ชายคาพระพิรุณ : 23 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 23 พฤศจิกายน 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ :  23 พฤศจิกายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 23 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลื่อนตำแหน่งใหม่ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ที่เลื่อนจากรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แทนนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ที่ไปนั่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าไม่พลิกโผที่มีกระแสมาตั้งแต่ต้น เป็นบุคคลที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ไว้วางใจเป็นอย่างดี และนายวิศิษฐ์ เองก็เป็นลูกหม้อกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญงานด้านสหกรณ์เป็นอย่างดี และเป็นที่ยอมรับจากบุคลากรของกรมฯ ซึ่งก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นรองอธิบดี ก็เคยผ่านงานบริหารทั้งสหกรณ์จังหวัดมาแล้วหลายแห่ง อีกทั้งยังเคยเป็นผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เห็นงานมาทุกมิติ การได้คนภายใน ที่มีความรู้ความสามารถมานั่งบริหารถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว สามารถเดินหน้าก่องานใหม่และสานต่องานที่นายพิเชษฐ์ ได้ดำเนินการมาเป็นอย่างดีแล้วได้ทันที…นอกจาก ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้วที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังอนุมัติตำแหน่งผู้ตรวจราชการเพิ่มอีก 4 ตำแหน่ง คือ 1.นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ ขยับจากตำแหน่งรองอธิบดี กรมปศุสัตว์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 2.พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรม ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 3.นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง และ 4.นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ขุนเกษตราขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ครับ…

ขุนเกษตรา ได้ข่าวมาว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานใหญ่ที่สุพรรณบุรีเร็วๆ นี้ ชื่องานมหกรรม “เกษตรอัจฉริยะ
ครั้งที่ 1 อำนวยการสร้างโดย รมช.จากเมืองสุพรรณฯ แห่งบ้านควายเจ้าเดิม โดยผู้ที่รับบทเป็นแม่งานใหญ่ น่าจะเป็นกรมที่มีอธิบดีใหม่ป้ายแดงสายตรงของ รมช.นั่นเอง ที่จะต้องหางบประมาณมาจัดงานสนองความต้องการของ ฯพณฯ ข่าวว่างานนี้ อาจจะต้องระดมทุนจากกรมอื่นเข้ามาช่วย แถมกรมในการกำกับดูแลของ ฯพณฯ ยังจะต้องหาสินค้ามาลดแลกแจกแถม บริการผู้เที่ยวงานกันให้ถึงใจ เอาใจชาวสุพรรณบุรีไปเต็มๆ เหมือนหาเสียงอย่างไรอย่างนั้น ขุนเกษตราก็สงสัยเหลือเกินว่า ทำไมนะ อีเว้นท์ใหญ่ๆ เยี่ยงนี้ จะต้องไปจัดที่สุพรรณบุรี ที่นั่นมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญหรืออย่างไร
ขุนเกษตราว่านะ สุพรรณบุรีน่ะ อุดมสมบูรณ์ รุ่งเรืองด้านเกษตรกรรมแทบทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งนาข้าว อุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลและการเกษตรอื่นๆ รวมถึงระบบชลประทาน ดังนั้น หากจะจัดงานเพื่อเผยแพร่นวัตกรรม โดยเฉพาะด้านเกษตรอัจฉริยะตามชื่อของงาน ก็น่าจะนำไปเผยแพร่ให้กับเกษตรกรพื้นที่อื่นๆ ได้เรียนรู้บ้าง ประโยชน์มันจึงจะตกอยู่กับประชาชนและเกษตรกรจริงๆ หรือว่างานนี้เพียงต้องการงบประมาณเพื่อจัดอีเว้นท์สัก 4-5 วันเท่านั้น พองานเลิกก็แล้วกัน นี่ก็ยังได้ข่าวมาอีกนะว่า แม้จะเพิ่งเริ่มโครงการ เริ่มหางบจัดงานกัน แต่มีออแกไนซ์รองรับสำหรับงานนี้เรียบร้อยแล้วด้วย… พะน่ะ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง  ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน นับเป็นวัตถุดิบอาหารโคนมที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ให้ปริมาณน้ำนมค่อนข้างมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าเนเปียร์และข้าวโพดเมล็ดที่นำไปผสมในอาหารสัตว์จากการเปิดเผยของ นางสุจารีย์ พิชา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่าเกษตรกรที่ใช้ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นอาหารสำหรับโคนม สามารถให้น้ำนมได้ 14 กิโลกรัม/ตัว/วัน ถ้าเปรียบเทียบกับพืชอาหารชนิดอื่น ซึ่งให้น้ำนมได้ 12 กิโลกรัม/ตัว/วัน และที่สำคัญข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชที่มีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด สามารถปลูกทดแทนสินค้าหลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเฉพาะเมล็ด (อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน) ได้ แต่ปัจจุบันพบว่าปริมาณการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถผลิตได้เพียง 870 ตัน/ปี ในขณะที่ปริมาณความต้องการรับซื้ออยู่ที่ 1,055 ตัน/ปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่ายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เพื่อให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมนำไปใช้ทำอาหาร TMR เพื่อลดต้นทุนการผลิตมากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อขายเมล็ดและหญ้าเนเปียร์

 นางสุจารีย์ พิชา

จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดย สศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีพื้นที่ความเหมาะสมในการปลูก (S1,S2) จำนวน 770,392 ไร่ ซึ่งเกษตรกรมีการปลูกในพื้นที่ S1,S2 เพียง 39,504 ไร่ คงเหลือพื้นที่ความเหมาะสมอีกจำนวน 730,888 ไร่ ที่เกษตรกรยังไม่มีการใช้พื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3, N) เกษตรกรทำการปลูกจำนวน 40,683 ไร่ ดังนั้น จึงแนะนำให้เกษตรกรหันมาปรับระยะเวลาเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้น คือ 85-90 วัน และใช้พันธุ์ที่เหมาะสม เช่น พันธุ์นครสวรรค์ 80 เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก แทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว เกษตรกรยังสามารถปลูกได้ประมาณ 3 รอบ ในระยะเวลา 1 ปี

สำหรับต้นทุนการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เฉลี่ยอยู่ที่ 6,133 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรสามารถปลูกได้ 3 รอบ/ปี โดยรุ่นที่ 1 จะปลูกช่วงต้นฝนเดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม รุ่นที่ 2 ปลูกช่วงปลายฝนเดือนกรกฎาคม เก็บเกี่ยวเดือนตุลาคม และรุ่นที่ 3 ปลูกปลายเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวเดือนมกราคมของทุกปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5,800 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้ผลตอบแทน 6,574 บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1.10 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ พฤศจิกายน 2563)

ด้านการซื้อขายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตให้กับสหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านตัวแทนผู้รวบรวมผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งได้มีการทำ MOU กับสหกรณ์โคนม ในเรื่องปริมาณและราคาในการรับซื้อผลผลิตแต่ละรุ่น ซึ่งตัวแทนจะทำหน้าที่ในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร จากนั้นจะทำการตัดสับต้นข้าวโพดผ่านเครื่องช็อปต้นข้าวโพด และขนส่งให้กับโรงบ่อหมักของสหกรณ์โคนมเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการทำข้าวโพดหมัก และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมส่วนผลผลิตอีกร้อยละ 45 เกษตรกรจะนำไปใช้ทำอาหาร TMR ในฟาร์มของตนเอง

ทั้งนี้ ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร รวมทั้งภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่าย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูแลรักษาแปลง และควรเฝ้าระวังโรคและศัตรูพืช หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 โทร. 0-5312-1318 อีเมลzone1@oae.go.th

ปศุสัตว์ยัน PRRS เกิดเฉพาะในหมูไม่แพร่สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ปศุสัตว์ยันPRRSเกิดเฉพาะในหมูไม่แพร่สู่คน (naewna.com)

ปศุสัตว์ยันPRRSเกิดเฉพาะในหมูไม่แพร่สู่คน

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการระบาดของโรค PRRS ซึ่งเป็นโรคหรือกลุ่มอาการในระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจเฉพาะในสุกรว่า ที่ผ่านมาสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ และชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศติดตามสถานการณ์โรคในสัตว์ใกล้ชิด พร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคต่อเนื่อง พร้อมทั้งสุ่มตรวจตามพื้นที่เสี่ยงสูง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ต่างตื่นตัวดูแลสุขภาพสัตว์และป้องกันโรคสัตว์มาตลอด เมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นในฟาร์มเลี้ยง จึงเร่งประสานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบด่วน ทำให้การป้องกันโรคเกิดขึ้นเร็ว จนควบคุมสถานการณ์โรคได้ดี

“ยืนยันว่าโรค PRRS เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในหมูไม่สามารถแพร่สู่คนได้ และกรมปศุสัตว์ได้ควบคุมป้องกันโรคในพื้นที่ที่ตรวจพบ ที่สำคัญผู้บริโภครับประทานเนื้อหมูได้ปลอดภัย เน้นเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สังเกตสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ที่กรมฯมอบให้จุดจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์กว่า 7,000 แห่ง ซึ่งตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาตั้งแต่ต้นทางที่ฟาร์มเลี้ยงจนถึงมือผู้บริโภค สำคัญที่สุดคือ ปรุงสุกทุกครั้ง ไม่ทานดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ลดความเสี่ยงอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง หรือไข้หูดับ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 กำหนดไว้ว่า หากกรณีที่เกิดโรคระบาดในสัตว์ ต้องให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เร่งแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด ให้เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับโรคระบาด โดยกรมปศุสัตว์จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและส่งตัวอย่างซากสัตว์มาชันสูตรโรคสัตว์ทางห้องปฏิบัติการ ในห้องปฏิบัติการ 8 แห่งทั่วประเทศ ว่าโรคที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด ใช้เวลาไม่เกิน 5 วันในการสรุปผลตรวจ สำหรับผู้พบปัญหาโรคสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ติดต่อกรมปศุสัตว์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0”เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทันที

กกต.ถกความพร้อมรับเลือกตั้งอบจ. 42 เขตบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กกต.ถกความพร้อมรับเลือกตั้งอบจ.42เขตบุรีรัมย์ (naewna.com)

กกต.ถกความพร้อมรับเลือกตั้งอบจ.42เขตบุรีรัมย์

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) บุรีรัมย์ ทั้ง 42 เขต ใน 23 อำเภอ ของ จ.บุรีรัมย์ ที่จะมีขึ้นพร้อมกันในวันที่ 20 ธ.ค.2563 นี้ โดยมี พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธาน กกต.อบจ.บุรีรัมย์ เป็นประธานการประชุม โดยในที่ประชุมได้เน้นย้ำให้อนุกรรมการ และผู้ช่วยเหลือประจำอำเภอ ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และให้เป็นไปตามห้วงเวลาที่กำหนด

นายเศรษฐพร เบญจศรีรักษ์ ปลัด อบจ.บุรีรัมย์ ในฐานะ ผอ.กต.อบจ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ทาง กกต.อบจ.บุรีรัมย์ พร้อมจัดการเลือกตั้งนายก อบจ.และ ส.อบจ.บุรีรัมย์ ทั้ง 42 เขต ใน 23 อำเภอ จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 2,880 หน่วย และใช้กำลังเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งมากกว่า 42,000 คน อย่างไรก็ตาม อยากที่จะให้ผู้สมัครทุกคนตระหนักถึงกฎหมายการเลือกตั้งและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย ซึ่งขณะนี้ทาง กกต.จังหวัด ได้ส่งชุดป้องปรามหาข่าวพร้อมลงในพื้นที่จัดการเลือกตั้ง หากพบว่าผู้สมัครรายใดกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจะดำเนินการตรวจสอบเอาผิดอย่างทันทีไม่มีข้อยกเว้น

‘ธรรมนัส’ ลุยเชียงราย ติดตามจัดทำเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’ลุยเชียงราย ติดตามจัดทำเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (naewna.com)

'ธรรมนัส'ลุยเชียงราย ติดตามจัดทำเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

‘ธรรมนัส’ลุยเชียงราย ติดตามจัดทำเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.47 น.

“ธรรมนัส”หารือติดตามการจัดทำพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โซน E จำนวน 11 ป่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามการจัดทำพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โซน E (ที่กรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ตามมติ ครม.) จำนวน 11 ป่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย (ส.ป.ก.เชียงราย) มีพระราชกฤษฏีกาประกาศเป็น เขตปฏิรูปที่ดิน 921,138 ไร่ โดยมีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย จำนวน 17 อำเภอ ประมาณ 588,001 ไร่ และได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 70,738 ราย 102,846 แปลง เนื้อที่ 578,813 ไร่จากข้อมูลการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวข้างต้น ยังคงมีพื้นที่จำนวน 11 ป่า เนื้อที่ประมาณ 122,614 ไร่ ที่รอดำเนินการ ในส่วนของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มีการนำข้อมูลเสนอเข้าพิจารณา แต่ยังคงอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนของหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทำให้พื้นที่ 11 พื้นที่ดังกล่าว ยังไม่สามารถนำมาดำเนินการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินได้

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้ร่วมหารือจัดทำพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โซน E จำนวน 11 ป่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากพี่น้องเกษตรกร ยังคงมีปัญหาอีกหลายประการที่จะต้องเร่งแก้ไข เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ปัญหาที่มีเกษตรกรยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทางกระทรวงเกษตรฯนั้น พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือหาทางออกและดำเนินการแก้ไขต่อไป

ทั้งนี้ จ.เชียงราย มีพื้นที่ทั้งหมด 7,298,981 ไร่ เป็นพื้นที่เขตดําเนินการปฏิรูปที่ดิน จํานวน 588,001 ไร่ โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดส่วนใหญ่ยังเป็นภาคเกษตรกรรมมาโดยตลอด พืชทางเศรษฐกิจ ที่สําคัญของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสําปะหลัง สัประรด ลําไย ลิ้นจี่ ยางพารา ชา กาแฟ และสัตว์เศรษฐกิจสําคัญ ได้แก่ โคเนื้อ โคนม กระบือ สุกร และสัตว์ปีก ส่วนสัตว์น้ําเศรษฐกิจ สําคัญ ได้แก่ ปลานิล ปัจจัยด้านทรัพยากรที่ดิน จึงมีความจําเป็นพื้นฐานสําคัญสําหรับการบริหารจัดการ และนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจากแนวทางนโยบายของรัฐบาล ที่มองเห็นถึงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในเรื่องการบริหารจัดการที่ดิน การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และทรัพยากรดินของประเทศ หากพี่น้องเกษตรกรมีที่ดินทํากิน ก็จะนํามาสู่การพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สมดุล เป็นธรรมและยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

‘ธรรมนัส’ Kick off วันเริ่มต้นเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 63 พะเยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’ Kick off วันเริ่มต้นเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 63 พะเยา (naewna.com)

'ธรรมนัส' Kick off วันเริ่มต้นเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 63 พะเยา

‘ธรรมนัส’ Kick off วันเริ่มต้นเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 63 พะเยา

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 18.37 น.

“ธรรมนัส” Kick off วันเริ่มต้นเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 63 พะเยา พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ เพื่อเตรียมมือสถานการณ์ภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตุ่น อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน Kick off วันเริ่มต้นเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิปี 2563 ในพื้นที่ อ.เมืองพะเยา ซึ่งมีสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ จำนวน 299 ราย เนื้อที่ 3,200 ไร่ โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเกษตรกรว่า จะผลักดันให้ข้าวหอมมะลิ จ.พะเยา ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และผลักดันราคาข้าวให้มีราคาสูงขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวนาไทย

จากนั้นได้เดินทางไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจ้ำหม้อ ภู บ้านกาดถี หมู่ 15 ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา โดยมี นายกิตติไกร ฝีปากเพราะ นายอำเภอภูกามยาว พร้อมด้วยผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ ก่อนจะเดินทางไปยังจุดก่อสร้างฝายน้ำลาว บ้านสบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา เพื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบด้วย ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ ปัญหาที่มีเกษตรกรยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังติดตามรับฟังข้อเสนอของประชาชนเสนอเรื่องขอก่อสร้างแหล่งน้ำ ที่ ม.3 บ้านสบบง งบประมาณก่อสร้างประมาณ 85 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

ก.เกษตรฯจัดบิ๊กแคมเปญกระตุ้นศก.รับปี’64 ชวน ‘ช้อปวิถีใหม่ ส่งสุขทั่วไทยถึงหน้าบ้าน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ก.เกษตรฯจัดบิ๊กแคมเปญกระตุ้นศก.รับปี’64 ชวน‘ช้อปวิถีใหม่ ส่งสุขทั่วไทยถึงหน้าบ้าน’ (naewna.com)

ก.เกษตรฯจัดบิ๊กแคมเปญกระตุ้นศก.รับปี’64  ชวน‘ช้อปวิถีใหม่ ส่งสุขทั่วไทยถึงหน้าบ้าน’

ก.เกษตรฯจัดบิ๊กแคมเปญกระตุ้นศก.รับปี’64 ชวน‘ช้อปวิถีใหม่ ส่งสุขทั่วไทยถึงหน้าบ้าน’

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปี 2563 นับเป็นปีเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกจนมีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 50 ล้านคน หลายประเทศต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ กระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนต้องเข้าสู่บริบทของสังคมและวิถีชีวิตใหม่แบบ New Normal เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงหันมาจับจ่ายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ จนยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่เติบโตและคึกคักอย่างเห็นได้ชัด

ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯพัฒนาและขยายตลาดออนไลน์ให้เกษตรกรต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ และรับมือได้ทันท่วงทีเมื่อวิกฤตการณ์เกิดขึ้น ด้วยแนวทางตลาดนำการเกษตร และใช้เทคโนโลยีก้าวสู่ Digital Marketing เกษตรกรพัฒนาตนเองและเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่ตลาดออนไลน์ทำได้ง่าย ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายแพลตฟอร์มในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ DGT Farm, อ.ต.ก.เดลิเวอรี่, ตลาดเกษตรกรออนไลน์, Fisheries Shop, Co-op Click รวมถึงแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด ที่ร่วมเป็นพันธมิตรเปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ ซึ่งทุกแพลตฟอร์มได้รับความนิยมมีกระแสตอบรับดีผู้บริโภคหันมานิยมสั่งซื้อสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแบบออนไลน์มากขึ้น ทั้งสั่งซื้อเพื่อบริโภคเองหรือส่งมอบเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญและเทศกาลต่างๆ เพราะปัจจุบันมีระบบจัดส่งรวดเร็ว ผลผลิตได้คุณภาพ มาตรฐานและยังคงความสดใหม่ตามเดิม

“ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ผู้บริโภค รวมทั้งภาคส่วนต่างๆออกมาจับจ่ายใช้สอย เพื่อจัดงานและกิจกรรม หรือหาของขวัญปีใหม่มอบให้กัน แน่นอนว่าสินค้าเกษตรเป็นกลุ่มสินค้าน่าสนใจ มีความต้องการมาก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เรามีทั้งผลผลิตสด แปรรูปและผลิตภัณฑ์ให้เลือกสรรมากมาย จึงเตรียมขนทัพสินค้า มาออกบูธในแคมเปญ “ช้อปวิถีใหม่ ส่งสุขทั่วไทยถึงหน้าบ้าน” โดยมีกิจกรรมโปรโมชั่น ทุกคนเลือกชมตัวอย่างสินค้าและชิมฟรีได้ตลอดงาน ถูกใจสินค้าชนิดใดกดสั่งซื้อได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์ม หรือ QR Code เลือกวันจัดส่ง และรอรับสินค้าได้ที่บ้าน หรือจะให้จัดส่งเป็นของขวัญไปยังผู้รับได้เช่นกัน ซึ่งแคมเปญสุดพิเศษครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯหวังร่วมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรกรและผู้ประกอบการ ให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการบริโภคในประเทศ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการขยายช่องทางการตลาด ขณะที่ผู้บริโภคเองก็สะดวกสบาย มีทางเลือกซื้อสินค้าเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่เพิ่มขึ้น ประหยัดเวลา การเดินทาง และยังได้รับสินค้าเกษตรส่งตรงถึงบ้านด้วย” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

ด้านดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แคมเปญดังกล่าว จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 23 ธันวาคม ที่ศูนย์การค้า พาราไดซ์พาร์คศรีนครินทร์ ซึ่งบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) สนับสนุนสถานที่จัดแคมเปญฟรี 7 วัน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้เกษตรกรได้พบผู้บริโภคโดยตรง กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ได้มีทักษะด้านตลาดการค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการส่งเสริมสินค้าเกษตรจากฝีมือเกษตรกรไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อ่างฯห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อ่างฯห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อ่างฯห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อ่างฯห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำ และอาคารประกอบไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2548

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ เล่าว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้สร้างประโยชน์ให้กับราษฎรในพื้นที่ตั้งแต่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ โดยในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ได้มีการจัดสรรน้ำจากอ่างฯห้วยน้ำรีกว่า 5 ล้าน ลบ.ม. เพื่อผลิตน้ำประปาให้โรงพยาบาลท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ รวมทั้งยังได้จัดสรรน้ำไปเติมน้ำในคลองและสระสาธารณะเพื่อเป็นต้นทุนผลิตน้ำประปาให้ชุมชนชาวท่าปลาได้จำนวนราว 4,112 ครัวเรือน ทำให้ชาว อ.ท่าปลา พ้นจากภาวะขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคภายหลังจากประสบภัยแล้งซ้ำซากมามากกว่า 40 ปี

เมื่อการก่อสร้างระบบส่งน้ำแล้วเสร็จในปี 2565 จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ 53,500 ไร่ และฤดูแล้ง 39,920 ไร่ ซึ่งทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ โดยเฉพาะชาวนาและชาวสวนเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้ขึ้นชื่อของชาวท่าปลามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนแน่นอน

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ จะเป็นแหล่งเก็บน้ำต้นทุนให้กับราษฎรในพื้นที่ 9 ตำบล ของอ.ท่าปลา และ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มากกว่า 6,856 ครัวเรือน ได้รับประโยชน์โดยตรง สามารถลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอย่างมีเสถียรภาพ รวมทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำน่าน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคและมีรายได้เสริม ตลอดจนยังจะมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจ.อุตรดิตถ์ อีกด้วย

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างประโยชน์ให้กับราษฎรและประเทศชาติอย่างแท้จริง…ไม่มโน!!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

อากาศเย็นระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อากาศเย็นระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง (naewna.com)

อากาศเย็นระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรเผยจากสภาพอากาศเย็นและมีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งเฝ้าระวังโรคใบไหม้ สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น มักพบแสดงอาการของโรคที่ใบล่างก่อน โดยอาการเริ่มแรกด้านบนใบเป็นจุดฉ่ำน้ำสีเขียวเข้มคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ ตรงกลางแผลแห้งเป็น
สีน้ำตาล ขอบแผลฉ่ำน้ำสีดำ เมื่อพลิกดูด้านใต้ใบในบริเวณตรงกันจะพบละอองน้ำเล็กสีขาวใสติดอยู่บริเวณขอบแผล และแผลจะขยายลุกลามออกไปจนทำให้ใบไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด

กรณีสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ อากาศเย็นและมีความชื้นสูง หรือในสภาพที่มีหมอกลงจัด โรคใบไหม้จะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นอื่นๆ ทำให้มองเห็นใบไหม้แห้งกระจายเป็นหย่อมในแปลง ส่วนลำต้นและกิ่งก้านที่พบอาการของโรค แผลจะมีสีน้ำตาลหรือสีดำ ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ลำต้นหรือกิ่งก้านหักพับและแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากโรคใบไหม้เข้าทำลายที่หัว จะทำให้หัวเน่า

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+แมนโคแซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ + โพรพิเนบ 5.5% + 61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ และพ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และควรใช้สลับชนิด เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค

สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชที่ตกค้างอยู่ในแปลงนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และให้ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว ให้นำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง จากนั้นให้ไถพรวนดินและตากดินไว้นาน 1-2 สัปดาห์ เพื่อจะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคในดิน หลีกเลี่ยงการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และงดการให้น้ำในตอนเย็นและการให้น้ำที่มากเกินไป อีกทั้งควรปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

ปลื้มเกษตรกรแปลงใหญ่กล้วยหอม ใช้ตลาดนำการผลิต-ออเดอร์ล้นไม่พอขาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532740

ปลื้มเกษตรกรแปลงใหญ่กล้วยหอม ใช้ตลาดนำการผลิต-ออเดอร์ล้นไม่พอขาย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังติดตามผลดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมเมืองแกน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า ได้มีโอกาสร่วมประชุมกับคณะกรรมการเครือข่ายเกษตรกรแปลงใหญ่กล้วยหอมพบว่าเกษตรกรเข้มแข็งและเข้าใจหลักตลาดนำการผลิต รวมทั้งปรับตัวใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคนิคการห่อกล้วย รวมถึงการเข้าสู่มาตรฐาน GAP ที่ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐานแล้วกว่า 70 ราย การทำระบบน้ำให้เพียงพอตลอดปี การปรับปรุงดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการใช้พันธุ์ที่ดี ปัจจุบันผลผลิตสามารถยกระดับเป็นพรีเมียมได้กว่า 40% จากเดิมได้เพียง 1-2% เน้นคุณภาพ ลดต้นทุน และขับเคลื่อนกลุ่มแปลงใหญ่ในรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งจะทำให้โปร่งใส และตรวจสอบการทำงานได้และพัฒนากลุ่มอย่างเป็นระบบ

ในอนาคตวางแผนที่ใช้โดรนลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งแนะนำเกษตรกรผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เอง “สำหรับแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จัดตั้งเมื่อปี 2560 มีเกษตรกร 70 ราย พื้นที่ 320 ไร่ ผลผลิตรวม 102,400 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 4,800 กก./ไร่ (15 กก./ต้น) ลดต้นทุน เฉลี่ยต้นทุน (รุ่นที่ 1) 36,368 บาท/ไร่ (รุ่นที่ 2)11,022 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 3,840 กก./ไร่ เป็น 4,800 กก./ไร่ คิดเป็น 20% การพัฒนาคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน GAP 70 ราย สามารถตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ด้านการตลาดปัจจุบันนอกจากขายให้บริษัท P&F TECNO CO.,LTD. และยังขายให้บิ๊กซีเอ็กซ์ตรา สาขาเชียงใหม่ และบิ๊กซี สาขา ดอนจั่น ตลาดเกษตรกร ศูนย์ราชการเชียงใหม่ รวมถึงตลาดอื่นๆในจ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่ต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปี เรียบร้อยแล้วนับเป็นอีกก้าวสำคัญของเกษตรกร ที่ใช้ตลาดนำการผลิตตามนโยบายรมว.เกษตรฯได้ประสบความสำเร็จ” นายเข้มแข็ง กล่าว