กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นล้านช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด (naewna.com)

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.28 น.

9 ธันวาคม 2563 น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปรุความ เปิดเผยว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในระดับโลกด้านสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety) ซื่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก 

โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรหลายประเทศ แต่ไทยยังคงสถานะ “ปลอดโรค ASF” มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ จุดนี้ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ที่ต้องการนำเข้าสุกรจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ปลอดโรค ปลอดสารตกค้าง ปลอดภัย เพื่อป้อนผู้บริโภคของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เกิดการระบาดของโรค ASF ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ราคาสุกรมีชีวิตสูงขึ้น

“โดยล่าสุดมีข่าวดีจากภาคผู้ผลิตสุกร ที่ได้ลงนาม MOU การส่งออกสุกรมีชีวิตไปต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ความสำเร็จดังกล่าวนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น จนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และสร้างโอกาสในการส่งออกเฉพาะในปี พ.ศ. 2563 ส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านตัว รวมถึงเนื้อและผลิตภัณฑ์สุกร มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน มีมูลค่าทะลุ 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆมา”

น.สพ.สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และโรคอื่นๆ ในสุกร เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ กรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทั้งเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ความรู้ โดยเน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสุกรเป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสุกรของกรมปศุสัตว์ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคตามหลัก “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ภาคเอกชน และเกษตรกร ยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก 

สำหรับปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบัน อธิบดีกรมปศุตว์ กล่าวว่า อยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ โดยมีคณะกรรมการดูแล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด)  

“ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคาเช่นกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ด้าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการสร้างผลผลิตสุกรให้เพียงพอกับคนไทย และยังเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่บุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ภายใต้ความมุ่งมั่นของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีชื่อเสียงทั้งด้านการป้องกันโรคในคนและโรคในสัตว์ติดระดับโลก ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี การผลิตและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะ “สุกร” สินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญและเป็นที่น่าจับตามอง จนกลายเป็น “สินค้าเรือธง” ในวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น ปี 2563 นี้ จึงถือเป็นปีทองของหมูไทยอย่างแท้จริง” ดร.เฉลิมชัยกล่าวทิ้งท้าย

ส.ส.ภท. พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่ (naewna.com)

ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง 'เฉลิมชัย'ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่

ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.24 น.

“ส.ส.ภูมิใจไทย”พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ขณะที่”รมว.เกษตรฯ”ยืนยันจะอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกร พร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2563 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้พาประชาชนจาก อ.ท่าม่วง และ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี กว่า 100 คน เดินทางเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เพื่อทวงถามกรณีการห้ามทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งนี้

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ชี้แจงกับพี่น้องชาว จ.กาญจนบุรี ถึงความกังวลใจที่กรมชลประทานจะไม่สนับสนุนน้ำในการทำนาปรัง ว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้บริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งและไม่ให้ทำนาปรังนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงต้องทำตามมติ ครม.แต่จะต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย จึงต้องขอนำเรียนในเบื้องต้นว่า มติ ครม.ถือเป็นกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายกรมชลประทานหาวิธีการแก้ไข และต้องมีคำตอบให้พี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ส่วนไหนที่สามารถดำเนินการได้จะให้ดำเนินการในทันที และให้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมสำหรับเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่

“อยากให้พี่น้องเกษตรกรแต่ละพื้นที่จัดเตรียมแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะมอบหมายให้กรมชลประทานเข้าไปช่วยเติมน้ำให้ และหากสามารถเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำได้ ก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการ นอกจากนี้ จะขอรับเอาข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากพี่น้องเกษตรกรเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป จึงขอยืนยันกับพี่น้องเกษตรกรว่า เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องเกษตรกร” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สิ่งที่กรมชลประทานสามารถดำเนินการได้ในทันที คือ ในช่วงเวลานี้ยังมีแผนการส่งน้ำตามปกติ ตามแผนการส่งน้ำนาปี จึงขอให้เกษตรกรสำรองน้ำในพื้นที่ให้เต็มพิกัด ถ้าติดขัดอะไรจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้เรียบร้อย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วงเหลือ เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือการส่งเสริมการทำประมงและการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งได้

‘ม็อบสหกรณ์’ ทนไม่ไหว! บุกร้อง ‘รมช.มนัญญา’ ชะลอ 5 ร่างกฎกระทรวงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ม็อบสหกรณ์’ทนไม่ไหว! บุกร้อง’รมช.มนัญญา’ ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่ (naewna.com)

'ม็อบสหกรณ์'ทนไม่ไหว! บุกร้อง'รมช.มนัญญา' ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่

‘ม็อบสหกรณ์’ทนไม่ไหว! บุกร้อง’รมช.มนัญญา’ ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.06 น.

“ม็อบสหกรณ์”ทนไม่ไหว! บุกร้อง”รมช.มนัญญา” ชะลอ5ร่างกกกระทรวงใหม่ โวยบีบการทำธุรกรรมของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนจนเดินต่อไม่ได้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กว่า 500 คน นำโดย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ 7 วิชาชีพ ไม่อาจนิ่งเฉยอีกต่อไปได้ จึงรวมตัวกัน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงออกและยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ มารับแทน

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กับร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ เพื่อกำหนดเกณฑ์การดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำนวน 12 ฉบับ โดยร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับแรก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับหลัง ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 12 ฉบับดังกล่าว แม้จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแล้ว แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มิได้ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของขบวนการสหกรณ์และมิได้หยิบยกมาพิจารณาปรับปรุงร่างกฎกระทรวงเพื่อมิให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ ยังคงยึดเอาความเห็นของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เข้าใจระบบสหกรณ์และไม่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือช่วยเหลือสหกรณ์

กฎกระทรวง 5 ฉบับหลังยังมีประเด็นสำคัญหลักๆ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไม่เห็นด้วยและจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานสหกรณ์หรือส่งผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์ ดังนี้

1.เงินกู้สามัญของสมาชิกต้องชำระคืนให้เสร็จภายใน 150 งวด (12.5 ปี) ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรกำหนดเป็นไม่เกิน 180 งวด (15 ปี) จะเหมาะสมและผ่อนคลายแก่สมาชิกมากกว่า

2.สมาชิกผู้กู้ต้องมีเงินได้รายเดือนหลังหักชำระหนี้ คงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าเงินได้รายเดือนคงเหลือสุทธิควรยึดโยงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทั้งที่บริบทของสมาชิกและการชำระหนี้ของสหกรณ์สองประเภทนี้แตกต่างกัน ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์การเกษตร จะเหมาะสมมากกว่า

4.การไม่นำมูลค่าหุ้นของสมาชิกผู้กู้มาหักออกจากหนี้เงินต้นคงเหลือก่อนประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งขบวนการสหกรณ์มีความเห็นว่า ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นการประมาณการความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ดังนั้น จึงควรนำมูลค่าหุ้นมาหัก (ซึ่งสหกรณ์มีบุริมสิทธิพิเศษตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์) เพื่อลดยอดหนี้ (ยอดความเสี่ยง) คงเหลือก่อนประมาณ การค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญได้ เพราะไม่ได้หักหนี้กันจริง ๆ ที่ต้องมาพิจารณาว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของสมาชิกหรือเป็นทุนของสหกรณ์

5.การทยอยประมาณการค่าเผื่อการปรับมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จนกว่าที่ดินแทนการชำระหนี้จะมีมูลค่าร้อยละ 50 ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรตัดออก เพราะเมื่อกำหนดให้ตีราคาชำระหนี้ตามราคาประเมินของทางราชการหรือร้อยละ 70 ของราคาประเมินจากผู้ประเมินรับอนุญาตแล้ว ก็ไม่ควรประมาณการค่าเผื่อดังกล่าว อีกทั้งที่ดินมีแต่จะปรับเพิ่มมูลค่า

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ในอนาคตและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหกรณ์ในฐานะผู้ปฏิบัติและผู้แบกรับภาระของสหกรณ์ไว้ ซึ่งไม่อาจจะนิ่งเฉยต่อไปได้อีก ในประเด็นดังต่อไปนี้

1.ขอรับทราบเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงจำนวน 7 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว

2.ขอให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎกระทรวงจำนวน 5 ฉบับหลังไว้ และตั้งคณะทำงานร่วมจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและผู้แทนขบวนการสหกรณ์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

3. ขอให้ผู้แทนขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเข้าร่วมชี้แจงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ในชั้นตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปด้วย

หากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้อง สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พร้อมที่จะยกระดับการเรียกร้องต่อไป

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64 (naewna.com)

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.22 น.

9 ธันวาคม 2563 นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กำหนดจัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี พ.ศ.2564 ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่หนึ่ง กิจกรรมมอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง เป็นโครงการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมัน ควบคุมประชากร และการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564

กิจกรรมที่สอง กิจกรรมเพิ่มพลังปีใหม่ โดยการเปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วย การจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านปศุสัตว์จากเกษตรกรที่กรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเป็นอาชีพ รวมทั้งการจำหน่ายชุดของขวัญปีใหม่ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากเกษตรกรไทย ร้าน Livestock Farm Outlet ผ่านระบบ Online ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นการกระจายรายได้จากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นประชาชนทั่วไป สู่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร

ทั้งนี้ในส่วนกิจกรรมที่สาม เป็นกิจกรรมเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว โดยการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านปศุสัตว์ จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ระยอง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยจะเปิดให้ท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

กิจกรรมที่สี่ กิจกรรมศูนย์บริการเฉพาะกิจช่วงปีใหม่/จิตอาสา ให้บริการประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาล ปีใหม่ เช่น บริการที่พักชั่วคราว ห้องน้ำ ขนมและเครื่องดื่ม ฯลฯ จำนวน 18 จุด ได้แก่ ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ด่านกักกันสัตว์-อุดรธานี  ด่านกักกันสัตว์ลำปาง  ด่านกักกันสัตว์กำแพงเพชร ด่านกักกันสัตว์-เพชรบูรณ์  ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาแพะแกะ ตำบลรามัน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์อุบลราชธานี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์- ศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์หนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร-สัตว์ยโสธร ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ลำปาง และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลำพูน โดยจะเปิดให้บริการประชาชนในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในช่วงวันหยุดปีใหม่ 2564 นี้ ประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และนักท่องเที่ยว จะได้รับความสุข สะดวกสบาย สามารถเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพจากเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลผลิตให้เป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดภายในประเทศ และสู่ตลาดโลกต่อไปในอนาคต 

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะว่ากันแล้วการเกษตรไม่ว่าจะในระดับโลกหรือระดับประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารแล้ว ยังถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ ทั้งจากผลของการเกษตรโดยตรงหรืออาจใช้เป็นฐานในการสนับสนุนส่วนธุรกิจอื่นมาต่อยอดสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจนั้น และขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ สำหรับผู้ประกอบการที่มองเห็นช่องทางในการสร้างธุรกิจของตนให้กว้างขวางออกไป โดยอาจขยายไปยังธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวพันกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง หรือธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง เช่น ธุรกิจสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากการเกษตรเป็นฐานของเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและพื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยแต่ละท้องถิ่นต่างมีวิถีและวัฒนาธรรมเป็นของตนเองโดยผูกพันกับการทำการเกษตรในท้องถิ่นนั้น ในแต่ละขั้นตอนของการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำการประมง หรือการเลี้ยงสัตว์ แต่ละท้องถิ่นจะมีวิถีทางวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่ออาชีพของบรรพบุรุษที่สืบต่อมายังคนรุ่นปัจจุบัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงพื้นบ้าน การละเล่นท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ บทเพลงบางบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดเมื่อในอดีตปัจจุบันไม่เหลือภาพดังกล่าวให้เห็นแล้ว เช่น ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้คนเป็นจำนวนมากที่เติบโตมาในวิถีดังกล่าวโหยหาความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมเมื่อครั้งก่อนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสวัฒนธรรมและวิธีการทำการเกษตรที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นการผูกความถวิลหาวิถีการเกษตรเข้ากับวิถีการท่องเที่ยว โดยมีหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมความงดงามของแปลงเกษตร เช่น แปลงทานตะวัน ทุ่งนา แปลงดอกไม้ ไร่ชา เป็นต้น บางพื้นที่ถึงกับจัดเป็นกิจกรรรมประจำปีอย่างกรณีของเทศกาลท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบางลักษณะรวมกันเป็นชุมชน ออกมาในรูปของการท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะของวิถีผู้คนในชุมชนนั้น โดยนักท่องเที่ยวมีโอกาสเข้าพักกับผู้คนในชุมชนในลักษณะของโฮมสเตย์ หรือ ฟาร์มสเตย์ ร่วมกิจกรรมการเกษตรในชุมชน กิจกรรมทางวัฒนธรรม ร่วมประกอบอาหารท้องถิ่น บางชุมชมผมเห็นให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเพาะปลูก เช่น การทำนาปลูกข้าวมีการสื่อสารกันในแต่ละระยะของการเจริญเติบโตของข้าว และเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมในแปลงนาที่ร่วมกันปลูกอย่างต่อเนื่องหรืออย่างไม้ผลก็มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสช่วยผสมเกสรทุเรียนและซื้อทุเรียนต้นที่ตัวเองผสม สามารถเป็นเจ้าของต้นทุเรียนได้โดยไม่ต้องมีสวนทุเรียนเป็นของตนเอง มีเกษตรกรตัวจริงคอยดูแลจัดการและส่งข้อมูลการเจริญเติบโตให้ทราบผ่านทางระบบไลน์ เมื่อถึงเวลาเก็นผลผลิตก็มาร่วมเก็บผลผลิตด้วยกัน เป็นการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวนักท่องเที่ยวที่ซื้อไว้ สามารถซื้อผลผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้โดยราคาเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในครั้งแรก ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีวิวัฒนการมาโดยตลอด ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นและความเข้มแข็งของท้องถิ่นนั้น ทั้งในลักษณะเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท่องเที่ยว หรือบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนน่าจะเป็นนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว การผลักดันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผมสัมฤทธิ์ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุม ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนในประเทศเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากรูปแบบการท่องเที่ยวเติมๆ ทั้งการเที่ยวชมธรรมชาติ โบราณสถานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ได้ความรู้ ความเพลิดเพลิน เพิ่มความหลากหลาย เป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจในอาชีพการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรสาขาต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นข่าวท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรอยู่หลายแหล่ง ก็ได้แต่หวังว่าประเด็นดังกล่าวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะนำไปดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มเข็ง เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกรและผลประโยขน์ของคนในชาติร่วมกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

11 ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้- ยกระดับคุณภาพชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – 11ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต (naewna.com)

11ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหมครบรอบปีที่ 11 ณ กรมหม่อนไหมว่า กรมหม่อนไหมจัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอันนำมาสู่การสถาปนากรมหม่อนไหมขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมวิจัยและพัฒนาหม่อนไหมทั้งระบบ รวมถึงการอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาไหมให้คงอยู่คู่ประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมากรมหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญ เพื่อทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการยกระดับมาตรฐานสินค้าและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

“สินค้าหม่อนไหมถือเป็นผลผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการดำรงชีพแบบวิถีชาวไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดจนต้องมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและการแปรรูปสินค้าตามความต้องการของตลาดอย่างมีมาตรฐานและมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปกรมหม่อนไหมจึงต้องมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นโดยในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจึงต้องพัฒนาตัวเองต้องมีการนำงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับให้ดียิ่งขึ้นต้องกล้าคิดกล้าทำบนพื้นฐานของความสุจริตเป็นที่ตั้ง รวมถึงจะต้องเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯพร้อมผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาหม่อนไหม
ทั้งระบบและสนับสนุนทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนที่จะเข้ามาต่อยอดให้สินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมมีชื่อเสียงระดับโลกต่อไป” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการการสาธิตการประกอบอาหารจากหม่อนไหม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าหม่อนไหม ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้ดำเนินงานตามภารกิจและสนองงานพระราชดำริด้านหม่อนไหมของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงโครงการตามนโยบายของรัฐบาลและโครงการของกระทรวงเกษตรฯมาโดยตลอดโดยในปี 2563 ได้มีการพัฒนาบุคลากรด้านหม่อนไหมทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างทายาทหม่อนไหมเกษตรกรหม่อนไหมจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านหม่อนไหม เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพการผลิตการแปรรูปและการตลาดหม่อนไหมตลอดจนสนับสนุนและช่วยเหลืองานด้านหม่อนไหมทั้งในระดับศูนย์ระดับเขตและระดับประเทศโดยได้คัดเลือกผู้มีผลงานดีเด่น 3 ประเภท ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นระดับเขต 6 คน ทายาทหม่อนไหมดีเด่นระดับเขต 6 คน และพนักงานราชการดีเด่นของกรมหม่อนไหม 34 คน

กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก (naewna.com)

กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ผ่านระบบ ZOOM ว่า ตามรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พบผู้ป่วยในจ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร ราชบุรี สิงห์บุรี และกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวโน้มขยายวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงจัดการประชุมดังกล่าวขึ้น เพื่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

ดร.ทองเปลวกล่าวว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยCOVID-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัว 14 วัน รวมถึงให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้แก่ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาดมือและอุปกรณ์ที่สัมผัส เว้นระยะห่างหรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะทุกครั้งที่ผ่านเข้า-ออก สถานที่สาธารณะ และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“กระทรวงเกษตรฯได้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคมาโดยตลอด จากการจัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงขอกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามและดำเนินการตามมาตรการตามประกาศของจังหวัดอย่างเคร่งครัด” ดร.ทองเปลว กล่าว

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม 1.06 ล้านตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64  ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางติณณา คัญใหญ่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2564 ซึ่งสศท.6 และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก วิเคราะห์ผลพยากรณ์ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกองใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 27 พฤศจิกายน 2563) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 743,352 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 715,946 ไร่ (เพิ่มขึ้น 27,406 ไร่ หรือร้อยละ3.83) โดยเนื้อที่ยืนต้นทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.82 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงร้อยละ 11.06, 2.96 และ 0.24 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนทดแทนมากขึ้น เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 640,151 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 633,641 ไร่ (เพิ่มขึ้น 6,510 ไร่ หรือร้อยละ 1.03) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงทั้งหมดร้อยละ 10.62, 3.88 และ 0.55 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรตัดโค่นออกเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน และในสวนผสมเกษตรกรจะสางต้นผลไม้ทั้ง 3 ชนิดออกเพื่อปลูกทุเรียนแซมและสางออกเพื่อให้ต้นทุเรียนมีทรงพุ่มรับแสงแดดสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 1,066,330 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (เพิ่มขึ้น 70,829 ตัน หรือร้อยละ 7.11) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 3 สินค้าจะเพิ่มขึ้น โดยทุเรียนจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 11.42 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยราคาทุเรียนดีต่อเนื่องมา 6-7 ปี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี รวมถึงทุเรียนที่ปลูกใหม่ในปี 2559 เริ่มให้ผลเป็นปีแรก รองลงมาได้แก่ มังคุด และลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.05 และ 0.52 ตามลำดับ ส่วนเงาะ ผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 0.34 เนื่องจากเกษตรกรโค่นต้นเงาะที่ให้ผลผลิตแล้วทิ้ง เพราะราคาที่ลดลง ไม่จูงใจ ปัญหาแรงงานในการเก็บเกี่ยวเงาะที่หายาก และค่าแรงงานเก็บเกี่ยวสูง

ขณะนี้ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 33.46 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเมษายนถึงกลางพฤษภาคม 2564 เงาะ ออกดอกแล้วเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.60 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 มังคุด ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเตรียมใบ เกษตรกรเริ่มบังคับต้น ใบที่สมบูรณ์โดยหยุดการให้น้ำเพื่อให้ต้นมังคุดขาดน้ำจะช่วยเร่งกระตุ้นการออกดอกได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกกระจุกตัวสูงสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ลองกอง ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากฝนยังตกอย่างสม่ำเสมอในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบยังไม่สลด ลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดหากต้นสมบูรณ์และขาดน้ำ แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2564 โดยจะสามารถเก็บเกี่ยวลองกองรุ่นแรกได้ในเดือนเมษายน และจะสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม 2564 โดยจะออกกระจุกมากในช่วงปลายมิถุนายน ต่อเนื่องถึงต้นกรกฎาคม 2564

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางระยะปานกลางไว้ 3 ปี (ปี 2564-2566) คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ เน้นจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ การบริหารจัดการเชิงปริมาณ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งเน้นแผนบริหารจัดการเชิงรุกตามนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ส่วนกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ โดยเน้นการตลาดออนไลน์

อย่างไรก็ตาม สศท.6 จะติดตามรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครั้งที่ 2 ช่วงปลายเดือนมกราคม 2564 และมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสำรวจข้อมูลสถานการณ์การออกดอก ติดผล และเก็บเกี่ยวผลผลิตจริงกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลทั้ง 4 ชนิดนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เพื่อใช้ข้อมูลวางแผนบริหารจัดการผลไม้ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออกต่อไป

เกษตรฯ เร่งสำรวจพื้นที่เสียหายอุทกภัยภาคใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายอุทกภัยภาคใต้ (naewna.com)

เกษตรฯเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายอุทกภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้
ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เกิดดินสไลด์และวาตภัย ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – ปัจจุบัน ในภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ใน 70 อำเภอ 358 ตำบล 2,318 หมู่บ้าน เกษตรกรได้รับผลกระทบ 148,554 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย ประมาณ 1,275,355 ไร่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล นาข้าว และพืชผัก โดยเฉพาะข้าวนาปีซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลผลิต และขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น จึงสั่งการไปยังเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบให้เร่งสำรวจความเสียหาย และเตรียมการช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พร้อมให้ระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่อำเภอต่างๆเพื่อเยี่ยมเยียนเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสำรวจปัญหาเพื่อเตรียมฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด

ในส่วนภาคใต้มอบหมายให้นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ร่วมกับอีก 14 จังหวัดภาคใต้ ประสานเน้นย้ำจังหวัดให้รายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรลงสำรวจพื้นที่เสียหายและเตรียมเฝ้าระวัง หากยังมีฝนตกต่อเนื่องให้รีบรายงานทันที สำหรับการเตรียมการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลดนั้น ได้ให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดสงขลา ร่วมกับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนทุกอำเภอในพื้นที่ประสบภัย เตรียมผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อฟื้นฟูสวนผลไม้ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ยืนต้น ทันทีเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

ด้านมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีเสียหายโดยสิ้นเชิงกรมส่งเสริมการเกษตรยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าวอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป และขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาระบบสำหรับบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติขึ้นใหม่ ทันสมัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อจะได้นำข้อมูลให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และ คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) รับรอง และส่งข้อมูลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

‘มนัญญา’ ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’ (naewna.com)

‘มนัญญา’ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’

‘มนัญญา’ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.16 น.

“รมช.มนัญญา” ชวนคนไทย อุดหนุนสินค้าไทย ด้วยแคมเปญ  “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจัดลงกระเช้ามอบเป็นของขวัญเทศกาลปีใหม่

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมง    และปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจกับทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า ได้สินค้ามีคุณภาพ และมีมาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์  เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนต่าง ๆ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

“ในปีที่ผ่าน ๆ มา ทราบว่ามีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจติดต่อและสั่งซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่และสินค้าของสหกรณ์กันอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันซื้อของไทยและใช้ของไทยที่เป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน และเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และที่พิเศษสุดสำหรับปีนี้ เรามีสินค้าและผลผลิตจากเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรมาร่วมจำหน่ายด้วย เนื่องจากในปีที่ผ่านมา เราพยายามที่จะสร้างคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญในอาชีพการทำเกษตร ได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเพื่อสานต่ออาชีพจากพ่อแม่ และมีการพัฒนาการทำเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย มาต่อยอดพัฒนาการกระบวนการผลิตและการแปรรูปสินค้าและผลผลิตการเกษตร ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยกระดับไปสู่การเป็นสินค้าระดับ พรีเมี่ยมเพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น” รมช.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์  กลุ่มเกษตรกร  กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่าง ๆ โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์  และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีและเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสามารถรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่  ข้าวสังข์หยด  ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบ หมูฝอย เห็ดสมุนไพร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรชงดื่ม อาทิ ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมและเครื่องดื่ม นม UHT น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป  ผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโครงการหลวงดอยคำ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากยางพารา เช่น หมอนยางพารา ตุ๊กตาสำหรับเด็ก และสินค้าในปีนี้เพิ่มเติมแตกต่างจากปีที่ผ่านมา ได้แก่ สินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เช่น ข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันญี่ปุ่น จากลูกหลานเกษตรกรจากจังหวัดขอนแก่น มะขามคลุก มะเขือเทศแช่อิ่ม กระเทียมโทนดองน้ำผึ้งและสามรส จากจังหวัดเชียงใหม่ ผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี ซูกินี (แตงกวาญี่ปุ่น) มะเขือเทศราชินีสีแดงและสีเหลือง เกรฟฟุ๊ด พริกยักษ์ และกะหล่ำม่วง จากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเชียงใหม่ จำกัด

ราคาของกระเช้าสินค้าสหกรณ์มีหลายราคาตั้งแต่ 500 – 3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯ ได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ห้องประชุม 126 ชั้น 1 อาคาร 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ กรุงเทพฯ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 – 12 มกราคม 2564 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์   โดยวันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ จำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. หน่วยงานต่าง ๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์  02 628 5512 หรือ 06 5524 1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป   บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล