เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว (naewna.com)

เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นครราชสีมา ได้เกิดความวุ่นวายกับปัญหาบัญชีผู้สมัครนายก และรูปภาพ ที่ติดไว้บนกระดานที่หน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง ปรากฏว่า มีเบอร์ 1, 2, 3 แล้วข้ามไปเบอร์ 5 โดยไม่มีเบอร์ 4 และรูปผู้สมัคร คือ นายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ ซึ่งสร้างความสับสนและเกิดความเสียหายโดยเฉพาะคู่แข่งมีการไปออกข่าวหรือปล่อยข่าว ว่าถอนตัว

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์  ผอ.กกต.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า กรณีที่มีการร้องเรียนว่ารูปภาพผู้สมัครนายก อบจ. เบอร์ 4 ไม่มี หรือหาย หรือตกหล่นไปในหน่วยเหลือกตั้ง ทั้งในพื้นที่ อ.คงต.บ้านปรางค์, อ.เมือง ต.ไชยมงคล, อ.ห้วยแถลง ต.หลุ่งตะเคียน นั้น เราก็ได้พยายามแก้ไขให้แล้ว  ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากสาเหตุ 1.ลมพัด 2.ถ้ามีผู้นำเอาออกไปก็ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด มีความประสงค์ทำเพื่ออะไรเรื่องอะไร และ 3.เอกสารที่แจกไปติดที่กระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งอาจจะไม่ครบก็เลยติดไปตามที่ได้รับแจก ซึ่งในส่วนนี้เราได้ดำเนินการแก้ไขให้ทั้ง 3 จุดที่ได้รับแจ้งมา และถ้าเกิดพบจุดไหนเราก็ต้องดำเนินการแก้ไข และหากพบมีผู้กระทำความผิดเราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ด้านนายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา เบอร์ 4 กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ทราบว่า การต่อสู้แข่งขันของคู่แข่งใช้วิธีการแบบไหน มีการไปดึงรูปภาพบนกระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งของตนออกในหลายจุด ซึ่งตนได้แจ้ง กกต.ไปแก้ไขให้แล้ว แต่ตนก็รู้สึกเป็นห่วงว่า ถ้าเป็นแบบนี้คิดว่าคงจะมีการทำลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเหลือไม่กี่วัน ทาง กกต.จะไปตามแก้ไขให้ตนได้ทันหรือเปล่า เพราะมันจะทำให้เราเสียหาย และที่สำคัญพอเอารูปของตนออกเขาก็ไปออกข่าวหรือปล่อยข่าวว่า ตนถอนตัวแล้ว

สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64 (naewna.com)

สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช. กระตุ้นผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนรวมกลุ่มตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ ตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เผยจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกมิติ และสะท้อนปัญหาน้ำที่แท้จริงจากประชาชนพื้นที่ เตรียมดีเดย์เปิดจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี 2564

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. ……. อยู่ในกระบวนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนมกราคม 2564 และจะเริ่มประกาศรับสมัครองค์กรผู้ใช้น้ำในต้นปี 2564 หลังจากที่กฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว โดยกฎกระทรวงดังกล่าว จัดทำขึ้นตามหมวดที่ 3 ว่าด้วยองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ที่ระบุไว้ว่า การองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมี 3 ระดับ 1.ระดับชาติ ได้แก่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.ระดับลุ่มน้ำ ได้แก่ คณะกรรมการลุ่มน้ำ มีผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำที่ได้รับเลือกเป็นประธาน และ3.ระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน จดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิก

ทั้งนี้ กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ ระบุให้ผู้ใช้น้ำจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือระหว่างบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตลุ่มน้ำเดียวกัน ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกร่วมกัน รวมตัวกันและจดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยต้องจัดทำเอกสาร หลักฐาน ยื่นต่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในฐานะนายทะเบียน เพื่อพิจารณาออกหนังสือรับรองก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำภายใน 30 วัน โดยองค์กรผู้ใช้น้ำที่ก่อตั้งขึ้น นอกจากมีบทบาทหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งแล้วยังมีสิทธิเสนอแนะให้ข้อมูลหรือความเห็นต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อนำมาใช้บริหารทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเอง และสามารถเสนอชื่อสมาชิกภายในองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อเป็นผู้แทนไปคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำในภาคส่วนขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ อีกทั้ง ยังมีสิทธิเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการลุ่มน้ำเข้ารับการคัดเลือกต่อไปเป็นกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ด้วย

“การก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำจะเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีเป้าประสงค์ร่วมกันจากลุ่มน้ำเดียวกันรวมตัวกันเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ออกเสียง เสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ นำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดได้โดยตรง หรือกระทั่งสิทธิร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำที่มาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำยังสามารถแสดงความคิดเห็นในคณะกรรมการระดับชาติคือ กนช. ได้อีกด้วย องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญมีส่วนช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น ในส่วนรายละเอียดการรับสมัคร สทนช.จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบโอกาสต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

มกอช.ติวเข้มจนท.โครงการหลวง-สวพส. เตรียมพร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มกอช.ติวเข้มจนท.โครงการหลวง-สวพส. เตรียมพร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าเกษตร (naewna.com)

มกอช.ติวเข้มจนท.โครงการหลวง-สวพส. เตรียมพร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หรือ เปิดเผยว่า มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เป็นองค์กรที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูงมีความสำคัญในการอนุรักษ์ป่าและคุณภาพป่าต้นน้ำ ซึ่งประกอบอาชีพด้านการเกษตรและเป็นส่วนสำคัญที่ป้องกันปัญหารุกพื้นที่ป่าไม้ ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวง มีเกษตรกรผู้ปลูกพืช ได้แก่ ผัก ไม้ผล ไม้ดอก ชา กาแฟ ข้าว และพืชไร่ ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 39 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่สูง 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา และตาก ด้วยนโยบายที่เน้นคุณภาพ ทำให้ผลผลิตของโครงการหลวง “ดี อร่อย สด สะอาดปลอดภัย” จึงสามารถพัฒนาการผลิตของเกษตรกรจนได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การพัฒนาระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง จึงสำคัญยิ่ง

มกอช.ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตร ตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนงานยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และ สวพส. จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ภารกิจของที่ปรึกษาเกษตรกร เทคนิคการเป็นผู้ตรวจประเมินภายใน และคู่มือระบบบริหารคุณภาพ ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริม ที่ปรึกษาเกษตรกรประจำศูนย์พัฒนาโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวง เจ้าหน้าที่ประจำโรงคัดบรรจุของมูลนิธิโครงการหลวง และเจ้าหน้าที่ สวพส. 550 คน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในข้อกำหนดตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) มีทักษะฝึกตรวจประเมินแปลง และเป็นที่ปรึกษาเกษตรกร สำหรับเตรียมความพร้อมตรวจประเมินจากหน่วยรับรอง ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้จัดระบบ เพื่อให้ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์

นายพิศาลกล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวจะจัดขึ้น 6 ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2563 และมกราคม 2564 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่โครงการหลวง และ สวพส.ในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไปสู่มาตรฐาน ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสอดคล้องทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยุทธศาสตร์ของ มกอช. ในการส่งเสริมผลักดันการนำมาตรฐานสู่การปฏิบัติตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร

“มกอช.จะร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และ สวพส. หารือถึงการส่งเสริม ผลักดัน การนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ และพัฒนาทักษะองค์ความรู้ด้านการมาตรฐานและการตรวจประเมินให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมจัดทำระบบและขอรับรองผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Product Certification)” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อราวต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้มีโอกาสพาคณะเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานในประเทศไทย โดยได้ไปเยี่ยมชม 3-4 จุดด้วยกัน ทั้งนี้ก็อย่างที่ได้เคยเล่าไปแล้วว่า เราต้องการที่จะเพิ่มความรู้และประสบการณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าทันโลกทันเหตุการณ์ เพราะในเวทีระหว่างประเทศนั้น เราจะต้องพบปะกับคนทุกชั้นทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับเสมียนไปจนถึงระดับรัฐมนตรี ยิ่งหน่วยงานของเราเป็นลักษณะหน่วยบริการกลางเพื่อประเทศสมาชิก ดังนั้นเจ้าหน้าที่เราทุกคนต้องมีความ smartand up to date กันพอสมควร เพราะต้องตอบคำถามต่างๆ ได้เกือบทุกเรื่อง เท่าที่เขาจะต้องการคำตอบ

คณะเราได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ตั้งอยู่อำเภอธัญบุรี ริมคลองรังสิต เพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับงานวิจัยข้าวของประเทศไทยในด้านต่างๆ ความจริงการที่น้องๆ ในที่ทำงานแอปเตอร์เสนอว่าอยากไปชมศูนย์วิจัยข้าวแห่งนี้ในฐานะที่อดีตที่ผมก็เคยรับราชการทำงานอยู่ในกรมการข้าวมาก่อน ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะสถานที่แห่งนี้ เคยไปมานับครั้งไม่ถ้วน แทบจะทราบเกือบทุกรายละเอียด แต่กระนั้นเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ดังที่กล่าวแล้ว ก็เห็นว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์ ก็เลยสนับสนุนให้ไปกัน

ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ตั้งมาจนครบร้อยปีไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย เท่าที่ทราบ การจัดตั้งเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งในสมัยนั้นทุ่งรังสิต ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญยิ่งของประเทศ เป็นแหล่งผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในและยังสามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ จนกระทั่งเป็นที่มาของการขุดคลองรังสิตในระยะต่อมา เพื่อประโยชน์ในการชลประทานนาข้าว และเพื่อให้มีการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาการข้าวควบคู่กันไป ศูนย์ฯ แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น ถือเป็นพระวิสัยทัศน์ของในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางรากฐานงานวิทยาศาสตร์ด้านข้าวที่ทรงคุณค่ามาจนตราบกระทั่งปัจจุบัน และทุกวันนี้กรมการข้าวได้พยายามอนุรักษ์รวบรวมข้อมูลและประวัติการจัดตั้งรวมทั้งสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไว้อย่างพร้อมมูล และศูนย์แห่งนี้ก็ถือว่าเป็นศูนย์อันดับต้นๆ ของกรมการข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 28 ศูนย์ รวมทั้งเป็นศูนย์หลักสำหรับต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อจากต่างประเทศที่มาดูงาน หรือมาฝึกอบรมทั้งนี้เนื่องจากมีระยะทางไม่ห่างจากกรุงเทพฯ อีกทั้งก็มีวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมงานวิจัยข้าวที่ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อเทียบกับศูนย์อื่นๆ ที่เหลือ ผมเน้นว่าวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อเปรียบเทียบกับศูนย์อื่นในประเทศไทยนะครับ

แต่หากจะไปเปรียบเทียบกับของประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ที่ผมเคยไปเห็น หรือแม้กระทั่งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute:IRRI) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “อีรี่” ที่ตั้งอยู่ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ของเรายังเป็นรองเขาแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งๆ ที่ประเทศเรานับยี่สิบกว่าปีติดต่อกันที่เราสามารถส่งข้าวออกจำหน่ายเป็นอันดับหนึ่งของโลก คิดเป็นมูลค่าเงินตราปีละมากกว่าแสนล้านบาท แต่การลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพในการผลิตข้าวบ้านเรายังไม่รับการเหลียวแลเท่าที่ควรเลยครับ เรื่องนี้คงมิใช่ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวเท่านั้นที่บ่นรำพึงรำพัน แต่ผมก็เคยได้ยินผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ก็พูดออกทางสื่ออยู่เสมอ เช่น ผู้ส่งออกข้าว ผู้ประกอบการโรงสี รวมทั้งฝ่ายชาวนาโดยตรง

ไหนๆ จะพูดแล้ว ก็ขอระบายเสียเลยนะครับ และก็มิใช่เพื่อประโยชน์ของใครตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมออกจากวงการมานานแล้ว แม้แต่จำนวนคนที่ทำงานเรื่องการพัฒนาการผลิตข้าวก็แสนจะจำกัดจำเขี่ย เสียเหลือเกิน เมื่อแรกเริ่มตั้งกรมการข้าวเมื่อสิบปีที่แล้ว มีการเขียนบทบาทภารกิจขององค์กรไว้เสียใหญ่โต ปานว่าจะทำทุกอย่างให้สำเร็จแบบเนรมิต แต่ให้คนมาเพียงกระหยิบมือเดียว บางภารกิจที่เขียนไว้ กลับต้องไปไหว้วานหน่วยงานอื่นทำให้ ทั้งที่ตัวชี้วัดด้านข้าวเขาก็ไม่มี ทำไปก็ไม่เกิดผลดีแก่เขา ลำพังแค่งานเดิมของเขาแท้ๆก็เต็มกลืนอยู่แล้ว สุดท้ายงานก็ออกมาไม่เต็มร้อย และไม่เป็นไปตามทฤษฎีสวยหรูที่ฝ่ายออกแบบผู้ไม่เคยรู้เคยเห็นความจริงคาดฝันเอาไว้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ ความล้มเหลวของระบบราชการบ้านเรา เขียนไปเขียนมาเลยจบตรงที่ปัญหาที่คนระดับนโยบายน่าจะรู้แต่กลับไม่รู้นี่แหละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘อธิบดีปศุสัตว์’ เป็นประธานเปิดอาคารเรียน ‘โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นประธานเปิดอาคารเรียน’โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’ (naewna.com)

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นประธานเปิดอาคารเรียน'โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์'

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นประธานเปิดอาคารเรียน’โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.09 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”เป็นประธานเปิดอาคารเรียน”โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ”มุมมองของอธิบดีต่อบทบาทกลุ่มงาน Paravet ในกรมปศุสัตว์”

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ณ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดอาคารเรียน “โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยนายกสมาคมนักเรียนเก่าสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถนายอำพันธ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณบดีคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ ผอ.กองการเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เลขานุการกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานในครั้งนี้

โรงเรียนสัตวแพทย์ เป็นโรงเรียนที่สอนนักเรียนเพื่อออกมาปฏิบัติงานของกรมปศุสัตว์โดยเฉพาะ กระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม 2534 ฯพณฯ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้นโยบายกับกรมปศุสัตว์ในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนสัตวแพทย์ให้ยกระดับการศึกษาจากประกาศนียบัตรวิชาสัตวแพทย์ (2 ปี) เป็นระดับปริญญาตรี (4 ปี) โดยเข้าเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวันที่ 16 ธันวาคม 2534 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีมติให้รับโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับจัดตั้งเป็นคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน

ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นี้ เป็นวันที่ครบรอบ 27 ปี ของการสถาปนาคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ได้จัดให้มีพิธีเปิดอาคารเรียนแห่งนี้ขึ้น ซึ่งถูกปรับปรุงจากอาคารเรียนเดิมแห่งแรกของโรงเรียนสัตวแพทย์ (กรมปศุสัตว์) พร้อมทั้งตั้งชื่ออาคารเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่โรงเรียนสัตวแพทย์ (กรมปศุสัตว์) เป็น อาคารเรียน “โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” โดยมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ให้นิสิต บุคลากร ตลอดจนประชาชนที่มีความสนใจได้มาศึกษาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และจัดกิจกรรมทางวิชาการที่สร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในด้านปศุสัตว์และด้านสัตว์เลี้ยงที่สมบูรณ์แบบและทันสมัย ประกอบด้วยห้องบรรยาย และห้องปฏิบัติการเพื่อการเรียนการสอนและงานวิจัย

สำหรับตำแหน่งสัตวแพทย์ หรือ Paravet ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสัตวแพทย์นั้น นับว่าสำคัญและมีบทบาทต่อกรมปศุสัตว์ โดยมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการปศุสัตว์ของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น 1) ด้านการกำกับ ดูแล และดำเนินการด้านสุขภาพสัตว์ 2) ด้านการควบคุมดูแลความปลอดภัยอาหารด้านสินค้าปศุสัตว์ 3) ด้านการพัฒนา ให้คำแนะนำ และการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในด้านสนับสนุนส่งเสริมการปศุสัตว์ที่เป็นประโยชน์ และ 4) ด้านการกำกับ ดูแล ติดตามการปฏิบัติงานตามโครงการพิเศษและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันเนื่องจากไม่มีการผลิตบุคลากรในตำแหน่งสัตวแพทย์จากโรงเรียนสัตวแพทย์แล้ว ตำแหน่งสัตวแพทย์ (Paravet) ในกรมปศุสัตว์ปัจจุบันมีจำนวน 1,320 คน ซึ่งเกษียณอายุราชการอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2564 – 2568 โดยมีเกษียณเฉลี่ยปีละประมาณ 114 ตำแหน่ง ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเปลี่ยนตำแหน่งสัตวแพทย์เป็นตำแหน่งนายสัตวแพทย์หรือตำแหน่งนักวิชาการสัตวบาล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ซึ่งได้รับการอนุมัติมาแล้วทั้งสิ้น 417 อัตราตามจำนวนผู้ที่เกษียณ ซึ่งรุ่นสุดท้ายจะเกษียณจากกรมปศุสัตว์ในปี พ.ศ.2577

ปัจจุบันโรงเรียนสัตวแพทย์ได้เปลี่ยนเป็น คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ ซึ่งได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีนิสิตที่จบจากคณะเทคนิคสัตวแพทย์ ที่ปฏิบัติงานที่กรมปศุสัตว์ มีทั้งสิ้น 24 ราย แบ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ 16 ราย และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ราย

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า 2 หมื่น / ตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว (naewna.com)

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย  ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยกระแสความนิยมบริโภคเนื้อวัวคุณภาพที่มีลายไขมันแทรก หลังจากธุรกิจร้านอาหารประเภทชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ เติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้แม็คโครมองเห็นโอกาสพัฒนาเนื้อวัวของไทยให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนทั่วประเทศและกรมปศุสัตว์ ยกระดับการเลี้ยงโคขุนโดยให้ทานอาหารที่ปรับสูตรอย่างเหมาะสม และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้วัวมีไขมันแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมาก ซึ่งเป็นไขมันดี มีรสชาติที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

“แม็คโครทำงานร่วมกับเกษตรกรและกรมปศุสัตว์ อย่างสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ เพื่อให้เกิดรูปแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยแม็คโครได้นำความเชี่ยวชาญด้านการตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหาร มาพัฒนาสินค้าร่วมกันภายใต้แบรนด์“โปรบุชเชอร์” ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีและได้รับการบอกต่อในโลกโซเชียลถึงรสชาติ ความนุ่ม ทำให้เนื้อพรีเมียมของไทยมีสัดส่วนการขายและอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ด้านนายวิบูลย์ ไวยสุระสิงห์ เจ้าของสุระสิงห์ฟาร์ม และประธานสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางโคเนื้อโดยรวมยังสดใสและมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการนำโคเนื้อลูกผสมสายพันธุ์ยุโรปมาเข้าสู่ระบบการเลี้ยงโคขุนเพื่อให้มีอัตราการเจริญเติบโตในระยะเวลาที่กำหนด ให้ได้คุณภาพเนื้อที่นุ่ม มีไขมันแทรก เหมาะสำหรับทำสเต็ก อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้ ตลาดต้องการประมาณปีละ 500,000 ตัว สำหรับที่ฟาร์มสุระสิงห์ จะซื้อวัวอายุปีกว่าๆ จากเกษตรกรมาขุนต่อ และให้กินอาหารตามสูตรที่คำนวณไว้ จากนั้นจะคัดตัวเลือกวัวที่มีลักษณะดี ไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนระบบปิด (Evaporative Cooling Systems) หรือ Evap เพื่อเลี้ยงต่ออีก 3-4 เดือน ในอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส เพื่อให้มีน้ำหนักประมาณ 600-800 กิโลกรัมต่อตัว และทำให้เกิดรายได้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 20,000 บาทต่อตัว

ทั้งนี้ แม็คโครสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อพัฒนาสู่ตลาดเนื้อพรีเมียม โดยนำเนื้อโคขุนไทยแองกัส และไทยวากิว ที่มีลายไขมันแทรก (Marbling Score) MS4+, MS5+ ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพดีมาจำหน่าย รองรับกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยที่มีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 2.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางศิริพรกล่าวอีกว่า “ตลาดของเนื้อวัวพรีเมียมยังเติบโตอีกมาก แม็คโครวางแผนส่งเสริมการขาย การพัฒนาต่อยอดสินค้า ร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดโปรโมชั่น “แม็คโคร แหล่งรวมเนื้อคุณภาพ (Beef Destination)” เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงเนื้อวัวพรีเมียมคุณภาพดี มีความหลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย ทุกสาขาทั่วประเทศ”

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง (naewna.com)

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชทุกชนิดนอกเหนือจากต้องมีพื้นที่แล้วก็คือพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ ต้นกล้า หรือกิ่งตาต่างๆ ซึ่งจัดเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องคำนึงถึง เริ่มตั้งแต่จะปลูกพืชชนิดใด พันธุ์อะไรจึงจะให้ผลตอบแทนที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกและดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากของเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพืชล้มลุกที่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องปลูกกันใหม่เป็นวัฏจักรไป จะเห็นภาพเกษตรกรเที่ยวแสวงหาแหล่งพันธุ์พืชที่ตนเองประสงค์จะปลูก หากมีข้อมูลว่าแหล่งไหนมีพันธุ์ดี ก็จะพยายามหามาปลูกให้ได้ อย่างกรณีของข้าว หากเกษตรกรทราบว่าหมู่บ้านไหนมีข้าวพันธุ์ดี เมื่อข่าวดังกล่าวกระจายออกไปเกษตรกรที่ทราบข่าวก็จะแห่กันมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งดังกล่าวมาปลูก ส่วนเมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ของตนแล้วจะให้ผลผลิตอย่างไรนั้น ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าสมกับคำโฆษณาหรือคำร่ำลือหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการลำดับแรก คือ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จากนั้นถึงจะไปเตรียมการประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา ทั้งเรื่องของการเตรียมดิน แหล่งน้ำแรงงาน ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนที่จะใช้จ่าย ประเด็นแหล่งเมล็ดพันธุ์จากทางราชการยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าทางราชการจะมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยเหล่านั้นได้ ปัญหานี้น่าขบคิดกันให้มาก มองดูเหมือนว่างานวิจัยที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐกับเกษตรกรที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเหล่านั้น ไม่มาบรรจบกัน ต่างคนต่างมองตากัน และยื่นมือมาหากันได้แค่จุดเล็กๆ ไม่สามารถสร้างผลกระทบให้เกิดได้อย่างกว้างขวาง

หน่วยงานของภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมาในอดีต งานวิจัยและพัฒนา และงานขยายพันธุ์ ถูกวางว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงกับตั้งเป็นสถาบันวิจัยพืชแต่ละชนิดแยกกันไปทั้งข้าวพืชไร่ พืชสวน ยางพารา และหม่อนไหม ขณะเดียวกันนอกจากงานวิจัยแล้วยังมีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช เพื่อรับผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชจากหน่วยงานวิจัยดังกล่าว นำไปผลิตและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร แม้ว่าจะไม่สามารถสนับสนุนได้เต็มพื้นที่ อย่างน้อยก็มีแหล่งพันธุ์ดีของภาครัฐกระจายสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องพึ่งเอกชนแต่ฝ่ายเดียว

เมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยราชการในราวปี 2542 ในทัศนะของผู้นำองค์กรขณะนั้น ซึ่งอาจยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในกระบวนการวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืช ส่งผลให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์พืช ถูกปรับลดบทบาทให้ทำหน้าที่เพียงการขยายพันธุ์ข้าวเท่านั้น จึงเท่ากับปิดโอกาสเกษตรกรในการเข้าถึงพืชพันธุ์ดีอื่นๆ ของทางราชการ ส่งผลให้เกษตรกรหันไปพึ่งพาแหล่งพันธุ์ดีจากภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งการใช้พันธุ์ของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของราชการยังคงดำเนินการต่อไป แต่โอกาสในการถ่ายทอดผลงานวิจัยดังกล่าวลงสู่เกษตรกรโดยตรงถูกปิดไป วงของการขยายผลงานวิจัยจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้นำไม่กี่คน ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียโอกาสและงบประมาณไปอย่างไม่คุ้มค่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของผู้นำองค์กรที่ขาดความเข้าใจในระบบงานวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืชที่กล่าวถึงข้างต้น หรืออาจเข้าใจแต่มีความประสงค์อย่างอื่น ก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน

เมื่อกลับมาพิจารณาการพึ่งพาพันธุ์พืชของเกษตรกรในปัจจุบัน จะเห็นว่าในส่วนของภาครัฐมีน้อยมากที่จะสามารถให้บริการเกษตรกรได้ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่าง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามความต้องการของพันธุ์พืชนั้นที่เอกชนพัฒนาขึ้น จึงเหมือนซ้ำเติมเกษตรกร เพราะไม่มีสิ่งใดประกันได้ว่าทุนลงไปกับผลผลิตที่ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เกษตรกรบางส่วนมีความพยายามในการพัฒนาพันธุ์พืชของตนเองขึ้นมาจึงเห็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชอยู่หลายกลุ่ม ในลักษณะของการคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์ ซึ่งภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้กลุ่มเกษตรเหล่านั้นสามารถเป็นเจ้าของพันธุ์อย่างถูกกฎหมาย ทั้งขั้นตอนการรับรองพันธุ์ พิสูจน์พันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การคุ้มครองพันธุ์พืช การรวบรวมพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์พืชตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของภาครัฐที่มีอยู่ ก่อนที่ภาคการเกษตรของไทยในส่วนของพันธุ์พืชจะถูกกินรวบจากเอกชนทั้งหมด และเกษตรกรจะกลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตของภาคเอกชนเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน (naewna.com)

เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานพิธีเปิด “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2564 ที่แปลงเรียนรู้ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร การเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับการบูรณาการกับทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันการผลิตทางการเกษตรมีเทคโนโลยีใหม่ทันสมัย นำมาใช้ในไร่นาได้ผลดีและจะส่งผลให้การผลิตในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกันพัฒนา โดยกรมการข้าวมอบให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ศึกษาทดลองซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าว โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ จนได้ชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปสู่เกษตรกร ได้รับความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกร จัดทำแปลงเรียนรู้ด้านข้าว พื้นที่แปลงนากว่า 138 ไร่ ซึ่งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ จากการศึกษาทดลองเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ พบว่า ต้นทุนปลูกข้าวไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ และหวังอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะชุดนี้ มี 6 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ 1.เตรียมดิน โดยใช้เครื่องปรับดินเลเซอร์ (Laser land levelling) เพื่อบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ปรับระดับผิวดินให้เรียบ สม่ำเสมอ 2.จัดระบบน้ำ ใช้ท่อวัดน้ำอัจฉริยะ แสดงผลปริมาณระดับน้ำทุกชั่วโมงผ่าน Line Application บนมือถือของเกษตรกร โดยใช้ Solar Cell เป็นแหล่งให้พลังงาน เมื่อน้ำต่ำกว่าระดับผิวดิน จึงจะปล่อยน้ำเข้าแปลงนาลดปริมาณการให้น้ำได้ 46% 3.ติดตามสภาพแวดล้อม สถานีตรวจวัดอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ต่างๆ แบบ real time เข้าระบบ IOT 4.จัดการปุ๋ย ด้วยเครื่องวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบพืช (Crop Space) เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของข้าว 5.การอารักขาพืช โดยใช้โดรนติดกล้องถ่ายภาพบินตรวจการทำลายของโรค และแมลง รวมทั้งข้าวปนและวัชพืชในข้าว และ 6.มีระบบช่วยตัดสินใจด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (IOT Platform)ซึ่งสามารถส่งข้อมูลไปยังมือถือเกษตรกร ได้ตลอดเวลา ครอบคลุมรัศมี 2 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 หมื่นไร่เศษ

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ (naewna.com)

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.01 น.

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ นำร่อง7ศูนย์ช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่าย 

15 ธ.ค.63 นายสัตวแพทยส์ รวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทาให้เกิดภัยแล้งและอุทกภัยหลายๆพื้นที่ของประเทศไทย ทาให้ปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ-แกะ ได้รับผลกระทบ ในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัว และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น กรมปศุสัตว์ซง่ึ มีภารกิจให้การช่วยเหลือ สนับสนุน เสบียงสัตว์ พันธุ์สัตว์ การป้องกันโรค และการรักษาสัตว์ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริการอย่างทั่วถึงจาเป็นต้องมีบุคลากร ที่มีความรู้ ความสามารถ เครื่องมือ และสิ่งอานวยความสะดวกที่ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสารองเสบียงสัตว์นั้น จาเป็นต้องมี เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ในการปฏิบัติงานในภารกิจต่างๆ เช่น การจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์ การสารองเสบียงสัตว์ อาทิ หญ้าแห้ง หญ้าหมัก และฟางอัดฟ่อน ตลอดจนการเก็บสารองเสบียงสัตว์เพื่อความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ รวมทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ เป็นต้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2564 กรมปศุสัตว์มีเป้าหมายการพัฒนาศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ (MotorPool) ซ่งึมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรในการจัดการ แปลงพืชอาหารสัตว์และการสารองเสบียงสัตว์ โดยนาร่องในศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 7 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา อาหารสัตว์สระแก้ว ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ร้อยเอ็ด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ ลาปาง ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ สุพรรณบุรี โดยศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์จะให้บริการเครื่องตัดหญ้า เครื่องอัดหญ้าแห้ง เครื่องเกลี่ยหญ้า และ เครื่องสะบัดผึ่งหญ้าแก่กลุ่มเกษตรกร โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมปศุสัตว์กาหนด เช่น มีส่วน ร่วมในการออกค่าใช้จ่ายในการดาเนินการ เช่น ค่าน้ามันเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน และค่าวัสดุการเกษตร ตลอดจนเกษตรกรต้อง ดูแลรักษา และส่งคืนเครื่องจักรกลในสภาพพร้อมใช้งาน

ทั้งนี้ ในการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์ และสารองเสบียงสัตว์ สามารถทดแทนแรงงาน ลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และเวลา นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ ภัยแล้ง และอุทกภัย ตลอดจนทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ลดลง และการเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ อีกด้วยหากเกษตรกรรายใดสนใจจะขอรับบริการจากศูนย์บริการอาหารสัตว์ สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่

กรมส่งเสริมการเกษตรชู ‘สุโขทัย’ หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมส่งเสริมการเกษตรชู’สุโขทัย’หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร (naewna.com)

กรมส่งเสริมการเกษตรชู'สุโขทัย'หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร

กรมส่งเสริมการเกษตรชู’สุโขทัย’หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.00 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังการเปิดงานกิจกรรมการจัดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2564 ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุโขทัย จำกัด ต.ทับผึ้ง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ว่า จ.สุโขทัย มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นจำนวนมาก และยังเป็นแหล่งผลิตใบยาสูบหลักของประเทศไทย ในปี 2563/64 ได้รับโควตาการผลิตใบยาสูบเพียง 11 ล้านกิโลกรัม ทำให้ต้องพื้นที่การผลิตใบยาสูบลดลง 5,000 ไร่ ประกอบกับมีนโยบายลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยร่วมกับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุโขทัย จำกัด ดำเนินการส่งเสริมปลูกพืชเพื่อทดแทนพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังและพื้นที่การปลูกยาสูบ จำนวน 2 พืช ได้แก่ข้าวโพดหวาน จำนวน 5,000 ไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 1,000 ไร่ รวมทั้งได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ผลิตส่งให้บริษัทเอกชน

ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยพืชหนึ่ง พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 6.50 ล้านไร่ ผลผลิตร้อยละ 95 ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เพื่อการบริโภคของประชากรภายในประเทศ และการส่งออก คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ปัจจุบันการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ สามารภผลิตได้เพียงปีละ 4.5 – 5 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 6 – 8 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวตามปริมาณการเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่เพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝน  ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้นฝนออกสู่ตลาดมากเกินกำลังการรับซื้อของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในช่วงดังกล่าว และมักประสบปัญหาความแปรปรวนของฝนจากอิทธิพลของสภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ อีกทั้งผลผลิตมีความชื้นสูงเพราะเก็บเกี่ยวในช่วงฝนตกชุก กรมส่งเสริมการเกษตร จึงมุ่งเน้นให้เพิ่มพื้นที่ปลูกทดแทนในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา เพื่อให้มีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน แล้วยังช่วยลดปริมาณการผลิตข้าวซึ่งมีปัญหา ผลผลิตเกินความต้องการ ตามมาตรการลดรอบการปลูกข้าวเพื่อปลูกพืชหมุนเวียนด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม สาธิตการหยอดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แนะนำการผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต แนะนำการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall armywarm) การผลิตและขยายพันธุ์แมลงหางหนีบเพื่อควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด วิธีกำจัดผีเสื้อกลางคืน และแนะนำการผลิตและขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มา เชื้อราเมตาไรเซียม และเชื้อราบิวเวอเรีย