อ.ต.ก.ส่งความสุขปีใหม่ 2564 มอบของขวัญด้วยข้าวราคาพิเศษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541805

อ.ต.ก.ส่งความสุขปีใหม่2564 มอบของขวัญด้วยข้าวราคาพิเศษ

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ส่งความสุขปี 2564 จัดกิจกรรม “อ.ต.ก. มอบของขวัญปีใหม่ ด้วยข้าวเกษตรกรไทยราคาพิเศษ” ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ กรรมการ อ.ต.ก. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงาน ในสังกัดจัดกิจกรรม “โครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างโอกาส สร้างรายได้ที่ยั่งยืน และลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพราคาถูก โดยจัดกิจกรรม “อ.ต.ก. มอบของขวัญปีใหม่ ด้วยข้าวเกษตรกรไทยราคาพิเศษ” ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564 ที่บริเวณทางเดิน โซนจำหน่ายข้าวสาร(ฝั่งริมคลอง) ตลาด อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร อ.ต.ก. คัดสรรข้าวไทยคุณภาพ ข้าวเกษตรอินทรีย์ หลากหลายสายพันธุ์จากเกษตรกรไทยมาจำหน่ายในงาน

“อ.ต.ก. มอบของขวัญปีใหม่ ด้วยข้าวเกษตรกรไทยราคาพิเศษ” อาทิ ข้าวซ้อมมือน้ำนมหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิสีเขียว/สีชมพู ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวใหม่ต้นฤดูและข้าวกลางปีตราไดโนเสาร์ และโปรโมชั่นพิเศษสุด หากลูกค้าซื้อข้าวสารภายในงาน ครบ 4 กก. ระหว่างเวลา 10.00 น. – 15.00 น. จากร้านค้าเดียวกัน(คละชนิดข้าวได้) รับของแถมเป็นข้าวสารชนิดเดียวกันหรือข้าวที่ราคาต่ำสุดเพิ่มฟรีอีก 1 กิโลกรัม

สศก.ชี้ GDP ปี’63 หดตัว 3.3% เหตุแล้งเป็นหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541807

สศก.ชี้GDPปี’63หดตัว3.3%เหตุแล้งเป็นหลัก

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 พบว่าหดตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยหดตัวจากสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์ขยายตัว โดยสาขาพืชหดตัวร้อยละ 4.7 เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมาส่งผลให้พืชสำคัญมีผลผลิตลดลง เช่น ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุด และเงาะอย่างไรก็ตาม ยังมีผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้นคือ ข้าวนาปี เนื่องจากในช่วงกลางปี 2563 เป็นต้นมา มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าในปี 2562 ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปีรอบ 2 ได้เพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการควบคุมและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้ดี ลำไย เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2560 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ และทุเรียนมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาจูงใจให้เกษตรกรบำรุงและดูแลรักษา ประกอบกับมีพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2558 ที่เริ่มให้ผลผลิตได้ปีนี้

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.7 จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน การเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่ดี ทำให้สินค้าปศุสัตว์สำคัญทั้งไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น สาขาประมงหดตัวร้อยละ 2.6 เนื่องจากผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงลดลงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ จากการสูญเสียตลาด
บางส่วนให้กับประเทศคู่แข่ง ทำให้เกษตรกรปรับลดจำนวนลูกพันธุ์และชะลอลงลูกกุ้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ประมงน้ำจืดมีผลผลิตลดลงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะปลานิลและปลาดุก เนื่องจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 3.6 เนื่องจากกิจกรรมการจ้างบริการทางเกษตรต่างๆ ทั้งการเตรียมดิน การดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวลดลง ตามเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เก็บเกี่ยวของพืชสำคัญที่ลดลง และสาขาป่าไม้ หดตัว ร้อยละ 0.5 เนื่องจากผลผลิตไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ครั่ง และรังนก ลดลงเป็นผลจากการตัดโค่นสวนยางเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีลดลง ความต้องการไม้ยูคาลิปตัสและครั่งของประเทศคู่ค้าสำคัญลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 หดตัว แต่ด้วยการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรฯทำให้ภาคเกษตรและเกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนโดยดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ บริหารจัดการน้ำ พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer ส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ การตลาดนำการผลิต ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาตรการเยียวยาเกษตรกร จากผลกระทบของโควิด-19ที่ได้จ่ายเงิน 5,000 บาท ให้เกษตรกรเป็นเวลา 3 เดือน การส่งเสริมการบริโภคและใช้สินค้าเกษตรในประเทศ การเพิ่มศักยภาพผลิตสินค้าเกษตรของไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐานและความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของสินค้าเกษตรไทย

สำหรับปี 2564 คาดว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจะขยายตัวช่วงร้อยละ 1.3 – 2.3 แต่ยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยและสถานการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ สถานการณ์ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช การระบาดของโรคในสัตว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโควิด-19 อัตราแลกเปลี่ยน เพราะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่แข่ง จะส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้าของสินค้าเกษตรไทย รวมไปถึงราคาน้ำมันดิบที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่ง สศก. จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

“ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรสะท้อนให้เห็นผลการพัฒนาภาคเกษตรภาพรวม แต่ยังไม่ใช่การบ่งชี้ว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง นอกจากนี้ การเติบโตของภาคเกษตรระดับสูงไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของมาตรฐานการครองชีพของเกษตรกรทุกคนเสมอไป ดังนั้น หากต้องการมองถึงความอยู่ดีกินดีและการกระจายรายได้ของเกษตรกรในประเทศ ต้องพิจารณาให้ละเอียดลงไปถึงตัวชี้วัดอื่น อาทิ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของเกษตรกร สัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สิน สัดส่วนเกษตรกรยากจน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ สศก.หน่วยงานเนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร จะเดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปสู่การเป็น Big Data เพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรที่ถูกต้องและแม่นยำ” เลขาธิการ สศก.

เกษตรฯจัดเวทีเครือข่ายYoung Smart Farmer เดินหน้าพัฒนาต่อยอดมาตรฐาน-ช่องทางตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541806

เกษตรฯจัดเวทีเครือข่ายYoung Smart Farmer เดินหน้าพัฒนาต่อยอดมาตรฐาน-ช่องทางตลาด

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร และช่องทางการตลาด รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ พร้อมทั้งจัดแสดงผลงาน ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และสินค้าเกษตรของ Young Smart Farmer

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการพัฒนาผลผลิตและสินค้าเกษตรของ Young Smart Farmer รวมถึงการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ DTAC ITAP และ The Mall Group ที่ร่วมกันพัฒนาและยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร โดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่ายเป็นกลไกสำคัญพัฒนาให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ มีการจัดกระบวนการให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางและออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ เกิดเป็นเครือข่าย Young Smart Farmer 77 เครือข่ายทั่วประเทศ

พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานของเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับจังหวัด โดยตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ (ศบพ.) 77 ศูนย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานของเครือข่ายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม องค์ความรู้ควบคู่งานวิจัย และหลักการธุรกิจเกษตร บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรเป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล รวบรวมสินค้าเกษตรและเพิ่มช่องทางการตลาด รวมถึงสร้างทายาทเกษตรกร ทำให้เกิดการเชื่อมโยงหน่วยงานภาคี ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และสถาบันการเงินร่วมพัฒนายกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรม พึ่งพาตนเองได้และเป็นผู้นำทางการเกษตร รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้เข้มแข็ง และดำเนินงานด้านการเกษตรได้มีประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานภาคการเกษตรได้ นอกจากนี้ ยังจัดแสดงผลผลิต ผลิตภัณฑ์และสินค้าเกษตรของ Young Smart Farmer จากทั่วประเทศภายในงาน เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป สมุนไพร เห็ดสดและแปรรูป ไข่ไก่ ชา กาแฟ โกโก้ ข้าวสาร นม น้ำผึ้ง น้ำแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป ของใช้ ดินและปุ๋ยไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางขับเคลื่อนงานส่งเสริมและพัฒนา Young Smart Farmer และ Smart Farmer ดังนี้ 1.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะในการเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ และพัฒนายกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการ และสถาบันการเงิน เพื่อร่วมกันพัฒนาและสนับสนุนให้เกษตรกรประกอบธุรกิจการเกษตร เชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรรายอื่น 2.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ Young Smart Farmer มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของชุมชน เป็นผู้นำด้านการเกษตรของชุมชน และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการขับเคลื่อนภาคเกษตรเข้าสู่การทำเกษตรสมัยใหม่3.สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่และผู้สนใจอาชีพการเกษตรเข้ามาสู่ภาคการเกษตรมากขึ้นโดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการ และสถาบันการเงิน เพื่อร่วมพัฒนาสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่และผู้สนใจเริ่มต้นทำการเกษตรหรือประกอบธุรกิจการเกษตรได้ 4.สร้างทายาทเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อสืบทอดอาชีพการเกษตร ทั้งพัฒนายุวเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะด้านการเกษตร สนับสนุนลูกหลานเกษตรกรให้กลับมาทำการเกษตรมากขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกระทรวงกลาโหมพัฒนาเตรียมความพร้อมของกำลังพลทหารกองประจำการที่เป็นลูกหลานเกษตรกรเพื่อเข้าสู่อาชีพการเกษตรในอนาคต และ 5.พัฒนาศักยภาพของ Smart Farmerให้เป็นต้นแบบ และสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์สู่เกษตรกรรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทลายโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยีดอุปกรณ์-ซากสุกรกำลังชำแหละอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541830

ทลายโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี  ยีดอุปกรณ์-ซากสุกรกำลังชำแหละอื้อ

ทลายโรงฆ่าสัตว์เถื่อนสระบุรี ยีดอุปกรณ์-ซากสุกรกำลังชำแหละอื้อ

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.55 น.

กรมปศุสัตว์ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด บุกจับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนในพื้นที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ยึดซากสุกรที่กำลังชำแหละ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่าสัตว์ มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่าลักลอบฆ่าสัตว์ผิดกฎหมาย เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคและสารตกค้าง ส่งผลต่อสุขภาพ อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและแพร่โรคระบาด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบฆ่าและชำแหละสุกรเพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต รวมทั้งสร้างความเดือดร้อนรำคาญทั้งเสียงและส่งกลิ่นเหม็นในพื้นที่ตำบลโพนทอง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี​ ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไทจัดทีมเข้าตรวจสอบโดยด่วน ภายใต้นโยบายปฏิบัติการ “หมูสะอาด” ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท นำโดยนายจิรภัทร อินทร์สุข รองหัวชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท นายปิยพงษ์ มิ่งสกุล ร่วมกับเจ้า​หน้าที่​สำนักงานปศุสัตว์​เขต 1 และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการ​ปราบปราม​การ​กระ​ทำ​ความผิด​เกี่ยวกับ​การ​คุ้มครอง​ผู้บริโภค เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปราม​ยาเสพติด​​ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ รวมกว่า 30 นาย ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นโรงฆ่าสุกรเถื่อน พบซากสุกรกว่า 13 ตัว ซึ่งได้ชำแหละแล้ว ไม่มีการตรวจโรคจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ ซากสุกรรอนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัด และส่งขายเป็นหมูหัน น้ำหนักรวมกว่า 500 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 100,000 บาท ผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559

พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมควบคุมตัวผู้กระทำความผิด ของกลาง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่าสัตว์ นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตาม พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 คือ ข้อหาที่ 1 ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาที่ 2 ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่าต่อพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา 31 มีโทษปรับตามรายตัว สุกรตัวละไม่เกิน 2 หมื่นบาท และข้อหาที่ 3 ฆ่าสัตว์ นอกโรงฆ่าสัตว์ ตามมาตรา 39 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ซากสุกรทั้งหมดไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการควบคุมโรคและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่เป็นอันตราย จึงต้องนำไปทำลายโดยวิธีการฝังกลบ ซึ่งปฏิบัติตามระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการดำเนินการกับสัตว์หรือซากสัตว์ของกลางที่เป็นพาหะของโรคระบาดซึ่งถูกยึดหรืออายัดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์หรือตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2558

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการบุกเข้าตรวจค้นจับกุมการประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยผิดกฎหมายครั้งนี้ เป็นนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและป้องกันการแพร่โรคระบาด เนื่องจากเนื้อสัตว์และซากสัตว์ที่ได้จากการประกอบกิจการฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ทราบแหล่งที่มาของสัตว์ ไม่ได้ผ่านการตรวจโรคและสารตกค้างมาก่อน รวมถึงกระบวนการฆ่าสัตว์ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เนื้อสัตว์ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคระบาดติดต่อไปยังผู้บริโภคได้ เช่น โรคหูดับ (streptococcus suis) โรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อ ซัลโมเนลล่า (salmonellosis) โรคพยาธิในระบบทางเดินอาหาร หรืออันตรายจากสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง ฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้การไม่ทราบแหล่งที่มาของสัตว์ที่นำมาฆ่า อาจเป็นสาเหตุการแพร่กระจายของเชื้อโรคระบาดสัตว์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปากและเท้าเปื่อย โรค PRRS เป็นต้นนอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งว่าได้ดำเนินการตาม พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ กำหนดหรือไม่ และหากตรวจพบโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่ถูกสุขอนามัย จะมีโทษตั้งแต่แจ้งเตือน พักใช้หรือยกเลิกใบอนุญาตฯ ตามกรณีความผิดที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยผิดกฎหมายทั่วประเทศ เพื่อยกระดับให้โรงฆ่าสัตว์มีมาตรฐานเดียวกัน สร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค และป้องกันการแพร่โรคระบาด หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้   ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที.

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า ‘กุ้งทะเล’ แปรรูปส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541629

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า'กุ้งทะเล'แปรรูปส่งออก

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า’กุ้งทะเล’แปรรูปส่งออก

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.14 น.

28 ธันวาคม 2563 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบ ตั้งแต่การเลี้ยง กระทั่งการแปรรูปเพื่อส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย พร้อมยืนหยัดและเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดโลก  

ทั้งนี้นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งทะเล” ถือเป็นสินค้าสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าจากการส่งออกและนำรายได้เข้าสู่ประเทศกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยกรมประมงได้ให้ความสำคัญและเข้มงวดกับกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลเพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ในปัจจุบันต่างหันมาใส่ใจต่อความปลอดภัยทางด้านอาหารมากยิ่งขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตกุ้งทะเลในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งแหล่งวัตถุดิบ และแหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก  โดยในระดับฟาร์มเลี้ยงได้ทำการตรวจฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ซึ่งพบว่าเกษตรกรได้ดูแลและบริหารจัดการฟาร์มตามหลักการต่าง ๆ ของ GAP อย่างเข้มงวด อาทิ ด้านสถานที่ การเลี้ยง การให้อาหารและปัจจัยการผลิต การจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ รวมถึงสุขอนามัยฟาร์ม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งในฟาร์มเลี้ยงและร้านค้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของกรมประมงที่มีการควบคุมและเฝ้าระวังการใช้ยารวมทั้งสารเคมีในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งทะเลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตกุ้งทะเลจากมาตรฐาน GAP  มีคุณภาพ ถูกหลักสุขอนามัย ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ขณะเดียวกันยังได้เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้งทะเลแช่แข็ง ซึ่งเป็นโรงงานที่กรมประมงเคยส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพร้อมแนะนำขั้นตอนการปฎิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตสินค้า ให้ปลอดภัยอย่างเข้มงวด และในครั้งนี้ทางกรมประมงได้เดินทางมาทานสอบการดำเนินการซ้ำอีกครั้ง 

โดยผลปรากฏว่าทางโรงงานฯ มีการดำเนินการตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด และได้เข้มงวดในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานของวัตถุดิบที่รับเข้ามาแปรรูป การขนส่ง การนำวัตถุเข้าโรงงาน ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพกุ้ง ความสด สะอาด  รวมถึงขั้นตอนในการควบคุมกระบวนการแปรรูป ให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อการส่งออก ตั้งแต่การรับสินค้าเข้าจนกระทั่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจะส่งออกอีกทั้งยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทางเคมีและจุลชีวะของโรงงานด้วย  นอกจากนี้ โรงงาน ยังได้เพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19) สำหรับการคัดกรองบุคลากรก่อนเข้า – ออกโรงงาน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมประมงและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้  

อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้ดำเนินการสุ่มตัวอย่างสินค้าสัตว์น้ำที่จะส่งออกจากโรงงานแปรรูปเพื่อทวนสอบระบบการควบคุมการผลิต และติดตามคุณภาพสินค้า โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้า ณ โรงงานผลิต เพื่อตรวจวิเคราะห์ คุณภาพทางจุลินทรีย์ เคมี และกายภาพ และเมื่อสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานตามข้อกำหนดก็จะออกใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (Health Certificate) เพื่อให้สินค้าสามารถส่งออกได้ต่อไปและจากการตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า “ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย” มีความพร้อมและศักยภาพที่จะยืนหยัดอยู่ในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งต่อไป  ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต  ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

อสม. คึกคักตรวจเข้มแรงงานต่างด้าว จัดชุดลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชน รณรงค์-สร้างความรู้ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541589

อสม.คึกคักตรวจเข้มแรงงานต่างด้าว จัดชุดลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชน รณรงค์-สร้างความรู้ป้องกันโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ้านบางหลาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายจำรัส หลีเจี๊ยะ กำนันตำบลคึกคักนางสาวจิตติมา คงพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 พร้อมด้วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อสม. ลงพื้นที่ สำรวจตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการในเขต ต.คึกคัก ตรวจสอบสถานประกอบการโรงแรมในพื้นที่เขาหลักที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ พร้อมกับให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวไม่ให้ตื่นตระหนก และขอให้ดูแล จัดระบบความปลอดภัยในด้านสาธารณสุข สวมหน้ากากอนามัย เจลล้างมือรักษาระยะห่าง รวมทั้งรักษาความสะอาดในสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด อย่างเคร่งครัดอีกทั้งยังทำความเข้าใจกับนโยบายของรัฐการห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ อสม.ของ ต.คึกคัก ได้มีการตรวจตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิแรงงานต่างด้าว ที่สวนสาธารณะชายหาดนางทอง โดยมีชาวเมียนมาที่ทำงานในพื้นที่ ต.คึกคัก มาตรวจเช็คร่างกายพร้อมรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวในช่วงโควิดนี้

ด้านนายจำรัส หลีเจี๊ยะ กำนันตำบลคึกคัก กล่าวว่า ต.คึกคัก ประกอบไปด้วย 7 หมู่บ้าน ตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยแพทย์ สารวัตรได้ลงพื้นที่เพื่อทำการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวทั้ง 7 หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของตำบล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก กู้ภัยเขาหลัก ร่วมกันสำรวจแรงงานต่างด้าว ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปกว่า 80% แล้วตอนนี้

โดยนายจ้างเองหรือว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และสำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ก็ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงแรงงานต่างด้าว ห้ามจัดงานเลี้ยง มั่วสุม หรือกิจกรรมนั่งดื่มต่างๆ ห้ามจัดงานเลี้ยงโดยเด็ดขาดรวมถึงบุคคลต่างพื้นที่ที่จะเข้ามาในพื้นที่งดเว้นการเข้ามารวมถึงคนในพื้นที่ก็ขอให้งดเว้นการออกนอกพื้นที่โดยเด็ดขาด หากบุคคลใดต้องการออกนอกพื้นที่หรือต้องการไปพบแพทย์ก็ขอให้มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก่อน

‘บิ๊กป้อม’ นำทีมเร่งแผนแม่บทฯน้ำ เตรียมชง 5 เรื่องใหญ่เสนอ กนช. ไฟเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541590

‘บิ๊กป้อม’นำทีมเร่งแผนแม่บทฯน้ำ เตรียมชง5เรื่องใหญ่เสนอกนช.ไฟเขียว

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รองนายกประวิตรฯ นั่งหัวโต๊ะเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 เรื่องใหญ่ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน แก้ปัญหาลุ่มน้ำท่าจีน สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน พร้อมไฟเขียว 19 โครงการ ของ กปภ. แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของเมืองพัทยา พัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง และเห็นชอบ 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้า พระยาตอนล่าง

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2563 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) อาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.เมื่อเร็วๆนี้ ว่า การประชุมได้ให้หน่วยงานร่วมพิจารณาให้ความเห็นต่อแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่นำเสนอให้ครอบคลุมในเชิงพื้นที่ มีเป้าหมายชัดเจน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน ทำให้สามารถพิจารณาจัดลำดับการทำงานของหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะแผนงานที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน สำหรับการขับเคลื่อนงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้คณะทำงานทั้ง 6 ด้าน หากพบว่ามีปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้หน่วยงานร่วมกันพิจารณาและเสนอแนวทางเพื่อปรับปรุงเป้าหมายและตัวชี้วัดให้เหมาะสม เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาต่อไป

ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการเพื่อขับเคลื่อนแผนงานที่สำคัญ 5 เรื่อง ก่อนที่จะเสนอ กนช. เพื่อพิจารณา ประกอบด้วย 1.การขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย กรอบแนวทางการดำเนินงานการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน และการพัฒนาน้ำอุปโภคบริโภคให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การดำเนินการจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย ตลอดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีนโดยกรมควบคุมมลพิษ การจัดทำคู่มือการเติมน้ำใต้ดิน โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมทั้งยังเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายในการจัดทำแผนปฏิบัติการจำนวน 2,800 ตำบล และพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน เพื่อเสนอของบกลางปี 2564 เพิ่มเติม จำนวน 1,713 ตำบลด้วย

2.โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2564 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 19 โครงการ สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 3 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 โครงการ ภาคตะวันออก 1 โครงการ ภาคกลาง 2 โครงการ และภาคใต้ 4 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตน้ำเพิ่มขึ้นอีก 143,136 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 243,852 คน 3.แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ 226.47 ตร.กม. มีประชาชนได้ประโยชน์ 144,520 ครัวเรือน แบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะคือ ระยะเร่งด่วน (ปี 2565–2569) ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่พัทยาใต้ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่พัทยาเหนือ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่ถนนเทพประสิทธิ์และโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่คลองนาเกลือ ระยะกลาง (ปี 2570–2574) ได้แก่ ปรับปรุงคลองกระทิงลายห้วยมาบประชัน คลองนาเกลือ คลองมาบยายเลีย ห้วยร่วมหนองปรือ และคลองสาขาต่างๆ ให้มีขีดความสามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้ ปรับปรุง/ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง เพื่อนำน้ำจากพื้นที่ชุมชนลงสู่คลอง และระยะยาว (ตั้งแต่ปี 2575) ได้แก่ ปรับปรุงห้วยใหญ่และห้วยสาขาให้มีขีดความสามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้ ก่อสร้างฝายห้วยมาบประชัน และคลองมาบยายเลียเพื่อชะลอน้ำหลากและกักเก็บน้ำบางส่วน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำยกระดับ และท่อส่งน้ำแรงดันเพื่อสูบน้ำหลากบางส่วนไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำมาบประชัน ก่อสร้างฝายห้วยใหญ่เพื่อชะลอน้ำหลากและกักเก็บน้ำบางส่วน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำยกระดับ และท่อส่งน้ำแรงดันเพื่อสูบน้ำหลากบางส่วนไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำห้วยซากนอก

4.แผนหลักการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ที่ประชุมเห็นชอบตามที่ สทนช. และกรมชลประทานเสนอ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตร และสร้างหลักประกันให้เกษตกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นสำคัญ ประกอบด้วย โครงการประตูระบายน้ำปิดปากลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โครงการบรรเทาวิกฤติภัยแล้งลุ่มน้ำห้วยหลวงและลุ่มน้ำข้างเคียง โครงการผันน้ำ โขง เลยชี มูล และโครงการฝายปากชม

“ในส่วนเรื่องที่ 5 หลักการของแผนงานบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กรมชลประทานเสนอ และให้เร่งปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก และคลองชัยนาท-ป่าสัก 2 พร้อมจัดลำดับความสำคัญแผนงานและงบประมาณ รวมทั้งจัดที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยที่รุกล้ำเขตคลอง สำหรับ 9 แผนงานหลักดังกล่าว แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้ดังนี้ กลุ่ม 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำและคลองเดิม ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก กลุ่ม 2 การบริหารจัดการพื้นที่ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำพื้นที่รับน้ำนอง และกลุ่ม 3 การสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ได้แก่ คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และหากต้องการยกระดับเชิงป้องกันให้สูงขึ้น ก็อาจจะต้องศึกษาคลองระบายน้ำที่ควบคู่กับถนนนวงแหวนรอบที่ 3” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541593

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์นี้ ก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2564 กันแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา หนักหนาสาหัสเอาการอยู่สำหรับ
พี่น้องเกษตรกรทั้งจากภาวะราคาสินค้าตกต่ำในสินค้าบางประเภทและผลกระทบจากสถานการณ์โควิด แม้หลายฝ่ายต่างร่วมมือช่วยเหลือกันจนสามารถฝ่าฟันมาได้ด้วยดีและคาดหวังว่าจะเริ่มต้นใหม่ในปีหน้าแต่ไอ้โควิด 19 ก็กลับมาเยือนเราอีกแล้วและไม่รู้ว่าจะควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะรอบนี้ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และกระจายไปในหลายจังหวัดสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือสัตว์น้ำจำพวก กุ้งหอย ปู ปลา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่าสินค้าเหล่านี้มาจากแหล่งที่เป็นต้นตอของการระบาด จึงเกิดความตื่นตระหนก แต่ทางกรมประมงก็ออกมายืนยันแล้วว่า สามารถบริโภคสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย เพราะกรมประมงได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิต โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภคอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพียงแต่ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง…ช่วยกันป้องกัน การ์ดอย่าตกแล้วเราจะผ่านไปด้วยกันครับ

ส่วนในปี 2564 ที่จะถึงไม่กี่วันนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ จะมีอะไรมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรบ้างนั้น วันก่อน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวขณะเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในปี 2564 นี้ จะปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด รวมไปถึงการยกระดับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer พัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้ง เครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Providers: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลายทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ วางระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด มีการประกันภัยพืชผล ให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค…ก็มาดูกันว่าปีหน้าพี่น้องเกษตรกรจะได้ของขวัญตามที่ท่านรัฐมนตรีฯ กล่าวไว้ได้มากน้อยกันแค่ไหน

ขุนเกษตรา

อธิบดีประมงย้ำสัตว์น้ำปลอดภัยไร้เชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541592

อธิบดีประมงย้ำสัตว์น้ำปลอดภัยไร้เชื้อโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ อีกทั้งยังกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค กรมประมงจึงขอย้ำชัดอีกครั้งว่า ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใดโดยสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่มีปอดแต่ใช้เหงือกในการหายใจ และยังมีความแตกต่างของผิวเซลล์ ซึ่งปลามีโครงสร้างไม่เหมือนคนทั้งหมด ทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์เข้าสู่เซลล์ของสัตว์น้ำเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน (อ้างอิงข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำจึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง ซึ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกทำลายด้วยความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที และหากความร้อนสูงขึ้นระยะเวลาที่เชื้อถูกทำลายจะสั้นลง (อ้างอิงข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมประมงยังได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิตโดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ พร้อมติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การคัดกรองลูกเรือประมงและคนประจำเรือในช่วงเวลาเข้า-ออก ณ ท่าเทียบเรือประมงทุกแห่ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในแรงงานที่เข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูป เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541594

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร  นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีรับสั่งว่า “งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริง อย่าได้หยุด ให้ทำต่อไปชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยให้มาช่วยกันให้มากขึ้น ช่วยให้ถึงประชาชน” คือ จุดเริ่มต้นของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะเกษตรศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ไม้ดอกไทย ในกลุ่มปทุมมาและกระเจียว ที่มีการนำสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นจากทั่วประเทศมาผสมกัน จนได้ลูกผสมที่ดีที่สุด สวยงาม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นไม้ตัดดอกเศรษฐกิจส่งออกที่สำคัญไปสู่ตลาดต่างประเทศ ในชื่อ สยามทิวลิป

สำหรับเส้นทางก่อนจะมาเป็นพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม ณ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องผ่านการวิจัย ทดลองขยายพันธุ์ โดยได้ ทำการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกพื้นเมืองของไทยที่ดูแล้วมีศักยภาพนำมาเจียระไน จนได้พันธุ์ที่สวยงาม ซึ่งจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องของทีม
นักวิชาการ นำมาซึ่งความสำเร็จของการนำดอกปทุมมาผสมกับกระเจียว จนได้ลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ ได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ สะดุดตาสีสดใส อยู่ได้นานกว่าเดิมถึง 3 เท่า ได้ขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ในชุด Royal Thai เช่น พันธุ์ Thai Garnet ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ ในงานประกวดพืชสวนโลกปี 2009 พันธุ์ Great King พันธุ์ Great Reign เป็นต้น ซึ่งได้นำไปจัดแสดงในต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ปัจจุบันเป็นไม้ดอกที่ส่งออกลำดับที่ 2 รองจากกล้วยไม้

ทั้งนี้ นอกจากตัดดอกขายแล้วหัวพันธุ์ดอกยังเป็นที่ต้องการในกลุ่มประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งหลักๆ ได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์กับสหรัฐอเมริกาเพื่อนำไปปลูกต่อเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังได้นำพันธุ์ไม้จากต่างประเทศมาปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย เช่น แกลดิโอลัส และว่าน 4 ทิศ จนกระทั่งสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ จากการพัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกที่หลากหลาย พร้อมขยายผลสู่กลุ่มชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจนำไม้ดอกไปเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ พะเยา นครนายก ฉะเชิงเทรา ยะลา และนราธิวาส ซึ่งจากผลการดำเนินงานกลุ่มไม้ดอก ปี 2563 สร้างรายได้รวมถึง 18,590,214 บาท

ด้วยเป้าหมายสูงสุดของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งมั่นในการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน โดยหวังให้ราษฎรมีอาชีพพึ่งพาตนเองได้จึงมีแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีใจรักในการปลูกดอกไม้มาอบรม ถ่ายทอดความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สามารถส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน