คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ (naewna.com)

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.23 น.

คิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในพิธี “KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา” ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง (ประกันยางพารา) ระยะที่ 2 ที่ว่าการอำเภอท้ายเหมือง จ.พังงา ให้กับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพาราใน จ.พังงา โดยมี นายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,834,087 ราย โดยแบ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับ กยท. จำนวน 1,142,294 ราย เกษตรกรชาวสวนยางที่แจ้งพื้นที่ปลูกกับ กยท. จำนวน 419,060 ราย และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 272,733 ราย การจ่ายเงินส่วนต่างจะแบ่งออกเป็น 6 งวด เดือนละงวด ต.ค. – มี.ค.โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 2 กยท.ได้ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง โดยงวดแรกจะจ่ายพร้อมกันในวันที่ 11 ธ.ค.63 นี้ เป็นการจ่ายตรงผ่านบัญชี ธ.ก.ส.เจ้าของสวนยางและคนกรีดยางที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 1 ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คือขึ้นทะเบียนก่อน 12 ส.ค.62 จะได้รับเงินงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้

ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.62 แต่ไม่เกิน 15 พ.ค.63  กยท.ได้ตรวจสอบและส่งข้อมูลการจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ตามโครงการฯ ให้กับ ธ.ก.ส.แล้ว เพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในรอบถัดไป

โดยเงื่อนไข ต้องเป็นสวนยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ หากเจ้าของสวนกรีดเองจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ทั้งจำนวน กรณีจ้างกรีดยาง เจ้าของสวนยางจะได้ 60% และคนกรีดจะได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด

“วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทุกกลุ่ม กรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 10,042 ล้านบาท โดยในเดือน ธ.ค.จะจ่ายพร้อมกันสองงวด คืองวดเดือน ต.ค.และ พ.ย.ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร” นายณกรณ์ กล่าว

ด้าน นายวิรัตน์ หนูแป้น อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา กล่าวว่า เงินส่วนต่างจากการประกันราคายางที่ได้จากรัฐบาล ตนก็จะนำไปซื้อปุ๋ย ซื้อยาฉีดวัชพืช ก็ถือว่าเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน

ทั้งนี้ นายวิรัตน์ และครอบครัวทำสวนยางพารา มา 30 กว่าปี จำนวน 50 ไร่ เป็นการทำยางก้อนถ้วย และเมื่อ ปี 2550 ก็เริ่มทำสวนผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียนและสะตอ ควบคู่ไปกับการทำสวนยางพารา

“ปลูกยางอย่างเดียวไม่พอกิน ต้องทำสวนผลไม้ ผสมผสาน ในช่วงที่กรีดยางไม่ได้ ก็เป็นช่วงที่ ผลไม้ เงาะ มังคุด ทุเรียนออกพอดี ตนก็ขายผลไม้ ขายสะตอ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ถ้าไม่มีสวนผลไม้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะราคายางพาราตกต่ำมาหลายปี แต่ช่วงนี้ราคายางดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ถ้าตนไม่กรีดยางพาราเอง เงินก็คงไม่เหลือ” นายวิรัตน์ กล่าว

ขณะที่ พัชลี ศรีเพชร เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางทอง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา วัย 47 ปี กล่าวว่า ในหมู่บ้านบางทองเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปาล์ม สำหรับตนทำสวนยางพาราจำนวน 10 ไร่ และทำน้ำยางก้อนถ้วย ซึ่งตอนนี้ราคาขายอยู่ประมาณ 19 บาท ตนได้ รับเงินส่วนต่างมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มาก คงจะนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 งวดแรกประจำเดือน ต.ค.63 จะใช้กำหนดราคายางพาราอ้างอิงย้อนหลัง 60 วัน คือตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. – 23 พ.ย.63 โดยราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 62.62 บาท/กก. ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 52.86 บาท/กก. ชดเชย 4.14 บาท/กก. และราคายางก้อนถ้วย (DRC 50%) อยู่ที่ 19.09 บาท/กก. ชดเชย 3.19 บาท/กก. โดยประกันรายได้ตามการผลิตแต่ละประเภท ได้แก่ ยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี ประกันราคา 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ประกันราคา 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ประกันราคา 23 บาท/กิโลกรัม โดยจะมีการประกาศราคากลางอ้างอิงทุกเดือน

เปิดโครงการ ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ (naewna.com)

เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 ว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมงและปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า เพื่อให้สินค้านั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของ
ผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังส่งเสริมให้รวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์ เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์ เพื่อจำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 0-2628-5512 หรือ 06-5524-1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สศท.9 เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา (naewna.com)

สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมชาย คังคะมณี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. พบการระบาดครั้งแรกในอินโดนีเซียปี 2559 และเมื่อปี 2562 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งโรคดังกล่าวระบาดโดยลมและฝน ต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์ จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก ความชื้นสูง สำหรับประเทศไทย (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยยางพารา ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) พบการระบาด 14 จังหวัดภาคใต้ รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 357,662 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ระบาดมากที่สุด 4 อันดับแรก เป็นเขตภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ นราธิวาส 279,315 ไร่ ยะลา 55,180 ไร่ สงขลา 5,950 ไร่ และปัตตานี 4,770 ไร่ ซึ่งโรคใบร่วงยางพาราชนิดนี้ทำให้ต้นยางพาราเกิดใบร่วงอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ซึ่งขณะนี้จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นราธิวาส ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนเกษตรกรจึงกรีดยางได้น้อยลงสศท.9 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตยางพาราและติดตามสถานการณ์ดังกล่าว ในจ.สงขลาซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,963,305 ไร่ พบการระบาด 5,950 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.35 ของเนื้อที่กรีดยางได้ในจังหวัด 1,704,760 ไร่ โดยอำเภอที่พบการระบาดมากที่สุด 3 อำเภอแรกได้แก่ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย มีการระบาดในทุกพันธุ์ยางที่ปลูก คือ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมเก็บตัวอย่างใบ เพื่อนำมาวินิจฉัยเชื้อหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยนำสารเคมีที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้มาทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น คาร์เบนดาซิม โพรพิโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล โพรพิโคนาโซลผสมกับไดฟีโนโคนาโซล ซึ่งได้ผลลัพธ์ดี และขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลไปทดสอบในแปลงจริงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะใช้ทั้งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเครื่องยนต์พ่นสารแบบแรงดันน้ำสูงชนิดลากสายในการฉีดพ่น ทั้งนี้ สศท.9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือแก้ปัญหาโรคดังกล่าว โดยต้นยางที่มีอายุมากขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก ซึ่งอาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30- 50 โดยเบื้องต้นเกษตรกรสามารถสังเกตอาการของโรคใบร่วงได้ด้วยตนเอง ซึ่งใบยางพาราโดยเฉพาะใบแก่จะมีลักษณะเป็นรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ จากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตาย เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้น ใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด ซึ่งอาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน หากเกษตรกรสงสัยว่ายางพาราที่ปลูกเป็นโรคดังกล่าวให้รีบติดต่อ กยท. ในพื้นที่เพื่อเข้าตรวจสอบ วินิจฉัยโรค และหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นหนึ่งในกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูก ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ขณะนี้ี้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เล่าให้ฟังว่า กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นกฎหมายลำดับรองฉบับที่ 2 จากทั้งหมด 23 ฉบับ 18 มาตรา ที่สทนช.ได้ดำเนินการจัดทำและยกร่างกฎหมายลำดับรอง (เฉพาะมาตราเร่งด่วน) ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ดังกล่าว ต่อจากร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ….. ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ จะมีความสัมพันธ์กับ พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ ที่กำหนดลุ่มน้ำของประเทศไทยใหม่จาก 25 ลุ่มน้ำเป็น 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน

องค์กรผู้ใช้น้ำ คือ กลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน มีสิทธิ์รวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ

องค์กรผู้ใช้น้ำจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจปัญหาน้ำและแนวทางแก้ไขในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ปัจจุบันแม้หน่วยงานด้านน้ำหลายหน่วยงานมีการจัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และยังมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ มีผลบังคับใช้เมื่อไร องค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือ จะร่วมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมาใหม่ก็ได้ ควรจะมายื่นขอจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เนื่องจากองค์กรผู้ใช้น้ำ จะเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียงเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ ดังนั้น องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และ ระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งตัวแทนขององค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และตัวแทนของคณะกรรมการลุ่มน้ำก็จะถูก
คัดเลือกเข้าไปเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติด้วย

ปัญหาเกี่ยวกับน้ำในระดับรากหญ้าหรือระดับพื้นที่ จะถูกสะท้อนขึ้นไปสู่ระดับกรรมการลุ่มน้ำและระดับชาติตามลำดับ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาก็จะตรงจุด มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือ อาจจะเรียกว่า “เกาถูกที่คัน”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘รมช.ประภัตร’ สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ถือว่าหนักสุดในรอบ 50 ปี โดยเฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถือว่าท่วมค่อนข้างหนัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้กำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เร่งรัดในการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ที่ตนกำกับดูแล ได้สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ และหน่วยสัตวแพทย์ เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ผู้เลี้ยงสัตว์ แล้วบางส่วน

ส่วนเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาภายหลังน้ำลด กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนทันทีภายหลังน้ำลด โดยสถานการณ์ขณะนี้น้ำยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสงขลา ระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด โดยกรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 101 อำเภอ 560 ตำบล 4,130 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 555,194 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 24 ราย (สุราษฎร์ธานี 2 ราย นครศรีธรรมราช 19 ราย ตรัง 1 ราย และสงขลา 2 ราย) ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมใน 5 จังหวัด 44 อำเภอ 231 ตำบล 1,492 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 282,691 ครัวเรือน ส่วนความเสียหายด้สนการเกษตรฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อ วางมาตราการในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรต่อไป

“เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ผมได้คุยกันแล้ว และได้กำชับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายทันทีภายหลังน้ำลด เพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เร็วที่สุด ให้สรุปตัวเลขมาที่กระทรวงว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเบื้องต้นคงจะให้ทางจังหวัดช่วยเหลือตามกรอบการช่วยเหลือไปก่อน ส่วนอะไรที่นอกเหนือก็จะส่งมายังส่วนกลางเพื่อ หาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมหารือในเรื่องนี้ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร” นายประภัตร กล่าว

‘มนัญญา’ เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม (naewna.com)

'มนัญญา'เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม

‘มนัญญา’เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.09 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำหน่ายรัง ในพื้นที่ชุมชน 4 สปก.อุทัยธานี และพบปะรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม ส.ป.ก.เป็นต้น ณ อาคารเอนกประสงค์ ส.ป.ก.บ้านร่องตาที ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งพื้นที่ทำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นพื้นที่ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการนำที่ดินแปลงว่าง เนื้อที่ประมาณ 3,000 กว่าไร่ โดยให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในรูปแบบแปลงรวมผ่านกระบวนการสหกรณ์ โดยสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ขอเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.เนื้อที่ประมาณ 2,423-0-84 ไร่ และจัดให้สมาชิก 369 ราย ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 4 , 6 และ 8 ต.ระบำ และหมู่ที่ 7 และ 10 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผัก ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และมันสำปะหลัง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และ ส.ป.ก.ได้ส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการ คทช.อาทิ การพัฒนาต่อยอดหม่อนไหม เป็นผ้าทอฝ้ายแกมไหม และย้อมสีธรรมชาติเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ packaging และเป็นตัวกลางในการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงกับเครือข่ายสหกรณ์ ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ต่อไป

สำหรับสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ชุมชน 4 มีสมาชิกจำนวน 53 ราย กลุ่มทอผ้าและทำเสื่อกก 20 ราย สหกรณ์มีแผนที่จะส่งเสริมการทอผ้าและทำเสื่อกก โดยจะดำเนินการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อต่อยอดให้สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ เนื่องจากมีความมั่นคงในอาชีพ  มีตลาดรองรับที่แน่นอน ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 22 วัน สามารถสร้างรายได้ประมาณ 9,000 – 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับเป็นอีกอาชีพสำคัญที่เป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทยในการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จึงควรมีการส่งเสริม สนับสนุน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท (naewna.com)

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

10 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ของชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ และนำผลผลิตเมล็ดข้าวเปลือกไปขายตามลานรับซื้อ พบว่าบรรยากาศเริ่มดีขึ้น หลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตั้งแต่เปิดตลาดรับซื้อข้าวเปลือกปี 2563 เป็นต้นมา โดยลานรับซื้อให้ราคาเพียงตันละ 6,000-7,000 บาท หรือ ก.ก.ละ 6-7 บาทเท่านั้น ซึ่งทำให้ชาวนาประสบปัญหาขายข้าวขาดทุน  ส่งผลให้ชาวนาในรายที่ยังไม่ได้นำข้าวไปขาย ทำการตากผึ่งแดดและชะลอการขาย ไว้ก่อน จึงส่งผลสืบเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้มีการปรับราคารับซื้อข้าวสูงขึ้นอีกตันละ 5,000 บาท หรือ ก.ก.ละ 5 บาท

นายชัยศรี ภูเด่นใส อายุ 61 ปี บ้านศรีสุข ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า  ตนนำข้าวเปลือกมาขายที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์เป็นประจำ ซึ่งในครั้งนี้นำข้าวเจ้าหอมมะลิมาขาย โดยเป็นข้าวสด เพราะไม่มีสถานที่ตาก และเห็นว่าราคาสูงขึ้นจากตันละ 8,000 บาท เป็นตันละประมาณ 10,000 บาท หลังจากตรวจคุณภาพเมล็ดข้าวแล้ว ตนได้ราคาตันละ 10,300 บาท ถึงแม้จะได้ราคาต่ำกว่าปีที่ผ่านมาก็พอจะยิ้มได้ เพราะเป็นราคาที่พอใจ และถึงแม้จะไม่ได้กำไรมากแต่ก็ไม่ขาดทุน  ทั้งนี้ หากเป็นข้าวแห้งก็จะได้ราคาดีกว่านี้ จากการสอบถามทราบว่าราคาข้าวแห้งสูงกล่าข้าวสด ถึงตันละ 12,000-12,500 บาททีเดียว ถือเสียว่าเป็นการสำรวจราคา  ซึ่งครั้งต่อไปตนก็จะข้าวตากให้เมล็ดแห้งก่อนนำมาขาย เพื่อที่จะขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น

ด้านนายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ผลพวงจากการที่ชาวนาชะลอการขาย โดยนำเมล็ดข้าวที่ได้จากการเกี่ยวสดไปทำการตากให้แห้งก่อนที่จะนำมาขาย ซึ่งเป็นการชะลอขายไปในตัวนั้น ได้ส่งผลดีให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกเหนียวและข้าวเจ้าหอมมะลิ มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเริ่มต้นรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2563 ที่ผ่านมา จากราคาข้าวเหนียว กข. 6 ราคาตันละ 6,000 บาท สัปดาห์ต่อมามีการปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นตันละ 8,500 บาท และปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 10,500-11,000 บาท  ขณะที่ข้าวเจ้าหอมมะลิ จากตันละ 8,000 บาท ปัจจุบันตันละ 12,000-12,500 บาท

นายธนาพลกล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ราคารับซื้อผลผลิตข้าวนาปี ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าในปีนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีสาเหตุจากนายทุนลักลอบนำข้าวเปลือกและข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคุณภาพและราคาต่ำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยพ่อค้าคนกลางได้รับซื้อและนำมาปลอมปนจำหน่าย ทำให้ราคาข้าวของชาวนาไทยที่ราคาขยับขึ้นสูงตกต่ำลง ส่งผลต่อเนื่องถึงบรรยากาศการรับซื้อผลผลิตข้างฤดูกาลนี้ที่ราคายังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงเป็นปัญหาที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีมาตรการห้ามเด็ดขาด ไม่ให้เกิดเหตุการณ์นำข้าวจากเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาอีก เพราะจะกระทบถึงราคาข้าวของชาวนาไทยดังกล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนก่อนคณะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์รวมทั้งผม พากันไปนั่งห้องประชุมเพื่อพูดคุยกับคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรของเมียนมาทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งวิธีการนี้ทุกวันนี้ได้กลายเป็นช่องทางที่สำคัญในการติดต่อพบปะสื่อสารไปเสียแล้วในยุคนิว นอร์มอล ความจริงการใช้วิธีนี้ยังมีอีกหลายรายการสำหรับพวกเรา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอินเตอร์ทั้งหลาย แต่วันนี้ขอเล่าเฉพาะเกี่ยวกับที่ได้พูดคุยกับทางเมียนมาก่อน

ผมรวมทั้งทีมงานแอปเตอร์ เรามีความคุ้นเคยกับหัวหน้าทีมพูดคุย คือ รองอธิบดีกรมเกษตรเมียนมาท่านนี้ดีมากเนื่องจากแกเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์มาตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มเข้ามาเป็นผู้บริหารแอปเตอร์ อีกทั้งผมก็ได้เคยเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับประเทศเมียนมา รวมทั้งตัวแกมาหลายครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากตั้งแต่ที่แกมาเป็นสมาชิกคณะมนตรีแอปเตอร์ แกมีกิจกรรมมากมายที่ทำให้พวกเราต้องเดินทางไปเมียนมาเกือบจะทุกไตรมาสในระยะ 2-3 ปีมานี้ ยกเว้นช่วงปี 2020 เท่านั้นแหละที่เจ้าโควิค-19 ได้มาเป็นอุปสรรคขวากหนามที่กั้นมิให้คนของแอปเตอร์เดินทางไปไหนมาไหนได้ และเหตุที่ต้องมานั่งคุยกันทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ครานี้ ก็สืบเนื่องจากว่า ท่านรองอธิบดีแกต้องการกล่าวคำอำลากับพวกเรา เพราะว่าถึงอายุขัยต้องเกษียณลาจากการรับใช้ชาติ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่โดยเหตุที่แกมีความผูกพันกับพวกเรามาก จึงขออนุญาตจัดรายการพูดคุยกล่าวคำอำลากับพวกเราเป็นกรณีพิเศษ

ก่อนถึงเรื่องพูดคุย ขออนุญาตบอกเล่าก่อนครับว่า อายุการเกษียณราชการเมียนมาคือ 60 ปี เหมือนข้าราชการไทย แต่ที่ต่างกันคือ เขาเกษียณตามอายุครับ หมายถึง เมื่ออายุครบ 60 ปีวันไหนก็เกษียณวันนั้นเลย ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 30 กันยายน หรือสิ้นปีงบประมาณ เหมือนกับข้าราชการไทย อันนี้ก็เหมือนกันกับหลายๆประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ดังนั้นในประเทศเหล่านี้จึงไม่มีฤดูกาลเกษียณอายุ แต่ค่อยๆ ทยอยเกษียณกันตามวันครบอายุ ซึ่งจะว่าไปก็ดีนะ เพราะไม่ต้องเกิดโกลาหลในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งพร้อมๆ กันในคราวเดียว หรือไม่ต้องเกิดฤดูกาลชะงักงันในการสานต่องาน หรือ การเดินทางร่ำลาเพื่อนร่วมงานในต่างจังหวัดกันครึกโครม สวนกันไปมา เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ท่านรองอธิบดีท่านไม่ได้มานั่งหน้าจอมอนิเตอร์เพื่อพูดคุยกับพวกเราเพียงคนเดียว หากแต่ยังได้เชิญเจ้าหน้ากรมเกษตรระดับสูงมานั่งร่วมด้วยหลายคน ได้แก่ ผอ.กองต่างๆ ที่หลายคนผมก็รู้จักดี อีกทั้งบางคนที่อยู่ต่างสถานที่ในเมียนมา ก็จะมีจอมอนิเตอร์เพิ่มอีกต่างหาก ดูเหมือนการประชุมที่มีจอหลายๆ จอแสดงภาพของ
ผู้เข้าร่วมทุกคน เสมือนกับการจัดประชุมวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างไรอย่างนั้น ทันสมัยไม่เบาเลย การพูดคุยเริ่มจากท่านรองอธิบดีขอให้ผมกล่าวเป็นคนแรก ซึ่งจะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้มีการเตรียมเอกสารหรือหัวข้อที่จะพูดมาล่วงหน้าเหมือนกับทุกครั้ง ก็เลยต้องว่ากลอนสด ในเชิงอวยพรแกไปให้มีความสุขหลังการทำงานภาครัฐบาล ทั้งนี้ โดยไม่ลืมที่จะยกย่องสรรเสริญแก ในฐานะผู้นำร่องบุกเบิก ให้มีการขอข้าวไปช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางอาหารในเมียนมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะก่อนหน้านั้น เมียนมาไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับแอปเตอร์มาก่อนเลย ได้แต่บริจาคเงินตามข้อตกลงให้แอปเตอร์ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทางเมียนมายังไม่เข้าใจในกลไกการทำงานของแอปเตอร์อย่างแท้จริง พอท่านรองอธิบดีท่านนี้เข้ามาเป็นสมาชิกคณะมนตรีแอปเตอร์ แกก็เลยเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เลยมีกิจกรรมการบริจาคและแจกจ่ายข้าว ซึ่งทำให้ผมต้องเดินทางเข้าออกเมียนมาเป็นว่าเล่น ในระยะ 2-3 ปีมานี้ พูดแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่า ในประเทศเมียนมา มีอยู่ด้วยกัน 14 รัฐ/เขต ผมได้ไปมาแล้วถึง 12 รัฐ/เขต ขาดอยู่เพียง 2 รัฐเท่านั้นที่ยังไม่เคยไป คือ Shin state และ Kaya state

นอกจากผมจะได้กล่าวอวยพรแก่ท่านรองอธิบดีแล้ว พวกเราอีกหลายคนก็ได้กล่าวอวยพรให้กับแกด้วย รวมทั้งฝ่ายแกที่นั่งหน้าจอในเมียนมาก็ได้มีการกล่าวสลับกันไปเช่นกัน บรรยากาศก็คล้ายๆ กับวันที่ผมเกษียณซึ่งผ่านมาแล้วถึง 5 ปี คงใจหายไม่น้อยที่ต้องเลิกจากการทำงานที่อยู่มาจนตลอดชีวิตครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น ‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง ‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’ เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก (naewna.com)

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’  ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดนิทรรศการ “งานของพ่อ” นำเสนอหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภายใต้แนวความคิดและเทคนิควิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผล และสามารถแก้ไขปัญหาก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง ตลอดจนมุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ชั้น G อาคารจามจุรีสแควร์ สามย่าน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาชมนิทรรศการจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยนิทรรศการชุดนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

ด้าน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ถ้าพูดถึงสิงคโปร์ เราจะนึกถึงลี กวน ยู ถ้าพูดถึงแอฟริกา เราจะนึกถึงเนลสัน แมนเดลา ถ้าพูดถึงจีนจะนึกถึงเหมา เจ๋อ ตุง สำหรับประเทศไทยก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เหนือการเมือง และท่านทำสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยที่เรียกว่า พระราชประศาสนศาสตร์ ที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจ หรือพระราชกุศล แต่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐประศาสนศาสตร์ที่สามารถทรงงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่พระราชประศาสนศาสตร์ทำมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ สามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นแผนงานระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ เช่น การพัฒนาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนการปลูกป่าทดแทน ทำให้ประเทศไทยมีป่าที่มีคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกับป่าอะเมซอน ที่มีเสือ มีช้าง มีนกเงือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่า นี่คือพระราชประศาสนศาสตร์ของในหลวง รัชกาลที่ 9

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการคิดค้นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ท้าทายชาติตะวันตกและไม่เป็นทฤษฎีที่เป็นปฏิปักษ์กับใคร โดย อว.จะจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา และมอบให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ สถาบันนี้จะยกระดับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล โดยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษไปทั่วโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดของมนุษย์และเป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ได้จริง ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า ทฤษฎีเศรษฐกิจของตะวันตกล้วนประสบปัญหาแทบทั้งสิ้น สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงของ อว. ขณะนี้ถือว่าได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว

“เวลาคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์คนไทยจะไม่คิดแบบชาติตะวันตก คนไทยจะคิดถึงการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มองการณ์ไกลและทำเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแบบอย่างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ขัดขวางการเปลี่ยน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยตลอด ทรงรักษาความภูมิใจในรากเหง้าของความเป็นชาติและความเป็นไทยมาโดยตลอด ผมดีใจที่ อว. ได้จัดนิทรรศการงานของพ่อ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คนที่เจริญคือคนที่จะต้องรู้จักความกตัญญู ไม่ใช่บอกว่ารู้จักเทคโนโลยี รู้ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ แต่ไม่รู้จักความกตัญญูก็ถือว่าใช้ไม่ได้” ดร.เอนก กล่าว

ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ ‘ภาครัฐ’ วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ’ภาครัฐ’ วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว (naewna.com)

ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ'ภาครัฐ' วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว

ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ’ภาครัฐ’ วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.08 น.

ชาวนาเมืองช้างขอบคุณ’ลุงตู่’ ยิ้มออกแล้ว มีเงินใช้หนี้ หลังจากภาครัฐโอนเงินให้

9 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์ ได้พบเห็นชาวบ้านหรือเกษตรกร ในพื้นที่ อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ หลายร้อยคนยืนต่อแถวหน้าตู้เอทีเอ็มหลายแห่งเพื่อรอการกดเงินค่าเก็บเกี่ยวและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่พึ่งอนุมัติเมื่อคืนที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรต่างดีใจเป็นอย่างมาก

สมบัติ พิมพะ เกษตรกร กล่าวว่า ปีนี้ตนยอมรับว่าการทำนาค่อนข้างลำบากๆเพราะหลายพื้นที่ในภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ เกิดภัยแล้งเป็นอย่างมาก ทำให้ข้าวที่เกษตรกรหว่านเอาไว้เกิดล้มตายในหลายพื้นที่ พอมาถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็เจอพายุหลายลูกน้ำท่วมหนัก ข้าวที่ออกรวงก็เน่าเสีย ผลผลิตก็ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เกี่ยวปีนี้ยอมรับว่าขาดทุนเป็นอย่างมาก อย่าถามหาเลยกำไรไม่รู้ต้นทุนจะเหลือหรือเปล่า เป็นกรรมของเกษตรกรชาวนาเพราะข้าวปีนี้ได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมาน้อยกว่าปกติ

เกษตรกรชาวนาก็รู้สึกท้อใจเหนื่อยล้าต้องแบก ทั้งต้นทุนและหนี้สินอีกอย่างก็ต้องรอแต่สภาวะอากาศแต่ก็ยังดีที่ภาครัฐมีเงินช่วยเหลือและอุดหนุนลงมาทำให้ชาวนาเกษตรกรมีขวัญกำลังใจดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนปีที่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังดีที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือและมีเงินอุดหนุนเกษตรกร อย่างน้อยๆเกษตรกรชาวนาก็ได้เงินส่วนนี้มาจับจ่ายใช้หนี้ใช้สินที่เคยกู้ยืมเข้ามาลงทุนทำการเกษตรถึงจะไม่มากแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้และก็ยังได้เงินมาแบ่งเบาได้บ้าง

นายสมบัติ พิมพะ ยังกล่าวอีกว่า ตนเดินทางมาจากอำเภอศีขรภูมิ เดินทางมาแต่เช้าเพื่อจะมากดเงินที่ภาครัฐโอนเข้าให้เพื่อจะเอาไปซื้อนม กับข้าวและจะเอาไปใช้หนี้ แต่เนื่องด้วยในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิทุกตู้ทุกธนาคารเต็มไปด้วยเกษตรกรชาวนามายืนต่อคิวรอกันมากมายเพื่อกดเงินตนเองจึงขับรถเป็นระยะทาง 20 กิโลเมตรเพื่อมากดเงินที่อีกอำเภอคืออำเภอศรีณรงค์แต่ก็เต็มด้วยชาวนาและเกษตรกรมาเรียงคิวเพื่อกดเงินกันมากมายเช่นกัน ยากจะขอขอบพระคุณลุงตู่ และภาครัฐที่มีเงินสนับสนุนและเงินช่วยเหลือแบบนี้มาช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา