ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร (naewna.com)

ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวกล่าวว่า ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ 500 ไร่ ได้เข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชนเมื่อปี 2555 ในกลุ่มจะมีโครงการนาแปลงใหญ่เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มกันเพื่อผลิต ทำให้มีอำนาจต่อรองและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้โดยไม่ได้รวมทุกแปลงเข้าด้วยกันเพียงแต่เป็นการรวมกลุ่มกันเท่านั้นโดยภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพข้าวและกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ พัฒนาให้เป็นจุดเรียนรู้การบริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ประณีตและเหมาะสมกับพื้นที่สู่เกษตรกรในชุมชน ทั้งยังมีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและธนาคารปุ๋ยอีกด้วย

สำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ดำเนินงานนาแปลงใหญ่และแนะนำแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มบริหารจัดการ ด้านการผลิตและจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนเพื่อให้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี นอกจากกิจกรรมนาแปลงใหญ่แล้วสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อีกด้วย

นายปรัชญา แตรสังข์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าวกล่าวว่า สำหรับสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามา
ส่งเสริมกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ ให้ความรู้ในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์ขยาย กระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์ เครื่องหยอดข้าว เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวและจักรเย็บกระสอบ เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรเป็นไปได้ง่ายและราบรื่นมากขึ้น

นางสมพิศ เหลืองประมวล ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขามกล่าวว่าศูนย์มีกิจกรรมมากมายในการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การออมหุ้นและปันผลสมาชิกได้มีรายได้เพิ่มเติม มีการแปรรูปข้าวจำหน่าย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี และจำหน่ายให้สมาชิกและกลุ่มเกษตรกรใกล้เคียง ผลิตสารชีวภัณฑ์จำหน่ายและใช้เอง จำพวกไตรโคเดอร์มาสารสกัดจากสะเดาและเมธาไรเซียมทั้งยังให้สินเชื่อเรื่องปุ๋ย สารเคมี กับสมาชิกภายในกลุ่ม ศูนย์ฯจึงมั่นคงแข็งแรงมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้หรือเครื่องมือส่งออกการผลิตต่างๆ

ปัจจุบันภายในกลุ่มมีสมาชิก 26 ราย ภายในพื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการกับศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขามมีการเรียนรู้พัฒนากลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพเป็น
ระบบ มีการทำนาแปลงใหญ่ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต แปรรูปข้าว ผลิตเมล็ดพันธุ์ ผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองและนำจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้าศูนย์ฯ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทางเกษตรกรมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี มีการทำงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน ทั้งนี้ จากความตั้งใจและพิถีพิถันทางศูนย์ฯจึงได้รับรางวัลจากการประกวดระดับจังหวัดถึงสองรางวัลคือ รางวัลศูนย์จัดการศัตรูพืช และรางวัลศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน

สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม (naewna.com)

สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2563 ที่สนามที่ว่าการอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีว่า การจัดงานดังกล่าว วัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมแบบยั่งยืน ตลอดจนเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีคุณภาพสูงสุด ปลูกจิตสำนึกของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

รมช.มนัญญากล่าวต่อว่า จังหวัดอุทัยธานีมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวม 9 ป่าเนื้อที่รวม 2,828,185 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 67ของเนื้อที่จังหวัด พื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้กำหนดเป็นป่าอนุรักษ์ในรูปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่รวม 1,737,587 ไร่จึงได้รับการประเมินคุณค่าจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวัน“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง–ทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลก” จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะชาวจังหวัดอุทัยธานีเป็นอย่างยิ่ง

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นแหล่งป่าไม้ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม ปัจจุบันป่าไม้ของชาติได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วจากอดีตที่ผ่านมาจนอยู่ในขั้นวิกฤติ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ป่า ก่อให้เกิดปัญหาความแห้งแล้ง การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า จึงเป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกันหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์ผืนนี้มิให้ถูกทำลายอีกต่อไป เพื่อคงสภาพให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างปลอดภัย สมกับเป็นมรดกทางธรรมชาติของชาวจังหวัดอุทัยธานีและชาวโลกตลอดไป” รมช.มนัญญา กล่าว

กรมชลฯกางแผน ‘อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม ‘ยโสธร-อำนาจเจริญ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯกางแผน’อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม’ยโสธร-อำนาจเจริญ’ (naewna.com)

กรมชลฯกางแผน'อ่างเก็บน้ำห้วยทม' แก้แล้ง-ท่วม'ยโสธร-อำนาจเจริญ'

กรมชลฯกางแผน’อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม’ยโสธร-อำนาจเจริญ’

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

กรมชลฯกางแผนโครงการ “อ่างเก็บน้ำห้วยทม” แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมช่วยประชาชน ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ รวมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 7,750 ไร่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พื้นที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรและพื้นที่ข้างเคียง ประสบกับแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งและมักได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัย ฉะนั้นจึงได้มีโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทมเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยใช้ประชาชนในพื้นที่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้สำหรับอุปโภค-บริโภคของประชาชน ใช้ในการเพาะปลูกพืชเกษตรกรรม ตลอดจนสัตว์เลี้ยงด้วย

สำหรับพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการประมาณ 7,720 ไร่ ฝั่งขวาครอบคลุมหมู่บ้านหมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 17 บ้านน้อมเกล้า ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ฝั่งซ้ายครอบคลุมหมู่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนาเจริญ และหมู่ที่ 12 บ้านคำเดือยกลาง ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ด้าน นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทมมีพื้นที่ชลประทาน จำนวน 6,860 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชลประทานฝั่งขวา จำนวน 2,786 ไร่ เป็นเนินเขาสูงต่ำสลับกันเป็นลูกคลื่น ฉะนั้นการส่งน้ำให้แก่พื้นที่จึงออกแบบเป็นระบบท่อส่งน้ำ และพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย จำนวน 4,074 ไร่ ที่สภาพค่อนข้างราบมีลำน้ำขนาบทั้งสองข้าง ซึ่งอาจจะส่งน้ำด้วยระบบคลองหรือระบบท่อ และจากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบแล้วพบว่า หากออกแบบเป็นคลองเปิดจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงตามแนวคลองค่อนข้างมาก จึงเสนอออกแบบเป็นระบบท่อส่งน้ำเพราะจะคุ้มค่ามากกว่า และสามารถวางท่อไปตามแนวถนนได้ 

ทั้งนี้ หัวงานเขื่อนตั้งอยู่บริเวณบ้านน้อมเกล้า หมู่ที่ 11 ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร องค์ประกอบของโครงการครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 1,760 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่หัวงาน อ่างเก็บน้ำ ถนนเข้าโครงการ และแนวท่อส่งน้ำ พื้นที่เกือบทั้งหมดร้อยละ 97 อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตป่าเศรษฐกิจของป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่จำนวน 2 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 16 ไร่ และที่เหลืออีกประมาณ 21 ไร่ อยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการไม่อยู่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 แต่อย่างใด

ลักษณะของโครงการ ประกอบไปด้วย

1) เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ออกแบบเป็นเขื่อนดินประเภท Zone Type มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อน 20.75 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเฉลี่ย 13.87 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สันเขื่อนกว้าง 8 เมตร ยาว 800 เมตร ตัวเขื่อนสูง (สูงที่สุด) 18 เมตร ความจุเก็บกัก 10.11 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่น้ำท่วมที่ระดับน้ำสูงสุดเท่ากับ 1,570 ไร่

2) อาคารระบายน้ำล้น (Spillway) แบบ Side Channel Spillway บริเวณฝั่งซ้ายของตัวเขื่อน ความยาวสันฝาย 15 เมตร

3) อาคารท่อส่งน้ำชลประทาน (Irrigation Outlet) วางตัวอยู่ฝั่งขวาของลำน้ำห้วยทม ชนิดท่อกลมขนาด 0.80 เมตร มีอัตราการระบายน้ำส่งให้พื้นที่ชลประทาน 6,860 ไร่

4) อาคารท่อระบายน้ำลงลำน้ำเดิม (River Outlet) วางตัวอยู่ฝั่งซ้ายของลำน้ำห้วยทม ชนิดท่อกลมขนาด 0.80 เมตร มีอัตราการระบายน้ำได้สูงสุดเท่ากับ 6.50 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่...สู่นครศรีธรรมราช  ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไขโดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวงที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองหลัก เช่น คลองท่าดี คลองป่าเหล้า คลองท่าซัก คลองคูพาย คลองสวนหลวง และคลองหน้าเมือง ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเล

คลองเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในปีนี้ฝนตกหนักมากตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.2563-2 ธ.ค.2563 รวมปริมาณฝนที่ตกลงในลุ่มน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีปริมาณมากกว่า 800 มิลลิเมตร (มม.) ทำให้มีปริมาณน้ำเกินขีดความสามารถที่คลองต่าง ๆ จะรับได้ เฉพาะที่คลองท่าดี สูงสุดถึง 689 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ดังล่าว

พายุฝนที่กระหน่ำภาคใต้ในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังส่งผลให้มีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กอนช. ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน พบว่า อิทธิพล ของปรากฏการณ์ลานีญ่า จะทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 – ม.ค. 2564 บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร ถึง จ.สงขลา แบ่งเป็น เดือนธ.ค. 2563 จำนวน 13 จังหวัด 107 อำเภอ609 ตำบล โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาพร้อมทั้งได้มีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จนเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่

รวมทั้งที่ อ.หาดใหญ่ นั้นปีนี้ฝนตกหนักไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้แต่น้ำไม่ท่วม เพราะมี “โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ในการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แม้ขณะนี้จะแล้วเสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้นแต่ก็ช่วยให้ อ.หาดใหญ่ รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ได้

“ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ในระหว่างดำเนินการโครงการฯในระยะที่ 2 โดยการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบายน้ำสายที่ 1) จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 พร้อมทั้งได้ทำการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร และก่อสร้างกำแพงคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาให้เร็วขึ้น เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ แทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการครบวงจรเต็มศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งตามแผนในระยะยาวของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ได้มีการศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางจำนวน 7 แห่ง เพื่อตัดยอดน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหวะ (ตอนบน) ความจุ 6.40 ล้าน ลบ.ม. โครงการปรับปรุงพรุพลีควาย ความจุ 2.50 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโตนงาช้าง ความจุ12.03 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองต่ำ ความจุ 25.22 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตง ความจุ 26.00 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหล้าปัง ความจุ 35.50 ล้าน ลบ.ม. และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำ ความจุ 20.52ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเลือกแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีผลกระทบน้อยที่สุด ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ย้อนมาดูที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะภูมิประเทศแม้จะไม่เหมือนกับหาดใหญ่ แต่ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึี่งนครศรีธรรมราชก็มี “โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เช่นเดียวกับที่ อ.หาดใหญ่ แต่โครงการยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จตามแผนงานได้ เพราะติดปัญหาด้านมวลชน มีประชนชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านการดำเนินโครงการ ซึ่งตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป พร้อมให้กรมชลประทานทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ เพื่อที่จะเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที พร้อมกับปรับปรุงคลองวังวัว และคลองหัวตรุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีตามลำดับ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

เหตุการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชที่เกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้กลับไปร่วมกันทบทวนว่า ควรจะเร่งขับเคลื่อนดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯหรือไม่? หรือจะปล่่อยให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจาก 2 โครงการที่กล่าวไปข้างต้น พื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ยังมีโครงการบรรเทาอุทกภััย อีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินการ หากแล้วเสร็จ ปัญหาน้ำท่วมในเมืองสำคัญๆ จะบรรเทาลงอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยที่เกิดจากปริมาณน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดตรัง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน หากแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองชุมพรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือประชาชนได้ 16,802 ครัวเรือน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41แยกปฐมพร) ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการสัญจรจากภาคกลางสู่ภาคใต้ และยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในระบบเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้อีกประมาณ 6.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิ ภาพในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์อีก 6,875 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองท่าทอง-คลองคราม จ.สุราษฎร์ธานี โครงการระบบระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช ระยะที่ 2 โครงการคลองระบายน้ำ คลองละงู-คลองน้ำเค็ม จ.สตูล โครงการแก้มลิงบ้านท่ามะปราง จ.ตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง คลองพังดาน-พังโย จ.พัทลุง และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ คลองสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งต้องดำเนินการด้านการเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมและเสนอของบประมาณต่อไป

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่จะประสบปัญหาด้านน้ำเพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น ในฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ จึงได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหา โดยดำเนินโครงการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำอีกหลายโครงการโดยในปี 2564-2566 มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ รวม 63 โครงการ วงเงิน 23,300 ล้านบาท สามารถเพิ่มความจุได้ 194 ล้าน ลบ.ม.และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 264,000 ไร่ และมีโครงการที่ยังคงติดปัญหาด้านมวลชน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล ของ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 10.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 7,500 ไร่ ครอบคลุม 2,090 ครัวเรือน ในพื้นที่ในเขต อ.ป่าบอนจ.พัทลุง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในระหว่่างการสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

บทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนี้กับโครงการต่างๆที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน น่าจะพอมีความหวังได้ว่าปัญหาน้ำภาคใต้กำลังจะถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัดงานใหญ่ มหกรรม “เกษตรอัจฉริยะ” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ณ พระบรมราชานุสรณ์ ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จะยกขบวนเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมทางการเกษตรอัจฉริยะมาจัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร เพื่อร่วมกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน ถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง หรือ “เกษตรอัจฉริยะ” มาปรับใช้ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์ชาติข้อที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิดสามประการ ได้แก่ ต่อยอดอดีต ปรับปัจจุบัน และสร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต โดยงานนี้มีโต้โผใหญ่คือนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีแม่งานคือกรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

งานดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำนิทรรศการและนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่มาจัดแสดงภายในงานเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมงาน อาทิ การประกวดสัตว์ที่เลี้ยงผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การประกวดกระบือ ไก่พื้นเมืองสวยงาม โคเนื้อ และแพะ จากกรมปศุสัตว์ นิทรรศการและการปล่อยสินเชื่อเงินกู้แก่เกษตรกร จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพในระยะสั้น เช่น การเลี้ยงจิ้งหรีดครบวงจร จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา จากกรมพัฒนาที่ดิน นิทรรศการเทคโนโลยีเรื่องกุ้งก้ามกราม และการประกวดปลาสวยงาม ปลากัด จากกรมประมง การแปรรูปสินค้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่มประมง จากองค์การสะพานปลา นิทรรศการ สารชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช จากกรมวิชาการเกษตร นิทรรศการ Application Smart ME จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การจัดแสดง Application พยากรณ์ จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ส่วนกรมการข้าวซึ่งเป็นแม่งาน จะนำนิทรรศการและผลงานวิจัยพันธุ์ข้าวต่างๆมาจัดแสดง อาทิ นวัตกรรมเทคโนโลยีการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยลำแสงไอออนพลังต่ำ แปลงนาสาธิต นิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ เช่นท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ นิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10นิทรรศการเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งยังมีกิจกรรมการแข่งขันหุงข้าวด้วยหม้อดิน รวมไปถึงการนำข้าวและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวมาจำหน่ายภายในงานในราคาถูก และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งนอกจากการจัดแสดงทางวิชาการแล้ว ภายในงานยังได้จัดให้มีการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรจากหน่วยงานต่างๆ ในราคาถูกอีกด้วย

โดยงานนี่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24ธ.ค.2563-1 ม.ค.2564 นี้ ซึ่งได้รับเกียรติจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 15.00 น. ใครอยู่ใกล้ก็แวะไปเที่ยวงานและศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมด้านการเกษตรที่แต่ละหน่วยงานนำมาจัดแสดงกันได้นะครับ

ขุนเกษตรา

‘บิ๊กป้อม’ สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิ๊กป้อม’สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ (naewna.com)

‘บิ๊กป้อม’สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามการแผนพัฒนา ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในพื้นที่ จ.พะเยา พบว่า การพัฒนากว๊านพะเยาปัจจุบันเป็นการทำงานร่วมกันของหลายส่วนราชการ ทำให้การขับเคลื่อนแผนงานยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนากว๊านพะเยา โดยมอบให้ สทนช.พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงาน พัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูกว๊านพะเยา ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ขึ้นมากำกับขับเคลื่อนแผนงานให้ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังให้กรมประมงร่วมกับจังหวัดพะเยาหาแนวทางลดขั้นตอน เพื่อเร่งรัดให้การขับเคลื่อนตามแผนแม่บทฯคล่องตัวยิ่งขึ้น และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการ การบริหารจัดการน้ำ การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ การเพาะปลูก และควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมทางหลวงชนบท พัฒนาระบบเส้นทางและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวกว๊านพะเยา เพื่อเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้จ.พะเยา รวมทั้งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับองค์การจัดการน้ำเสีย กำหนดรูปแบบระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่โดยรอบ ให้สามารถรองรับปริมาณน้ำเสียที่จะส่งผลกระทบต่อกว๊านพะเยาด้วย

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า กว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ใน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา มีพื้นที่ 12,831 ไร่ ความจุ 55.65 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีปริมาณน้ำไหลเข้าปีละ 330.70 ล้าน ลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำ 30.64 ล้าน ลบ.ม./ปี และอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำ 41.92 ล้านลบ.ม./ปี โดยกรมประมงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดสรรงบประมาณปี 2560 พัฒนากว๊านพะเยาวงเงิน 343 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานขุดลอกกว๊านพะเยา พร้อมทั้งสร้างฝายพับเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำจาก 33.84 ล้านลบ.ม. เป็น 55.65 ล้าน ลบ.ม. ตลอดจนพัฒนาศักยภาพกว๊านพะเยาเพื่อการท่องเที่ยว เฝ้าระวังและปรับปรุงคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมด้านประมง กำจัดวัชพืชฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และจัดตั้งศูนย์บริหารโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยังได้รับงบประมาณปี 2562 วงเงิน 90 ล้านบาท ในการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำอีกด้วย

สำหรับแผนการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืนนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ. เชียงราย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ได้รับอนุมัติวงเงินดำเนินงาน 3,153.7 ล้านบาท โดยเป็นงบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2,576 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณด้านทรัพยากรน้ำ 333 ล้านบาท ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ดำเนินการโดยกรมชลประทาน การบูรณาการองค์ความรู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ รักษาคุณภาพน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักและการบริหารจัดการน้ำกว๊านพะเยาอย่างเป็นระบบ ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยพะเยา การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตุ้ม ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และงบประมาณด้านถนนและแหล่งท่องเที่ยวอีก 2,243.3 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่วนที่เหลือจะเป็นงบประมาณฟื้นฟูบำบัดน้ำ 92.5 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และงบการพัฒนาพื้นที่อีก 484.9 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา

ในส่วนการพัฒนาหนองเล็งทราย อ.แม่ใจ จ.พะเยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 5,563 ไร่ ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 9 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแผนพัฒนาฟื้นฟูเป็น 4 ระยะ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำได้ 23.97 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14.97 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์อีก 10,000 ไร่ 7,000 ครัวเรือน งบประมาณทั้งสิ้น 587.65 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมา ในปีงบประมาณ 2563 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมดำเนินงานในระยะที่ 1 จำนวน 2 โครงการ โดยให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 2 แห่งงบประมาณ 48.57 ล้านบาท และปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม 11 กิโลเมตรงบประมาณ 162.07 ล้านบาท และระยะที่ 2 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ การฟื้นฟูแก้มลิงงบประมาณ 92.94 ล้านบาท และเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ สร้างฝายพับได้ 44.06 ล้านบาท

“ส่วนแผนพัฒนาหนองเล็งทรายระยะถัดไป ในระยะที่ 3 ฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทราย 120 ล้านบาท เพิ่มการเก็บกัก 1.695 ล้าน ลบ.ม. และระยะที่ 4 ฟื้นฟูหนองเล็งทราย บริเวณหน้าฝาย 600 ไร่ 120 ล้านบาท เพิ่มการเก็บกัก 0.98 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในวันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานจัดทำแผนหลักพัฒนาหนองเล็งทราย พร้อมตั้งกรอบวงเงินให้ครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้านแบบเบ็ดเสร็จ และมอบกรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริในพื้นที่จ.พะเยา ทั้งหมด ให้แล้วเสร็จตามแผน รวมทั้งยังขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานให้เร่งดำเนินการตามงานที่ได้มอบไปแล้ว เพื่อให้การจัดการทรัพยากรน้ำใน จ.พะเยา มีประสิทธิภาพ เกิดความมั่นคง อำนวยประโยชน์สุขให้ประชาชนโดยเร็วอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ได้ทิ้งปัญหาที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไข โดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

“เมืองคอน” หรือ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวง
ที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองต่างๆทันที ก่อนที่ออกสู่ทะเล ซึ่งคลองเหล่านี้จะสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที แต่ในฝนตกหนักช่วงที่ผ่านมา มีน้ำปริมาณน้ำไหลผ่านมากกว่า 689 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ดังกล่าว

ฝนตกในปีนี้ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่นครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังมีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาถอดบทเรียนเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน คือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้

ทำไม อ.หาดใหญ่ น้ำไม่ท่วม?

ฟันธงได้เลยว่า เพราะโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้อำเภอหาดใหญ่รอดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะนี้เสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้น แต่ก็สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่่างเป็นรูปธรรมแล้วขณะนี้กำลังดำเนินการในระยะที่ 2 โดยจะทำการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วมหาดแทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกัน กับจังหวัดนครศรีธรรมราช หากสามารถขับเคลื่อน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สำเร็จได้ ปัญหาน้ำท่วมจะบรรเทาลง หรืออาจจะไม่ท่วมเลยเหมือน อ.หาดใหญ่

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะประกอบด้วย งานสำคัญๆคือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรับปรุงคลองหัวตรุด ให้สามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราช และลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

แต่โครงการนี้ถูกคัดค้านตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ควรจะขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จหรือไม่ สถานการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชในปีนี้ น่าจะให้คำตอบได้

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘ธรรมนัส’ รุกแก้ปัญหาชาวม้ง 18 หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า 30 ปีไม่คืบหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า (naewna.com)

'ธรรมนัส'รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า

‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.18 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่ จ.เชียงราย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย พร้อมแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องชาวม้ง ซึ่งวันนี้ได้มีการมารวมตัวของชาวม้งถึง 3 ตำบล 18 หมู่บ้าน ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของการขอทะเบียนบ้าน ซึ่งปัญหานี้ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี 2525 โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ดำเนินการสำรวจแต่ละหมู่บ้าน และเร่งดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส และคณะ ยังได้เดินทางไปพบกับพี่น้องประชาชนทั้ง 7 หมู่บ้าน ของบ้านปุกเหนือ ม.2 ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางซึ่งเส้นทางคมนาคมมีความยากลำบาก แม้จะมีโครงการสร้างถนน แต่ไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ เนื่องจากการดำเนินการก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก เส้นทางทุรกันดาร จากปัญหาดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานตามแผนเดิมที่ได้จัดทำไว้อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดของประชาชนต่อไป

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ‘เมืองคอน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม’เมืองคอน’ (naewna.com)

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม'เมืองคอน'

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม’เมืองคอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.30 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน และคณะ จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการทั้ง 3 ฝ่าย (ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายราชการ) เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ปลัดอำเภอ ผู้แทนเครือข่ายปกป้องดิน น้ำ ป่า จังหวัดนครศรีธรรมราช – พัทลุง ตลอดจนผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (ไสใหญ่) อ.ทุ่งสง

นายเฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำซาก รัฐบาลได้เล็งเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่จึงสั่งการให้กรมชลประทานจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อหวังบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วน ในวันนี้จึงได้จัดให้มีการประชุมเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช ในรูปแบบคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายราชการ

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะนำข้อมูลที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ไปกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมมีมติให้กรมชลประทานดำเนินการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ ‘ฝนหลวง’ ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา (naewna.com)

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

17 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาหมอกควัน PM2.5 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ว่า ทันทีที่มีปัญหาตนได้สั่งการให้ฐานปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ เร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงทันทีที่มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อทำฝนหลวงชะล้างหมอกควันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นหนักในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ เพราะ 2 พื้นที่มีหลายแห่งอากาศค่อนข้างวิกฤตหนัก

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าบางครั้งก็มีอุปสรรคบ้างที่ทำให้ไม่สามารถทำฝนหลวงได้ทันที เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย แต่ตนได้กำชับให้ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แก้ปัญหาหมอกควันให้ได้ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

“เบื้องต้นย้ำให้เร่งทำในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือให้ได้มากทีสุด เพื่อชะล้างควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการรายงานใน ครม.ถึงแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้ ครม.รับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกอย่างไม่ได้นิ่งนอนใจ เราทำทุกอย่างกระทรวงเกษตรฯ ทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด แต่เราก็ต้องทำ โดยนอกจากเร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงแล้ว ยังได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ สำรวจพื้นที่พร้อมกับรณรงค์ห้ามเผาตอซัง และห้ามเผาป่าและสิ่งต่างๆ โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือ พื้นที่ภาคกลาง และทางภาคเหนือ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันหยุดการเผาให้ได้” นายเฉลิมชัย กล่าว