แจกข้าวแกงฟรี ช่วยชาวสงขลา สู้ภัยไวรัสโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541588

แจกข้าวแกงฟรี ช่วยชาวสงขลา สู้ภัยไวรัสโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านข้าวแกงป้าไพซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย 18 ถนนทะเลหลวง ย่านชุมชนวชิรา ในเขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงราคาถูกที่สุดในเมืองสงขลา ขายแกงถุงละ 10 บาท มากว่า 20 ปี และจำหน่ายข้าวราดแกงในราคาเพียง 20-25 บาท โดยในวันนี้ได้เปิดบริการกินข้าวแกงฟรีทั้งร้าน สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กนักเรียน นักศึกษาผู้มีรายได้น้อย และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาระบาดรอบใหม่ ให้ผู้ที่เดือดร้อนและผู้ที่ลำบากได้กินข้าวแกงฟรี

โดยกิจกรรมนี้จัดโดยศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรชม รุ่น 2536 ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 รอบใหม่ โดยเริ่มเปิดบริการข้าวแกงฟรีที่ร้านข้าวแกงป้าไพแห่งนี้เป็นอาทิตย์แรกตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงต่อเนื่องทุกวันอาทิตย์จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงสถานการณ์โควิด-19

สำหรับบรรยากาศในวันแรกมีประชาชนชาวเมืองสงขลามาต่อแถวกินข้าวแกงฟรีกันตั้งแต่เช้า และมีการป้องกันโควิด-19 อย่างรัดกุมทั้งวัดอุณหภูมิร่างกาย ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่าง

นางอทิตยา มีเอี่ยม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้บอกว่า กิจกรรมนี้เป็นการร่วมกันของศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรชม รุ่น 2536 เพื่อที่ช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากโดยเฉพาะช่วงนี้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งจึงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจซึ่งหลายคนยังคงลำบากยิ่งมาเจอโควิดรอบสองก็ยิ่งเดือดร้อนไปอีก

‘รมช.มนัญญา’ เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541542

'รมช.มนัญญา'เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี

‘รมช.มนัญญา’เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

“รมช.มนัญญา”เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี ประกวดกระบือพันธุ์ดีชิงถ้วยพระราชทาน”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนาการเลี้ยงควายไทยมรดกโลก

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 ณ สนามประกวดสัตว์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ว่าการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างแรงจูงใจให้กลุ่มเกษตรกรเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สายพันธุ์ พัฒนาการเลี้ยง การปรับปรุงพันธุ์ สร้างฝูงแม่พันธุ์กระบือไทยที่มีอัตลักษณ์ของกระบืออุทัยธานี ส่งเสริมสนับสนุนเพิ่มปริมาณกระบือและประสิทธิภาพในการผลิต ปกป้องพันธุ์กระบือเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบืออย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จังหวัดอุทัยธานีเห็นถึงความสำคัญในอาชีพเกษตรกรรม ถือได้ว่าเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของชาวอุทัยธานี โดยเฉพาะอาชีพด้านปศุสัตว์ ซึ่งการจัดงาน “เทศกาลควายไทย” ครั้งที่ 9 จะสามารถกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความตื่นตัวในการปรับปรุงพันธุ์ พัฒนาอาหาร การเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ ในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงกระบือ ปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์กระบือสายพันธุ์ดี เพื่อรักษาความเป็น “อัตลักษณ์ของกระบืออุทัยธานี” ให้เป็นที่รู้จักแก่เกษตรกร นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุทัยธานีและประเทศไทยด้วย

ภายในงาน “เทศกาลควายไทย ครั้งที่ 9” ยังมีการประกวดกระบือพันธุ์ดี ทั้งกระบือทั่วไป กระบือเผือก และกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง  ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ยังมีการประกวดเขาวัว เขาควาย ประกวดไก่แสมดำ ไก่เหลือง หางขาว ไก่หลากสี และไก่ตั้ง-ไก่ต่อ การประกวดแข่งขันการปรุงอาหารจากไก่แสมดำ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนิทรรศการด้านปศุสัตว์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการกระบือพันธุ์ดี และพืชอาหารสัตว์ต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านปศุสัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีด้านการจัดการเลี้ยง การคัดเลือก พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ยกระดับคุณภาพการผลิตเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541314

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.35 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด เพื่อขับเคลื่อนงานสหกรณ์กรมปศุสัตว์ เน้นถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดประโยชน์สมาชิกเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2563 เวลา9.30น.นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะประธานสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด เปิดโครงการสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด โดยมี น.สพ.เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงศ์ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์สหกรณ์กรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน และผู้แทนสมาชิกฯเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้

 สหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด ได้ก่อตั้งและเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2523 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 9,911คน มีสินทรัพย์กว่า 6,000 ล้านบาท และได้มีการกำหนดข้อบังคับ โดยใช้ระบบผู้แทนสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนของสมาชิก เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา สหกรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ตามหลักการสหกรณ์ และได้มีการจัดโครงการสัมมนาให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านองค์ความรู้ให้กับผู้แทนสมาชิก บุคลากรในองค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะนำพาให้สหกรณ์มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ มีความเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคง สมาชิกและบุคคลภายนอกมีความเชื่อมั่นในองค์กร

 โดยมีวัตถุประสงค์ในการสัมมนาเพื่อ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ดังนี้

1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้นับทราบและเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสหกรณ์

2.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมในการพัฒนาสหกรณ์

3.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้แทนสมาชิกและทำให้เกิดแนวคิดพัฒนาการดำเนินงานสหกรณ์เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกสหกรณ์ และเราจะผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายในครั้งนี้ไปได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความศรัทธา ให้สหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้า และยั่งยืน

ประธานสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2564เรื่อง “สิทธิและหน้าที่ของผู้แทนสมาชิกสหกรณ์” ในวันนี้และขอแสดงความยินดีกับกรรมการและผู้แทนสมาชิกทุกท่านที่ได้รับการสรรหาและเลือกตั้ง ที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และเสียสละเวลา ร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี มั่นคง และมั่งคั่งการสัมมนาในครั้งนี้คาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบและเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการระดมความเห็นในการพัฒนาสหกรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ตามหลักการสหกรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาให้สหกรณ์มีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพมีความเจริญก้าวหน้า และมีความมั่นคง สมาชิกและบุคคลภายนอกมีความเชื่อมั่นในองค์กร อันนำไปสู่ความก้าวหน้ายั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้การดำเนินงานจัดโครงการสัมมนา และประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากการแพร่ระบาดโดยดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ดังกล่าวด้วย    ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ

รมว.เกษตรฯการันตี สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541279

รมว.เกษตรฯการันตี  สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย  ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ

รมว.เกษตรฯการันตี สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมว.เกษตรฯการันตี สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ

รมว.เกษตรฯยืนยัน สินค้าจากประมง-ปศุสัตว์ยังมีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน พร้อมย้ำมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น ขอให้พี่น้องประชาชนสามารถบริโภคได้ตามปกติ ด้านปลัดเกษตรฯ เผยกรมประมงเร่งหาตลาดรองรับสินค้าสัตว์น้ำ หลังปิดท่าเรือ-ตลาดใหญ่ ขณะที่ประชาชนแห่ซื้อกุ้งก้ามกรามราคาถูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน อ.บางแพ จ.ราชบุรีที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ ได้มีการสรุปรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งจากกระแสความกังวลของประชาชนต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสัตว์น้ำที่อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการบริโภคอาหารทะเล ทางกระทรวงฯ จึงได้ทำการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งสินค้าประมงและสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้สินค้ามีความปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด จึงขอให้พี่น้องประชาชนสามารถบริโภคได้ตามปกติ และขอยืนยันว่าสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองจากกรมประมงและกรมปศุสัตว์ จะไม่มีการแพร่เชื้ออย่างแน่นอน

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกระแสความกังวลของประชาชนต่อการบริโภคสินค้าประมง กระทรวงเกษตรฯโดยกรมประมง ได้มีการออกมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 ในสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น คือ 1.ผู้ประกอบการกระบวนการผลิต เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฟาร์มต้องขึ้นทะเบียนและได้มาตรฐานจากกรมประมงปฏิบัติตามมาตรการคัดกรอง และการปฏิบัติงาน ล้างทำความสะอาดยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสัตว์น้ำ ส่วนชาวประมง/เรือประมงทุกคนต้องผ่านการคัดกรองจากศูนย์แจ้งเข้า-ออก ตามมาตรการของกรมประมง ทำความสะอาดส่วนที่สัมผัสกับสัตว์น้ำอยู่เสมอ เป็นต้น

2.ผู้ประกอบการกระบวนการลำเลียงและขนส่งสัตว์น้ำ ล้างและทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับ ลำเลียง หรือขนส่งสัตว์น้ำก่อน-หลัง ใช้ทุกครั้ง ฉีดพ่น ทำความสะอาดยานพาหนะที่ใช้ในการลำเลียง หรือขนส่ง ก่อน-หลัง ทุกครั้ง โดยประสานกรมปศุสัตว์หรือภาคเอกชนช่วยดำเนินการ พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้มีการปนเปื้อนระหว่างการขนส่ง 3.ผู้ประกอบการสะพานปลา (องค์การสะพานปลานำร่อง) ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยท่าเทียบเรือ สะพานปลา คัดกรองบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่ทุกรายเป็นประจำทุกวัน ทำความสะอาดสถานที่ด้วยคลอรีนทุกวัน พาหนะบรรทุกสัตว์น้ำที่เข้า-ออก ต้องลงทะเบียน และฉีดพ่นด้วยคลอรีน และ 4.ผู้ประกอบการร้านค้า Modern Trade ปฏิบัติตามข้อกำหนดร้านค้าของสาธารณสุข ทำความสะอาดพาหนะที่ขนส่งสินค้า ณ จุดจอด ก่อนมีการขนถ่ายเข้าสู่สถานประกอบการด้วยคลอรีน แยกสัตว์น้ำแต่ละประเภท ล้างทำความสะอาดและบรรจุในถุงพลาสติกก่อนวางบนน้ำแข็ง สุ่มตรวจการปนเปื้อน

นายทองเปลวกล่าวว่าขณะนี้กรมประมงได้เร่งสร้างการรับรู้ผู้บริโภคว่า สินค้าประมงไม่เป็นพาหะเชื้อโควิด-19 การระบาดที่ผ่านมาเป็นการติดต่อจากคนสู่คนพร้อมทั้งเร่งแก้ไขผลกระทบสินค้าประมงที่ต้องขายผ่านตลาดประมง โดยประสานผู้ประกอบการตลาดไทยและตลาดสี่มุมเมือง เพื่อเป็นแหล่งกระจายสินค้าประมงให้แก่เกษตรกร ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้ชะลอการจับกุ้ง เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด แต่หากจำเป็นต้องจับให้ประสานไปยังสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง เพื่อเข้าไปช่วยรับซื้อในราคาที่เกษตรกรคุ้มต้นทุน

นายประวิทย์ ละออบุตร ประมงจังหวัดราชบุรีร่วมกับนายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นางวิมลมาก เนียมสมบูรณ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดราชบุรี ได้นำกุ้งก้ามกรามจากสมาคมฯ และชมรมผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง จ.ราชบุรี มาวางจำหน่ายในราคาถูกกว่าราคาปกติ หลังจากกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง อ.บางแพได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19ทำให้อาหารทะเลทุกชนิดรวมทั้งกุ้งได้รับผลกระทบส่งออกระบายไปยังผู้บริโภคไม่ได้ทำให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยเร่งด่วน

ตั้งแต่ช่วงเช้าเกษตรกรได้นำกุ้งหลายไซส์ใส่ถังออกซิเจนนำมาจำหน่ายหลายขนาดไซส์ เช่น ขนาด 10-12 ตัว/กก.ขาย กก.ละ 300 บาท ซึ่งตามปกติทั่วไปจะขาย กก.ละกว่า 400 บาท มีทั้งกุ้งตัวผู้ และกุ้งตัวเมีย ราคาตั้งแต่ กก.ละ 180 -300 บาท ส่วนกุ้งนิ่มราคา กก.ละ 200 บาท ปรากฏว่ามีการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ซื้อกุ้งไปบริโภคอย่างคับคั่ง ประชาชนที่ซื้อกุ้งไปบริโภคบอกว่าอยากมาอุดหนุนช่วยเกษตรกร เชื่อว่ามีความปลอดภัย หลังจากซื้อกลับไปถึงบ้านแล้วก็จะถ่ายรูปลงเฟซบุ้ค เพื่อประชาสัมพันธ์ช่วยเหลือให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

วันเดียวกัน นายธนิตพล ไชยนันท์ ที่ปรึกษา รมว.สาธารสุข, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมในโอกาสตรวจเยี่ยมการยกระดับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่บริเวณศูนย์ขายอาหารทะเลสด ห้างแม็คโคร สาขานครอินทร์ ต.บางศรีเมือง อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มาใช้บริการและเลือกซื้ออาหารสด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครสนับสนุนมาตรการป้องกันโควิด-19 ของภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยได้วางแผนเชิงรุกในการยกระดับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังขั้นสูงสุด มีการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมอนามัย และองค์การอาหารและยา(อย.) กำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด พร้อมวางมาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในช่วงการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสินค้าอาหารสด อาหารทะเล ที่แม็คโครได้เพิ่มความเข้นข้นในการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิตและจัดจำหน่าย เพื่อให้ถึงมือผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างปลอดภัย

‘เฉลิมชัย’ ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541034

‘เฉลิมชัย’ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนต่อภาคการเกษตร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” ภาคเกษตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ โดยประชากรประมาณร้อยละ 40 ของประเทศอยู่ในภาคเกษตร และจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรง การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้าระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทย ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทย โดยเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท อาทิ การส่งเสริมสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าเกษตรจากฐานชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิต รวมทั้งการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร

สำหรับการดำเนินการในปี 2564 ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ได้แก่

1) บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการน้ำอย่างมีคุณค่า 2) บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer 4) ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด 5) ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural ServiceProviders: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร 6) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 7) พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ 8) เกษตรพันธสัญญา(Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด 9) การประกันภัยพืชผลให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย 10)ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร 11) สร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 12) ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และ 14) ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล Big Data ในการเชื่อมโยงการทำการเกษตรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541035

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ให้ส่วนราชการทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้พิจารณาบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลการสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัวจนครบ 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงไปในพื้นที่ และให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสัตว์น้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการตรวจพบโควิด-19 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 ในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ SAR CoV2 และ MERS ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน จึงขอให้ผู้บริโภคโปรดมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำ และกรมประมงยังมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำก่อนถึงมือผู้บริโภคเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด สำหรับสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงจะต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ส่วนที่มาจากการทำประมงต้องผ่านการประเมินสุขอนามัยบนเรือประมง อีกทั้งยังมีการสุ่มตรวจสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่วางจำหน่ายในท้องตลาดโดยใช้ชุดทดสอบเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมปศุสัตว์ยังได้มีการปรับแผนในการเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของโรงงานแปรรูปอาหารเพื่อส่งออก และฟารม์ต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงมีการตั้งด่านสุ่มตรวจตามจุดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และสำหรับองค์การสะพานปลาได้มีการประกาศปิดการใช้ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงคราม รวมถึงได้คุมเข้ม 18 ท่าเรือทั่วประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 มีการทำความสะอาดท่าเรือและพ่นยาฆ่าเชื้อ และยังได้มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการสำหรับเรือที่ออกจากท่าก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2563 สามารถนำเรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงครามได้ แต่ต้องมีการแจ้งก่อนล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าไปรับฟังปัญหาและคอยช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541036

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างรุนแรงครอบคลุมไปทั่วทุกธุรกิจ

ยางพาราก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ราคายางมีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดล่วงหน้าปรับตัวที่ปรับตัวลง เพราะมีความกังวลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบ ก็มีปัจจัยบวกหนุนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกยางพาราของไทย

ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งสำคัญของยางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตลาดก็จะหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำขาดแรงงานกรีดยาง เพราะในปัจจุนไทยใช้แรงงานจากประเทศพม่าในการกรีดยางเป็นหลัก

ปัจจัยเหล่านี้มีสำคัญที่จะช่วยพยุงราคายางให้อยู่ในระดับสูงกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ราคาประมูลเฉลี่ย ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 61.01 บาท/กก. ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 62.79 บาท/กก.

เมื่อเกิดสภาวะวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเช่นเดียวกัน

การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยมากขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

ช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาท ต่อปี เมื่อมีการระบาดระลอกแรก ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาท ต่อปี แต่เมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 การส่งออกถุงมือยางอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้

ดังนั้นการระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ปัจจัยลบสำหรับยางพาราเสียเลยทีเดียว แต่เป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนราคายางให้มีเสถียรภาพด้วย เพราะทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลควรจะเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางและหน้ากากอนามัย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพแล้ว ยังจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติอีกด้วย

นิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรจะต้องเกิดขึ้น!!

โดยจะต้องพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ คือการปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน จนถึงกลางน้ำคือ การแปรรูปขั้นต้น และปลายน้ำคือ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะถุงมือยางที่มีแนวโน้มความต้องการสูงมาก รวมทั้งระบบขนส่งและกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด

อยู่ที่รัฐบาลว่า จะพลิกวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาส เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติของโลกหรือไม่?


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘อธิบดีปศุสัตว์’ แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540870

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.42 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา และพร้อมเปิดด่านฯตามนโยบาย”รมว.กษ.”อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู

นายสัตวแพทยสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร-แห่งชาติ ระบุถึงปัญหาการส่งออกสุกรมีชีวิตไปประเทศกัมพูชาว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งออกได้ จากความขัดแย้งระหว่าง โบรกเกอร์ กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ทำการค้ากับประเทศกัมพูชา กับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ ที่ใช้รถยนต์และรถบรรทุกปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรผ่านจุดผ่านแดนได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อนานกว่า 1 เดือน ส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดจนกระทบต่อราคาหมูที่ตกต่ำลงอย่างมาก และเกษตรกรต้องแบกรับภาวะการขาดทุนมากว่า 3 ปี

ทั้งนี้ แม้จะเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาผ่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมปศุสัตว์ แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และมีการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ในประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง การเป็น AEC อย่างไรก็ตาม หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศจะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายใน 7 วัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 24 ธ.ค.นั้น กรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา หน่วยงานสุขภาพสัตว์และการผลิต ราชอาณาจักรกัมพูชา (General Directorate of Animal Health and Production: GDAHP) ได้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ส่งถึงกรมปศุสัตว์ แจ้งข้อกำหนด (requirement) การนำเข้า/นำผ่านสุกรมีชีวิตไปยังกัมพูชา/เวียดนามฉบับใหม่ พร้อมกับแจ้งอนุญาตให้ผู้ประกอบการจำนวน 5 บริษัท เป็นผู้ส่งออกได้ โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่เคยส่งออกได้มาก่อนอีกจำนวน 24 บริษัท ได้รับผลกระทบไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงได้รวมกลุ่มกันไปปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรมีชีวิตเพื่อการส่งออกทางด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เร่งแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 63 GDAHP ได้แจ้งเพิ่มเติม อนุญาตให้ผู้ประกอบการอีก 5 บริษัท รวมเป็น 10 บริษัท สามารถส่งออกไปยังกัมพูชาได้

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์รับผิดชอบการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (Health Certificate) และใบอนุญาตนำสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร โดยต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 (ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การขออนุญาต การออกใบอนุญาต วิธีการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ.2558) โดยปัจจุบัน การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว พม่า เวียดนาม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้า ยังคงมีการออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ได้ตามปกติ ในส่วนของประเทศกัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้าใหม่ กรมปศุสัตว์จึงอยู่ในระหว่างประสานงานให้กัมพูชาพิจารณาเห็นชอบร่างหนังสือรับรองฯ ฉบับใหม่

ปัจจุบัน GDAHP ได้ผ่อนปรนให้ใช้หนังสือรับรองฯ ฉบับเดิมไปก่อนได้ กรมปศุสัตว์จึงสามารถออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ให้ผู้ประกอบการ ได้ทันที หากมีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตพร้อมหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 มีผู้ประกอบการ ที่ GDAHP อนุญาตให้ส่งออกสุกรมีชีวิตไปยังประเทศกัมพูชาได้มายื่นขอหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ณ ด่านกักกันสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ ได้ตรวจสอบหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง จึงได้ออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ แล้ว จำนวน 4 ฉบับ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือขอเพิ่มรายชื่อผู้ส่งออกเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณาแล้ว โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กระทรวงการต่างประเทศ จะเร่งติดตามการเจรจาขอเพิ่มรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก/นำผ่านไปกัมพูชา กับหน่วยงานภาครัฐของกัมพูชา โดยเร่งด่วน ตามมติที่ประชุมติดตามความคืบหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสุกรไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา กรณีมาตรการจำกัดการนำเข้าสุกรจากไทย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.63 ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ด้วยแล้ว และล่าสุด ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (HC) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ทุกด่านสามารถส่งออกสุกรไปยังกัมพูชาได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเร่งด่วนอีกด้วย

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540830

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.09 น.

24 ธันวาคม 25653 นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่10 มอบหมายให้ นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา พร้อมด้วย หัวหน้าฝ่าย เจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 10,เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเรือขุด สำนักเครื่องจักรกลได้ร่วมกันลงพื้นที่ร่องเรือในแม่น้ำบางขาม เพื่อสำรวจสภาพแม่น้ำบางขาม และสภาพริมตลิ่งทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ 

เนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม –  เมษายนของทุกปี ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนทำให้แห้งขอดและขาดตอน จนทำให้มีตะกอนดินและวัชพืช จำนวนมากมากองสุมอยู่ในแม่น้ำจนส่งผลให้แม่น้ำบางขามได้ตื้นเขิน จนส่งผลกระทบต่อการนำน้ำดิบไปผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและอาชีพเลี้ยงปลากระชัง

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบิเวศน์ของแม่น้ำบางขามอีกด้วย ทางสำนักงานชลประทานที่ 10 จึงได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบการจัดตั้งคำขอ/แผนงานงบประมาณ ขุดลอกแม่น้ำบางขาม (ระยะที่ 1) พร้อมแก้มลิง 3 แห่ง เพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำในแม่น้ำบางขาม ไว้ใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้ง พร้อมทั้งพิจารณาสถานที่ทิ้งดินที่ได้จากการขุดลอกให้เหมาะสมกับปริมาณดิน โดยไม่ส่งผลกระทบกับราษฎรที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำบางขาม ซึ่งการขุดลอกแม่น้ำบางขามวางแผนไว้ในระยะแรก 14 กม. จากความยาวทั้งสิ้นประมาณ 60 กม.

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540757

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะแอปเตอร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากท่านผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ท่านได้กรุณาจัดนักวิชาการมาบรรยายด้านงานวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และแถมยังนำพวกเรานั่งรถยนต์ไปชมทัศนียภาพแปลงวิจัยข้าวของศูนย์ในอาณาบริเวณติดกัน รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวไทย ที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดและเจริญเติบโตอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และเป็นเชื้อพันธุ์ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขันส่งออกข้าวไทย ไหนๆ มีโอกาสได้พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ในฐานะที่มีประสบการณ์เพราะเคยอยู่ในวงการนี้มายาวนาน และก็ได้ทราบได้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเราบางคนยังมีความไขว้เขวเข้าใจผิดกันอยู่มาก จึงขออนุญาตถ่ายทอดทำความเข้าใจในบางเรื่องที่สำคัญไว้พอสังเขป ดังนี้ครับ

ประการแรกที่อยากจะกล่าวถึงมากที่สุด คือ เรื่องการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยความจริงประเทศไทยเรานั้นโชคดีมากที่มีต้นทุนด้านพันธุ์ข้าวคุณภาพดีอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยในอดีตประมาณปี พ.ศ.2476 ประเทศไทยได้รับรางวัลข้าวคุณภาพดีอันดับหนึ่งของโลก จากการส่งเข้าประกวดข้าวโลกที่ประเทศแคนาดา ทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยโด่งดัง และเป็นที่มาของการส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกในยุคหลังจากนั้น และการที่เราสามารถมีข้าวส่งออกได้มากๆ นอกจากเป็นเพราะเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีแล้ว ก็สืบเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาอยู่มากเกินกว่าที่พลเมืองชาวไทยจะบริโภคได้หมด อันนี้ต่างจากบางประเทศที่พื้นที่ปลูกข้าวมีน้อย หรือไม่ก็เกิดภัยธรรมชาติเยอะทำลายผลผลิตข้าว เลยทำให้ข้าวไม่พอกินหรือไม่เหลือส่งออก แต่กระนั้น ต่อมาระยะหลังๆ หลายประเทศก็ได้มีการพัฒนาข้าวในด้านต่างๆ และสามารถยกระดับกลายมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวแข่งกับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว ซึ่งนอกจากจะมีคุณภาพหุงต้มที่ดี ถูกใจของผู้ซื้อ ถูกปากผู้บริโภค ราคายังต้องถูกกว่าด้วย ซึ่งก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป เรื่องนี้จึงทำให้เกิดผลกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยในปัจจุบัน

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเกิดคำถามว่าทำไมนักวิจัยบ้านเราจึงไม่พยายามพัฒนาคุณภาพข้าวไทยให้ดำรงความเป็นหนึ่งดังที่เคยเป็น เรื่องนี้จากการพูดคุยกับนักวิชาการด้านข้าว ผมขอเรียนข้อเท็จจริงว่า แม้จำนวนนักวิจัยและงบประมาณจากรัฐที่จัดสรรให้จะไม่ค่อยพอเพียง แต่ทางกรมการข้าวก็ได้จัดทำแผนงานวิจัยพันธุ์ข้าวสืบต่อเนื่องมาโดยตลอดทุกปี ทั้งๆ ที่การวิจัยให้ได้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่แต่ละพันธุ์ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ก็ตาม (ทั้งนี้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะเร่งงานวิจัยให้เร็วขึ้นเรายังมีน้อยมาก) เรามีสายพันธุ์ข้าวที่วิจัยเสร็จแล้วแต่เก็บสต๊อกไว้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้าวหอม ข้าวพื้นแข็ง ข้าวนุ่ม ข้าวเหนียว ข้าวเมล็ดสั้น ข้าวอุตสาหกรรม ข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงมาก รวมทั้งข้าวอื่นๆ อีกเยอะแยะ ขาดแต่เพียงยังไม่นำมาผ่านกระบวนการขั้นสุดท้ายที่จะสามารถนำเอาพันธุ์ข้าวนั้นมาใช้ปลูกได้อย่างถูกต้อง คือการประกาศรับรองพันธุ์ตามระเบียบของทางราชการ โดยคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ นักการตลาด รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ได้แก่ พ่อค้า โรงสี ตลอดจนตัวชาวนา

ถามว่าถ้าเป็นดังนี้แล้วทำไมเราไม่รีบเอาพันธุ์ข้าวดีๆ ที่วิจัยได้มารับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกล่ะ อันนี้แหละคือปัญหาที่กรมการข้าวต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากรมการข้าวถูกตำหนิติเตียนมากมาย โดยถูกกล่าวหาว่าออกพันธุ์ข้าวมามากเกินไปจนทำให้ตลาดสับสน ทำตลาดยาก เคยขายข้าวอย่างหนึ่งแต่มาออกอีกพันธุ์หนึ่ง ตลาดไม่รู้จักต้องไปเริ่มตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งที่ความจริงในคณะกรรมการรับรองพันธุ์ท่านผู้ตำหนิก็เคยนั่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยงงกันไปเรื่องของเรื่องก็คือ การวิจัยพันธุ์ข้าวมันไม่ได้แค่เพียงสนองตอบเฉพาะความต้องการของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องสนองตอบต่อปัญหาใหม่ๆ รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายได้แก่ชาวนา เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น มีโรค เกิดแมลงมีน้ำแล้ง เจออากาศร้อน อากาศหนาว พันธุ์เก่าที่เคยปลูกกลับไม่ได้ผลผลิต หรืออ่อนแอต่อโรคแมลง ก็จำเป็นต้องหาพันธุ์ใหม่ปลูกแทน และนี่ก็คือความเป็นจริงพื้นฐานประการแรกของงานวิจัยข้าวของไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org