ชาวสวนพิจิตรซวยสองเด้ง! มะม่วงราคาตก แถมโดนพายุกระหน่ำผลร่วงเสียหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564009

ชาวสวนพิจิตรซวยสองเด้ง! มะม่วงราคาตก แถมโดนพายุกระหน่ำผลร่วงเสียหาย

ชาวสวนพิจิตรซวยสองเด้ง! มะม่วงราคาตก แถมโดนพายุกระหน่ำผลร่วงเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564, 12.48 น.

ความทุกข์ของเกษตรกรสวนมะม่วงพิจิตร ซวยสองต่อหลังประสบปัญหามะม่วงล้นตลาดราคาถูก ล่าสุดยังเจอพายุฤดูร้อนพัดถล่ม จนผลมะม่วงหล่นเสียหายหลายพันกิโลกรัม  

5 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตร ว่าพายุฤดูร้อน ที่พัดอย่างรุนแรง ทำให้ผลของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง กว่า 40 ไร่ ของเกษตรกรชาวสวน หมู่ที่ 4 บ้านโคกมะเขือ ตำบลสากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ที่ล่วงหล่นหลังจากพายุฤดูร้อน กระแสลมพัดอย่างรุนแรงจนทำให้ผลของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ที่ส่วนใหญ่เป็นรุ่น 2 ที่รอการห่อหุ้ม ผลของมะม่วงถูกกระแสลมจากพายุฤดูร้อน พัดจนล่วงหล่นแตกเสียหายอยู่ใต้ต้น จำนวนกว่า 3,000 กิโลกรัม เกษตรกรชาวสวน ได้ เก็บปล่อยทิ้งไว้กับโคนต้น บางส่วนที่มีระยะการเก็บได้ จึงต้องเก็บส่งเข้าโรงกวน เพื่อแปรรูปเป็นมะม่วงแผ่นแทน

นายสน ศรีเกษม เกษตรกรชาวสวนมะม่วง ระบุว่า หลังจากที่ทำสวนมะม่วงกว่า 40 ไร่ หลังได้รับผลกระทบจากโควิด ทำให้ตลาดที่รับซื้อมีน้อย ราคาถูกเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท แถมในช่วงนี้ ยังถูกพายุฤดูร้อน พัดเอาผลของมะม่วงมะยงชิด ล่วงหล่นเสียหายอีกจำนวนมากหลายหมื่นลูก ถือว่าเป็นความซวยของชาวสวนมะม่วงในปีนี้ ที่เจอ พายุฤดูร้อน และ ผลผลิต ที่ราคาถูก และ จำหน่ายสู่ท้องตลาดยาก   

สำหรับเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ซึ่งได้รับผลกระทบจากผลกระทบจาก โควิด การส่งออกจำหน่าย ในตลาดไม่ได้ เนื่องจากมะม่วงล้นตลาดมีราคาถูก และไม่มีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อ ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวน ได้รับผลกระทบ ติดต่อมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี จนไม่มีเงินทุนในการทำสวนครั้งต่อไป และ หลังเกิดพายุฤดูร้อน ที่พัดให้ผลของมะม่วงเสียหายอีก จึงเหมือนซ้ำเติมของเกษตรกรชาวสวน โดยประชาชน สามารถติดต่อสอบถามช่วยเหลือ ได้ที่ เกษตรกรชาวสวนมะม่วง ตำบลสากเหล็ก อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เบอร์โทร 084-706-1059

เกษตรเดินหน้าหนุน ‘กัญชง’ เตรียมสหกรณ์นำร่อง ผลิตเมล็ดพันธุ์ป้อนอุตสาหกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564005

เกษตรเดินหน้าหนุน'กัญชง'เตรียมสหกรณ์นำร่อง ผลิตเมล็ดพันธุ์ป้อนอุตสาหกรรม

เกษตรเดินหน้าหนุน’กัญชง’เตรียมสหกรณ์นำร่อง ผลิตเมล็ดพันธุ์ป้อนอุตสาหกรรม

วันจันทร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564, 12.30 น.

5 เมษายน 2564 นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์(กสส.) เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือ แนวทางการส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจกัญชงโดยสถาบันเกษตรกร  ภายใต้ความร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมหารือด้วย 

ทั้งนี้นายวิศิษฐ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความต้องการกัญชงเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมอย่างมากทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม  เครื่องสำอาง และน้ำมันเมล็ดกัญชง อาหารสัตว์ ฯลฯซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่สามมารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากขึ้นแต่ที่ผ่านมาในประเทศไทยยังไม่มีการส่งเสริมการปลูกมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากติดเงื่อนไขทางกฎหมาย จนรัฐบาลได้มีการแก้ไขกฏหมายปลดล็อคทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มวางแผนที่จะนำชิ้นส่วนพืชกัญชงมาใช้ในระบบอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้เตรียมทำตลาดกลางกัญชา/กัญชงของสหกรณ์ เพื่อเป็นผู้กำหนดระบบการซื้อขาย ตามกลไกของตลาด โดยมีอย.และกรมวิชาการเกษตรร่วมด้วย

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การส่งเสริมการปลูกไปในทิศทางเดียวกันกรมวิชาการเกษตรจึงได้มาหารือถึงแนวทาง ในการส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรเป็นหน่วยงานที่จะปลูกกัญชงเพื่อป้อนอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าควรจะนำร่องในสหกรณ์ที่มีความเหมาะสมทั้งเชิงพื้นที่ และบางสหกรณ์เคยอยู่ในโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์  โดยสหกรณ์ที่มาหารือ อาทิ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์การเกษตรปักธงชัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี  ซึ่งหลังการหารือผู้จัดการสหกรณ์จะไปประชุมกับสมาชิก         

ที่ประสงค์จะเข้าโครงการเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา(อย.) เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามที่กฎกระทรวง การขออนุญาตและ การอนุญาตการผลิต นำเข้าส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง(Hemp) พ.ศ.2563 กำหนดไว้ต่อไป โดยอนาคตหากสหกรณ์นำร่องประสบผลสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้ขยายไปสถาบันการเกษตรอื่น ๆ ต่อไป

ขณะที่นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร(กวก.) กล่าวว่าหลังจากกฎหมายเปิดแล้วภาคอุตสาหกรรมหลายแห่งได้แสดงความต้องการที่จะใช้เมล็ดกัญชงและชิ้นส่วนพืชไปป้อนในระบบอุตสาหกรรมในหลายด้าน แต่ในประเทศไม่เคยมีการอนุญาตให้ปลูกมาก่อน อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนในไทยนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ให้เส้นใยเท่านั้น ดังนั้นกวก.จึงต้องการให้สถาบันเกษตรกรเป็นสถาบันที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์ในระบบจีเอพีป้อนให้กับตลาดในประเทศ จึงต้องสร้างความร่วมมือกับกสส.เพื่อให้สหกรณ์นำร่องได้กลับไปหารือกับสมาชิกที่ประสงค์เข้าโครงการและให้แจ้งความประสงค์มายังโครงการเพื่อประสานกับอย.ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยกวก.จะเป็นพี่เลี้ยงในทางวิชาการ การปลูกเกษตรกรจะต้องเริ่มดำเนินการในช่วงฤดูฝน ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการปลูกนั้นจะเป็นระยะต่อไป ซึ่งขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพในการปลูกโดยจะมาจากการลักษณะดิน อากาศ ปริมาณน้ำฝน เป็นเกณฑ์พิจารณาซึ่งส่วนมากเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด และคาดว่าประมาณปลายปี 2564 เมื่อมีผลผลิตชุดนี้ออกมาจะนำมาสู่การขยายการส่งเสริมการปลูกเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรมต่อไป เบื้องต้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งได้แจ้งความประสงค์ว่ามีความต้องการวัตถุดิบจากกัญชงจำนวนมากเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพร้อมที่จะรองรับผลผลิตที่ออกมา ปัจจุบันเมล็ดกัญชงราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 5,000 บาท มีประมาณ  40,000 – 50,000 เมล็ดต่อกก.

โดยการประชุมตัวแทนสหกรณ์ทั้ง 4 แห่งที่มาร่วมหารือ แสดงความสนใจที่จะเข้าโครงการ และต้องการการสนับสนุนด้านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)  หรือกองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.)ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรได้จำแนกต้นทุนการผลิตที่กรมได้มีการเก็บข้อมูลไว้เบื้องต้นแล้วโดยพบว่าต้นทุนการผลิตต่อไร่กรณีผลิตเป็นเมล็ดจะอยู่ที่ประมาณ 8,242.18 บาท/ไร่ รายได้ประมาณ 26,250 บาท/ไร่ กำไรสุทธิประมาณ 18,007.82  บาท/ไร่ สำหรับต้นทุนต้นสดอยู่ที่ประมาณ 9,028 .82  บาท/ไร่ รายได้ต่อไร่ประมาณ 22,500 บาท กำไรสุทธิประมาณ 12,471.18  บาท/ไร่ ระยะเวลาการผลิต 180 วัน  

‘มนัญญา’ ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา เปิดงานน้ำชาการกุศล มอบสิ่งของละศีลอดต้อนรับรอมฎอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563869

'มนัญญา'ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา เปิดงานน้ำชาการกุศล มอบสิ่งของละศีลอดต้อนรับรอมฎอน

‘มนัญญา’ลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา เปิดงานน้ำชาการกุศล มอบสิ่งของละศีลอดต้อนรับรอมฎอน

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 21.00 น.

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา เปิดงานน้ำชาการกุศล “สานใจอัดนินโมส ครั้งที่ 4” พร้อมมอบสิ่งของละศีลอดต้อนรับรอมฎอน

4 เมษายน 2564 ที่บริเวณลานหน้าอาคารอัดนินโมส ตลาด 16 เทศบาลตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานน้ำชาการกุศล “สานใจอัดนินโมส ครั้งที่ 4” โดยมีนายพูลทรัพย์ สมบูรณ์ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับการจัดงานน้ำชาการกุศล “สานใจอัดนินโมส ครั้งที่ 4” เพื่อหารายได้บำรุงมัสยิด และการศึกษา อันเนื่องมาจากอาคารจัดอัดนินโมส ได้จัดสร้างขึ้นด้วยงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 7,200,000 บาท เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นล่างใช้เป็นมัสยิด สำหรับการละหมาดวันศุกร์ ละหมาดยะมาอะห์ และละหมาดอีด ส่วนชั้นบนใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับเด็ก และเยาวชน ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 40 คนโดยผู้มีจิตศรัทธาให้การอุดหนุนร่วมบริจาคจำนวนมาก

โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนที่จบการศึกษาภาคพื้นฐานทางศาสนาปีที่ 6 มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ให้การสนับสนุน มอบนาฬิกาให้กับมัสยิดฯ จำนวน 10 มัสยิด และมอบสิ่งของละศีลอดต้อนรับรอมฎอน จำนวน 400 ชุด

‘อลงกรณ์’ ชี้ไทยมีศักยภาพฮับ ‘กัญชา-กัญชง’ พร้อมบุกตลาดโลก 8 แสนล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563864

'อลงกรณ์'ชี้ไทยมีศักยภาพฮับ'กัญชา-กัญชง' พร้อมบุกตลาดโลก 8 แสนล้าน

‘อลงกรณ์’ชี้ไทยมีศักยภาพฮับ’กัญชา-กัญชง’ พร้อมบุกตลาดโลก 8 แสนล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 16.03 น.

“อลงกรณ์”ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นฮับ”กัญชา-กัญชง” พร้อมบุกตลาดโลก 8 แสนล้าน เดินหน้าประชุมสภาอุตสาหกรรมพุธนี้ เผย”เฉลิมชัย”สั่งให้ความรู้เกษตรกรพร้อมสนับสนุนต้นน้ำถึงปลายน้ำ มอบ AIC ทั่วประเทศร่วมขับเคลื่อน

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2564 ที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ พระราม 3 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบรรยายพิเศษให้กับหลักสูตรบูรณาการศักยภาพนักธุรกิจพืชเศรษฐกิจกัญชากัญชง ในหัวข้อ “ทิศทางเกษตรกรรมพืชกัญชากัญชง อาหารอนาคตพืชอนาคต (Future Food Future Crop) กุญแจไขประตูเศรษฐกิจแห่งอนาคต”

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์กล่าวว่าประเทศไทยมีศักยภาพเป็นฮับ “กัญชา-กัญชง” และเป็นโอกาสทองของไทยที่จะช่วงชิงตลาดกัญชา และกัญชง มูลค่า 8 แสนล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตกว่า 30% ต่อปี และอีก 4 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็นกว่า 3 ล้านล้านบาท จากการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งขณะนี้มีไม่น้อยกว่า 68 ประเทศ ที่เปลี่ยนนโยบายจากพืชเสพติดเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำให้มีการส่งเสริมการปลูกกัญชา และกัญชง เพื่อการแพทย์และการค้า โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในเอเซียที่ปลดล็อคกัญชาด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติด โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปี 2561 และมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ตามมาด้วยการปลดล็อคกัญชง และกระท่อมในรัฐบาลชุดนี้ ต้องขอบคุณ สนช. , สภาปฏิรูปทั้ง สปช.และ สปท.รัฐบาลชุดที่แล้ว และรัฐบาลปัจจุบันที่สร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศของเรา

อย่างไรก็ตาม ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมส่งเสริมสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำใน 4 รูปแบบ คือ เกษตรอาหาร (คนและสัตว์) เกษตรสุขภาพ เกษตรพลังงานและเกษตรท่องเที่ยวเพื่อจะสามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้นกัญชาและกัญชง โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้เร่งพัฒนาเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรทางด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกัญชาและกัญชงในทุกมิติตั้งแต่กฎหมายข้อระเบียบจนถึงสถานการณ์ตลาดและราคาทั้งในและต่างประเทศ โดยมอบหมายศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือศูนย์ AIC 77 จังหวัด เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรานารี มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น เป็นกลไกสนับสนุนในระดับพื้นที่ทั่วประเทศโดยในปี 2563 ตลาดกัญชาโลก มีมูลค่า 6 แสนล้านบาท ตลาดกัญชง 1.6 แสนล้าน และปี 2562 ก่อนเกิดโควิดตลาดการท่องเที่ยวสุขภาพในประเทศไทย มีมูลค่า 4 แสนล้านบาท หากพัฒนาโฮมสเตย์ รีสอร์ตและโรงแรมในประเทศไทยเป็นฮับสุขภาพ (Cannabis Wellness Hub) ด้วยรูปแบบผสมผสานของแพทย์แผนไทย นวดไทย สปาไทย โดยใช้กัญชาและกัญชงเป็นจุดขาย เช่น ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน อุรุกวัย นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ จาไมก้า ก็จะสามารถช่วงชิงตลาดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมายังประเทศไทยได้ไม่ยาก และเป็นการฟื้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยรวมอีกทางหนึ่งหลังจากวิกฤติโควิดคลี่คลาย

สำหรับการพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์กัญชาและกัญชงตั้งแต่การผลิตและการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ การตั้งโรงงานสกัดสาร CBD และ THC จนถึงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปของสินค้าและบริการต้องโปร่งใสเปิดกว้างต้อง ไม่มีการผูกขาดเพื่อให้พืชแห่งอนาคตเป็นอนาคตของทุกคน และต้องสร้างแบรนด์เมดอินไทยแลนด์ เช่น ตัวอย่างของเดนมาร์ก ประเทศไทยของเรามีชื่อเสียงทางด้านเกษตรอาหารและการท่องเที่ยวในระดับโลกอยู่แล้ว หากต่อยอดด้วยกัญชากัญชงจะเพิ่มฐานเศรษฐกิจใหม่ให้กับเกษตรกรและทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งมือให้เร็วขึ้นให้ทันต่อโอกาสใหม่ แม้แต่ภาคเอกชนของไทยก็เดินหน้ากันเร็วมาก

นายอลงกรณ์ บอกด้วยว่า ในวันพุธที่ 7 เมษายนนี้ ได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารภายใต้คณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมกัญชากัญชง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเกษตรอนาคต อาหารอนาคต และโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ทุกกลุ่มจังหวัดมีฐานการแปรรูปอย่างเสมอภาคทั่วทั้งประเทศ

TED Fund ลงพื้นที่ขอนแก่น ติดตาม 2 โปรเจ็คใหญ่ โดรนเพื่อการเกษตรอัจฉริยะ-โปรตีนทางเลือกใหม่จากจิ้งหรีดส่งออกต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563694

TED Fund ลงพื้นที่ขอนแก่น  ติดตาม 2 โปรเจ็คใหญ่ โดรนเพื่อการเกษตรอัจฉริยะ-โปรตีนทางเลือกใหม่จากจิ้งหรีดส่งออกต่างประเทศ

TED Fund ลงพื้นที่ขอนแก่น ติดตาม 2 โปรเจ็คใหญ่ โดรนเพื่อการเกษตรอัจฉริยะ-โปรตีนทางเลือกใหม่จากจิ้งหรีดส่งออกต่างประเทศ

วันเสาร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.44 น.

3 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้(2 เม.ย.) ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund)พร้อมด้วยดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนฯ ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการของผู้ประกอบการที่ได้ทุนสนับสนุนจากโครงการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมหรือเทคฟันด์

โดย ศ.ดร.ศุภชัยฯ เปิดเผยว่า กองทุนเทคฟันด์ ดำเนินการโครงการมาเป็นระยะเวลาเกือบ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 – 2564 โดยคำนึงถึงนโยบายหลักของรัฐบาลในการนำประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการใช้นวัตกรรม เพื่อเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการ  และการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ในการพัฒนาธุรกิจ โดยมี เทคฟันด์ เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนมี 2 กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มแรก  คือ นิสิต นักศึกษา หรือผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาไม่เกิน 7 ปี หรือบุคลากรในสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือสตาร์ทอัพ ทุนมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท และ กลุ่มที่สอง คือ  กลุ่มนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก และบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 5 ปี และหรือวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ที่มีนิสิต นักศึกษา และบัณฑิตบจบใหม่ ถือหุ้นในบริษัทมากกว่า 31% ขึ้นไป โดยกลุ่มนี้จะได้รับการสนับสนุนทุนตั้งแต่มูลค่า 100,000-1,500,000 บาท

ประธานเทคฟันด์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา เทคฟันด์ สนับสนุนทุนแก่ผู้ประกอบการ จำนวน 284 โครงการ ทำในเรื่องของ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ  อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น ในวงเงินงบประมาณรวมกว่า370 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2564 จะมีกระจายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยจัดตั้งเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการหรือ TED Fellowภายใต้การดูแลโดยเทคฟันด์ ขึ้นมา มีทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน ขึ้นเป็นเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ ซึ่งคลอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค โดยภาคกลาง มีจำนวน 15 หน่วยงาน, ภาคเหนือ มี 7 หน่วยงาน, ภาคอีสานมี5 หน่วยงาน และภาคใต้ มี 5หน่วยงาน โดยสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครทุนได้ที่ http://www.tedfund.mhesi.go.thหรือเพจ Facebook : TED Fundหรือโทร02 – 333 -3700 ต่อ 4072 – 4074 ทางกองทุนฯ รอต้อนรับน้องๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา และก้าวเติบโตไปด้วยกัน

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม(TED Fund) กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อมาดูผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบการควบคุมประมวลผลภาพดิจิทัลทุกรูปแบบร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อากาศยานไร้คนขับร่วมกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลในการเพาะปลูกเปรียบเทียบกับการเพาะปลูกแบบปกติ เพื่อนำไปใช้ในงานด้านการเกษตร เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย ลดการใช้แรงงานในการผลิต และ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลก

โดยมีจุดเด่น คือ ความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำและมีความเสถียรภาพของอากาศยาน สามารถพ่นสารน้ำ สารชีวภาพ การให้ปุ๋ย และพ่นสารกำจัดแมลง ที่สำคัญ  ยังได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูง ประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่น ๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ดิน น้ำ พืชพรรณ จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนและหลังเหตุการณ์

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า โครงการต่อมา คือ โครงการโปรตีนทางเลือกใหม่จิ้งหรีด โดยการพัฒนาระบบการผลิตโปรตีนเข้มข้นผงจากจิ้งหรีดด้วยเทคโนโลยีการสกัดด้วยน้ำร้อนภายใต้ความดันและการทำแห้งแบบโฟมแมท เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้า และสามารถขอใบรับรองมาตราฐานทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการส่งสินค้าไปยังต่างประเทศและเพื่อพัฒนาต่อยอดสิ้นค้าเดิม โดยมีงานวิจัยรองรับ เพิ่มคุณสมบัติให้ผงจิ้งหรีดมากขึ้น มีคุณค่าทางโภชนาการที่มากขึ้น สร้าง Unfair Advantage ให้แก่ผลิตภัณฑ์ เนื่องจาก โปรตีนจากจิ้งหรีด เป็นที่สนใจในตลาดต่างประเทศอย่างมาก

ในจังหวัดปัจจุบันมีเกษตรที่ลงทะเบียนกับกรมปศุสัตว์โดยประมาณ 70 หลังคาเรือน แต่ละหลังคาเรือนให้ผลผลิตจิ้งหรีดสด 500-1000กิโลกรัม/หนึ่งรอบการผลิตผู้ประกอบการที่เทคฟันด์ให้ทุนสนับสนุน จึงผลักดันฟาร์มมาตรฐานขนาดเล็กและอาคารแปรรูปขนาดเล็ก ที่เป็นตัวอย่างในการเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้คุณภาพ และรับซื้อจิ้งหรีดเพื่อแปรรูปเป็น Cricket Flourโดยได้รับโอกาสจาก กรมปศุสัตว์ส่วนกลาง ในการเป็นฟาร์มต้นแบบนำร่องกฎหมายมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีดประเทศไทย หรือ GAT: Good Agricultural Practiceเพื่อให้ได้จิ้งหรีดที่สะอาด สามารถส่งออกได้ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

5 หมื่นรายเฮ! เตรียมดันแนวทางแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรเข้าครม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563684

5 หมื่นรายเฮ! เตรียมดันแนวทางแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรเข้าครม.

5 หมื่นรายเฮ! เตรียมดันแนวทางแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรเข้าครม.

วันเสาร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.06 น.

เคาะแนวทางแก้หนี้เกษตรกร 5 หมื่นราย “จุรินทร์”ส่งต่อคลังพิจารณาก่อนเข้าครม.แก้ทันทีอีกหมื่นราย

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.64 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ผู้แทนคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ไปหารือกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงบประมาณ เพื่อกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จะได้ยกร่างแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรมทั้งฝ่ายเจ้าหนี้-ลูกหนี้ โดยต้องไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง และควบคู่กันไปนี้ ก็ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของฝั่งเกษตรกรด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย ที่ผ่านมา  ทางกองทุนฟื้นฟูฯได้เสนอแนวทางให้คณะกรรมการกองทุนฯพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนทั้งภาครัฐและเกษตรกร และคณะกรรมการฯได้มีมติเลือกแนวทางให้กองทุนฟื้นฟูฯชำระหนี้แทนเกษตรกร-รัฐบาลชดเชยเงินต้น ใช้งบประมาณรวม 9,282 ล้านบาท แบ่งเป็น กองทุนฟื้นฟูฯชำระหนี้แทนให้เจ้าหนี้ เงินต้นร้อยละ 50 เป็นเงิน 4,641 ล้านบาท รัฐบาลชดเชยเงินต้นให้เจ้าหนี้ ร้อยละ 50 เป็นเงิน 4,641 ล้านบาท สำหรับดอกเบี้ยตัดทิ้งทั้งหมด เกษตรกรลูกหนี้ต้องผ่อนชำระหนี้กองทุนฯ ให้ครบในระยะเวลา 5 – 15 ปี แนวทางดังกล่าว จะเป็นการแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรสมาชิก 50,621 ราย ทั้งนี้ จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

อย่างไรก็ตาม  คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ยังได้เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดการหนี้เกษตรกรดำเนินการจัดการหนี้ได้ตามอำนาจหน้าที่ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้ จำนวน 10,840 ราย 32,159 บัญชี มูลหนี้ 8.03 พันล้านบาท และเห็นชอบรายชื่อเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เป็นหนี้ NPA (เพิ่มเติม) จํานวน 33 ราย ยอดเงินรวม 39.88 ล้านบาท

‘ผู้ว่าฯกยท.’ เผยวิกฤตโควิด ส่งผลหนุนใช้น้ำยางข้นในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563487

'ผู้ว่าฯกยท.'เผยวิกฤตโควิด ส่งผลหนุนใช้น้ำยางข้นในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัว

‘ผู้ว่าฯกยท.’เผยวิกฤตโควิด ส่งผลหนุนใช้น้ำยางข้นในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัว

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.55 น.

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยางพาราในประเทศ โดยเฉพาะโรงงานผลิตถุงมือยาง ที่ตอนนี้มีการขยายกำลังการผลิตของโรงงานขนาดใหญ่ คาดว่าจะมีการใช้น้ำยางข้นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรือประมาณ 3 – 4 แสนตัน จากเดิมที่ใช้อยู่ 1 – 2 แสนตัน

ขณะที่ความต้องการถุงมือยางทั้งโลกในปี 2563 ประมาณ 3.3 ล้านชิ้น และความต้องการปี 64 มีมากถึง 4.2 ล้านชิ้น ทำให้โรงงานผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของประเทศต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดถุงมือยาง เช่น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT มีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้ง จาก 27,153 ล้านชิ้นเป็น 70,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2569 เป็นต้น

ทั้งนี้ การส่งออกถุงมือยางเมื่อปี 2563 มีมูลค่าสูงถึง 72,680.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 95% และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางเป็นอันดับสองของโลก ครองส่วนแบ่งการตลาดประมารณ 18% หรือ 47,000 ล้านชิ้น ขณะที่มาเลเชียคลองส่วนแบ่งตลาด 60%

“จากแนวโน้มความต้องการน้ำยางข้นของโลก ทำให้ทราบว่าในปีนี้ปริมาณการใช้น้ำยางข้นในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จึงไม่ค่อยจะห่วงในเรื่องปริมาณความต้องการน้ำยางข้น สำหรับผลผลิตน้ำยางข้นทั้งประเทศ ปีนี้จะมีประมาณ 1 ล้านตัน โดยส่วนหนึ่งจะส่งไปจีนและมาเลเชีย ที่ผ่านมาเราใช้เองไม่มากประมาณ แสนกว่าตัน แต่คราวนี้ ปริมาณความต้องการใช้ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว 3 – 4 แสนตัน ในปีนี้สถานการณ์ยางพาราน่าจะไปด้วยดี จึงคาดว่าในอนาคตโรงงานผลิตถุงมือยางจะเปลี่ยนมาใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกกว่ายางสังเคราะห์แต่มีกำไรสูงกว่า ดังนั้นโรงงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนมาใช้น้ำยางข้นหรือน้ำยางธรรมชาติมากกว่ายางสังเคราะห์ เพราะกำไรและราคามันห่างกันเยอะ ถ้าเปลี่ยนมาใช้ยางธรรมชาติ โอกาสในการทำกำไรก็จะเห็นมากขึ้น”

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้มองสถานการณ์น้ำยางข้นว่าจะเป็นตัวชูโรง เนื่องจากน้ำยางข้นเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตถุงมือยาง สำหรับในระยะถัดไปน้ำยางข้นน่าจะยังมีศักยภาพต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแง่ที่หันมาใส่ใจสุขอนามัยมากขึ้นในระยะยาว สำหรับในระยะถัดไปอีกคือ ในช่วงปี 2563 – 2570 คาดว่า มูลค่าตลาดถุงมือยางของโลกจะยังขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 12.6 ต่อปี แสดงถึงความต้องการน้ำยางข้นที่มีรองรับต่อเนื่อง ขณะที่อุปทานยางพารา คาดว่า น่าจะให้ภาพที่เพิ่มขึ้นตามสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต เนื่องจากเข้าสู่วงรอบของปรากฏการณ์ลานีญากำลังอ่อนที่จะทำให้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของผลผลิตยางพาราน่าจะน้อยกว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของความต้องการถุงมือยางโลก ทำให้ภาพรวมราคายางพาราน่าจะสามารถประคองตัวต่อไปได้จากปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์เป็นสำคัญ

เกษตรฯชูผลสำเร็จโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563387

เกษตรฯชูผลสำเร็จโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชูผลสำเร็จการดำเนินงานโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งเป็นโครงการในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งเป้าปี 2564 เน้นการพัฒนาและขยายผล พัฒนาครู นักเรียน และผู้ปกครอง จำนวน 2,400 คน ร่วมกับโรงเรียน 783 โรงเรียน วางแผนการผลิตพืชผักและผลไม้ในโรงเรียน ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ พัฒนาโรงเรียนเป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ ขยายผลความรู้จากโรงเรียนสู่ครัวเรือน หมู่บ้าน และชุมชน ส่งเสริมการผลิตและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช โดยนำร่อง 15 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนองพระราชดำริและดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเริ่มงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 และได้ทรงงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันผลการดำเนินงานดังกล่าวได้ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยมีหน่วยงานต่างๆ มาร่วมบูรณาการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม พัฒนาเป็นศูนย์บริการความรู้ พร้อมกับสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่ครัวเรือน เพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมและเพิ่มรายได้จากการขายผลผลิต

โดยในปี 2564 นี้ กรมได้วางแนวทางการขับเคลื่อนโครงการในการดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชที่ถูกต้องและปลอดภัยรวมไปถึงการแปรรูปถนอมอาหาร ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองร่วมกันทำการเกษตรในโรงเรียน เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในครัวเรือนและขยายผลไปสู่ชุมชน ประกอบด้วย 1. พัฒนาครู นักเรียน และผู้ปกครอง จำนวน 2,400 คน ให้มีความรู้ทางด้านการเกษตรและการฝึกปฏิบัติ การผลิตพืชอย่างเหมาะสม โดยยึดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. ร่วมกับโรงเรียน 783 โรงเรียน วางแผนการผลิตพืชผักและผลไม้ในโรงเรียน ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ตรงตามความต้องการของโรงเรียน สามารถนำผลผลิตที่ได้มาประกอบอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้เพียงพอตลอดช่วงปีการศึกษา 3. พัฒนาโรงเรียนเป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ ขยายผลความรู้จากโรงเรียนสู่ครัวเรือน หมู่บ้าน และชุมชน โดยส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านที่โรงเรียนตั้งอยู่50 หมู่บ้าน (1,000 ราย) ที่สามารถพัฒนาเป็นอาชีพด้านการเกษตรได้ และ 4. ส่งเสริมการผลิตและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช โดยนำร่อง 15 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบสำหรับการผลิตและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช ขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ

“อย่างไรก็ตาม กรมหวังว่า การดำเนินงานและพัฒนาขยายผลของโครงการจะทำให้ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง มีความรู้ ความเข้าใจด้านการเกษตร สามารถวางแผนการผลิตพืชให้เหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่ โรงเรียนสามารถผลิตพืชและนำผลผลิตมาประกอบเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียนได้อย่างเพียงพอ โรงเรียนเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้และขยายผลองค์ความรู้ไปปรับใช้ในครัวเรือน เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งสามารถพัฒนาเป็นอาชีพทางด้านการเกษตรให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไปได้” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำวังพ้นวิกฤติแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563389

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำวังพ้นวิกฤติแล้ง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำวังพ้นวิกฤติแล้ง

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุ่มน้ำวัง เป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 6.75 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ ลำปาง และตาก เป็น 1 ใน 4 สาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ ไหลมารวมกับแม่น้ำปิง ที่ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก มีความยาวตามลำน้ำประมาณ 460 กิโลเมตร

เขื่อนกิ่วลม และเขื่อนกิ่วคอหมา เป็น 2 แหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำวัง ปีนี้ปริมาณฝนที่ตกและน้ำที่ไหลเข้้าอ่างเก็บน้ำของทั้ง 2 เขื่อนน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อย ล่าสุด ณ วันที่ 30 มีนาคม 2564 เขื่อนกิ่วลมมีปริมาณน้ำ 55.86 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 52.59% ของปริมาณความจุ ส่วนเขื่อนกิ่วคอหมา มีปริมาณน้ำ 59.22 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 34.84%ของปริมาณความจุ

เมื่อวันก่อนท่านอธิบดีกรมชลประทาน นายประพิศ จันทร์มา ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำวัง โดยได้ให้ความมั่นใจว่า แม้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม แต่มีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ในฤดูแล้งตามแผนที่วางไว้ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำ และมีสำรองใช้ในช่วงต้นฤดูฝนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะสามารถส่งน้ำเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำวังตอนล่างที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ตำบลยกกระบัตร ตำบลวังจันทร์ ตำบลวังหมัน ในเขตอำเภอสามเงา และตำบลแม่สลิด ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก อีกด้วย

ตามแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 31 กรกฎาคม 2564 จะจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆรวมทั้งปริมาณน้ำสำรองใช้ในช่วงต้นฤดูฝนของเขื่อนทั้ง 2 แห่งดังกล่าวมีปริมาณทั้งสิ้น 152 ลัานลบ.ม. แบ่งเป็น จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 16.1 ล้านลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ 34.9 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 11.2 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อกิจกรรมอื่น ๆ 20.0 ล้าน ลบ.ม. และน้ำสำรองกรณีฝนมาล่าช้าหรือฝนทิ้งช่วง 69.8 ล้าน ลบ.ม.

“กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนทุกอย่าง โดยขณะนี้ได้จัดสรรไปแล้ว 46.9 ล้านลบ.ม. ยังคงเหลือน้ำที่จะต้องจัดสรรตามแผนจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 6.1 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ 13.5 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 0.7 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อกิจกรรมอื่นๆอีก 15 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอที่จะจัดสรรน้ำตามแผนแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

นอกจากนี้หากมีพื้นที่ใดในลุ่มน้ำวัง ประสบภัยแล้งก็มีปริมาณที่สำรองไว้เพื่อจัดกิจกรรมอื่นๆ สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันทีรวมทั้งหากเกิดกรณีฝนมาช้า หรือฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนก็ยังมีปริมาณสำรองไว้อีกถึง 69.8 ล้าน ลบ.ม.

“ปีนี้ลุ่มน้ำวังไม่ประสบวิกฤติภัยแล้งอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานฟันธง!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

มก.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าระบบเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ เน้นเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม-ปลอดสาร-ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563388

มก.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าระบบเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ เน้นเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม-ปลอดสาร-ปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ถ่ายทอดระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ปลอดสารผ่าน โครงการความร่วมมือ “ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน” ให้นิสิตประมงได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์ความต้องการภาคการประมงที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะประมง ม.เกษตรฯ กล่าวว่าคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการประมงน้ำจืดให้ทันสมัยตอบโจทย์กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน” เป็นความร่วมมือกับซีพีเอฟ เปิดโอกาสนิสิตสาขานี้ได้เรียนรู้ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควบคู่กับการมีมุมมองเชิงธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟโดยตรง ได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึง นิสิตยังได้แนวความคิดความเข้าใจในด้านการผลิตสินค้าคุณภาพตามความต้องการของตลาด ทั้งนี้ โครงการนี้ยังเป็นโมเดลของความร่วมมือกับซีพีเอฟในการพัฒนาหลักสูตรเรียนรู้ของนิสิตภาควิชาอื่นๆ ในคณะประมง อีกด้วย

“การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับความสะอาดและความปลอดภัย ให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โครงการช่วยให้นิสิตมีความเข้าใจในการผลิตสินค้าประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยจากการใช้ยาและสารเคมี ไม่เพียงเราจะได้พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจการผลิตสินค้าสัตว์น้ำสะอาด ปลอดภัย และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยตามหลักสากลและส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ” ผศ.ดร.เมธี กล่าว

นายวิโรจน์ ยุทธยงค์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการความร่วมมือฯ กับ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2563 โดยซีพีเอฟนำองค์ความรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย เรียกว่า CARE Aquaculture Model ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่เน้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารและการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นระบบที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องมีความรู้ทางการผลิตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปต่อยอดในการดำเนินอาชีพของนิสิต ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและมีส่วนช่วยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ ซีพีเอฟจะนำโครงการไปขยายผลต่อกับนิสิตประมงใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยจะพัฒนาห้องเรียนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้นิสิตได้เรียนรู้ระบบ CARE Aquaculture Model อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงผลักดันให้นิสิตมีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้ทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้น” นายวิโรจน์ กล่าว

นายรชต ทองสุวรรณ์ อายุ 21 ปีนิสิตภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ ชั้นปีที่ 3คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการที่มีโครงการนี้ในหลักสูตรถือเป็นประโยชน์กับนิสิตอย่างมาก เพราะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กันรวมถึงฝึกทักษะหลายๆ ด้าน อาทิความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่เพียงแค่เพื่อนร่วมภาควิชาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาควิชาอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากตรงนี้ อนาคตจะนำไปประยุกต์กับธุรกิจของที่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้การเลี้ยงปลาน้ำจืดดีขึ้น มีระบบน้ำหมุนเวียนที่ไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี