ชายคาพระพิรุณ : 4 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542713

ชายคาพระพิรุณ : 4 มกราคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 4 มกราคม 2564

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2564 ครับ วันนี้เป็นวันแรกของการทำงานในปี 2564ซึ่งการเริ่มต้นของปีอาจขลุกขลักไปบ้างเนื่องด้วยการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ที่ขยายวงกว้างกว่าการระบาดรอบที่ 1 แต่เชื่อว่าทุกคนต้องปรับตัวรู้จักการป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดีนะครับ ในเวลานี้เราต้องช่วยกันและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด การ์ดห้ามตกเด็ดขาดไม่อย่างนั้นภาคเกษตรเราอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้นะครับ

แม้ว่าก่อนสิ้นปี 2563 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ส่งสินค้าเกษตรไทยไปสู่ตลาดโลก ภายใต้โครงการเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด กองทัพบก โดย ททบ. และองค์ภาคีเครือข่าย 5 องค์กร ณ ท่าเรือแหลมฉบัง B5 จ.ชลบุรี ซึ่งในวันนั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย โดยสินค้าเกษตรไทยที่ส่งไปลอตแรกนี้ คือ มะพร้าวอ่อน บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 5 ตู้ จากเกษตรกรสวนผึ้ง จ.ราชบุรี น้ำหนักรวม 100 ตัน โดยดำเนินการขนส่งทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังประเทศจีน คาดว่าสินค้าลอตแรกนี้จะส่งถึงจีนในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 หรือก่อนเทศกาลตรุษจีน โดยคาดว่าในปี 2564 ประเทศจีนจะมีความต้องการสินค้าเกษตรไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการภาคเอกชนของประเทศจีนมีความสนใจที่จะสั่งซื้อสินค้าเกษตรของไทยอีกหลายรายการ อาทิ มะพร้าวน้ำหอม ลำไย สับปะรดภูแล และทุเรียนหมอนทองเป็นต้น โดยนายเฉลิมชัย บอกว่าการดำเนินการส่งสินค้าในโครงการนี้ เป็นผลมาจากลงนามร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ททบ. และภาคีเครือข่าย เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งทาง ททบ. จะดำเนินการบริหารจัดการในเรื่องของสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม OHLALA SHOPPING.COM จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งสินค้าไปต่างประเทศ และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรไทยมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ทั้งพืชผลและเนื้อสัตว์ เราจึงต้องรักษาคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยให้ได้มาตรฐาน จึงเชื่อมั่นว่าการดำเนินการร่วมกันในวันนี้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคีเครือข่าย จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการส่งสินค้าไทยไปตลาดโลก และช่วยฟื้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้อีกทางหนึ่ง…

ขอปิดท้ายของประชาสัมพันธ์กิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นก่อนวันสิ้นปีที่ผ่านมา สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรม “กินกุ้งไทย สู้ภัยโควิด-19” เพิ่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาเป็นประธานเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง มาร่วมพบปะให้กำลังใจเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสร้างความเชื่อมั่นในด้านการผลิตและมาตรฐานของกรมประมงให้กับประชาชนที่รอซื้อสินค้าสัตว์น้ำเพื่อยืนยันและสร้างความมั่นใจว่าสินค้าสัตว์น้ำที่นำมาจำหน่าย มีความสะอาด ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ปลอดภัยจากโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งงานนี้จัดขึ้น 2 วันคือ วันที่ 29-30 ธันวาคม ได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนสามารถช่วยเกษตรกรจำหน่ายกุ้งได้กว่า 4 ตันเลยทีเดียว…

ขุนเกษตรา

พิษโควิดชาวสวนลำไย ระยองกระทบหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542711

พิษโควิดชาวสวนลำไย ระยองกระทบหนัก

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ประชาชนในทุกภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนกันเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือภาคเกษตร โดยที่สวนลำไยของนายณรงค์รัตน์ จิตตรง อายุ 53 ปีตั้งอยู่เลขที่ 62/2 ม.14 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ซึ่งมีลำไยกว่า 130 ต้น กำลังออกผลผลิตเต็มทุกต้น รวมกว่า 26,000 กก. แต่ไม่สามารถตัดส่งขายได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 

นายณรงค์รัตน์ กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ชาวสวนได้รับมาตั้งแต่เมื่อ พ.ค.-มิ.ย. การแพร่ระบาดครั้งแรก หลังจากนั้นก็ดีขึ้น พอมาเดือน ก.ค.มีเรื่องทหารอียิปต์เข้ามา ก็เดือดร้อนกันอีกรอบ พอเรื่องนี้จบลง ก็พยายามพลิกฟื้น คนที่ล้มก็เร่งลุกขึ้นยืน ตนเองพยายามปรับปรุงพัฒนาสวนลำไย และสวนมะยงชิดหวังให้ออกลูกผลในช่วงเทศกาล ทั้งมะปรางและลำไย ลงทุนทำทุกอย่างเพื่อให้ออกผลผลิตได้ในช่วงปีใหม่ หวังจะได้เรียกความสูญเสียกลับคืนมา แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อโรคระบาดโควิดระลอกใหม่ ร้ายแรงยิ่งกว่า 2 ครั้งแรก พ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาติดต่อซื้อทั้งมะปรางและลำไยอ้างสถานการณ์โควิด กดราคาลงมะปรางเหลือแค่ กก.ละ 40 บาทส่วนลำไยนั้นขายไม่ได้

ทุกวันนี้ทำได้เพียงนอนเฝ้าสวนและมองดูผลลำไยที่ออกมาเต็มต้น บางวันลมแรงมากก็พัดเอาต้นล้มลงก็ได้แต่มอง ช่วยอะไรไม่ได้ กลางคืนก็ต้องเปิดไฟส่องสว่างทั้งสวนเพื่อป้องกันไม่ให้ค้างคาวมากินผลลำไย ความเดือดร้อนจากโควิดในครั้งนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไปเมื่อใด หากท่านใดต้องการอุดหนุนลำไยปลอดสารพิษ เนื้อแห้ง ผลโต หวานกรอบขายอยู่ในสวน ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ก็ขอเชิญมาช่วยซื้อราคา กก.ละ 50 บาท

ซอกแซกอาเซียน : 31 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542184

ซอกแซกอาเซียน : 31 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 31 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์นี้เรายังคงอยู่ในประเด็นเรื่องการวิจัยพันธุ์ข้าวไทยที่ผมอยากทำความเข้าใจ คือ เรื่องของเชื้อพันธุ์ข้าว หรือเรียกอีกอย่างว่า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในการผสมพันธุ์ข้าว ผมคิดว่าใครๆ ก็ทราบนะครับว่าข้าวหรือพืชชนิดต่างๆ ก็เป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้น การจะได้พันธุ์ใหม่ (ลูก) ก็จะต้องมีพ่อและแม่ เหมือนคนและสัตว์ทั่วไป (ยกเว้นสมัยใหม่ที่สามารถพัฒนาพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง) ปัจจุบันนอกจากกรมการข้าวจะใช้พันธุ์พ่อพันธุ์แม่ที่มีถิ่นกำเนิดในบ้านเราเองแล้ว เรายังต้องไปขอหยิบยืมแลกเปลี่ยนจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติหรือ International Rice Research Institute หรือ “อีรี่”ที่ตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์

โดยธรรมชาติแล้ว พันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทยเกือบทั้งหมด สามารถปลูกและได้ผลผลิตเพียงปีละครั้งเท่านั้น คือในฤดูฝน ซึ่งเรียกว่า นาปี เริ่มต้นปลูกสักช่วงหลังสงกรานต์ แล้วไปเก็บเกี่ยวช่วงลอยกระทง ก่อนหลังเล็กน้อยตามแต่จะเป็นพันธุ์หนักพันธุ์เบา ทางวิชาการเรียกพันธุ์ข้าวกลุ่มนี้ว่า ข้าวไวแสง ก็อย่างที่เคยเล่าไปแล้วครับว่า พันธุ์ข้าวไทยเราเหล่านี้ส่วนใหญ่ฟ้าประทานให้มีคุณภาพดี กินอร่อย เมล็ดยาวสวย แต่กลับโชคร้ายที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ ออกลูกไม่ค่อยดกนั่นแหละครับ ถ้าจะให้เอาพันธุ์พ่อแม่จากภาคต่างๆ มาสลับผสมกัน ยังไงๆ ก็ได้พันธุ์ลูกที่แม้จะมีคุณภาพดี แต่ผลผลิตก็ยังต่ำติดพ่อติดแม่เหมือนเดิม

ครั้นจะเร่งผลผลิตโดยการให้สารอาหารหรือใส่ปุ๋ยมากขึ้น แทนที่จะได้เมล็ดกลับไปงอกงามเฉพาะที่ลำต้นและใบ หนักเข้าก็จะล้มนอนลงและไม่ยอมตั้งท้องออกเป็นลูกเป็นเมล็ดเสียอีก สุดปัญญาของเหล่านักวิจัยไทย
ที่จะพัฒนา จนในที่สุดต้องหันไปเสาะหาพ่อแม่พันธุ์ต่างชาติมาทดลองผสมดูบ้าง ซึ่งก็ได้อานิสงส์จาก IRRI หรือ อีรี่ นี่แหละครับ ที่เขาอนุญาตให้เราไปหยิบยืมพันธุ์ข้าวที่เขาเก็บรวบรวมไว้จากทั่วโลกมาใช้ ทั้งนี้เพราะอีรี่ คือองค์กรระหว่างชาติที่ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาข้าวในทุกมิติเพื่อเพิ่มปริมาณอาหาร (ข้าว) เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ ก่อตั้งในช่วงปี 1960 โดยการสนับสนุนเริ่มแรกด้านเงินทุนจากสหรัฐอเมริกา ทั้งภาคและองค์กรเอกชนต่างๆ และจากประเทศสมาชิก ซึ่งได้แก่ประเทศปลูกข้าวย่านเอเชียรวมทั้งประเทศไทย โดยมีข้อตกลงร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านการวิจัยพัฒนาวิชาการด้านข้าว การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมข้าว การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร และด้านอื่นๆ แต่มีเงื่อนไขว่า ทุกอย่างต้องมิใช่เป็นไปเพื่อธุรกิจการค้า หากแต่เพื่อประโยชน์ในเชิงวิชาการและมนุษยธรรมเท่านั้น และเพื่อความแฟร์ภายใต้ข้อตกลง ไทยเราก็ต้องมอบเชื้อพันธุ์ข้าวของเราไปเก็บรักษาไว้บางพันธุ์ การที่เราไปขอเอาเชื้อพันธุ์ข้าวต่างประเทศที่อีรี่เก็บรักษาไว้มาทำการผสมพันธุ์ สามารถสร้างเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ๆ อีกจนกระทั่งปัจจุบันแทบจะนับไม่ถ้วน เช่น ข้าวพันธุ์ กข ต่างๆ

ประโยชน์ของประเทศไทยที่ได้จากอีรี่ที่เห็นได้ชัดคือ ทุกวันนี้ที่ประเทศไทยสามารถมีพันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้ตลอดปีไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูไหน สามารถผลิตข้าวได้เกินจะพอกินและเหลือส่งขายเป็นอันดับหนึ่งของโลก ก็สืบเนื่องจากหัวเชื้อ หรือ พ่อแม่พันธุ์ข้าวที่มาจากอีรี่นี่แหละครับ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าวที่ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ลำต้นเตี้ย ตั้งตรง ไม่ล้มง่าย รวงใหญ่ นี่ก็เพราะได้พ่อแม่พันธุ์ที่ดีซึ่งมาจากอีรี่เช่นเดียวกัน อาศัยว่าพื้นฐานพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทยเรามีคุณภาพหุงต้มดี เมล็ดสวย เลยทำให้ข้าวบ้านเราได้ทั้งผลผลิตสูงบวกคุณภาพดีเข้าไปอีก เหนือกว่าข้าวต่างประเทศ และนี่คือความยอดเยี่ยมของพันธุ์ข้าวไทยที่โดดเด่นอยู่ในปัจจุบันไงครับ

ถามว่าแล้วทำไมผลผลิตเฉลี่ยข้าวของไทยเรายังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ตอบว่าถ้าจะวัดกันในเฉพาะพื้นที่ชลประทาน น้ำท่าสมบูรณ์ในภาคกลางแล้ว ข้าวบ้านเราไม่ได้ผลผลิตต่ำหรอกครับ เพราะเราได้กันประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เทียบเท่าหรือเกินกว่าประเทศอื่นๆ ที่ได้ผลผลิตข้าวสูงเสียอีก แต่ที่ผลผลิตเฉลี่ยยังต่ำก็เนื่องจากส่วนมากพื้นที่นาบ้านเราถึงร้อยละ 70 ยังอยู่นอกเขตชลประทานและพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลักอยู่ไงยิ่งในภาคอีสานที่มีปริมาณพื้นที่ทำนาครึ่งประเทศ เกือบทั้งหมดอาศัยแต่น้ำฝนที่ตกบ้างไม่ตกบ้าง แล้วอย่างนี้จะทำให้ต้นข้าวที่ปลูกออกดอกออกผลมากได้อย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น ข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพระดับโลก หรือข้าวเหนียวที่ปลูกในภาคอีสาน ก็เป็นข้าวพื้นเมืองที่ธรรมชาติให้ผลผลิตต่ำอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอขาดน้ำขาดอาหารอีกก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ และเมื่อนำผลผลิตที่ได้มาหารเฉลี่ยทั้งประเทศ ก็เลยไปดึงเอาที่สูงๆ ลงมาด้วยอย่างที่เห็น หมดหน้ากระดาษพอดีฉบับหน้าขอมาว่าต่ออีกนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’ จับมือ สร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย ออกมาตรฐานความปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542210

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’จับมือ  สร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย  ออกมาตรฐานความปลอดภัย

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’จับมือ สร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย ออกมาตรฐานความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’จับมือสร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย

ออกมาตรฐานความปลอดภัยป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19

กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จับมือออกมาตรฐานความปลอดภัยและป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19 เคาะมาตรการสร้างความมั่นใจผู้บริโภคและการส่งออก พร้อมเพิ่มการรับซื้อกุ้ง 1,600 ตันต่อเดือน ช่วยผู้เลี้ยงกุ้ง

วันที่ 30 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปี 2563/64” โดยมี นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สาขานครอินทร์ จ.นนทบุรี โดยภายในงานได้มีพิธีส่งมอบกุ้งระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กับบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ตลอดจนเยี่ยมชมการจำหน่ายกุ้งจากเกษตรกรภายในแผนกอาหารทะเลของแม็คโคร และเยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการร้านอาหารที่นำกุ้งมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะความกังวลของประชาชนในการบริโภคสัตว์น้ำ ส่งผลให้เกษตรชาวประมงโดยเฉพาะกุ้ง ได้รับผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ ในสินค้าประมงและสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้สินค้ามีความปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด

สำหรับงานในวันนี้ยังได้มีการมอบหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19 ) สำหรับ Modern Trade ของกรมประมงให้กับ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สาขานครอินทร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่1) ของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่เกี่ยวข้อง และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) อีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายชัดเจนในการเปิดตลาดท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ โดยให้ประมงจังหวัด และพาณิชย์จังหวัดประสานการทำงานร่วมกันเพื่อเปิดช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นการกระจายสัตว์น้ำ ตลอดจนมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทย และขอให้เชื่อมั่นในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวประมง และขอย้ำว่าสัตว์น้ำไทยโดยเฉพาะกุ้งทะเลสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสัตว์น้ำจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสโควิด อย่างไรก็ตามทุกครั้งก่อนนำมาบริโภคขอให้ล้างน้ำให้สะอาดและปรุงให้สุกอยู่เสมอ

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำหรับการออกกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID – 19 ในสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยมาตรการเฉพาะกิจดังกล่าวมีผลบังคับใช้กลุ่มผู้ประกอบการกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง 5 ประเภท ได้แก่ 1) ผู้ประกอบการกระบวนการผลิต (ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง/เรือประมง) 2) ผู้ประกอบการกระบวนการลำเลียงและขนส่งสัตว์น้ำ 3) ผู้ประกอบการสะพานปลา 4) ผู้ประกอบการร้านค้า Modern trade และ 5) ผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก โดยผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการทั่วไปที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข และมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจที่กรมประมงกำหนด จะได้รับหนังสือรับรองการปฏิบัติที่ดีในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จากกรมประมง

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า Modern Trade บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแรกที่ยื่นความประสงค์ขอเข้ารับการตรวจประเมิน โดยกรมประมงได้จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่จากกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เข้าตรวจประเมินสถานที่การบริหารจัดการสถานที่ในการจำหน่ายสินค้าตามมาตรการเฉพาะกิจฯ ไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 โดยผลการตรวจพบว่าทางบริษัทฯ มีมาตรการควบคุมและป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID – 19 ในสถานที่วางจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำได้อย่างเหมาะสม อาทิ มีการควบคุมแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่ชัดเจน โดยผู้ขายส่งส่วนใหญ่มาจากฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนกับทางกรมประมง และมีการสุ่มตรวจเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในสัตว์น้ำจากผู้ขายส่ง มีมาตรการการควบคุมการปนเปื้อนจากพาหนะขนส่ง มีการบริหารจัดการการวางจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำจัดแยกตามชนิด การล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่จำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนจากผู้บริโภคที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้า ฯลฯ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับการตรวจประเมินสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมประมง โทร. 0 2562 0600 หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ทั่วประเทศ

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งๆ ที่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายปลายปีจะเป็นช่วงขายทำรายได้ของเกษตรกร แต่เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่น กังวลด้านความปลอดภัย กุ้งก็ขายไม่ได้ แม็คโครจึงบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับซื้อกุ้งโดยตรงจากฟาร์มของเกษตรกร เพื่อเร่งระบายผลผลิตให้ทันเทศกาลเฉลิมฉลองแบบนิวนอร์มอลที่บ้าน

นางศิริพร กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือกับดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยรับซื้อตรงเพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก 200 ตันต่อสัปดาห์ และจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคสินค้ากุ้ง ด้วยการกระจายผ่านสาขาของแม็คโครทั่วประเทศ ทั้งนี้ แม็คโครยังได้รับการรับรองจากกรมประมงเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบและจัดเก็บสินค้าว่ามีความปลอดภัยจากโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

กนช.ส่งท้ายปีโครงการน้ำสำคัญ ไฟเขียวอปท.กว่า 40,000 รายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542181

กนช.ส่งท้ายปีโครงการน้ำสำคัญ ไฟเขียวอปท.กว่า40,000รายการ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กนช. โชว์ผลงานโบว์แดงส่งท้ายปี 2563 เดินหน้าไฟเขียวสร้างอ่างฯหนองกระทิง รองรับ EEC พร้อมเคาะแผนปฏิบัติการด้านน้ำทั่วประเทศ กว่า 40,000รายการ เตรียมชงเสนอ ครม. อนุมัติให้ทันเสนอขอรับงบประมาณ ปี 2565

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ครั้งที่ 4/2563 ว่า การประชุม กนช.ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของปี 2563 เพื่อรับทราบผลการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา และพิจารณาแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน โดยเห็นชอบโครงการขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเสนอขอตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2565 คือ โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา ดำเนินการโดยกรมชลประทานความจุ 15 ล้าน ลบ.ม. เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 10,000 ไร่ และฤดูแล้ง 3,000 ไร่ ทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภค–บริโภค และเสริมการผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง รวมทั้งรองรับการใช้น้ำเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยเป็นแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ และแผนงบประมาณการบริหารทรัพยากรน้ำ ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ โดยที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบตามที่ สทนช.เสนอ 46,887 รายการทั่วประเทศ จากที่หน่วยงานเสนอมาทั้งหมด 86,879 รายการ หลังจากนี้ ได้มอบหมายให้ สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ รวบรวมโครงการทั้งหมดนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนการเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ.2565 ต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม กนช. ยังเห็นชอบการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ซึ่งประกอบด้วย 1.แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง ของกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำท่วมเมืองพัทยาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่ 226.47 ตารางกิโลเมตร ประชาชนได้ประโยชน์ 144,520 ครัวเรือน โดยมีแนวทางการแก้ปัญหาประกอบด้วย การก่อสร้างอุโมงค์เพื่อรวบรวมและขนส่งน้ำของระบบระบายน้ำหลัก ที่เกินขีดความสามารถของท่อระบายน้ำเดิมระบายลงสู่อ่าวพัทยาและอ่าวจอมเทียน ปรับปรุง/ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง เพื่อนำน้ำหลากมาสู่อุโมงค์รวบรวมและขนส่งน้ำและปรับปรุงคลองหลัก คลองสาขาให้สามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้

2.แผนหลักการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยได้วางทิศทางการพัฒนาและแนวทางการขับเคลื่อนเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาใช้น้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยการสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำสาขา ระยะที่ 2 การพัฒนาใช้น้ำโขงสู่ลุ่มน้ำข้างเคียง ระยะที่ 3 การพัฒนาใช้น้ำโขงโดยแรงโน้มถ่วงสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูลและระยะที่ 4 การพัฒนาเขื่อนปากชม เพื่อประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและเสริมความมั่นคงด้านน้ำแก่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า/บริการ รวมทั้งสิ้น 334,051.35 ล้านบาท/ปี ขยายพื้นที่ชลประทานโดยรวมได้กว่า 30 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากถึงประมาณปีละ 30,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

3.แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งหมด 9 แผนงานตามที่กรมชลประทานเสนอ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่ม 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำและคลองเดิม ได้แก่ แผนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน แผนปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก และแผนปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก กลุ่ม 2การบริหารจัดการพื้นที่ ได้แก่ แผนการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และแผนพื้นที่รับน้ำนอง กลุ่ม 3 การสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ได้แก่ แผนคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร แผนคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และแผนคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี (2560-2572)

และ 4.โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2564 ของการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหา รองรับความต้องการใช้น้ำใน 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง เป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จำนวน 19 โครงการ เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 143,136 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 104,800 ราย หรือประมาณ 243,852 คน

ประมงชวนกินกุ้ง-ปลาช่วยเกษตรกรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541987

ประมงชวนกินกุ้ง-ปลาช่วยเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวหลังเป็นประธานจัดกิจกรรม “สัตว์น้ำมาตรฐานไทย สู้ภัยโควิด-19” ซึ่งกรมประมงร่วมกับสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟว่า สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่จากตลาดกุ้ง-ปลาในจ.สมุทรสาครและขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น สร้างความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยการบริโภคสัตว์น้ำของประชาชน ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงเป็นอย่างมาก กรมยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใด การนำผลผลิตสัตว์น้ำมาจำหน่ายในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ทันที และเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารทะเลที่สด สะอาดและปลอดภัย จากฟาร์มเกษตรกรและผู้ผลิตที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี GAP (Good Aquaculture Practice) ของกรมประมง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าปราศจากเชื้อโควิด-19 โดยจัดกิจกรรมที่ ลานโพธิ์ กรมประมง ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายมีศักดิ์กล่าวต่อว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกรชาวประมงและผู้ประกอบการ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม เฝ้าระวัง ป้องกันการระบาดของโรคในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและจากการทำประมงอย่างใกล้ชิด

ด้านนายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟกล่าวว่า กุ้ง “ซีพี แปซิฟิก” ของบริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการการเลี้ยงด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) และนวัตกรรม 3 สะอาด ควบคู่ไปกับมาตรการ GAP และยังถ่ายทอดองค์ความรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำตามหลักวิชาการให้เกษตรกร เพื่อช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ปราศจากโรค และการปนเปื้อนตลอดจนสนับสนุนช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่ายกุ้งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในภาวะวิกฤติโควิด-19 รอบใหม่ สำหรับผลผลิตกุ้ง “ซีพี แปซิฟิก” ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานกรมประมง ส่งตรงจากฟาร์มสู่โรงงานแปรรูปในพื้นที่ด้วยระบบขนส่งห้องเย็นที่ทันสมัย ลดการสัมผัสมือ ทำให้กุ้งสดสะอาด ปลอดภัย ไม่มีจากสิ่งปนเปื้อน ผู้บริโภคนำไปปรุงสุกด้วยความร้อนตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญและโภชนากร รับประทานได้อย่างปลอดภัย สามารถเลือกซื้อกุ้งสด และอาหารทะเลคุณภาพดี ได้ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ทและแม็คโคร ทุกสาขา

ด้านนายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า สมาพันธ์ส่งเสริมให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในระดับสูง และเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตปลอดภัยจากโรค สมาพันธ์ฯ ขอยืนยันว่ากุ้งไทยกินได้ปลอดภัย เกษตรกรยังยืนหยัดเฝ้าระวังป้องกันอย่างเข้มแข็ง ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า กุ้ง ปลา และอาหารทะเลไทยกินได้ ปลอดภัยแน่นอน เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้อยู่รอดได้ในภาวะโรคระบาด

กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำจนท.เฝ้าระวังโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541986

กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำจนท.เฝ้าระวังโควิด

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ตามที่เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) รอบใหม่และแพร่กระจายไปหลายพื้นที่เพิ่มขึ้น จึงขอย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักและปฏิบัติตามมาตรการ เรื่องการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์แบบมีการระบาดในประเทศในวงกว้าง และตามหนังสือที่ กษ.1001/ว 1792ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2563 เรื่อง เน้นย้ำให้เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเฉพาะกิจกรรมฝึกอบรมสัมมนา การให้บริการการเกษตร ให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้น โดยให้ลงทะเบียน ตรวจวัดอุณหภูมิ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะระหว่างบุคคลและจัดอาหารชุดเฉพาะบุคคล พร้อมพิจารณาปรับกิจกรรมให้เหมาะสม สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงเกี่ยวข้องกับบุคคลและสถานที่ที่มีการแพร่ระบาด ขอให้รายงานข้อมูลด้วยตนเองผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ด้วย

กรณีพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่จ.สมุทรสาครมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังพบผู้ติดเชื้ออีกจำนวนหนึ่งในหลายจังหวัด ขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.ให้ทุกหน่วยงานพิจารณาให้บุคลากรที่อาศัยอยู่ในจ.สมุทรสาคร ดำเนินการตามมาตรการรัฐบาลโดย Work from Home จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2564 และให้สำรวจบุคลากรว่ามีบุคคลใดได้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2563 หรือไม่ หากมีให้ Work from Home เพื่อสังเกตอาการที่บ้านจนครบ 14 วัน นับตั้งแต่วันลงไปในพื้นที่ รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ตาม Timelineที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือกระทรวงสาธารณสุขประกาศ โดยขอให้เจ้าหน้าที่รายงานข้อมูลด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์@233ewjbz เพื่อกรมส่งเสริมการเกษตรจะได้รวบรวมแจ้งกระทรวงเกษตรฯทราบต่อไป 2.ให้ทุกหน่วยงานที่จัดกิจกรรมให้บริการทั้งในสถานที่ทำงานและนอกสถานที่ กำหนดให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด 3.กำชับให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) อย่างเคร่งครัด4.วางแผนให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) ปฏิบัติตามแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร (Business Continuty Plan : BCP) โดยให้สามารถปฏิบัติงานได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานอนุมัติ งานอนุญาต และงานบริการ 5.ให้ทุกหน่วยงานกำชับหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคระบาดจังหวัดใกล้เคียงเช่น สมุทรสงคราม นครปฐม หรือจังหวัดอื่นๆ ตามสถานการณ์ และให้เน้นย้ำการดำเนินการตามข้อสั่งการข้อ 1-4 ต่อไป

‘โครงการศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดง’ สร้างอาชีพแหล่งเรียนรู้เกษตรตามพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541988

‘โครงการศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดง’  สร้างอาชีพแหล่งเรียนรู้เกษตรตามพระราชดำริ

‘โครงการศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดง’ สร้างอาชีพแหล่งเรียนรู้เกษตรตามพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามการดำเนินโครงการตามพระราชดำริ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ซึ่งโครงการดังกล่าว ก่อตั้งจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องจากสภาพพื้นที่ของจ.ระยอง เป็นสภาพป่าที่ถูกทำลาย ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร และประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ รายได้ของเกษตรกรลดลง เพราะขาดความอุดมสมบูรณ์ของดินและแหล่งน้ำ ประกอบกับถูกอิทธิพลของนายทุนขยายเขตการเป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำดอกกราย อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ประมาณ 1,300 ไร่ เพื่อส่งน้ำมายังพื้นที่ และทรงแนะนำให้จัดเป็นศูนย์กลางอาชีพการเกษตรและศิลปาชีพพิเศษแก่ราษฎร มีที่ตั้งศูนย์ฯ อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำดอกกราย เป้าหมาย
จำนวน 35 หมู่บ้าน 5 ตำบล ในอำเภอปลวกแดง และนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง รวมถึงพื้นที่อำเภออื่น ในจ.ระยอง และจังหวัดใกล้เคียง มีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการ

ปีงบประมาณ 2563 กระทรวงเกษตรฯจัดให้มีการอบรมหลักสูตรต่างๆ ได้แก่ หลักสูตรการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีด้านข้าว การผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศ การปลูกอ้อยคั้นน้ำเสริมรายได้ และการผลิตพืชอินทรีย์ ซึ่งสศก.ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงาน พบว่า เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้และผ่านการอบรมตลอดหลักสูตร 206 ราย คิดเป็นร้อยละ 121 ของเป้าหมาย 170 ราย ซึ่งเกษตรกรที่ผ่านการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ ไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชให้ดีขึ้น เป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ พันธุ์พืชให้มีคุณภาพดีขึ้น ทำเกษตรกรรมยั่งยืน และรวมกลุ่มจำหน่ายสินค้า โดยเกษตรกรที่ผ่านการอบรม ยังถ่ายทอดความรู้ให้บุคคลอื่นต่อไป เช่น การผลิตพืชอินทรีย์ การทำปุ๋ยหมัก การทำนา การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่นำความรู้ไปปฏิบัติ เพื่อลดการใช้สารเคมีและผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง สามารถลดต้นทุนทางการเกษตรได้เฉลี่ยรายละ 8,900 บาทต่อปี และมีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรบางส่วนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ได้ผลผลิตลดลง หรือไม่สามารถทำการเกษตรได้

ทั้งนี้ ภาครัฐโดยหน่วยงานเกี่ยวข้อง จะเร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง และควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ผลดำเนินงานของศูนย์ฯให้เกษตรกรในพื้นที่รับทราบ เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มที่ต่อไป

‘มกอช.’ ติวเข้ม!เกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยขยายตลาด ‘DGTFarm.com’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541863

‘มกอช.’ติวเข้ม!เกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยขยายตลาด ‘DGTFarm.com’

‘มกอช.’ติวเข้ม!เกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยขยายตลาด ‘DGTFarm.com’

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.53 น.

“มกอช.” ติวเข้มเกษตรกรรุ่นใหม่ ลุยใช้ “DGTFarm.com” ขยายช่องทางการตลาด สร้างโอกาสแข่งขันทางการค้า เน้น ‘ตลาดนำการผลิต’ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค “นิว นอร์มอล”

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนและการเพิ่มผลผลิต ประกอบกับปัจจุบันเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทุกภาคส่วนได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการขายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งมีแพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าออนไลน์มากมาย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวคิด “เกษตร 4.0” เพื่อให้เกษตรกรสามารถยกระดับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้

ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ มกอช. โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทส.) ได้พัฒนาเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ หรือ DGTFarm.com  สำหรับเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ ผ่านการรับรองมาตรฐานให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการได้พบกับผู้บริโภคที่มีความต้องการที่ตรงกันได้ โดยสินค้าเกษตรที่สามารถเข้ามาจำหน่ายใน DGTFarm.com  จะต้องเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้การรับรองมาตรฐาน หรือเป็นสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ QR Trace (ระบบตามสอบสินค้าเกษตรด้วย QR Code Traceability)

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบออนไลน์บน DGTFarm.com  ให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer เกษตรกรรายเดี่ยว กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ที่เป็นสมาชิกรายเดิมและผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นสมาชิก DGTFarm.com มกอช. จึงได้จัด “โครงการสัมมนาส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” ภายใต้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต” ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานเทคนิคการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ การขนส่งสินค้าให้ยังคงคุณภาพไปจนถึงมือผู้บริโภค ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ให้ปลอดภัย อีกทั้ง ยังเป็นจุดเชื่อมโยงธุรกิจให้กับเกษตรกรที่มีสินค้ามาตรฐานที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ

โดยกำหนดการจัดสัมมนา 4 ครั้ง  เกษตรกรผู้เข้าร่วม ครั้งละ 100 คน  รวมทั้งหมด 400 คน ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภาคกลาง  จ.อยุธยา มีเกษตรกรที่เข้าร่วมสัมมนา 14 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท นครปฐม นครสวรรค์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง และอุทัยธานี ครั้งที่  2 ภาคใต้  จ.สงขลา (หาดใหญ่) ครั้งที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น และครั้งที่ 4 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ปัจจุบัน DGTFarm.com  มีสมาชิกทั้งหมด 2880  ราย ร้านค้าของเกษตรกร จำนวน 447 ร้านค้า โดยแบ่งหมวดหมู่ ได้แก่ ตลาดเกษตรอินทรีย์ 176 รายการ ตลาดเกษตรปลอดภัย GAP 278  รายการ และตลาดสินค้า QR Trace 180  รายการ ซึ่งมีรายการสินค้า  766  รายการ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าว ไข่ ประมง ปศุสัตว์ สมุนไพร เครื่องสำอาง และสินค้าแปรรูป

“DGTFarm.com จะเป็นช่องทางออนไลน์ที่จะช่วยลดต้นทุนการสร้างร้านค้า ลดระยะเวลา สามารถทำการค้าได้อย่างไม่จำกัดทั้งสถานที่ และเวลา อีกทั้งยังเป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน จากผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และความเข้มแข็ง เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสการแข่งขันทางการค้าและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุค New Normal” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

‘RIDCโพล’ เผยคนไทยปลื้ม กระทรวงเกษตรผลงานอันดับ1 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541849

'RIDCโพล' เผยคนไทยปลื้ม กระทรวงเกษตรผลงานอันดับ1

‘RIDCโพล’ เผยคนไทยปลื้ม กระทรวงเกษตรผลงานอันดับ1

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.32 น.

RIDC โพล เผยคนไทยส่วนใหญ่พอใจผลงานรัฐบาล ปลื้ม“โครงการคนละครึ่ง-ประกันราคาพืชผลการเกษตร”มากที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนสุนันทา หรือ RIDC โพล เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ประจําปี พ.ศ. 2563 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การถดถอยของ เศรษฐกิจ และเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จํานวนท้ังสิ้น 4,121 ตัวอย่าง ระหว่าง วันที่ 21 – 25 ธันวาคม 2563 พบว่า ประชาชนร้อยละ 62.11% พอใจภาพรวมผลงานและการทํางานของรัฐบาล

ส่วนกระทรวงที่ประชาชนพอใจกับผลงานและการทำงานมากที่สุดได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 65.62%  กระทรวงพาณิชย์ 65.51% และกระทรวงสาธารณสุข 64.20% กระทรวงแรงงาน 62.98% และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 60.01%

ขณะเดียวกันผลงานของรัฐบาลที่ท่านชื่นชอบหรือรับรู้มากท่ีสุดได้แก่ โครงการ “คนละคร่ึง” 36.55% โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตรและประกันรายได้เกษตรกร 35.13%  โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 34.67%  โครงการ “เราเท่ียวด้วยกัน” 34.11% โครงการแก้ไขปัญหาโรคระบาดสุกรและโรคระบาดพืช 33.95%  การแก้ไขปัญหา COVID – 19 28.17% โครงการ “ช็อปดีมีคืน” 22.35%  โครงการตลาดออนไลน์เพื่อการเกษตร 12.27%  โครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่” 11.78%  และโครงการสินเชื่อ Soft Loan และลดภาระสินเชื่อ 11.40% .