เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน (naewna.com)

เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการสร้างคอกกักโคเนื้อเพื่อการส่งออก ที่บ้านจอมกิตติ หมู่ 6 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย เป็นต้น เพื่อติดตามความคืบหน้าการสร้างศูนย์กลางคอกกักโคขุน ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่รกร้าง จึงเข้ามาพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางคอกกักควบคุมโรค ก่อนส่งออกขายประเทศจีน โดยมีองค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้า ด้านการควบคุมโรค และสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ไทย ซึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ รองรับโคขุน 1,000 ตัว ตลอดจนมีระบบชลประทาน ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ

นายประภัตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ พบว่าพื้นที่โดยรอบมีศักยภาพส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้แปลงสาธิตของหน่วยงานต่างๆ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางส่งออกแบบครบวงจร และให้เกษตรกร ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ต่อไป อีกทั้ง คาดว่าปี 2564 จะเริ่มดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อนำร่องพื้นที่แรก เนื่องจากจีนต้องการ
โคเนื้อมากถึง 500,000 ตัว หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จะทำให้การส่งออกมีมูลค่าสูงขึ้น

ทั้งนี้ พบว่าธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตลุ่มน้ำโขงผ่านชายแดน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง ดังนั้น การสร้างศูนย์กลางคอกกักเพื่อการส่งออกของประเทศที่ได้มาตรฐานจะเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จีนกำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อจะต้องปลอดโรค และเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350–400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท โดย สปป.ลาว จะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่อ ระยะเวลาตาม
เงื่อนไขที่ตกลงกัน เพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นจึงจะสามารถส่งข้ามไปจีนได้

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2563) ข้อมูลจากกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ระบุประมาณการผลผลิตโคเนื้อปี 2563 คาดว่า มี 1.224 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 2.09 เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น โคเข้าฆ่ามีขนาดใหญ่ขึ้นและเปอร์เซ็นต์ซากเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) มี 205,460 ตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 15.02 ส่งออกลาวร้อยละ 61

ชาวสวนยาง 1.8 ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวสวนยาง1.8ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส2 (naewna.com)

ชาวสวนยาง1.8ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส2

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 วงเงินรวม 10,042,820,489.28 บาท จำนวนเกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 โดยจะดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างราคายางเป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึง เดือนมีนาคม 2564 แต่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และธ.ก.ส. ยังไม่สามารถโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ได้ภายในเดือนพฤศจิกายนตามกำหนดเวลา เนื่องจากสำนักงบประมาณติดขัดประเด็นเรื่องเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มบัตรสีชมพู

ล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนเป็นที่ยุติให้ดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการประกันรายได้ระยะที่ 1 คือ เกษตรกรชาวสวนยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. และผ่านการตรวจสอบรับรองเรียบร้อยจะได้เข้าร่วมโครงการประกัน
รายได้ระยะที่ 2 ทุกคน โดยนายกรัฐมนตรีแจ้งผลการหารือต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และให้กยท. มีหนังสือประสานไปยังสำนักงบประมาณเพื่อจะสามารถจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า กยท.จะมีหนังสือถึงสำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ พร้อมส่งรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วให้ธ.ก.ส. ชุดแรก โดยพร้อมโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ภายในสัปดาห์หน้า ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จากรัฐบาล และเดือนมกราคม ปี 2564 จะโอนจ่ายสำหรับงวดต่อไปจนครบ 6 งวด 6 เดือน ตามกรอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2

นายอลงกรณ์กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาว
สวนยางในการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ในภาวะที่ราคายางมีความผันผวนโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง ในกรณีราคายางตกต่ำ ในช่วงวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19) เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย 1.8 ล้านราย ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยมีหลักเกณฑ์และข้อกำหนด ให้ราคายางที่ใช้ประกันรายได้แต่ละชนิด โดยให้ยางแผ่นดิบคุณภาพดี  60.00 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%)  57.00 บาท/กิโลกรัม ยางก้อนถ้วย(DRC 50%) 23.00 บาท/กิโลกรัม

ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ :  7 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบการทุจริตของอดีตกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.) ซึ่งมีการอนุมัติเงินกู้พิเศษไม่เป็นไปตามระเบียบให้แก่สมาชิก 6 ราย ในช่วงปี 2556-2559 รวม 199 สัญญายอดเงินกู้คงเหลือ 2,285 ล้านบาท และหลังพบเหตุ 21 พ.ย. 2559 อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้นในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้ามากำกับดูแลด้านสหกรณ์ การดำเนินการมีความเข้มข้นมาโดยตลอด กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการตามกฎหมายของพ.ร.บ.สหกรณ์ มาอย่างต่อเนื่องไม่มีการเว้นวรรค หรือละเว้นการดำเนินการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนนำมาสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ และล่าสุดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดดังที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น โดยการเข้าจับกุมครั้งนี้ นางสาวมนัญญา บอกว่า ได้มีการวางแผนร่วมกันอย่างลับๆ ของ 3 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้มีการเร่งดำเนินคดีกับอดีตกรรมการสหกรณ์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) ที่มีการทุจริตทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหายกว่า 2,285 ล้านบาท เนื่องจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนปกติเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งจะยิ่งส่งผลเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะมีการไหวตัวทัน ซึ่งนางสาวมนัญญา บอกว่า หลังจากนี้ จะต้องติดตามว่าดีเอสไอจะยึดทรัพย์อะไรได้เพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ โดยจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการประสานติดตาม สมาชิกจะได้ใจชื้นขึ้นมาบ้างว่าสหกรณ์แห่งนี้ยังเดินหน้าได้และสามารถที่จะให้บริการทางการเงินกับสมาชิก ชำระหนี้สมาชิกและเจ้าหนี้ได้

นับจากนี้คงต้องเป็นภาระหน้าที่ของ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์คนใหม่ที่จะต้องตามติดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์สโมสรรถไฟ ต่อไป ซึ่งนายวิศิษฐ์ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า หลังจากนี้ต้องให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ในการไล่ตรวจสอบยึดทรัพย์ที่ถูกอดีตกรรมการสอ.สรฟ.ชุดต่างๆ ทุจริตกลับมาดำเนินการคดี ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่เงินที่ถูกทุจริตไป ได้ถูกนำไปซื้อที่ดิน และเป็นทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เช่น รถยนต์ ที่สามารถขายได้ ในอนาคตก็จะกลับคืนสู่สหกรณ์เป็นทรัพย์ของสหกรณ์ แต่จะขอให้กรรมการสอ.สรฟ.ไปทำแผนรายละเอียดของหนี้สินและทรัพย์สินแยกเป็นกองต่างๆ ให้ชัด เช่น กองหนี้ของสมาชิก หรือหนี้สินของสหกรณ์ และทรัพย์ที่คาดว่าจะได้คืนจากดีเอสไอในอนาคต เพื่อให้สมาชิกสอ.สรฟ. ได้รับทราบและคลายกังวล และให้เตรียมทำแผนที่จะเจรจากับเจ้าหนี้สหกรณ์ เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ ของสหกรณ์เจ้าหนี้ซึ่งคาดว่าทุกฝ่ายพร้อมเจรจาเนื่องจากทุกสหกรณ์ก็ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง สามารถปล่อยกู้ได้เช่นกัน เมื่อสอ.สรฟ.มีความชัดเจนในเรื่องสถานที่ดีขึ้นก็เป็นผลดีต่อการทำธุรกรรมของสอ.สรฟ.ในอนาคต… ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ท่านโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และท่านวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำงานให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกสหกรณ์นะครับ

ขุนเกษตรา

‘ธรรมนัส’ เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก. (naewna.com)

'ธรรมนัส'เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก.

‘ธรรมนัส’เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก.

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.01 น.

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ที่จังหวัดพะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดพะเยา ครั้งที่ 3/2563 ว่าจากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดหนองบัวลำภู

ซึ่งจังหวัดพะเยานั้น เป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา ยังต้องเตรียมแผนงาน และโครงการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้พี่น้องเกษตรกร การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมจังหวัดพะเยา รวมทั้งประเด็นความเดือดร้อน และข้อเรียกร้องต่างๆของพี่น้องเกษตรกร ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่น และเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน ผลักดันคุณภาพชีวิตของพี่น้องจังหวัดพะเยา ในทุกๆอำเภอ 

รมว.เกษตรฯ ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม คืนสู่เขื่อนลําตะคองนครราชสีมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รมว.เกษตรฯ ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม คืนสู่เขื่อนลําตะคองนครราชสีมา (naewna.com)

รมว.เกษตรฯ ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม คืนสู่เขื่อนลําตะคองนครราชสีมา

รมว.เกษตรฯ ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม คืนสู่เขื่อนลําตะคองนครราชสีมา

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.45 น.

รมว.เกษตรฯ ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่เขื่อนลําตะคอง จังหวัดนครราชสีมา หนุนเพิ่มปริมาณ ทรัพยากรประมง เป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่

6 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์กุ้ง ก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ําเขื่อนลําตะคอง โดยมีนายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธี ณ ริมอ่างเก็บน้ําเขื่อนลําตะคอง บริเวณอาคารประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าลํา ตะคองชลภาวัฒนา ตําบลหนองสาหร่าย อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ว่า การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ําเป็นหนึ่งใน ภารกิจหลักที่สําคัญของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมุ่งสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงครัวเรือน พร้อมส่งเสริมให้มีการ บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ําโดยใช้หลักคืน คง เพิ่ม และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่าง ยั่งยืน

สําหรับกิจกรรม “ปล่อยกุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ําเขื่อนลําตะคอง” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มปริมาณ ทรัพยากรสัตว์น้ําในแหล่งน้ําธรรมชาติหลังจากที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อให้ ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ําที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ กุ้งก้ามกราม จํานวนมากถึง 1.5 ล้านตัว อีกทั้งยังมีการปล่อยพันธุ์ปลา เช่น ปลากระแห ปลาสร้อยขาว ปลากาดํา ปลาตะเพียนทองปลาสวายจํานวน2ล้านตัวและหอยขมอีกกว่า300กิโลกรัมนอกจากนี้ยังมีการมอบพันธุ์สัตวน์้ํา ให้แก่ชุมชน เพื่อนําไปปล่อยในพื้นที่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ําเขื่อนลําตะคองด้วย

อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ําในอ่างเก็บน้ําเขื่อน ลําตะคองให้กลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการประกอบอาชีพด้านการประมงและเพิ่มพูน รายได้ให้กับประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังสร้างความสามัคคีให้แก่ชุมชน มีการ บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ําโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกจิตสํานึกในการใช้ทรัพยากรประมงที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้ เกิดประโยชน์สูงสุดและมีผลผลิตที่ยั่งยืนตลอดไป

ด้าน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสํารวจข้อมูลพบว่า บริเวณอ่างเก็บน้ําเขื่อน ลําตะคอง มีชาวประมงทั้งหมด 241 ราย แบ่งเป็นผู้ที่ทําการประมงเป็นอาชีพหลัก 159 ราย และอาชีพรอง 82 ราย และจากสถิติการจับสัตว์น้ํา ระหว่าง พ.ศ. 2558 – 2562 มีรายงานการจับสัตว์น้ําเฉลี่ย 343.88 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า กว่า 14.27 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งก้ามกรามจัดเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ําที่สร้างมูลค่าได้มากที่สุด

ไทยทวงคืนแชมป์สำเร็จ ‘หอมมะลิ’ ดีที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ไทยทวงคืนแชมป์สำเร็จ ‘หอมมะลิ’ดีที่สุดในโลก (naewna.com)

ไทยทวงคืนแชมป์สำเร็จ  ‘หอมมะลิ’ดีที่สุดในโลก

ไทยทวงคืนแชมป์สำเร็จ ‘หอมมะลิ’ดีที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายกฯ ปลื้มข้าวหอมมะลิไทยได้แชมป์ข้าวโลก สั่งเดินหน้าเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าวไทย รายงานความคืบหน้าทุกสามเดือน

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบผลการประกวดข้าวไทย ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานให้ทราบว่า ทุกปีจะมีจัดการประชุมผู้ค้าข้าวทั่วโลก ปีนี้จัดขึ้น วันที่ 1-3 ธันวาคม ซึ่งประเทศไทยได้รับรางวัลชนะเลิศเป็น World’s Best Rice Award 2020 ข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี 2020 คือ ข้าวพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยการแข่งขันมีมาทั้งหมด 12 ครั้งแล้ว ประเทศไทยได้รางวัลครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 โดยปีนี้ ประเทศที่เข้ารอบสุดท้ายมีไทย เวียดนามและกัมพูชา

โดย นายกฯ ได้กล่าวว่า ผลการประกวดเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำให้ข้าวไทยกลับมาเป็นที่หนึ่งอีกครั้ง อีกทั้งเป็นเครื่องประกันถึงคุณภาพข้าวไทยในตลาดโลก ส่งผลบวกต่อโอกาสการส่งออกข้าวและรายได้เกษตรกรด้วย ที่สำคัญ เราจะต้องช่วยกันรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563-2567 ที่ตั้งเป้า ให้ประเทศเป็นผู้นำการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยต้องพัฒนาสินค้าข้าวให้มีความหลากหลายและตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและภาคส่วนอื่นๆในห่วงโซ่อุปทาน และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าทุกสามเดือน ที่สำคัญต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) เมื่อตันสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเรื่องการเร่งสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เพราะเป็นหัวใจหลักของการสร้างจุดแข็งของข้าวไทย ซึ่งในแผนยุทธศาสตร์ฯ เฉพาะการพัฒนาพันธุ์ข้าว ได้กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน คือ

1) ได้ข้าวพันธุ์ใหม่ตรงตามความต้องการของตลาด อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตต่อไร่สูงมาก ไม่น้อยกว่า 12 พันธุ์ ในปี 2567 ดังนี้ พันธุ์ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม 4 พันธุ์ อายุสั้นไม่เกิน 100 วัน ผลผลิตต่อไร่ไม่ต่ำกว่า 1 ตัน,- พันธุ์ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 4 พันธุ์ อายุสั้นไม่เกิน 100 วัน ผลผลิตต่อไร่ไม่ต่ำกว่า 1.5 ตัน,- พันธุ์ข้าวหอมไทย ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 0.8 ตันต่อไร่ จำนวน 2 พันธุ์, พันธุ์ข้าวโภชนาการสูง 2 พันธุ์ ผลผลิตต่อไร่ไม่ต่ำกว่า 0.8 ตัน

2) เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพการลดต้นทุนการผลิตข้าวและผลผลิตต่อไร่ ไม่น้อยกว่า 10 เทคโนโลยี ในปี 2567 มากไปกว่านั้น แผนยุทธศาสตร์ฯยังครอบคลุมการสร้างความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาข้าวกับต่างประเทศในเรื่องพันธุกรรมข้าว โดยการจัดงานประกวดข้าวพันธุ์ใหม่รองรับตลาดนำการผลิต ปีละ 1 ครั้ง โดยปี 2564 จะจัด 2 ครั้ง ในเดือนมกราคม และธันวาคม 2564

‘เฉลิมชัย’ สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เฉลิมชัย’สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลด (naewna.com)

'เฉลิมชัย'สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลด

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.39 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2563 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และให้เตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลดทันทีโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมแผนฟื้นฟูทั้งแผนการสำรวจพื้นที่เกษตรที่เสียหาย ระยะสั้นจะสนับสนุนต้นพันธุ์ผักสวนครัวให้กับเกษตรกรที่ประสบภัย ระยะฟื้นฟูจะสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหาย

หลังจากสถานการณ์คลี่คลายให้เกษตรจังหวัด พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อให้ช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังทันที นอกจากนี้ ยังให้ระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เช่น การส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่นๆ การให้คำแนะนำด้านวิชาการเพื่อดูแลพืชภายหลังจากน้ำลด

ทั้งนี้ แผนระยะสั้นให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืชทุกแห่งของกรมส่งเสริมการเกษตร ผลิตต้นพันธุ์ผักสวนครัว เช่น กระเพรา พริก โหระพา มะเขือ สำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายระยะสั้นและสามารถบริโภคได้ในครัวเรือน เบื้องต้นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช เตรียมสนับสนุนพันธุ์พืชผักสวนครัวหลังน้ำลดให้กับเกษตรกรทันที จำนวน 150,000 ต้น และยังให้ศูนย์ส่งเสริมและเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช เตรียมผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา ให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรที่ประสบภัย เพื่อควบคุมโรคที่อาจจะเกิดขึ้นหลังน้ำลด โดยเฉพาะพื้นที่ไม้ผลเศรษฐกิจ สวนยางพารา สวนปาล์ม

ส่วนสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยจังหวัดได้รายงานสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในช่วงดังกล่าว จำนวน 9 จังหวัด 58 อำเภอ ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ตรัง กระบี่ ยะลา ปัตตานี และ จ.นราธิวาส เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 163,622 ราย พื้นที่คาดว่าจะได้รับความเสียหาย จำนวน 397,573 ไร่ แยกเป็น ข้าว จำนวน 90,249 ไร่ พืชไร่ จำนวน 5,327 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ จำนวน 292,962 ไร่ และจังหวัดได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินแล้ว จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช (2 อำเภอ) และจังหวัดสงขลา ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2563

‘ธรรมนัส’ เปิดงานวันดินโลกเทิดทูน ‘ในหลวง ร.9’ ‘นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’เปิดงานวันดินโลกเทิดทูน’ในหลวง ร.9’ ‘นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’ (naewna.com)

'ธรรมนัส'เปิดงานวันดินโลกเทิดทูน'ในหลวง ร.9' 'นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม'

‘ธรรมนัส’เปิดงานวันดินโลกเทิดทูน’ในหลวง ร.9’ ‘นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.42 น.

‘ธรรมนัส’ เปิดงานวันดินโลก เทิดทูน’ในหลวง ร.9′ ” นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” ระบุ กษ.พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในพระราชปณิธาน

​เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ จ.นครราชสีมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันดินโลก ปี 2563 “Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน”ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (CESRA) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจัดงานวันดินโลก ในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการถวายสดุดีและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็น “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” พระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ ด้านการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ จนเป็นรากฐานการผลิตที่มั่นคงของเกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงศึกษา และพัฒนาด้านการจัดการดิน ด้วยวิธีการเรียบง่ายและประหยัดที่เกษตรกรนำไปปฏิบัติเองได้

โดยกิจกรรมภายในงาน จะประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นิทรรศกาพระราชปณิธานการทรงงาน ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอด มีการจัดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต จัดศูนย์ฝึกเกษตร สร้างอาชีพมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีการเสวนาวิชาการ และจุดเช็คอินดินโลกปี 2563 Landmark วันดินโลก สัญลักษณ์ World Soil Day ที่ใหญ่ที่สุดในสยาม

“กระทรวงเกษตรฯพร้อมที่จะสานต่อเจตนารมณ์ในพระราชปณิธาน พร้อมน้อมนำพระราชดำริ มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการใช้ที่ดิน การพัฒนาดิน น้ำ พืช และอาชีพของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ในเรื่องทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร เพื่อขจัดความอยากไร้ ขาดแคลนให้หมดไป” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

​ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันดินโลก ร่วมกับ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชน องค์กรต่าง ๆ ในปีนี้ สมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก กำหนดหัวข้อการจัดงาน “Keep Soil Alive, Protect Soil Biodiversity” โดยให้ความสำคัญของนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพในดิน สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ระดับจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กใหญ่ ซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ในระบบนิเวศ และก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของดินการจัดงานวันดินโลก และกำหนดให้มีการจัดงานระหว่างวันที่4 – 8 ธันวาคม 2563 ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ปลัดเกษตรฯกำชับจนท. การ์ดอย่าตก พร้อมรับมือแพร่ระบาดโควิดเคร่งครัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ปลัดเกษตรฯกำชับจนท.การ์ดอย่าตก พร้อมรับมือแพร่ระบาดโควิดเคร่งครัด (naewna.com)

ปลัดเกษตรฯกำชับจนท.การ์ดอย่าตก พร้อมรับมือแพร่ระบาดโควิดเคร่งครัด

ปลัดเกษตรฯกำชับจนท.การ์ดอย่าตก พร้อมรับมือแพร่ระบาดโควิดเคร่งครัด

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.58 น.

ปลัดเกษตรฯกำชับเจ้าหน้าที่ในสังกัด”การ์ดอย่าตก” พร้อมรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19อย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านระบบ ZOOM ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ตามรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (สบค.) ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2563 พบผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร ราชบุรี สิงห์บุรี และกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวโน้มขยายวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น และเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงได้จัดการประชุมดังกล่าวขึ้น เพื่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลการสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยโรค COVID-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัวจำนวน 14 วัน รวมถึงให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้แก่ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาดมือและอุปกรณ์ที่สัมผัส เว้นระยะห่างหรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะทุกครั้งที่ผ่านเข้า-ออก สถานที่สาธารณะ และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคมาโดยตลอด จากการจัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงขอกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามและดำเนินการตามมาตรการตามประกาศของจังหวัดอย่างเคร่งครัด

‘อธิบดีปศุสัตว์’ มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยน้ำท่วมเมืองคอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อธิบดีปศุสัตว์’มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยน้ำท่วมเมืองคอน (naewna.com)

'อธิบดีปศุสัตว์'มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยน้ำท่วมเมืองคอน

‘อธิบดีปศุสัตว์’มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยน้ำท่วมเมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.19 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 ธันวาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายปรีชา ชนะกิจกำจร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช , นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และ นายเศกสรรค์ สวนกูล ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมลงพื้นที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการหน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ จากสถานการณ์เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและที่ทำกินของเกษตรกรในหลายจังหวัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่รวมถึงผลผลิตของสัตว์ของเกษตรกร โดยกรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือทุกด้าน ทั้งด้านเสบียงอาหารสัตว์ โดยมีเสบียงสัตว์แห้งสำรอง 5,612.60 ตัน พร้อมยานพาหนะ ชุดสัตวแพทย์และผู้ช่วย พร้อมเวชภัณฑ์ดูแลรักษาสัตว์ ตลอดจนชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมในการออกปฏิบัติการทันทีที่ได้รับการร้องขอ และได้มอบหมายให้ปศุสัตว์เขต 8 – 9 จัดตั้งวอรูม (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด

รายงานสถานการณข้อมูล ณ วันที่ 4ธ.ค.63 ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จำนวนสัตว์และแปลงหญ้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ดังนี้ โค 98,882 ตัว , กระบือ 1,248 ตัว , แพะ แกะ 23,689 ตัว , สุกร 274,105 ตัว , สัตว์ปีก 2,742,738 และตัวแปลงหญ้า 9,015 ไร่

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้ลงพื้นตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนี้ มอบอาหารสุนัข แก่เจ้าของศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด , ร่วมปล่อยคาราวานเสบียงสัตว์ และหวยปฏิบัติการเคลื่อนที่ (HHU) ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย , รับฟังรายงานสถานการณ์การเกิดอุทกภัย การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ปัญหาอุปสรรค จากหัวหนอาส่วนราชการในพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 9และมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ , เปิดครัวปศุสัตว์ สนับสนุนการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปรุงอาหาร สนับสนุนการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

และเดินทางไปยังจุดอพยพสัตว์ ณ วัดสว่างอารมณ์ หมู่ที่ 6 บ้านชะเมา ตำบลทำเรือ อำเภอเมือง และ ณ สี่ แยกบ้านทางพูนหมู่ที่ 2 ตำบลทางพูน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวันครศรีธรรมราชเพื่อมอบเสบียงสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยทสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราชได้จัดคลังเสบียงอาหารสัตว์เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ไว้ประจำ 4 จุด 1.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ หญ้าแห้ง 700 ฟ่อน 2.อำเภอเมือง หญ้าแห้ง 1,250 ฟ่อน 3.อำเภอพระพรหม หญ้าแห้ง 500 ฟ่อน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด/สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือดูแลสุขภาพสัตว์ให้มีความปลอดภัย เพื่อลดการสูญเสียด้านปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงให้น้อยที่สุดสำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติดังกล่าว สามารถติดต่อประสานขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. 02-6534553 , 02-6534444 ต่อ 3315 อีเมล์ disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที