต้องการของส่วนราชการ/หน่วยงานของรัฐ (ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อีกด้วย

015

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.37 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดสรรงบ 2,800 ล้านบาท เร่งช่วยเหลือชาวสวนยางโค่นปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนอนุมัติ ไร่ละ 16,000 บาท อนุมัติคำขอครบ 100% แล้ว เดินหน้าจ่ายเงินฯ เสร็จสิ้น ภายใน 15 ก.ย. นี้ หวังลดต้นทุน-เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างความยั่งยืนแก่อาชีพชาวสวนยาง

วันนี้ (11 ก.ย.) ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากซึ่งได้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนโดยใช้ทุนของเกษตรกรก่อนได้รับการอนุมัติจาก กยท. โดยบางส่วนได้ดำเนินการโค่นและปลูกด้วยทุนส่วนตัวล่วงหน้าก่อนการได้รับอนุมัติจาก กยท. ทั้งนี้ กยท. ได้ดำเนินการรวบรวมคำขอคงค้างดังกล่าว และกำหนดแผนให้การโค่นและปลูกแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีเกษตรกรยื่นแบบคำขอ (กยท. 4) รวมทั้งสิ้น 36,283 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 346,685.90 ไร่ โดย กยท. ได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2568 จากกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตรา 49(2) เป็นวงเงินรวม 2,860,431,552.20 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ กยท. ได้อนุมัติคำขอฯ ครบ 100% แล้ว และได้ดำเนินการจ่ายเงินส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปแล้วเป็นเงิน 501,703,659.23 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 2568) โดยคาดว่าจะจ่ายเงินได้ครบจำนวนภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้

ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโค่นต้นยางและปลูกแทน ถือเป็นโครงการสำคัญของ กยท. ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตยางพาราไทย โดยการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเลือกแนวทางการปลูกที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกยางพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มผลผลิต การปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ทางเลือก หรือการทำสวนยางยั่งยืนที่ผสมผสานกับกิจกรรมเกษตรอื่น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพและความยั่งยืนแก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาวต่อไป

 “กยท. ยังคงเดินหน้าโครงการโค่นและปลูกยางแทนในทุกปี พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการปลูกต้นยางรุ่นใหม่ และช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการสวนยางได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” ดร.เพิก กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนในปีงบประมาณ 2569 สามารถยื่นคำขอรับการปลูกแทน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ได้ที่ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน โดยคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทน ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีสิทธิ์ในที่ดินสวนยาง หรือเป็นผู้ครอบครองที่ดินสวนยางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสวนยางอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือมีสภาพทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางได้ผลน้อย โดยสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เบอร์ 0-2433-2222 ต่อ 251 หรือ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน

015