‘สัตหีบ’ระดมทีมตรวจสถานบริการ คุมเข้มดื่มสุราได้ถึง21.00น.เท่านั้น ร้านจำหน่ายต้องได้รับ‘SHA Plus’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628005

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ สารวัตรทหารเรือ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ออกตรวจสถานบริการที่มีการจำหน่ายและให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อนำหนังสือคำสั่ง คณะกรรมการโรคติดต่อจ.ชลบุรี ที่ 3/2565 ไปประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการในทุกตำบลหมู่บ้านถือปฏิบัติ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอน ที่แพร่ระบาดเร็ว และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ก่อนมีคำสั่งสามารถดื่มสุราได้ถึง 21.00 น. เท่านั้น

ทั้งนี้ หากมีการตรวจพบสถานบริการฝ่าฝืนคำสั่งสามารถดื่มสุราได้ถึง 21.00 น. จะดำเนินการจับกุมทั้งผู้ขายและผู้ดื่ม พร้อมปิดสถานบริการทันที และดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผู้ประกอบการต่างได้ให้ความร่วมมือในการตรวจและรับทราบคำสั่งเป็นอย่างดี 

โดยคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ชลบุรี ได้ออกมาตรการควบคุม หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดเร็ว และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงออกคำสั่งให้ ที่ 3/2565วันที่ 9 ม.ค. 2565 ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มเปิดได้ตามปกติ ขายแอลกอฮอล์ได้เฉพาะร้านที่ได้ SHA Plus หรือ Thai Stop Covid 2 Plus และดื่มได้ถึง21.00 น. โดยต้องตรวจ ATK พนักงานทุกคนก่อนให้บริการเป็นประจำทุกวัน, ตรวจ ATK ให้กับผู้รับบริการ หรือผู้รับบริการต้องแสดงหลักฐานการตรวจเป็นลบไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังคงมีความจำเป็นให้ปิดบริการไว้ก่อน แต่หากต้องการปรับรูปแบบเป็นร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม จะต้องได้ รับการตรวจสอบและประเมินฯ และต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ชลบุรี ภายในวันที่ 15 ม.ค. 2565 และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในข้อ 2 ด้วย

งานวิจัยขจัดขยะการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น-สร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628006

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิ เปลือกทุเรียน เหง้ามันสำปะหลัง แกนข้าวโพด ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และการจัดการโดยเผาทิ้งในที่โล่งเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นำนวัตกรรมผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 in 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ส่งเสริมรายได้ สร้างเกษตรกรต้นแบบ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.สุรินทร์ กว่า 100 ราย แนะใช้ถ่านดูดซับกลิ่น ความชื้น ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

ทั้งนี้ นวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 in 1ด้วยวิธีไพโรไลซิส เป็นแนวทางแก้ปัญหาการกำจัดขยะซึ่งนักวิจัยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชาวบ้านและติดตั้งนวัตกรรมแล้ว ประกอบด้วย เตาผลิตถ่านดูดกลิ่นแบบไพโรไลซิส เครื่องบดถ่าน ชั้นตากถ่าน เครื่องอัดถ่าน เครื่องเจียรตัดแต่งถ่าน และเครื่องเป่าลมร้อน พร้อมการออกแบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และเกษตรกรต้นแบบ กว่า 100 ราย

ด้าน ผศ.ดร.จันทร์เพ็ญ ชุมแสง ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า การใช้องค์ความรู้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 in 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อการส่งเสริมรายได้ เป็นการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยแลนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม โดยการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผลิตถ่านไบโอชาร์ (Biochar) โดยออกแบบเตาเผาถ่าน ด้วยกระบวนการเผาไหม้ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและอากาศ หรือจำกัดอากาศให้เข้าไปเผาไหม้น้อยที่สุด เรียกว่า “การแยกสลายด้วยความร้อนหรือกระบวนการ “ไพโรไลซิส” ทำให้ถ่านที่ได้มีความพรุนสูง น้ำหนักเบา มีพื้นที่ผิวในการดูดซับประจุบวกสูง เป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการดูดซับความชื้น ประจุลบ และกักเก็บน้ำเหมาะต่อการนำไปเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน และการประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตถ่านดูดกลิ่น เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และรักษาทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับถ่านดูดกลิ่น 3 in 1 มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ความชื้น และจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคในอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ่านมีประจุลบ และอินฟาเรดยาว ทำให้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถวางไว้ในห้องนอน หรือใช้ได้ทั้งครัวเรือน เนื่องจากไม่มีสารเคมีเจือปน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเป็นวัสดุอินทรีย์ 100% ภายใต้แบรนด์ถ่านดูดกลิ่น “Biochar for Life” ผลิตโดย ชุมชนกลุ่มคนเอาถ่าน ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และ “PK Biochar air purifier” ผลิตและจำหน่ายโดยกลุ่มคนทำถ่าน ต.ผักขวงอ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ โดยมีผลการตรวจวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ถ่านดูดกลิ่น มผช.180/2563 ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างจริงจัง

กรมการแพทย์ รับเด็กป่วยโควิด เข้ารับการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628007

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้ดูแลผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิดจำนวนมาก โดยในระยะที่มีการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ได้รับผู้ป่วยดูแลรวมทั้งสิ้น 59 คน โดยผู้ป่วยทุกคนได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐานของการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดที่กรมการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ตามที่มีข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ นั้น ทางกรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้ประสานและรับผู้ป่วยเด็กเข้าดูแลรักษาเพิ่มเติมจำนวน 3 ราย และขณะนี้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นตามลำดับ

นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้งผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มว่า กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งเป็นสถาบันเฉพาะทางที่ดูแลเด็ก มีการเตรียมความพร้อมอย่างดี สามารถให้การดูแลผู้ป่วยโควิดเด็กทุกกลุ่มอาการตามนโยบายของกรมการแพทย์ โดยขณะนี้ดูแลกลุ่มสีเขียวที่ให้รักษาตัวที่บ้าน Home Isolation (HI) หรือศูนย์แยกโรคในชุมชน Community Isolation (CI) รวมทั้งสิ้น 46 คน ส่วนกลุ่มสีเหลืองและสีแดงจะรับไว้รักษาในสถาบันฯ

ซึ่งขณะนี้มีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดทั้งหมด 70 เตียง และมีห้องแยกความดันลบ โดยผู้ป่วยเด็กโควิดที่ต้องการรับบริการขอให้ติดต่อผ่านระบบโทรสายด่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)1330 เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป

ด่วน!! ‘กรมปศุสัตว์’ประกาศยอมรับพบโรค ASF ในหมู จากโรงฆ่านครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627869

ด่วน!! 'กรมปศุสัตว์'ประกาศยอมรับพบโรค ASF ในหมู จากโรงฆ่านครปฐม

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.35 น.

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกร กล่าวว่า จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่าง และพบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่าง จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจาก จ.นครปฐม

โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการด่วนจัดชุดเฉพาะกิจลงตรวจสอบสภาวะโรคในพื้นที่เสี่ยง สุ่มตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น ในวันที่ 8 – 9 ม.ค.65 รวมทั้งหมด 10 ฟาร์ม 305 ตัวอย่าง และโรงฆ่าสัตว์ 2 แห่ง 4 ตัวอย่าง โดยในวันที่ 8 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่ จ.ราชบุรี เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 6 ฟาร์ม รวม 196 ตัวอย่าง และวันที่ 9 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่ จ.นครปฐม เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 4 ฟาร์ม 109 ตัวอย่าง และ 2 โรงฆ่า 4 ตัวอย่าง รวม 113 ตัวอย่าง เพื่อเข้าไปสำรวจโรคและเก็บตัวอย่างจากเลือดสุกรที่ฟาร์ม (blood sampling) และจากบนพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์ (surface swab) นำไปตรวจหาโรคส่งวิเคราะห์ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

ซึ่งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่าง และพบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่าง จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจาก จ.นครปฐม โดยชุดเฉพาะกิจได้ลงพื้นที่เข้าสอบสวนโรคทางระบาดวิทยาถึงแหล่งที่มาของสุกรและสาเหตุ เพื่อควบคุมโรคโดยเร็วต่อไป เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการในการดำเนินการในการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันการเกิดโรค ASF ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ มาตั้งแต่ต้น โดยล่าสุดได้ประสานหารือและทำความเข้าใจกับหน่วยงานภาคีต่างๆ เช่น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ภาคีคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสุกร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการควบคุมโรคแล้ว ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานกรณีตรวจพบโรคในประเทศ กรมปศุสัตว์จะต้องดำเนินการประกาศเป็นเขตโรคระบาด และมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตร รอบจุดที่พบโรค ร่วมกับจะต้องพิจารณาทำลายสุกรที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค หรือมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับฟาร์มที่เป็นโรค และจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในรัศมีการควบคุมโรคการเคลื่อนย้ายสุกรทุกวัตถุประสงค์จะต้องได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ โดยคำนึงถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งการขออนุญาตนำสุกรเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ในขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์จะต้องแจ้งการพบโรคไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เพื่อแจ้งเตือนให้ประเทศสมาชิกทราบ

ล่าสุด ได้มีการประชุมคณะกรรมการวิชาการป้องกันควบคุมโรค ASF แล้ว เพื่อทราบผลการตรวจพบเชื้อ ASF จาก 1 ตัวอย่างที่เก็บมาจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม จากตัวอย่างทั้งหมดที่เก็บมา 309 ตัวอย่าง โดยยืนยันผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว กรมปศุสัตว์เห็นควรประกาศประเทศไทยพบโรค ASF และรายงานไป OIE ต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์โดยเคร่งครัด เพื่อควบคุมโรคให้สงบได้โดยเร็วเหมือนดังที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมโรค อย่างเช่น โรคไข้หวัดนก และขอเรียนพี่น้องประชาชนให้ทราบว่าสุกรที่เป็นโรค ASF เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น ผู้บริโภคยังสามารถรับประทานเนื้อสุกรได้อย่างปลอดภัย โดยจะต้องให้ความร้อนปรุงสุกที่อุณหภูมิสูงกว่า 70 องศาเซลเซียส หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบสุกรป่วยตายผิดปกติ หรือสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งกรมปศุสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์

สมาคมนักวิชาการอ้อยฯ จับมือ SHEEP อัดฉีดความรู้ทายาทรุ่นใหม่ใช้ ‘โดรนเกษตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627865

สมาคมนักวิชาการอ้อยฯ จับมือ SHEEP อัดฉีดความรู้ทายาทรุ่นใหม่ใช้ ‘โดรนเกษตร’

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.26 น.

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตร SHEEP ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ซินเจนทา ไทยชูการ์ มิลเลอร์ และสมาคมเกษตรปลอดภัย จัดอบรมโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกรผู้ใช้โดรนในไร่อ้อยและผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmer’s Club) ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลภาคที่ 2 จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร เพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต ลดการใช้สารอารักขาพืชและลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร ค่าแรงสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและการทวีความรุนแรงของศัตรูพืช ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเกษตรจำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าใช้อย่างเร่งด่วน “โดรน” เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญและช่วยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยใช้สำรวจแปลงปลูกเพื่อระบุตำแหน่งพื้นที่ ศัตรูพืช สภาพอากาศ และใช้ในการพ่นสารปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น สารอาหารบำรุงการเจริญเติบโต สารอารักขาพืช ในบริเวณแปลงปลูกที่เครื่องจักรชนิดอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้อยมีความสูงถึง 6 เมตร

นางสาวรัตนา ของเดิม เกษตรกรไร่อ้อยรุ่นใหม่ คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ ให้ความรู้เพิ่มขึ้นในหลายเรื่อง เทคนิคในการบิน การผสมและการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ทำให้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดเวลาในการทำงานลง ไม่ต้องใช้แรงงานคน สะดวกและจัดการแปลงปลูกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออ้อยโตมากกว่า 1 เมตร โดรนช่วยได้เป็นอย่างมาก ความคิดเห็นส่วนตัว อยากให้เพื่อนเกษตรกรหันมาใช้โดรนกัน ยิ่งมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 200 ไร่ ซื้อใช้เองก็คุ้มแล้ว

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ Value Chain and Stewardship Lead, Thailand บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา หนึ่งในพันธมิตร SHEEP กล่าวว่า การใช้ปัจจัยการผลิตกับโดรนเกษตรปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลงปลูกลด ปัญหาเรื่องแรงงาน และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีต่อพืชที่ได้รับผลกระทบกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเสริมความรู้สร้างศักยภาพเกษตรกร ให้ใช้โดรนเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวินิจฉัยศัตรูพืช เทคนิคการใช้ปัจจัยทางการเกษตร การใช้สารเคมีเกษตรกับโดรนเกษตร รวมถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ พืชปลูก และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหัวใจสำคัญของซินเจนทาที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย การจัดอบรมเชิงปฏิบัติครั้งนี้ จึงได้รับความสนใจจากลูกหลานชาวไร่อ้อย ที่จะเป็นทายาทสืบต่อการปลูกอ้อยในรุ่นต่อ ๆ ไป เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีความสนใจและพร้อมที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ในการเกษตร มีกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคสนาม เพื่อให้ทายาทชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ ได้เข้าถึง เข้าใจ นำนวัตกรรม เทคโนโลยี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพแม่นยำในการปลูกอ้อย

“สำหรับโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกรผู้ใช้โดรนในไร่อ้อยและผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmer’s Club) นอกเหนือจากการพัฒนาความรู้และเสริมทักษะภาคปฏิบัติแล้ว เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อซื้อโดรนสำหรับการเป็นนักบินโดรนในไร่อ้อยได้  โดยพันธมิตรโครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” หรือ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane) ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ เพื่อตอบสนองการนโยบายภาครัฐในการทำเกษตรแม่นยำสูง และสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยจะมีโรงงานน้ำตาล และเครือข่ายสมาคมชาวไร่อ้อยเข้าร่วมในโครงการนี้อีกด้วย” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจและเกษตรกรชาวไร่อ้อย สามารถดาวโหลดเอกสาร ได้ที่ https://shorturl.at/ghqO5

เกี่ยวกับโครงการ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane)

โครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” หรือ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane) เป็นการผสานความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สมาคมเกษตรปลอดภัย บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด และบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เพื่อดำเนินงานทางวิชาการ โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบบริหารจัดการทั้งระดับฟาร์มและโรงงานที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล พร้อมยกระดับสู่สากลในมาตรฐาน 5 ด้าน ได้แก่

1) ด้านสังคม (S-Social) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯมีความสุข

2) ด้านสุขภาพ (H-Health) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯและผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี

3) ด้านสิ่งแวดล้อม (E-Environment) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯใส่ใจสิ่งแวดล้อม

4) ด้านเศรษฐกิจ (E-Economics) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ มีความเป็นอยู่ที่ดี

5) ด้านพันธมิตร (P-Partnership) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย

อาคารอุตสาหกรรมเกษตร 3 ชั้น 4 ห้อง 3410 คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เลขที่ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ 0-2562-5000 ต่อ 5343

‘ปศุสัตว์’เตือนกินหมูดิบ เสี่ยงโรคหูดับอาจถึงตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627695

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคหูดับที่ จ.น่าน จากการรับประทานลาบหมูดิบ ว่าได้แจ้งเตือนประชาชนมาโดยตลอดและแนะนำให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง รวมทั้งให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนโรคหูดับเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย STREPTOCOCCUS SUIS ซึ่งพบได้ทั่วไปในระบบทางเดินหายใจของสุกร เช่น ช่องจมูก และต่อมทอนซิล โดยปกติสุกรที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่หากมีภาวะเครียด จะทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนได้ โดยโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การบริโภคเนื้อ เครื่องใน เลือดของสุกรที่มีเชื้อ อาการที่พบ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้สูญเสียการได้ยินเป็นที่มาของชื่อโรคหูดับ ส่วนอาการอื่นๆ ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นเหียน มีไข้สูง ข้ออักเสบ ม่านตาอักเสบ ฯลฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ขอย้ำเตือนผู้บริโภคให้หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสุกรแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ควรผ่านความร้อนปรุงสุกทุกครั้งก่อนรับประทาน ควรแยกอุปกรณ์ประกอบอาหารระหว่างเนื้อดิบและอาหารสุก สวมถุงมือหรือล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสเนื้อสุกร รวมถึงควรเลือกซื้อเนื้อสุกรจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ เช่น การสังเกตสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ทั้งในตลาดสดและห้างสรรพสินค่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับรอง

เปิดตลาด’Fisherman’ช่วยชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627694

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมคณะ ร่วมเปิดตลาด Fisherman Market โซนด้านหน้าอาคาร FMC ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ พร้อมกับเยี่ยมชมและอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์กิจกรรมกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค ภายใต้นโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรฯ เพื่อช่วยชาวประมงพื้นบ้าน หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งในระยะเร่งด่วนนี้ กรมประมงได้จัดทำโครงการ “กระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค” เพื่อเปิดช่องทางการตลาดสำหรับกระจายผลผลิต ในพื้นที่จังหวัดชายทะเลทั้ง 23 จังหวัด โดยประสานงานกับห้างสรรพสินค้าทั้งค้าส่งและค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน โรงงานแปรรูป รวมทั้งตลาดในชุมชน เพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านให้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่สนใจสามารถร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์จากชาวประมงพื้นบ้าน ได้ที่ตลาดนัดดังกล่าว โดยให้ชาวประมงพื้นบ้านนำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพดี มีมาตรฐาน มาจัดจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ สำหรับสินค้าที่นำมาวางจำหน่ายมีมากมายหลายรายการ อาทิ ปลาแดดเดียว (ปลาอินทรี ปลาทู ปลาแดง ปลาจวด ปลาหลังเขียว) ปลาเห็ดโคนแช่แข็ง-แปรรูป หมึกสด-แห้ง หอยทอดกรอบปรุงรส ข้าวเกรียบหอยแมลงภู่ สาหร่ายพวงองุ่น และอาหารทะเลแปรรูปอื่นๆ นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้กำหนดให้มีการกระจายการจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านให้ครอบคลุมทุกชุมชนของ 23 จังหวัดชายทะเลด้วย

แปลงใหญ่ร้อยเอ็ด รวมกลุ่มจนสำเร็จ ใช้ต้นแบบต่อยอด ผลิต-แปรรูปข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627693

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางมัสสา โยริบุตร ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 5 บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เดิมทีได้ทำนาแบบหว่านกระจาย ปัญหาอุปสรรคหลักคือเรื่องน้ำ ทำให้ขาดทุน เสียค่าใช้จ่ายเยอะ ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด จึงเกิดการรวมกลุ่มสมาชิกและเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์ฯ ในเรื่องการทำนาโดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ มีรถไถพร้อมเครื่องหยอดข้าวแห้ง 8 แถว 6 แถว ช่วยลดต้นทุนในการผลิต

ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 5 บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด มีสมาชิก 182 ราย พื้นที่ทั้งหมด 3,000 ไร่ ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าว กข15 เป็นหลัก มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขนมโดนัท ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

นางมัสสา กล่าวต่อว่า รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ ได้รับความรู้ต่างๆ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สมาชิกในกลุ่มหรือชุมชน จนสามารถนำไปต่อยอด ทำประโยชน์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และผลจากการร่วมมือกันในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 5 บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับรางวัลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่นประจำจังหวัด ปี 2561 สร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่น้องเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ช่วยเป็นแรงผลักดันและต้นแบบให้เกษตรกรหันมาสนใจเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่

‘เฉลิมชัย’แจงใช้งบปี2566 สร้างรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627696

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ พร้อมด้วยดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ประชุมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี นายอนันต์ แก้วกำเนิดรอง ผอ.สำนักงบประมาณ ร่วมรับฟังและชี้แจงแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยนายเฉลิมชัย กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี”กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตร 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ตลาดนำการผลิต 2.เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3.3’S (Safety-Security-Sustainability) 4.บริหารเชิงรุกแบบบูรณาการโมเดล “เกษตร พาณิชย์ทันสมัย” และ 5.เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร การเพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาสินค้า พัฒนาเกษตรกร และส่งเสริมปศุสัตว์และประมง สร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กลุ่มผู้นำสตรี รวมถึงยกระดับรายได้เกษตรกรระดับรากหญ้า และการปรับปรุงระบบที่ทำกินและการบริหารจัดการน้ำ

พร้อมนี้ ได้กำหนดโครงการสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1.โครงการสำคัญที่สนับสนุนแผนแม่บทประเด็นการเกษตร อาทิ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร เป็นต้น 2.โครงการสำคัญที่สนับสนุนแผนแม่บทอื่นๆ อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ โครงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากน้ำโครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) โครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น

3.งานตามภารกิจพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็น อาทิ การป้องกันสุขภาพสัตว์ เฝ้าระวังควบคุมโรคสัตว์ จัดหาที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อยและพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร ส่งเสริมตลาดเกษตรกร การช่วยเหลือด้านหนี้สินเกษตรกร สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่เกษตรกร ปรับปรุงคุณภาพดิน ส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือนแก่เกษตรกร การตรวจราชการและติดตามงานในพื้นที่ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ขอให้สำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณปี 2566 โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในพืชและสัตว์ และการแก้ปัญหาผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อภาคเกษตร

นักวิชาการเตือน‘หายนะ’ อย่าทำลายเกษตรกรด้วยการนำเข้าหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627755

นักวิชาการเตือน‘หายนะ’ อย่าทำลายเกษตรกรด้วยการนำเข้าหมู

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.09 น.

นักวิชาการเตือน‘หายนะ’ อย่าทำลายเกษตรกรด้วยการนำเข้าหมู

10 มกราคม 2565 “อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ” นักวิชาการด้านปศุสัตว์ ระบุว่า วันนี้กระแสสังคมกำลังพุ่งเป้าไปเรื่องราคาหมู หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาที่มีบางคนเสนอ ให้นำเข้าเนื้อหมูเพื่อเพิ่มปริมาณหมูให้มากขึ้น ฟังดูง่ายแค่สั่งมาขายให้พอกับความต้องการก็จบ แต่คงลืมมองไปข้างหน้าว่า แนวทางนี้ไม่ต่างกับการผลักคนไทยให้ต้องเสี่ยงกับสารตกค้างที่มากับหมูนอก และขุดหลุมฝังคนเลี้ยงหมูทั้งประเทศ

ที่ผ่านมาไทยมีความพยายามอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเนื้อหมูนำเข้า เพื่อปกป้องคนไทยจากสารปนเปื้อนต่างๆในเนื้อหมู ที่จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ที่ผู้เลี้ยงหมูในต่างประเทศสามารถใช้ในการเลี้ยงได้อย่างเสรี ขณะที่ข้อกำหนดของไทย “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด” ผู้ใดลักลอบใช้ถือว่าผิดกฎหมาย ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546 ซึ่งสอดคล้องกับสหภาพยุโรป (EU) และอีกหลายประเทศ ทั้งรัสเซีย จีน ที่มีการห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อปกป้องความปลอดภัยด้านอาหารแก่ประชาชน ไทยจึงไม่ยอมเปิดรับ “ขยะ” ที่ต่างประเทศไม่บริโภค ทั้งขา หัว และเครื่องในหมู รวมถึงเนื้อหมูที่เต็มไปด้วยสารเร่งเนื้อแดง มาเป็นระเบิดเวลาคร่าชีวิตคนไทย

ที่ร้ายกว่านั้นคือ หากเปิดให้เนื้อหมูนอกเข้ามาได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูเมืองต้อนรับข้าศึก ที่จะเข้ามาบ่อนทำลายอาชีพเกษตรกรและอุตสาหกรรมหมูไทยทั้งระบบ เพราะการนำเข้าหมูย่อมมีความเสี่ยงที่จะนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาด้วย เนื่องจากในแต่ละประเทศต่างมีโรคประจำถิ่นของตนเอง การปล่อยให้ชิ้นส่วนหมูเข้ามา ก็เท่ากับการนำเข้าโรคต่างถิ่นที่จะก่ออันตรายต่อหมูไทย ยิ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น และการนำเข้าโดยปกติจะต้องนำมาในลักษณะเนื้อหมูแช่แข็ง ซึ่งเชื้อไวรัสหลายตัวมีความทนทานมากอยู่ได้เป็นปีที่อุณหภูมิแช่แข็ง หากหลุดเข้ามาปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมหรือในอุตสาหกรรมย่อมส่งผลกระทบหนัก

ขณะเดียวกัน หมูนำเข้าย่อมกระทบกับวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขณะนี้มีอยู่ราว 1 แสนคน ยังไม่นับกับเกษตรกรที่หยุดการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์กว่า 1 แสนคน ที่ต้องได้รับผลกระทบ จากการปล่อยให้หมูนอกมาดั้มราคาขายแข่งกับหมูไทย ที่ต้นทุนต่ำกว่าถึง 3 เท่าตัว (ต้นทุนต่างประเทศประมาณ 35-40 บาทต่อกิโลกรัม)  ขณะที่ไทยมีต้นทุนสูงถึง 100-120 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นทุกชนิด (ข้อมูลช่วงเดือนม.ค.-พ.ย. ปี 2564 เทียบกับปี 2563) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาสูงขึ้น 11.58% กากถั่วเหลือง 27.90% มันสำปะหลัง 8.41% ข้าวสาลี 20.73% และข้าวบาร์เลย์ 8.69% ทำให้ภาพรวมต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น

ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ เพราะตนเองเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ของโลก เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยอาจถึงคราวต้อง “ล่มสลาย” เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูจากต่างประเทศได้ ซึ่งผลกระทบจะเกิดเป็นโดมิโนไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ร่วม 7 ล้านครัวเรือน และยังมีภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ระบบขนส่ง จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ ที่ต้องล่มสลายไปพร้อมกัน

สุดท้ายเมื่อคนไทยต้องเลิกเลี้ยงหมู และหันไปพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุนมาตลอดไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี โดยไม่เคยมีใครมาเหลียวแล ไม่มีใครเห็นหัวอกและความทุกข์ของคนเลี้ยง ปล่อยให้ต้องแก้ปัญหากันเอง ช่วยเหลือกันเอง หรือล้มตายไปเอง มาวันนี้คนเลี้ยงหมูเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ ด้วยกลไกตลาดที่แท้จริง จากปริมาณหมูที่ลดลง แต่คนกินมากขึ้น กลับจะมาถูกเข่นฆ่ากันให้ตาย ด้วยการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ คิดดูให้ดีว่านี่เป็นทางออกของคนไทย หรือเป็นทางตันของคนเลี้ยงและหายนะของผู้บริโภคกันแน่

นโยบาย “ครัวของโลก” ของประเทศไทยนับว่ามาถูกทาง ทำให้ตลอดมาไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ทั้งไก่ กุ้ง หมู ที่มีห่วงโซ่การผลิต (Value Chain) ที่ยาวและเข้มเเข็ง มีการส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง วันนี้จะใช้เหตุการณ์ชั่วครั้งคราวนี้ ตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมู ก็ไม่ต่างกับการทำลายจุดแข็งของประเทศไทย  และซ้ำเติมความทุกข์และทำร้ายเกษตรกรให้ล้มหายตายจาก อย่าปล่อยให้อาชีพเลี้ยงหมูต้องกลายเป็นเพียงตำนาน เพียงเพราะหมูนำเข้าเลย

ขณะที่ “วลัญช์ ศรัทธา” นักวิชาการอิสระ มองว่า ประเด็นการแก้ปัญหาราคาหมูที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คน ภาครัฐควรต้องพิจารณามาตรการต่างๆอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แก้จุดหนึ่งเพื่อให้ปัญหาไปเกิดในอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย “การนำเข้าหมู” นั้น ต้องเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เอาง่ายไว้ก่อน และจะนำมาซึ่งปัญหาระยะยาวให้ประเทศไทยไม่รู้จบ โดยผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดคือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ตามมาด้วยห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด สุดท้ายจะเป็นบูมเมอแรงไปถึงผู้บริโภคคนไทย และทำลายจุดแข็งของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลกไปในที่สุด

ประการแรก :  หากรัฐตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมู จะสวนทางมาตรการของรัฐที่มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมู เพราะเกษตรกรทุกคนทราบดีว่า ไม่มีทางที่ต้นทุนการผลิตหมูของไทยจะต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของประเทศในแถบตะวันตก

เหตุผลที่ต้นทุนการผลิตหมูของเขาต่ำกว่าไทยมากๆ ก็เป็นเพราะมีการเลี้ยงหมูแบบอุตสาหกรรมมาตรฐาน เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพการเลี้ยงสูง ไม่ใช่ฟาร์มหมูขนาดเล็กที่มีมากมายแบบในบ้านเรา ขณะเดียวกันประเทศตะวันตกยังมีพื้นที่ปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ขนาดใหญ่เป็น Mega Farm มีเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว การลดความชื้น ฯลฯ ที่ดี ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของเขาทั้งถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงถูกกว่าบ้านเรา ยังไม่นับรวมมาตรการอุดหนุนเกษตรกรที่ประเทศตะวันตกมีให้คนในภาคเกษตร ด้วยรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วมักมองว่า “เกษตรกร” เป็นสมบัติอันมีค่าของประเทศที่ต้องรักษา สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของต่างประเทศต่ำกว่าไทย และคุณภาพชีวิตเกษตรกรประเทศเขาดีกว่าของเรามาก

ประการที่สอง :  การปฏิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยเป็นไปในทิศทางตรงข้าม ยามที่เขาขาดทุนสะสม 3 ปี ไม่เคยมีการเหลียวแลช่วยเหลือ วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องนำเข้ามีราคาสูงจากการขนส่งแล้ว รัฐยังเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมส่งให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้นไปอีก รัฐพิจารณาปัญหาปากท้องของผู้บริโภคเป็นหลัก และละเลยปากท้องของเกษตรกรมาตลอด เมื่อใดที่ราคาหมูแพงเกษตรกรต้องถูกกดราคาขายให้อยู่ในราคาควบคุมเสมอ  ครั้งนี้ด้วยปัญหาโรคระบาด ราคาจึงพุ่งขึ้นจากปริมาณหมูที่หายไปจำนวนมาก แต่หากรัฐคิดจะแก้ปัญหาด้วยการนำเข้า เท่ากับซ้ำเติมเกษตรกรคนเลี้ยงหมูที่เป็นผู้ผลิตอาหารของชาติอีกครั้ง  นับเป็นความผิดพลาดในการแก้ปัญหาโรคระบาดอย่างที่สุด 

ประการที่สาม : เนื้อหมูนำเข้ามีความเสี่ยงที่จะนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาด้วย เนื่องจากในแต่ละประเทศต่างมีโรคประจำถิ่นของตนเอง การปล่อยให้ชิ้นส่วนหมูเข้ามาจึงมีความเสี่ยงในการนำเข้าโรคต่างถิ่นที่จะก่ออันตรายต่อหมูไทย และยิ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น ขณะที่หมูนำเข้าจะเข้ามาในรูปแบบเนื้อหมูแช่แข็ง ซึ่งเชื้อไวรัสหลายตัวมีความทนทานมาก อยู่ได้เป็นปีที่อุณหภูมิแช่แข็ง หากหลุดเข้ามาปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมของไทย ย่อมส่งผลกระทบหนักต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมอาหาร 

ประการที่สี่  :  เมื่อไม่มีเกษตรกรคนไหนกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยงอีก ย่อมเท่ากับทำลายผู้ผลิตอาหาร ทำลายความมั่นคงทางอาหารของประเทศ คนไทยต้องพึ่งพาหมูต่างชาติตลอดเวลา ไม่สามารถเลี้ยงหมูกินเองได้เหมือนในอดีต เมื่อนั้นหายนะจะส่งตรงถึงทุกครัวเรือน ผลกระทบจะเกิดเป็นโดมิโนไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ร่วม 7 ล้านครัวเรือน ภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ระบบขนส่ง จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ ที่ต้องล่มสลายไปพร้อมกัน เป็นการบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของประเทศเต็มรูปแบบ  

สถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำลายคนเลี้ยงหมูไปแล้วกว่า 50% มาตรการของรัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้มีทิศทางที่ดีที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกลับมาประกอบอาชีพเดิม เป็นผู้ผลิตอาหารป้อนคนไทยได้อีกครั้ง ขอแค่อย่าปล่อยให้ “การนำเข้าหมู” มาทำลายมาตรการดังกล่าว เพราะเท่ากับเป็นการฆ่าตัดตอนเกษตรกรทั้งหมดและส่งผลร้ายต่อทุกภาคส่วนจริงๆ