หนุน 250 ชุมชนประมงท้องถิ่น ฟื้นฟูทรัพยากร-สร้างอาชีพเสริมรายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532742

หนุน250ชุมชนประมงท้องถิ่น ฟื้นฟูทรัพยากร-สร้างอาชีพเสริมรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากกรมประมงได้ออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาในภาคการประมงไทยทั้งระบบแล้ว กรมประมงได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมงท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการชุมชนประมงของตนในการจัดการทรัพยากร การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มและจัดให้มีการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 รวมทั้งการช่วยเหลือและสนับสนุนในกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนประมง ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้า ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้

โดยเมื่อปีที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตรให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน 22จังหวัดชายทะเล จำนวน 144 ชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน อาทิ กิจกรรมการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ : โดยการพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในชุมชน เช่น การสร้างซั้งกอ ซั้งเชือกสำหรับเป็นแหล่งอาศัย ที่หลบภัย ที่วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ / การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ / ธนาคารสัตว์น้ำชุมชน ฯลฯ การพัฒนาปรับปรุงการจับสัตว์น้ำ : โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องมือทำการประมงตามมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของชุมชนและชนิดสัตว์น้ำ และการทำการประมงอย่างรับผิดชอบ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าสัตว์น้ำ : กิจกรรมการเก็บรักษาและการแปรรูปสัตว์น้ำตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคได้บริโภคสัตว์น้ำที่มีคุณภาพ โดยกรมประมงได้ทำเชื่อมโยงตลาดเพื่อนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายผ่านองค์กรต่างๆ เช่น สมาคมโรงแรม สมาคมการท่องเที่ยว ภัตตาคารร้านอาหารผ่านระบบการซื้อขายออนไลน์ (Fisheries Shop) ตลอดจนการพัฒนากิจกรรมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Fisherman Village Resort) ให้กับชุมชนประมงท้องถิ่นที่มีศักยภาพ จนกระทั่งวันนี้ผลของการดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถช่วยให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในท้องถิ่นทั้ง 144 ชุมชน มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ

ซึ่งจากผลความสำเร็จที่ผ่านมา ในปีนี้ กรมประมงจึงได้ผลักดันโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมงต่อไป
โดยจะขยายโครงการไปยังชุมชนที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านประมงชายฝั่งอีก 250 ชุมชน ซึ่งกรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องถิ่น ให้เกิดความมั่นคงของอาชีพประมงภายใต้ความยั่งยืนของทรัพยากร

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532738

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤศจิกายน 2563

ซอกแซกอาเซียน : 19 พฤศจิกายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะเจ้าหน้าที่ของแอปเตอร์ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานประจำคล้ายกับเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศทั่วๆ ไป ทำงานภายใต้กฎระเบียบที่ร่างกำหนดไว้อย่างชัดเจนและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้เพราะกว่าจะได้มาเป็นองค์กรถาวร คณะทำงานได้ใช้ความพยายามศึกษาและยกร่างกันอยู่หลายปี อาศัยการเทียบเคียงกับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เป็นต้นแบบ เช่น องค์การสหประชาชาติ สำนักเลขาธิการอาเซียน เป็นต้น ปัจจุบัน นอกจากความตกลงแอปเตอร์ หรือ APTERR Agreement แล้ว เรายังมีระเบียบที่ว่าด้วยคณะมนตรีแอปเตอร์ ว่าด้วยสำนักเลขานุการแอปเตอร์ว่าด้วยการคัดเลือกผู้บริหาร และที่สำคัญอีก 3 ฉบับ ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบว่าด้วยการบริหารว่าด้วยการเงิน และสุดท้ายว่าด้วยการช่วยเหลือด้านข้าว

ในส่วนของระเบียบว่าด้วยการบริหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับจัดการและพัฒนาบุคลากรซึ่งประเด็นหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของเราสามารถสร้างเสริมความรู้และประสบการณ์ทัดเทียมกับบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น คือการฝึกอบรมและออกไปศึกษาดูงาน นับว่าเป็นความฉลาดและเห็นการณ์ไกลของผู้ร่างระเบียบอย่างน่าชมเชยทีเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่แอปเตอร์ของเราคงจะไม่สามารถพัฒนาความรู้และประสบประการณ์ได้เหมือนอย่างในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ ส่วนมากเป็นผู้ที่จบการศึกษามาแบบสดๆ ซิงๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนที่เก่ง เนื่องจากเราตั้งมาตรฐานไว้สูงมากสำหรับคนที่จะรับเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษประเภทใช้งานได้ แต่ทว่าในเรื่องประสบการณ์นั้น พวกเขายังคงต้องได้รับการเติมเต็มอยู่อีกพอสมควร ฉะนั้นในทุกปี เราจึงได้มีการจัดให้มีการศึกษาดูงานในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับภารกิจหน้าที่ของเรา ดังเช่นที่เคยเขียนเล่าไปแล้วในบางช่วงบางตอนครับ

มาในตอนนี้ ผมขอเล่าเรื่องช่วงหนึ่งที่ได้มีโอกาสสำคัญพาคณะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดบ้านของผมเอง ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและการเก็บรักษาข้าว พร้อมทั้งได้เยี่ยมชมสภาพหมู่บ้านตำบลป่าสะแก ที่ตั้งอยู่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านภายใต้การสนับสนุนของโครงการนวัตวิถีของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยในจุดแรกที่คณะเราไปเยี่ยมชมเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองสุพรรณบุรีเท่าใดนักความจริงโรงงานผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแห่งนี้ ผมเองรู้จักมักคุ้นดี เพราะสมัยที่รับราชการอยู่ที่กรมการข้าว เคยไปร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอยู่หลายครั้ง ถือว่าโรงงานแห่งนี้เป็นพันธมิตรกับทางราชการในการช่วยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนาใช้เพาะปลูก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ลำพังภาครัฐของไทย ไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้อย่างพอเพียงเลย กล่าวคือ มีเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการใช้ทั้งประเทศเท่านั้น ดังนั้น การขอให้ทุกฝ่ายรวมทั้งตัวชาวนาเองเข้ามาร่วมกันผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวดีย่อมเป็นสิ่งที่แผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าวจำเป็นต้องเขียนไว้ เพราะถึงอย่างไรเสียภาครัฐก็ไม่มีทางที่จะสามารถพัฒนากำลังการผลิตได้พอเพียงแน่นอน

โรงงานที่ได้ไปเยี่ยมชมนี้ ถือว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่และทันสมัยมาก เผลอๆ อาจจะทันสมัยกว่าโรงงานของรัฐบาลเสียอีก ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบบ้านเรานี้ ผมได้ตระเวนไปดูมาเกือบทุกประเทศทั้งหมดในอาเซียนแล้ว ไม่มีของประเทศใดเลยที่แซงหน้าประเทศไทย ในเมียนมา มีแปลงขยายพันธุ์ดำเนินการโดยภาครัฐ คือเอาเมล็ดพันธุ์ดีหัวเชื้อที่ผลิตโดยรัฐ ไปให้เกษตรจังหวัด/อำเภอทำแปลงในศูนย์หรือไร่นาเกษตรกร เก็บเกี่ยวแล้วกระจายออกไปตามธรรมชาติ ของ สปป.ลาว ก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ของกัมพูชามีแปลงผลิตโดยภาครัฐ แต่เครื่องมือคัดเมล็ดพันธุ์ยังไม่ทันสมัย ที่ฟิลิปปินส์ส่วนมากได้พันธุ์มาจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ตั้งอยู่ที่นั่นเป็นหลัก ส่วนของเวียดนามดีขึ้นมาหน่อย เนื่องจากภาครัฐให้ความสำคัญมากที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตข้าวส่งออกแข่งกับไทยเรา ครับ ฉบับต่อไป ขออนุญาตพูดถึงหมู่บ้านนวัตวิถีป่าสะแก จังหวัดสุพรรณบุรี นะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปศุสัตว์โต้! ยันบังคับใช้กฎหมาย ขออนุญาตนำเข้า-ส่งออก สัตว์ซากสัตว์อย่างเคร่งครัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532712

ปศุสัตว์โต้! ยันบังคับใช้กฎหมาย ขออนุญาตนำเข้า-ส่งออก สัตว์ซากสัตว์อย่างเคร่งครัด

ปศุสัตว์โต้! ยันบังคับใช้กฎหมาย ขออนุญาตนำเข้า-ส่งออก สัตว์ซากสัตว์อย่างเคร่งครัด

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 20.00 น.

18 พฤศจิกายน 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีสื่อรายงานข่าว นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ-สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และผู้ประกอบการ จะนำความไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ว่าการกระทำของกรมปศุสัตว์ มีลักษณะเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ ใช้อำนาจตามกฎหมาย และอาจเป็นการกลั่นแกล้งผู้ประกอบการให้ได้รับความเสียหาย และไม่มีผู้ประกอบการรายใดอยากเข้ามาใช้บริการเขตปลอดอากรของไทยอีกต่อไป ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเป็นฮับ (HUB) ของการนำเข้า-ส่งออกสินค้าในกลุ่มอาเซียนตามนโยบายของรัฐบาล และทำให้ราชการเสียหายได้ และกรณีกรมปศุสัตว์ ได้มีหนังสือถึงกรมศุลกากร ให้ขยายระยะเวลาของการบังคับใช้ มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ออกไปก่อนจนกว่าจะได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ที่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ ในเขตปลอดอากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ทว่าจนบัดนี้ กรมปศุสัตว์กลับมิได้ติดต่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้ร้องเรียน เพื่อไปให้ข้อมูลตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่กลับมีหนังสือถึงกรมศุลกากรทั่วประเทศเพื่อบังคับใช้ มาตรา 31 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 นั้น  

กรมปศุสัตว์ขอชี้แจงว่า กรมปศุสัตว์ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อแนะนำของผู้ตรวจการ-แผ่นดิน  ตามหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากสัตว์หรือ     ซากสัตว์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ โดยในเบื้องต้น กรมปศุสัตว์ได้ประสานงานและเชิญผู้ประกอบการที่อยู่ในฐานข้อมูลการนำเข้าสินค้าประเภทสัตว์หรือซากสัตว์เข้าไปในเขตปลอดอากรของกรมปศุสัตว์ เพื่อชี้แจงข้อมูลและสร้างการรับรู้ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรา 31 นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีการประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อแจ้งต่อไปยังผู้ประกอบการให้ทราบถึงการขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ออกไปก่อนจนกว่าจะได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการที่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ในเขตปลอดอากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแจ้งผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรให้มีการแจ้งการนำเข้าต่อสัตวแพทย์ประจำท่าเข้านั้น ๆ เพื่อให้สัตว์หรือซากสัตว์ได้รับการตรวจโรค เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ซักซ้อม เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรา 31 โดยยังไม่ได้บังคับใช้มาตรา 31 ที่ต้องขอรับใบอนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ประสานกรมศุลกากรขอความอนุเคราะห์ข้อมูลรายชื่อเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เพื่อนำไปใช้ในการเตรียมดำเนินการบังคับใช้ มาตรา 31 ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการด้านการขนส่งและผู้ประกอบการแปรรูปอาหารโดยตรง จำนวน 23 ราย ให้ทราบเป็นการล่วงหน้าว่า กรมปศุสัตว์จะมีการบังคับใช้มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 พร้อมแจ้งขั้นตอนการปฏิบัติ และขอให้แสดงความคิดเห็น รวมถึงกรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือถึงผู้ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในเขตปลอดอากร ผู้ประกอบการด้านคลังสินค้า จำนวน 11 ราย เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้แจ้งผู้ประกอบการที่มีการนำสินค้าประเภทสัตว์หรือซากสัตว์เข้าไปในเขตปลอดอากร ว่าจะมีการบังคับใช้มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งการดำเนินการทั้งหมด เป็นการสร้างให้ผู้ประกอบการได้รับรู้ เข้าใจ และมีการเตรียมความพร้อมที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องและตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎ

ส่องเกษตร : ทิศทางที่ต้องปรับกับหนทางที่ควรเป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532478

ส่องเกษตร : ทิศทางที่ต้องปรับกับหนทางที่ควรเป็น

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาปลายปีเป็นช่วงเวลาของการเข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวเริ่มพัดโชยมา เข้าสู่ฤดูของการเก็บเกี่ยว ข้าวเริ่มสุกแก่พอที่จะเก็บเกี่ยวกันได้แล้ว ในอดีตนับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรมีความสุขกันทั่วหน้า มีการลงแขกกันเกี่ยวข้าว ขนข้าวขึ้นยุ้งฉาง ก่อนที่จะทยอยขายข้าวเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครองครัว การลงแขกเป็นวิถีของสังคมเกษตรในยุคก่อน เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมมือกัน ทำให้เกิดความผูกพันกันในสังคมนั้น ข้อมูลการปลูกการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรในแต่รายของชุมชนนั้นเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทั้งชุมชน เหตุจากการมีส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกันผ่านกิจกรรมลงแขก หรือบางที่ก็เรียกว่าเอาแรงกัน ไม่ต้องไปลงทุนทำข้อมูลกันให้ยุ่งยาก ใครทำอะไร อย่างไร รู้กันไปทั่ว

ณ ปัจจุบัน หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Big Data เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการทำการเกษตร ซึ่งการได้มาซึ่ง Big Data เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนเป็นเม็ดเงินไม่น้อย ทั้งการแก้ไขกฎหมาย hardware software ต่างๆ ในยุคก่อนนั้น ในชุมชนต่างรู้จักการเตรียมการและการจัดการของคนในชุมชนเป็นอย่างดี ทุกครัวเรือนทราบดีว่าจะจัดสรรข้าวที่ได้มาอย่างไร วางแผนการปลูกในฤดูต่อไปอย่างไร ก่อนการปลูกข้าวและหลังการปลูกข้าวจะจัดการแปลงนาของตนเองอย่างไร ทราบข้อจำกัดเรื่องดินเรื่องน้ำของตนเอง นาในที่ลุ่ม นาในที่ดอน มองฟ้า ดูทิศทางลม ดูแสงแดดก็สามารถตัดสินใจกันได้ ข้อมูลเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในวิถีของชุมชน ถ่ายทอดและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

เมื่อการเกษตรถูกเปลี่ยนจากการทำการเกษตรเพื่อการดำรงชีพ สู่การทำการเกษตรเพื่อสะสมความมั่งคั่ง เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้วิธีการทำการเกษตร ความสัมพันธ์ในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปทุกคนต่างคิดถึงต้นทุนและผลกำไรในทางเศรษฐกิจทั้งหมด ความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันค่อนๆ เลือนหายไป ความเห็นแก่ตัวเริ่มเข้ามาแทนที่ ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงๆ จากผืนดินที่มี เกิดการว่าจ้างแรงงาน คิดค่าตอบแทนในการจ้างแรงงานทุกขั้นตอนส่งผลให้เกิดความเหินห่าง ทำลายวัฒนธรรมและวิถีทำการเกษตรของชุมชน กลายเป็นสังคมการเกษตรที่ต่างคนต่างอยู่และไม่รู้จักกันอีกต่อไป

จากการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรที่กล่าวมา การทำการเกษตรที่เป็นการลงทุน การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด จนผลักดันให้เกิดนโยบายการตลาดและการดูแลการเกษตรที่ปลายทาง เน้นผลตอบแทนที่สูงเพื่อให้คุ้มกับการลงทุน แต่ไม่ได้พิจารณาต้นทุนที่ดันให้สูงขึ้น มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด เช่น พันธุ์ข้าวเดิมชาวนาจะมีการคัดเลือกและกันข้าวในแปลงนาของตนเองไว้เผื่อทำพันธุ์ในฤดูถัดไปแต่ในปัจจุบันกลายเป็นว่าชาวนาต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาปลูกใหม่กันทุกครั้ง ไม่สามารถพึงตนเองได้ กลายเป็นเกิดธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นมาแทน เช่นเดียวกับพืชอีกหลายชนิด ทั้งพืชไร่ พืชผัก และไม้ผล ที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืชจากบริษัทข้ามชาติ เกิดการผูกขาด การจำกัดการเข้าถึงพันธุ์พืชของชุมชนและเกษตรกร ในเวลาเดียวกันภาครัฐโดยนโยบายที่ต้องการให้เอกชนทำธุรกิจได้ รัฐจะไม่ทำแข่ง จึงนำมาสู่การผูกขาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ การครอบงำการเกษตรโดยใช้พันธุ์พืชเป็นตัวกำหนดปัจจัยอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ หมายความว่า พันธุ์พืชชนิดนี้ถูกปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อให้ผลผลิตสูงสุด เกษตรกรจะต้องมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ตามคำแนะนำที่ให้ไว้เท่านั้น จึงจะได้ผลผลิตตามที่หวัง หากยังปล่อยให้การเกษตรของไทยเป็นไปในทิศทางนี้ โดยไม่ได้มองความยั่งยืนในการพัฒนาบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองได้ นั่นคือ ความล้มเหลวด้านการเกษตร และจะเป็นความล้มเหลวด้านความมั่นคงทางอาหารตามมา ท้ายสุดแล้วจะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป

การเปิดตลาดทางการค้าผ่านการเจรจาทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรไม่ว่าจะในแง่มุมใด หากเกิดขึ้นโดยขาดการเตรียมความพร้อมของตัวเราเองแล้ว ในที่สุดแทนที่จะเกิดผลดี กลับจะเป็นการซ้ำเติมความสูญสลายของภาคการเกษตร แหล่งอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิมที่อยู่บนความพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ และมีความยั่งยืน กว่าจะไปยังจุดของการเจรจาดังกล่าว คงต้องทบทวนกันก่อนว่าวันนี้เราอยู่หรืออยากอยู่ ณ จุดใด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ตั้ง ‘อว.ส่วนหน้า’ ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532479

รายงานพิเศษ : ตั้ง‘อว.ส่วนหน้า’ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

รายงานพิเศษ : ตั้ง‘อว.ส่วนหน้า’ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดลำปางตามนโยบาย “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน”โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับ โดย ศ.ดร.เอนก เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการงานด้าน อววน.ที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดลำปางใน 6 ด้าน คือ ท่องเที่ยววิถีชุมชน – เกษตรปลอดภัย – การบริหารจัดการน้ำ- การบริหารจัดการขยะ – การพัฒนาสับปะรดครบวงจรด้วย วทน. – เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่จากนั้น ศ.ดร.เอนก เป็นประธานการประชุมการนำงานด้าน อววน. ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเพื่อพัฒนาจังหวัด กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยใช้องค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” โดยมี“หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” หรือ “อว.ส่วนหน้า” จะเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยง องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ อว. ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากบุคลากรเฉพาะ ที่มีสมรรถนะสูง จากอุทยานวิทยาศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด อว. โดยการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value Based Economy)ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เป็นDemand-side และ บูรณาการงาน 3 ศาสตร์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ สู่การแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดในทุกมิติอันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเป็นสำคัญ

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันมี หน้าที่สำคัญในการผลักดันภารกิจใน 4 ด้าน คือ 1. ประสานการนำงานด้าน อววน. เพิ่มขีดความสามารถผนวกกับศักยภาพจังหวัด 2.ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการด้าน อววน. ในจังหวัด 3.ส่งเสริมการนำงานด้านอววน. สนับสนุนจังหวัด และ 4.เป็นหน่วยงานฯ ม้าเร็วที่จะรับประเด็นปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของจังหวัด แล้วประสานงานหน่วยงานเจ้าขององค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา

“ในการนี้ อว. ได้แต่งตั้ง หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดลำปาง ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ คือผศ.ดร.พงศธร คำใจหนัก รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนงานด้าน อววน. พัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ผู้แทนศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเนชั่น (ลำปาง) วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดลำปาง”

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จังหวัดลำปางได้นำเสนอข้อเสนอความต้องการเพื่อพัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วยปัญหาด้านการเกษตร มอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านการท่องเที่ยวมอบให้ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต รับผิดชอบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการขยะมอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง รับผิดชอบปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และปัญหาด้านการศึกษา มอบให้มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางรับผิดชอบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระพันปีหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532444

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระพันปีหลวง

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 17.02 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ จังหวัดน่าน

17 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.30 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ จังหวัดน่าน พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน (นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต) นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ คณะกรรมการโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน นายอนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกท่าน

การดำเนินงานโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เป็นงานฉลองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการบริการประชาชนชาวไทยให้มีความอยู่ดีกินดีโดยถ้วนหน้าและเสมอภาคกัน เป็นการแบ่งเบาพระราชกรณียกิจอีกทางหนึ่ง สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ อยู่ห่างไกลและขาดโอกาส เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2550 โครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการของสัตวแพทย์ไทย และบุคลากรทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของวิชาชีพสัตวแพทย์ และวิชาชีพอื่นๆ ต่างผนึกกำลังในการใช้เทคโนโลยี และวิชาการอันทันสมัยของแขนงต่างๆ เพื่อบริการประชาชนให้ได้ผลสำเร็จตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรจังหวัดน่าน โดยเฉพาะอำเภอเมืองน่าน ที่จะได้รับบริการจากบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีน้ำใจดีงาม ที่จะมาช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของสัตว์ และบรรเทาความทุกข์ร้อนของทุกท่าน

โครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำหนดจัดขึ้นที่พื้นที่จังหวัดน่าน มีเป้าหมายเกษตรกรจำนวน 300 ราย สัตว์จำนวน 2,300 ตัว และเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน 260 ราย ระหว่างวันที่ 16 – 18 พฤศจิกายน 2563 ณ พื้นที่อำเภอเมืองน่าน ปฏิบัติงานให้บริการใน 3 ตำบล คือตำบลบ่อสวก ตำบลนาชาว และตำบลเรือง ซึ่งกิจกรรมและการให้บริการ ประกอบด้วย 1. คลินิกสัตว์สุนัข-แมว มีการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพสุนัขและแมวและการรักษาทางอายุรกรรมเบื้องต้น 2. กิจกรรมอบรมเสวนา เรื่องโรคที่สำคัญในปศุสัตว์ 3. กิจกรรมอบรมนักเรียน เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าและยาเสพติด 4. จัดปฏิบัติงานโค-กระบือ 5. คลินิกให้คำแนะนำด้านปศุสัตว์ เช่น คลินิกโค-กระบือ คลินิกสุกร และคลินิกสัตว์ปีก และ 6. กิจกรรมอบรมเสวนา เรื่องการทำอาหารสัตว์ เป็นต้น

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เยี่ยมชมบูธแสดงนิทรรศการและผลงานต่างๆ ของกรมปศุสัตว์ที่ช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรให้ประสบความสำเร็จมีอาชีพด้านปศุสัตว์อย่างยั่งยืน สามารถมีรายได้มั่งคั่ง รถตรวจวิเคราะห์เคลื่อนที่ Mobile Lab ตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์ ตรวจสารตกค้างและยาสัตว์เพื่อให้บริการประชาชนในด้านความปลอดภัยอาหาร (food safety) เต้นท์ผ่าตัดทำหมันเคลื่อนที่ และสาธิตการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย FMD ในโคเนื้อ ซึ่งมีการฉีดปีละ 2 ครั้ง โด๊สละ 2 ซีซี ฉีดใต้ผิวหนัง และขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชนและผู้ที่สนใจ เข้ารับบริการและร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ โทร 02-653-4444 ต่อ 4191-2 หรือ http://vetservice04.dld.go.th ณ โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน จ.น่าน

มก.แถลงจัดงาน ‘เกษตรกำแพงแสนครั้งที่ 24’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532223

มก.แถลงจัดงาน‘เกษตรกำแพงแสนครั้งที่ 24’

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 24ภายใต้คำขวัญ “เกษตรกำแพงแสน ตามรอยพ่อ สานต่อศาสตร์แห่งแผ่นดิน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2563 โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โปรดให้ หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล เป็นผู้แทนพระองค์เปิดงานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 24 ในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 ภายใต้Theme ในการจัดงาน คือ “KU เฮ้ว เฮ้ว”

เฮ้ว ที่ 1 คือ HELP ช่วยเหลือ “เกษตรศาสตร์ ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” ศาสตร์แห่งการทำกิน ช่วยเหลือเกษตรกรให้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยเปิดพื้นให้เกษตรกรเข้ามาขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงมาหาความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรด้วยการจัดกิจกรรม “พลิกวิกฤติสร้างโอกาส เกษตรศาสตร์สร้างอาชีพ”

เฮ้ว ที่ 2 คือ HEALTH สุขภาพ ได้เตรียมความพร้อมกับสาธารณสุขเรื่องการคัดกรองผู้มาเที่ยวงาน ตลอดจนการแสดงนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและกีฬาพบกับการเสวนาเรื่องการพัฒนากีฬาและจัดการแข่งขันในสถานการณ์ COVID-19 นอกจากนั้น คณะเกษตร กำแพงแสน ได้นำนวัตกรรมอาหารปลอดภัย “Food for all” การแปรรูปเพื่อการเรียนรู้มาตรฐาน GMP และการยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารสู่มาตรฐาน ในปีนี้ยังรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานและผู้ประกอบการร้านค้างดใช้กล่องโฟม ถุงพลาสติก หรือการใช้วัสดุที่ทดแทนพลาสติก ย่อยสลายง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวถึงไฮไลท์งานเกษตรกำแพงแสนปีนี้ ประกอบด้วยการค้นพบแมลงชนิดใหม่ของโลก “ตั๊กแตนตำข้าวคอยาวเกษตรศาสตร์” (Euchomenella kasetsart Unnahachote, Samung et Jaitrong, 2020) ค้นพบโดย นิสิต ของภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน พบในพื้นที่ป่ารกร้างบริเวณด้านหลังของอุทยานแมลงเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นิทรรศการด้านวิจัย นวัตกรรม และบริการวิชาการ อาทิ โครงการศูนย์เชื้อพันธุกรรมพืชแห่งประเทศไทย โครงการติดตามลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน และมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีตามแนวพระราชดำริเพื่อการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสียชุมชน ปศุสัตว์ไทยกับวิถีใหม่ที่ยั่งยืน (New Normal) ระบบให้น้ำและปุ๋ยแก่พืชผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนตสำหรับการทำฟาร์มสมัยใหม่ โครงการจัดทำเครื่องจ่ายน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติ ระบบโซลาร์เซลล์ช็อตเครื่องดื่มข้าวหอมดอกมะลิแดง และ ศูนย์พัฒนาศักยภาพด้านการเกษตรเชิงบูรณาการเพื่อความมั่นคงทางอาหารของปวงชน เป็นต้น

รายงานพิเศษ : ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532224

รายงานพิเศษ : ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” แสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสานพระราชภารกิจของพระบรมราชชนกนาถ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่างๆมากมาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์นานกว่า 70 ปีทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริโครงการแรกคือ โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนถึงปัจจุบันเกิดผลเป็นรูปธรรมมีมากกว่า 3,000 โครงการ มีทั้งโครงการชลประทานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปีที่กรมชลประทานดำเนินงานสนองพระราชดำริภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี มีความก้าวหน้าภาพรวมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3,481 โครงการ ในจำนวนนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,771 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือนขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ และในปี 2563 แล้วเสร็จอีก14 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำได้ ความจุเก็บกักน้ำรวม 2.5 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 2,700 ไร่ มีพื้นที่รับประโยชน์รวม 8,189 ไร่ และราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 2,091 ครัวเรือน

นอกจากนี้ในปี 2564 กรมชลประทานจะยังคงเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 8 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม.มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานจะเร่งรัดขับเคลื่อน เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ที่สำคัญๆ ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง เช่น

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เดิมชื่อ อ่างเก็บน้ำยางนาดี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาเลื่อนพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อราษฎร จากนั้นกรมชลประทานได้ดำเนินสำรวจออกแบบ ขณะนี้่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารที่ทำการ บ้านพักชั่วคราว ถนนเข้าหัวงาน พร้อมเตรียมที่จะก่อสร้างตัวเขื่อน และอาคารประกอบ

อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความจุ 70.21 ล้านลบ.ม. เป็นเขื่อนดินสันเขื่อนกว้าง 9 เมตร ความยาว 1,580 เมตร สูง 24 เมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชี ในเขตจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คน ในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหว อ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้งยังจะทำให้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดปี สนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไป สามารถบรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกโครงการที่กำลังก่อสร้าง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 48 ล้านลบ.ม. คาดแล้วเสร็จปี 2567 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตประปาในพื้นที่ตลอดทั้งปี สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตรกรรมในฤดูฝนกว่า 40,000 ไร่ และในฤดูแล้งอีกกว่า 8,000 ไร่ โดยมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการประมาณ 5,145 ครัวเรือน หรือประมาณ 20,580 คน

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทานกำลังดำเนินขับเคลื่อน คือ โครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2539 ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมการก่อสร้าง

อ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง มีความจุในระกักเก็บ 6.02 ล้านลบ.ม. ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 5,500 ไร่

ในปี 2564 กรมชลประทานยังจะขับเคลื่อนดำเนิน โครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ อีกโครงการหนึ่ง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม สร้างปิดกั้นลำน้ำเจียงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชี ในท้องที่อำเภอภักดีชุมพล และ อำเภอหนองบัวแดง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 มีพื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน โดย ได้ดำเนินการสนับสนุนโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์อำนวยการและประสานงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

รวมทั้งยังได้ซ่อมแซมบำรุงรักษาโครงการอันเนื่องพระราชที่ดำริที่มีอยู่ให้อยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากโครงการใดที่มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์ได้เพิ่มเติมก็จะทำการปรับปรุงเพื่อต่อยอดให้มีศักยภาพสูงขึ้นกว่าเดิม ตลอดจนได้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอื่นๆ เช่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะ และโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน เป็นต้น ทั้งนีี้เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีสภาพดีพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา

“น้ำคือชีวิต” โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มหรือต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมชลประทานได้สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความผาสุกให้กับพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งประเทศตลอดไป

ร้องกกต. ตรวจสอบ กลุ่มบุคคล จ้างวาน ลงสมัครรับเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532232

ร้องกกต.ตรวจสอบ กลุ่มบุคคล จ้างวาน ลงสมัครรับเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ถ.สายบุรีรัมย์-นางรอง ต.กระสัง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายประเสริฐ เลิศยะโส อดีต สส.บุรีรัมย์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)บุรีรัมย์ หมายเลข 1 ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนการสมัครรับเลือกตั้งให้กับน.ส.ปิยนาฏ กลางพนม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด (กกต.) บุรีรัมย์

โดยในหนังสือร้องเรียน ระบุว่า เนื่องจากวันที่ 2-6 พ.ย. 2563 ได้มีการรับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ และได้มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งใช้วิธีอันไม่ชอบด้วยกฎหมายดำเนินการใช้หรือจ้างวานให้คนมาลงสมัครรับเลือกตั้งโดยประสงค์ให้คนของตนได้หมายเลขเดียวกัน ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อประสงค์ที่จะทุจริตในการเลือกตั้ง

ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ ได้ใช้หรือจ้างวานให้บุคคลอื่นไปสมัครหมายเลข ให้ครบถ้วนไปถึงหมายเลข 7 และกลุ่มการเมืองดังกล่าว ได้ให้คนในสังกัดตนเอง มาลงสมัครรับเลือกตั้ง หมายเลขเดียวกัน ถือว่าเป็นการกระทำโดยทุจริตเป็นความผิดตามกฎหมาย

ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ขอให้สำนักงานกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสืบสวนและสอบสวนเอาผิดในกรณีนี้

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เชียงราย สานพลังเกษตรกรปลอดการเผา ตระหนักถึงพิษภัยหมอกควันไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532257

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เชียงราย สานพลังเกษตรกรปลอดการเผา ตระหนักถึงพิษภัยหมอกควันไฟ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เชียงราย สานพลังเกษตรกรปลอดการเผา ตระหนักถึงพิษภัยหมอกควันไฟ

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.27 น.

“ธรรมนัส”ลงพื้นที่เชียงราย Kick off สานพลังเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา “ร่วมใจไม่เผาฟาง สร้างเกษตรยั่งยืน” สร้างความตระหนักถึงพิษภัยหมอกควันไฟแก่ประชาชน และพี่น้องเกษตรกร

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off สานพลัง เครือข่าย เกษตรกรปลอดการเผา “ร่วมใจไม่เผาฟางสร้างเกษตร ยั่งยืน” และร่วมในพิธีมอบ ส.ป.ก.4-01 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

ภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off สานพลังเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา “ร่วมใจไม่เผาฟาง สร้างเกษตรยั่งยืน” พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ณ วัดปลงหลวง ต.เวียงชัย จ.เชียงราย ร้อยเอกธรรมนัสเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชน และพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ลด ละ เลิก การเผา วัสดุทางการเกษตร พร้อมสร้างความตระหนักในเรื่องพิษภัยของหมอกควันไฟที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชน ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการทำลายหน้าดิน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมมาอย่าง ต่อเนื่องและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงเกษตรฯ ยังได้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร ได้ทราบถึงประโยชน์ของการไถกลบตอซังพืช และการบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหมาะสม การจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ โดยการไถกลบตอซังพืช เพื่อป้องกันการเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ที่จะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเผาเพื่อเตรียมดินปลูกพืชของเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีการสาธิตการไถกลบตอซัง การหว่านปอเทืองในพื้นที่ไถกลบตอซัง การทำปุ๋ยหมัก พด.1 และการผลิตน้ำหมักชีวภาพ พด.2 เพื่อใช้ในการย่อยสลายตอซัง และยังมีพิธีการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่พี่น้องเกษตรกร จำนวน 40 ราย โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย (ส.ป.ก.เชียงราย) มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน 921,138 ไร่ มีพื้นที่ดำเนินการ 17 อำเภอ 588,001 ไร่ และได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 70,738 ราย 102,846 แปลง เนื้อที่ 578,813 ไร่

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ เป็นประธานการประชุมสัมมนาเรื่อง การขับเคลื่อนระบบการผลิต การตลาด สินค้าลำไย พร้อมสนับสนุนนโยบายการประกันราคาลำไย โดยร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั้นคือการเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัลโควิด-19 ด้วยการจ่ายเงินเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 25 ไร่ ซึ่งมีผลไปในทิศทางที่ดี และจะช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

“ในวันนี้ทางเกษตรกรได้เสนอความต้องการในการแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือทั้งระบบ ได้แก่ การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การแปรรูป การตลาด การบริหารจัดการลำไย และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบพร้อมสนับสนุนนโยบายการประกันรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกลำไย เช่นเดียวกับยางพารา ปาล์มน้ำมันและข้าว” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดหนึ่งที่ปลูกลำไยเป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ โดยมีพื้นที่ปลูก จำนวน 343,442 ไร่ โดนเฉพาะ อ.แม่สรวย เป็นแหล่งผลิตลำไย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกลำไยเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งผลิตลำไยคุณภาพ มีการรวมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มสภาอาชีพเกษตรกรอำเภอแม่สรวย มีสมาชิกจำนวน 5,148 ราย และภายในงานยังมีการมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกรอำเภอแม่สรวย จำนวน 30 ราย