‘ธรรมนัส’ ลุยเอง! ขับรถไถโชว์ คิกออฟ ‘ร่วมใจไม่เผาฟาง สร้างเกษตรยั่งยืน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532186

'ธรรมนัส'ลุยเอง! ขับรถไถโชว์ คิกออฟ'ร่วมใจไม่เผาฟาง สร้างเกษตรยั่งยืน'

‘ธรรมนัส’ลุยเอง! ขับรถไถโชว์ คิกออฟ’ร่วมใจไม่เผาฟาง สร้างเกษตรยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.09 น.

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทุ่งนาเขตหมู่บ้านปง หมู่ 6 ต.เวียงชัย อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปเป็นประธานในพิธีมอบนโยบายการทำเกษตรปลอดการเผา และมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้กับเกษตรในพื้นที่จำนวน 40 ราย โดยมี นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย นายสงัด บูรณภัทรโชติ นายอำเภอเวียงชัย นายธรรมนูญ แจ่มศรี เกษตรและสหกรณ์ จ.เชียงราย นายนาวิน อินทจักร เกษตร จ.เชียงราย นายมณู วงศ์สุนทร ปฏิรูปที่ดิน จ.เชียงราย และนายสุภาพ แก้วละเอียด ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย นำประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน จ.เชียงราย ได้ใช้มาตรการออกประกาศขอความร่วมมือประชาชนได้งดการเผาในที่โล่งแต่ยังไม่ได้ห้ามการเผาแต่คาดว่ามาตรการจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้ไปจนถึงกลางปีหน้า กิจกรรมจึงมีการจัดนิทรรศการและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรโดยไม่ใช้การเผา เช่น การไถ การใช้น้ำหมักชีวภาพ การเพาะเห็ด ฯลฯ และ ร.อ.ธรรมนัส ได้นำร่องตีระฆังเพื่อเริ่มต้น หรือคิกออฟฤดูกาลปลอดการเผา “ร่วมใจไม่เผาฟาง สร้างเกษตรยั่งยืน” หนุนเกษตรกรปลอดการเผา ลด PM 2.5 และมอบป้ายชุมชนปลอดการเผาให้กับชุมชนต่างๆ ฯลฯ ซึ่งทาง ร.อ.ธรรมนัส ได้ทำการขับรถไถนาเพื่อทำการไถกลบสาธิตบนแปลงนาข้าวที่เตรียมจะทำการปลูกข้าวและใส่น้ำหมักชีวภาพเพื่อให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกด้วย

นอกจากนี้ ในโอกาสเดียวกันนายบุญเกิด ร่องแก้ว ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอาทิตย์ บุญรอด ผู้อำนวยการส่วนนำเจ้าหน้าที่นำเสนอผลการปฏิบัติการที่ผ่านมาหลายเรื่อง เช่น การบริหารจัดการน้ำโดยนำเสนอการแนวนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะผันน้ำจากแม่น้ำโขงชายแดนไทย – สปป.ลาว ด้าน จ.เชียงราย ไปยังกว๊านพะเยา จ.พะเยา

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดจุดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ท่าเรือ อ.เชียงแสน ซึ่งเป็นจุดที่น้ำลึกที่สุดก่อนจะผันน้ำไปพักที่หนองน้ำเขต อ.แม่จัน และหนองหลวง อ.เวียงชัย ก่อนไปยังหนองฮ่าง อ.พาน-หนองเล็งทราย จ.พะเยา สุดท้ายผันลงสู่กว๊านพะเยาตามลำดับ จากนั้นน้ำก็จะไหลกลับไปตามแม่น้ำอิงและลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป สำหรับกรณี จ.เชียงราย นั้นมีโครงการพัฒนาหนองหลวง อ.เวียงชัย มีเนื้อที่ประมาณ 8,600 กว่าไร่ อยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย ประมาณ 6,000 กว่าไร่ ต.เวียงขัย ประมาณ 1,000 ไร่ และ ต.ดอนศิลา อ.เวียงชัย ประมาณ 1,600 ไร่ ที่ผ่านมามีสภาพตื้นเขินจนไม่สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ทำให้มีความต้องการขุดลอกซึ่งได้แบ่งพื้นที่ขุดลอกออกเป็นหลายจุดปัจจุบันโครงการทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการ

ต่อจากนั้นในช่วงบ่าย ร.อ.ธรรมนัส พร้อมคณะ เดินทางไปร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อเรื่อง การขับเคลื่อนระบบการผลิต ตลาดสินค้า ลำไย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าลำไยของประเทศไทย การรณรงค์ลดการเผาเพื่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม และเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินของเกษตรกร (สปก.) ที่ลานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

ทุ่มงบ 1.6 พันล. เสริมศักยภาพสหกรณ์ฯ รองรับข้าวเปลือกลดปัญหาตากข้าวบนถนน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532022

ทุ่มงบ1.6พันล.เสริมศักยภาพสหกรณ์ฯ รองรับข้าวเปลือกลดปัญหาตากข้าวบนถนน

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาเกษตรกรนำข้าวไปตากบนถนนเริ่มลดลงแล้ว หลังกรมส่งเสริมสหกรณ์มีหนังสือแจ้งไปยังสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดให้เร่งลงพื้นที่ติดตามปัญหาดังกล่าว และประสานสหกรณ์ที่มีลานตาก ลานเทและโกดังในพื้นที่อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ใช่สมาชิกเข้าใช้พื้นที่ได้โดยไม่คิดค่าบริการ คาดว่าปีการผลิตหน้าปัญหาเช่นนี้คงไม่เกิดอีก เนื่องจากให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เสนอโครงการปรับโครงสร้างการผลิตการรวบรวมและแปรรูปสถาบันเกษตรกร รองรับผลผลิตการเกษตรปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 1,600 ล้านบาท ล่าสุดผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว

“การช่วยพัฒนาสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกได้ทั่วกัน เพราะจะช่วยสหกรณ์พัฒนายุ้ง ฉาง ลานตากจะช่วยให้สมาชิกขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้น เช่น กรณีเกษตรกรนำข้าวมาตากบนถนนในบางจังหวัด เพราะเกษตรกรเกี่ยวสดราคาข้าวก็จะโดนกดโดนบีบจากพ่อค้าเหลือ 10 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจึงต้องตากข้าวบนถนน จึงต้องเร่งหาทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรโดยด่วน มองอีกมุมการนำข้าวไปตากไว้ริมทางกระทบผู้ใช้ถนน เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เขาไม่มีที่เก็บข้าว ฉะนั้น ทุกอย่างเกี่ยวพันกันหมด หากสหกรณ์มีอุปกรณ์ยุ้งฉาง ลานตากและเครื่องอบลดความชื้นให้บริการในราคาเป็นธรรม เกษตรกรก็จะขายข้าวได้ราคาดีขึ้นส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น”นางสาวมนัญญากล่าว

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าปัจจุบันสหกรณ์ทั่วประเทศมีโกดัง ฉาง ลานตาก เครื่องอบลดความชื้นรวม 483 สหกรณ์ ใน 58 จังหวัด จำนวนอุปกรณ์ที่มีประมาณ 1,625 อุปกรณ์ ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดมีสหกรณ์ที่เปิดพื้นที่ลานตากโกดังและฉาง ให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปได้เข้าไปใช้บริการตากข้าวแล้ว โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับงบประมาณวงเงิน 1,600 ล้านบาทนั้น เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ ภายใต้กรอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท อยู่ในแผนงานที่ 3.1 โดยสศช.เห็นชอบแล้ว ขณะนี้รอ สศช.แจ้งสำนักงบประมาณ เพื่อแจ้งกรมบัญชีกลางจ่ายเงินงวดที่ 1 ให้กรมนำไปจัดสรรให้สหกรณ์ที่เสนอโครงการเข้ามา

ทั้งนี้ โครงการจะจัดงบอุดหนุนให้สถาบันเกษตรกร ที่แจ้งความจำนงขอสนับเงินอุดหนุนเข้ามา ทั้งหมดยืนยันโครงการกับกรมแล้ว แต่ละแห่งต้องสมทบเงินของสหกรณ์เองอีก 10% เพื่อดำเนินโครงการสร้างยุ้ง ฉาง ลานตาก เครื่องอบลดความชื้นมีทั้งหมด 32 จังหวัด 42 สหกรณ์ ส่วนมากอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉพาะสร้างโกดังลานตาก ไซโล วงเงิน 875 ล้านบาท 63 แห่ง ใน 32 จังหวัด 42 สหกรณ์ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มศักยภาพรวบรวมข้าวเพิ่มได้อีก 5 หมื่นตัน แต่ละฤดูการผลิต ทั้งนี้ กรมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการแต่ละจังหวัดมีสหกรณ์จังหวัด เป็นประธานติดตามงานให้เป็นไปตามแผนงานงบประมาณ

ชายคาพระพิรุณ : 16 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532027

ชายคาพระพิรุณ : 16 พฤศจิกายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 16 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จบไปแล้วสำหรับตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานและกรมการข้าว หลังจากที่ลุ้นกันมาสักพัก ในที่สุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2563 ก็มีมติแต่งตั้ง นายประพิศ จันทร์มา
รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นอธิบดีกรมชลประทาน แทน นายทองเปลว กองจันทร์ ที่เลื่อนตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมใจ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อุตส่าห์ผลักดันกันเต็มเหนี่ยว ท่ามกลางข่าวลือว่า ตำแหน่งนี้มีเงินสะพัดหลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว หมายถึงกระแสโดยรวมนะครับ แต่บางกระแสก็บอกว่าจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่หลักร้อยล้าน แต่มันเป็นหลักพันล้านเลยทีเดียว ไอ้สามสี่ร้อยล้านที่เป็นข่าวนั้น เป็นเพียงเงินล่วงหน้าบางส่วนแค่นั้นเอง ซึ่ง ขุนเกษตรา ก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อเท็จจริงแค่ไหนเหมือนกัน ได้ยินมา เลยเอามาเล่าให้ฟัง…

ส่วนฟากฝั่งทุ่งบางเขน นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สายตรงนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้ามห้วยมาเป็นอธิบดีกรมการข้าว ซึ่งในมุมมองของขุนเกษตรา มองว่า นายนายอาชว์ชัยชาญ เติบโตแบบข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นอยู่ไม่ใช่น้อย เป็นรองอธิบดีได้ไม่นาน น่าจะไม่ถึงปีด้วยซ้ำ แต่ได้ขยับขึ้นเป็นอธิบดีซะแล้ว แถมข้ามห้วยด้วยทางพิเศษเพราะเป็นสายตรงรัฐมนตรีช่วยฯ ประภัตร ทั้งๆ ที่บรรดารองอธิบดีลูกหม้อ ที่เติบโตมาตามสายงานมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านข้าวโดยตรงทั้งงานวิจัยและงานส่งเสริม อีกทั้งมีความอาวุโสกว่า กลับไม่เข้าตารัฐมนตรีช่วยฯ ประภัตร เอาเสียเลยสักคน ก็ไม่รู้ว่าท่านเลือกคนทำงานแบบไหน เลือกที่ทำงานเป็น มีความเชี่ยวชาญ เพื่อมาพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทย ให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด อยู่ดีกินดี หรือเอาแบบทำตามใจกูได้ก็พอ ซ้ายหันขวาหันรู้เรื่องเป็นใช้ได้…ก็เอากันที่สบายใจครับแต่อยากให้นึกถึงคนในบ้านเขาบ้าง บ้านเขา เขาช่วยสร้างกันมา และเขาต้องอยู่ดูแลบ้านกันอีกนาน ท่านมาเดี๋ยวเดียวก็ไปแล้ว อย่าทิ้งอะไรไว้เป็นภาระให้คนในบ้านจัดการทีหลัง ตั้งแต่ท่านรัฐมนตรี ที่ชอบแต่ตัวเหมือนชาวนามากำกับดูแลกรมนี้ ก็มีข่าวอยู่เป็นเนื่องๆ ยิ่งตอนนี้มีข่าวเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว กข.87 ที่กรมการข้าวพึ่งรับรองสายพันธุ์ไปหมาดๆ แต่มีข่าวว่า ไม่รู้ทำไมพันธุ์ข้าว ถึงตกไปอยู่ในมือเอกชนจำนวนมากได้อย่างไร น่าสงสัยจริงๆ…

สำหรับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ยังว่างอยู่ เนื่องจากนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งคาดว่าตำแหน่งนี้ไม่น่าจะมีปัญหาโดยบุคคลที่คาดว่า จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คือนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นั่นเอง ก็ถือว่าเหมาะสมครับ เพราะเป็นลูกหม้อสายตรง เป็นผู้ที่รู้งานและมีประสบการณ์ด้านสหกรณ์เป็นอย่างดีหลายมิติ อีกทั้งมีความอาวุโส ทำงานเข้าขากันดีกับรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ขุนเกษตรา ดูแล้วโผนี้ไม่น่าพลิก วันที่ 17 พ.ย.น่าจะเข้า ครม. ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยแล้วกันครับ

ขุนเกษตรา

หอมแดงศรีสะเกษราคาดีเกษตรกรแห่ปลูก สศท.11แนะรักษาคุณภาพ-เฝ้าระวังโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532026

หอมแดงศรีสะเกษราคาดีเกษตรกรแห่ปลูก  สศท.11แนะรักษาคุณภาพ-เฝ้าระวังโรค

หอมแดงศรีสะเกษราคาดีเกษตรกรแห่ปลูก สศท.11แนะรักษาคุณภาพ-เฝ้าระวังโรค

วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 อุบลราชธานี (สศท.11) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของสศท.11อุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์หอมแดง ในพื้นที่จ.ศรีสะเกษ แหล่งผลิตอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลพยากรณ์การผลิตหอมแดง ปีเพาะปลูก 2563/64 (ข้อมูล ณ 4 พฤศจิกายน 2563) คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก 22,756 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 19,797 ไร่ (เพิ่มขึ้น 2,959 ไร่หรือร้อยละ 15) เนื่องจาก ปีที่แล้วราคาดี จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่ปลูกและเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงผลผลิตรวม 67,972 ตันลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 68,429 ตัน(ลดลง 457 ตัน หรือร้อยละ 1) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,987 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วผลผลิตอยู่ที่ 3,472 กิโลกรัม/ไร่ (ลดลง 485 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 14) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุนังกาและพายุโมลาเบ ส่งผลให้ฝนตกชุก น้ำท่วมขัง หอมแดงจึงชะงักการเจริญเติบโตต้นแคระแกรน หัวเล็ก ผลผลิตบางส่วนเสียหาย

สำหรับการเพาะปลูกหอมแดงปีเพาะปลูก 2563/64 เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุนังกาและพายุโมลาเบ โดยเฉพาะ อ.ราษีไศล และอ.ยางชุมน้อย ทำให้ต้องเพาะปลูกล่าช้ากว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเริ่มเพาะปลูกเดือนพฤศจิกายนและผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงปลายเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2564 ประมาณ 47,580 ตันหรือร้อยละ 70 ขณะที่เกษตรกรพื้นที่อื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพายุดังกล่าว เพาะปลูกได้ตามปกติ โดยเริ่มเพาะปลูกมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2563 และผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 คิดเป็นร้อยละ 10 ของผลผลิตทั้งหมด

ด้านสถานการณ์ราคาหอมแดงที่เกษตรกรขายได้ สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกประเภท เนื่องจากผลผลิตในพื้นที่มีน้อย ตลาดต้องการมาก ประกอบกับหอมแดงจากภาคเหนือผลผลิตยังมีน้อย จึงนับว่าเป็นปีทองของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีทุนสำรองเพียงพอเพาะปลูกปีถัดไป โดยราคา ณ 4 พฤศจิกายน 2563 หอมแดงสดแก่(คละ) เฉลี่ย 30 บาท/กิโลกรัม สูงขึ้นจากปีที่แล้วที่มีราคาอยู่ที่ 18 บาท/กิโลกรัม หอมปึ่งซึ่งเป็นหอมแดงที่เก็บเกี่ยวและแขวนตากในโรงเก็บประมาณ 12 วัน เฉลี่ย 55 บาท/กิโลกรัม สูงขึ้นจากปีที่แล้วที่มีราคาอยู่ที่ 35 บาท/กิโลกรัม และหอมมัดจุกใหญ่ เฉลี่ย 80 บาท/กิโลกรัม สูงขึ้นจากปีที่แล้วที่ราคาอยู่ที่ 55 บาท/กิโลกรัม

สำหรับการซื้อขายหอมแดงนั้น จะมีพ่อค้าในชุมชน พ่อค้ารายย่อย พ่อค้าเร่มารับซื้อจากเกษตรกร ส่วนพ่อค้ารายใหญ่ในจ.ศรีสะเกษ ได้แก่ ร้านสิทธิกรณ์ดีพืชผลเป็นผู้รวบรวมและส่งหอมแดงรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะรับซื้อหอมแดงเพื่อส่งขายลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย นอกจากนี้ จ.ศรีสะเกษ โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ส่งเสริมการปลูกหอมแดงในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน (แปรรูปเป็นชาหอมแดง) และที่สำคัญหอมแดงศรีสะเกษ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI)จากกรมทรัพย์สินทางปัญหา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า และสนับสนุนช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างรายได้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาด เกษตรกรควรเฝ้าระวังเรื่องสภาพอากาศ โดยเฉพาะปีนี้พายุฝนค่อนข้างแปรปรวน เกษตรกรควรจัดทำร่องปลูกเพื่อระบายน้ำได้สะดวก ลดเกิดการเน่าเสียของหอมแดง นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังหนอนกระทู้ ที่เคยระบาดในปี 2562 และโรคหอมเลื้อยที่พบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น และในสภาพอากาศร้อนจัด ความชื้นในอากาศน้อย สำหรับผู้สนใจข้อมูลสถานการณ์ผลิตหอมแดงของจ.ศรีสะเกษ สอบถามได้ที่ สศท.11 อุบลราชธานี โทร. 0-4534-4654 หรือ อีเมล zone11@oae.go.th

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่พะเยา ตรวจอ่างเก็บน้ำ หวังบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532051

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่พะเยา ตรวจอ่างเก็บน้ำ หวังบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่พะเยา ตรวจอ่างเก็บน้ำ หวังบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.56 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.พะเยา พร้อมเป็นประธานการประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์แนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยรู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ต.งิม อ.ปง จ.พะเยา

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยรู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งที่สามารถกักเก็บน้ำได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการทำการเกษตร และอุปโภค-บริโภค พร้อมทั้งยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปยัง อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว บ้านราษรฎร์พัฒนา อ.เชียงม่วน โดยร.อ.ธรรมนัส ได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนจะอธิบายว่า อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว ต้องทำการศึกษาในการสร้าง เพราะยังมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่ป่า แต่หากสร้างขึ้นพี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์อย่างมาก

ต่อจากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมคณะ ยังได้เดินทางไปพบปะพี่น้องเกษตรกร ณ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าซาง อ.ดอกคำใต้ เพื่อติดตามตรวจสอบความคืบหน้าและรับฟังปัญหา พร้อมเร่งแก้ไขเรื่องต่างๆที่เกษตรกรร้องเรียน   

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการที่ได้รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรแล้วนั้น เห็นว่าจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร เพราะอาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นด้วย

‘ธรรมนัส’ แจงยิบประกาศ คปก.ไม่ได้เปิดช่องเอื้อนายทุนใช้ที่ดิน ส.ป.ก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531675

'ธรรมนัส'แจงยิบประกาศ คปก.ไม่ได้เปิดช่องเอื้อนายทุนใช้ที่ดิน ส.ป.ก.

‘ธรรมนัส’แจงยิบประกาศ คปก.ไม่ได้เปิดช่องเอื้อนายทุนใช้ที่ดิน ส.ป.ก.

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 17.47 น.

“ธรรมนัส “แจงประกาศคปก.เป็นแนวทางจนท.ปฎิบัติเพื่อให้เกษตรกรยากไร้มีที่ทำกิน และรายได้ยั่งยืน  ส่วนการอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่อง ยังอยู่ภายใต้กฎหมาย คปก.  ไม่มีเปิดช่องให้กลุ่มผลประโยชณ์ใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อกิจการอื่น  ตามกระแสวิจารณ์

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.63 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีกระแส ปฏิบัติราชการแทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.) โดยลงนามประกาศคปก.เรื่องรายการกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯประกาศ กำหนดมาตรา30 วรรค 5แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) พ.ศ.2518แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส.ป.ก.(ฉบับที่3)พ.ศ.2532 และพ.ศ.2563 เพื่ออนุญาตให้ใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อกิจการอื่นๆที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีความชัดเจนเกิดมีผลสัมฤทธิ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันและสอดคล้องตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม โดยลงนามในประกาศวันที่28ต.ค.2563 มีผลบังคับใช้ทันทีนั้น

สืบเนื่องจาก ที่ ส.ป.ก.มีอำนาจจัดที่ดินให้บุคคลซึ่งมิใช่เกษตรกร หรือ สถาบันเกษตรกรตามมาตรา 30 วรรคห้า คือ การใช้ที่ดินเพื่อกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คปก. ก็มีอำนาจตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 19 กำหนดแนวทางให้ ส.ป.ก. ปฏิบัติได้ (ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 391/2534) โดยเหตุแห่งการ ออกประกาศ คปก. ฉบับดังกล่าว ก็เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ที่รัฐพึงกำหนดหลักเกณฑ์ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และระยะเวลาในการดำเนินการ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมาย

เนื่องจากที่ผ่านมา การพิจารณาอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ ของ ส.ป.ก.จังหวัดต่าง ๆ เกิดความล่าช้า และเกิดการตีความไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดความชะงักงันของผู้ประกอบการ ขาดความชัดเจนของแนวทางการพิจารณารายการกิจการตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สูญเสียโอกาสในการได้รับประโยชน์จากการประกอบกิจการ ทั้งทางด้านการตลาด การสาธิต การสร้างรายได้ การสร้างงาน การบริการขั้นพื้นฐานที่พึงเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมกัน ในทุกพื้นที่

ทั้งนี้ ประกาศ คปก. ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2563จึงเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 19 ประกาศรายการกิจการ ซึ่งเป็นกิจการที่พิจารณาอนุญาตให้ใช้ที่ดินภายใต้กรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ คือ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ เพื่อเป็นแนวทางการใช้ดุลยพินิจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ใช้เป็นแนวทาง ในการปฏิบัติงานเท่านั้น ทั้งนี้ การพิจารณาอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ ยังคงต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ คปก. และข้อพิจารณาตามที่กล่าวมาข้างต้น  ดังนั้น ประกาศ คปก. ดังกล่าว จึงไม่ใช่ฐานทางกฎหมายที่จะนำไปสู่การเปิดช่อง หรือเอื้ออำนวยการให้มีการใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ไปเพื่อกิจการอื่นที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายปฏิรูปที่ดินแต่อย่างใด

“ประกาศฉบับนี้ ผ่านการกลั่นกลองจากนักกฎหมายของ สปก. ผู้แทนจาก สภาพัฒน์ อดีต เลขา สปก. หลายๆท่าน และประเด็นสำคัญคือประโยชน์สูงสุดคือพี่น้องเกษตรกร อาชีพเกษตรกรผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก. เราควรดูแลพวกเขา ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มิฉะนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถหลุดจากกับดักแห่งความยากจนได้ การตลาดมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ดังนั้น กิจการอื่นที่สนับสนุนอาชีพเกษตรกรจึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลิต ประเด็นสำคัญคือ สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือสิ่งที่พี่น้องเกษตรกรเรียกร้องเพราะต้องการให้มีตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานแปรรูปผลผลิตภาคการเกษตร ดังนั้นกิจการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร คำว่าโรงงานแปรรูปหรือโรงงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกรจึงมีกฎหมายรองรับ “

ร.อ.ธรรมนัส ยังระบุว่า จากการไปประชุม ครม.สัญจรที่ภูเก็ต  ตนได้รับรายงานจาก สปก. และรับฟังเสียงจาก ประชาชน ผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก. ว่า สภาพที่ดินส่วนใหญ่กลางเป็นชุมชนไปกว่า 89% มีโรงแรม 3-5 ดาว กว่า 300 แห่ง  เป็นโฮมสเตย์ ไม่น้อยกว่า100  แห่ง ประชาชนในหลายๆจังหวัดก็มีบริบทไม่ต่างกับ ภูเก๊ต กระบี่ พังงา ฯลฯ ดังนั้นควรมีการแก้ไขระเบียบ คปก. เพื่อยึดคืนหลวงก่อนดำเนินการให้ขั้นตอนต่อไป โดยมิให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน ดังกล่าว

สำหรับ กรอบแนวคิดการจัดที่ดินสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีดังนี

1. ฐานอำนาจการจัดที่ดินกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ขยายขอบเขตการจัดที่ดินให้กว้างขวางขึ้นจากการนำที่ดินรัฐหรือที่ดินที่จัดซื้อ มาจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร เพื่อประกอบเกษตรกรรม หรือการเลี้ยงสัตว์ใหญ่ ให้มีอำนาจจัดที่ดินให้บุคคล (บุคคลธรรมดา นิติบุคคล :ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น) เพื่อประกอบกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 30 วรรคห้า ดังนั้น ส.ป.ก. จึงมีอำนาจจัดที่ดินนอกจากการประกอบเกษตรกรรม ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจให้กระทำได้โดยชอบ

2. ขอบจำกัดของกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ จะต้องเป็นกิจการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

3.. กรอบการพิจารณาการเป็นกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ

– กิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยพิจารณาจากลักษณะของกิจการและผลที่ได้จากการประกอบกิจการ (ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามหนังสือที่ นร 0601/596 ลว 3 เมษายน 2535) ซึ่งเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้รับประโยชน์ จากกิจการนั้นโดยตรง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1728/2559)

4.ประเภทกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ ตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ปรากฏตามที่ประกาศไว้ในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดกกิจการอื่นที่เป็นการ สนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 (วันที่ 27 พฤศจิกายน 2533) และ ฉบับที่ 2 (วันที่ 9 พฤษภาคม 2543) คือ

1. กิจการที่เป็นการสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน หมายถึงกิจการ

1.1 กิจการทางวิชาการเกษตร การสาธิต การทดลอง เพื่อประโยชน์ทางการเกษตร

1.2 กิจการที่ส่งเสริม หรือประกันราคาพืชผลทางเกษตร หรือลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร

1.3 กิจการที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน ส.ป.ก. ในการดำเนินการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลทาง การเกษตร

1.4  กิจการที่เป็นการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม และปัจจัยการผลิตตลอดจนการผลิต การจำหน่าย และการตลาดให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

1.5  กิจการที่เป็นการบริการหรือเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในด้านเศรษฐกิจและสังคมในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งกิจการนั้นต้องอยู่ในพื้นที่ที่ คปก. กำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

2. กิจการที่เป็นการเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หมายถึง กิจการแปรรูปผลิตผลเกษตรกรรม ซึ่งใช้ผลผลิตทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นหลัก

กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับประเภทกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศ ให้ คปก. พิจารณาวินิจฉัย (คปก. ไม่มีอำนาจกำหนดกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่อง)

5.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ

ในขณะที่ มาตรา 30 วรรคห้า เป็นฐานอำนาจให้ ส.ป.ก. มีอำนาจจัดที่ดินสำหรับกิจการอื่นที่เป็น การสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องฯ แต่ทั้งนี้ ยังต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบที่ คปก. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดไว้ในระเบียบ คปก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตและการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2541

– ผู้มีอำนาจพิจารณา คือ – คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนเกษตรกร) (ระเบียบ คปก. ข้อ 7)

– แผนงานโครงการฯ – ต้องแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่คาดว่าเกษตรกร สถาบันเกษตรกร เพื่อประกอบคำขออนุญาตฯ และ ส.ป.ก. จะได้รับ (ระเบียบ คปก. ข้อ 4 (ช) )

– การบูรณาการร่วมกับชุมชน – กิจการที่ขออนุญาตจะต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชนและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความปลอดภัยของราษฎรในพื้นที่ (ระเบียบ คปก. ข้อ 11 ) (มีการประชาคมหมู่บ้าน/การประชุมสภา อบต. ในพื้นที่)

– การควบคุมตามกฎหมายอื่น – ก่อนลงมือก่อสร้างผู้เช่าต้องแสดงหลักฐานการได้รับอนุญาตให้ ก่อสร้างและต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย มิเช่นนั้น ส.ป.ก.มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ (สัญญาเช่าที่ดินฯ ข้อ 5 – 6)

– ขนาดเนื้อที่ที่อนุญาต – ไม่เกิน 50 ไร่ (มาตรา 30 วรรคห้า)

ปศุสัตว์ยัน ‘โรคPRRS’ เกิดเฉพาะในหมู ไม่แพร่ติดคน! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531518

ปศุสัตว์ยัน‘โรคPRRS’เกิดเฉพาะในหมู ไม่แพร่ติดคน!

ปศุสัตว์ยัน‘โรคPRRS’เกิดเฉพาะในหมู ไม่แพร่ติดคน!

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 08.54 น.

ปศุสัตว์ยัน‘โรคPRRS’เกิดเฉพาะในหมู ไม่แพร่ติดคน!

13 พฤศจิกายน 2563 นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการระบาดของโรค PRRS ซึ่งเป็นโรคหรือกลุ่มอาการในระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจเฉพาะในสุกร ว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการให้หน่วยงานของกรมปศุสัตว์ โดยปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ และชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ในทุกพื้นที่ของไทย ติดตามสถานการณ์โรคในสัตว์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการสุ่มตรวจตามพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ต่างตื่นตัวในการดูแลสุขภาพสัตว์และการป้องกันโรคสัตว์มาโดยตลอด เมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นในฟาร์มเลี้ยง จึงเร่งประสานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ทำให้การป้องกันโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคได้เป็นอย่างดี

“ขอยืนยันว่าโรค PRRS เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในหมู ไม่สามารถแพร่สู่คนได้ และกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคในพื้นที่ที่ตรวจพบ ที่สำคัญผู้บริโภคสามารถรับประทานเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย เน้นการเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สังเกตสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ที่กรมปศุสัตว์มอบให้กับจุดจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์กว่า 7,000 แห่ง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา ตั้งแต่ต้นทางที่ฟาร์มเลี้ยงจนถึงมือผู้บริโภค สำคัญที่สุดคือการปรุงสุกทุกครั้ง ไม่ทานดิบ หรือสุกๆดิบๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ลดความเสี่ยงทั้งเรื่องอาหารเป็นพิษ ท้องร่วง หรือไข้หูดับ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 กำหนดไว้ว่า หากกรณีที่เกิดโรคระบาดในสัตว์ จะต้องให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เร่งแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์แต่ละจังหวัด เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับโรคระบาด โดยกรมปศุสัตว์จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและส่งตัวอย่างซากสัตว์มาทำการชันสูตรโรคสัตว์ทางห้องปฏิบัติการ ในห้องปฏิบัติการ 8 แห่งทั่วประเทศ ว่าโรคที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน ในการสรุปผลตรวจ สำหรับผู้ที่พบปัญหาด้านโรคสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ สามารถติดต่อกับกรมปศุสัตว์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอพลิเคชัน DLD 4.0 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างทันท่วงที

สหกรณ์การเกษตรเปิดลานตากข้าวให้ชาวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531465

สหกรณ์การเกษตรเปิดลานตากข้าวให้ชาวนา

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับทราบข่าวจากนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรณีมีเหตุการณ์เผาข้าวของชาวนาที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรเพิ่งเก็บเกี่ยวและนำมาตากไว้บริเวณไหล่ถนนทำให้ข้าวเปลือกเสียหาย จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีหนังสือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศที่มีโกดัง ลานตาก หรือลานเท โดยขอความร่วมมืออำนวยความสะดวกเปิดพื้นที่ของสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการตากข้าว ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบและป้องกันเหตุเกิดซ้ำรอย เพราะเบื้องต้นทราบว่าเกษตรกรหลายจังหวัดก็มีปัญหาไม่มีลานตากข้าวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาระยะต่อไปให้กรมส่งเสริมสหกรณ์สำรวจด้วยว่าในแต่ละแห่งมีเกษตรกรที่มีปัญหาไม่มีลานตากข้าวประมาณกี่รายเพื่อจะได้ช่วยกันหาแนวทางการช่วยเหลือในรอบการผลิตต่อไป

“เห็นข่าวแล้วต้องบอกว่าสะเทือนใจเพราะคนไทยมีนิสัยช่วยเหลือกัน เอื้ออารีกัน โดยเฉพาะข้าวคนไทยจะมีความนับถือแม่โพสพ ซึ่งก็เข้าใจว่าเกษตรกรเดือดร้อนไม่มีที่ตากข้าวจึงต้องมาอาศัยไหล่ถนนเป็นที่ตากข้าว เพราะทุกฝ่ายไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ลอบเผาข้าว ดังนั้น เพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนก็ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ให้ร่วมด้วยช่วยกันเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรอาศัยลานตากชั่วคราว ซึ่งก็คาดว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดีเพราะแต่ละชุมชนก็ต้องดูแลกันอยู่แล้ว ระยะต่อไปก็จะได้วางแผนแก้ไขเพื่อไม่ให้มีปัญหากรณีนี้อีก”นางสาวมนัญญากล่าว

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังปรากฏข่าวที่มีการโพสต์เหตุการณ์มีคนมาเผาข้าวเปลือกของเกษตรกรที่ตากไว้บนถนน ก็ได้สอบถามไปยังสหกรณ์ในพื้นที่ช่วยกันตรวจสอบว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่ ก็พบว่าเกิดขึ้นจริง เป็นเหตุการณ์ที่ขึ้นในตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษได้ประสานกับเกษตรอำเภอ เกษตรตำบล และ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จังหวัดศรีสะเกษแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และจะได้ประสานให้มาใช้ลานตากของสหกรณ์ในพื้นที่ตามข้อสั่งการของ รมช.เกษตรและสหกรณ์

“กรมได้มีหนังสือถึงสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานกับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศตามข้อสั่งการของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ เพื่อขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัด เพราะเบื้องต้นก็พบว่าเกษตรกรหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มทยอยเกี่ยวข้าว และต้องเกี่ยวข้าวสดเพื่อหนีฝน บางพื้นที่มีน้ำท่วมขังในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่นที่นครราชสีมาและร้อยเอ็ด เกษตรกรไม่มีที่ตากข้าวเปลือกเช่นกันทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ได้ประสานขอความร่วมมือกับสหกรณ์ที่พอจะมีพื้นที่ว่างประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิกนำข้าวมาตากได้เป็นการชั่วคราว และในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีนโยบายขอความร่วมมือโรงเรียน ที่มีพื้นสนามฟุตบอล วัด หรือ อบต.ที่มีพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรตากข้าวในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวนี้ด้วย” นายวิศิษฐ์กล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สหกรณ์การเกษตรในหลายพื้นที่ได้เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก โดยแต่ละวันจะมีเกษตรกรขนข้าวมารอเข้าคิวเพื่อขายข้าวสดกันเป็นแถวยาวตั้งแต่เช้าจนค่ำ โดยเฉพาะที่จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด รับซื้อข้าวเปลือกวันละประมาณ 1,000 กว่าตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวสดซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ10 บาท ดังนั้น กรมจะประสานและทำหนังหนังสือแจ้งให้สหกรณ์จังหวัดได้ลงพื้นที่เพื่อไปติดตามปัญหาเรื่องเกษตรกรไม่มีที่ตากข้าวเพื่อขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีลากตากและโกดัง ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ บริการสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ สามารถนำข้าวเปลือกมาตากได้ เพื่อลดปัญหาที่เกษตรกรต้องนำข้าวเปลือกไปตากบนถนน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่รถสัญจรไปมาได้

คลอดผลศึกษาพัฒนาแหล่งน้ำ 3 จ. ริมโขง สทนช.คัด 33 โครงการสำคัญเพิ่มศักยภาพพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531466

คลอดผลศึกษาพัฒนาแหล่งน้ำ3จว.ริมโขง สทนช.คัด33โครงการสำคัญเพิ่มศักยภาพพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.คลอดผลการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 3 จังหวัดอีสาน คัด 33 โครงการสำคัญ เร่งด่วนจากกว่า 1,500 โครงการ นำร่องเพิ่มศักยภาพด้านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมความมั่นด้านน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้ดำเนินการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดหนองคาย นครพนมและมุกดาหาร เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 จังหวัด บรรเทาปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และคุณภาพน้ำ รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน สร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20ปี ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งการแก้ปัญหาอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำ และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม

ทั้งนี้จากผลการประเมินศักยภาพของพื้นที่และความต้องการใช้น้ำจากทุกภาคส่วน พบว่า ในพื้นที่เป้าหมายพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ
โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตร น้ำอุปโภค บริโภค นอกจากนั้นยังมีบางพื้นที่เสี่ยงต่อการประสบปัญหาอุทกภัย และอนาคตมีความจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า การศึกษาข้อมูลทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดแนวทางการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำ 6 ด้าน ตามลำดับ คือ ภัยแล้งและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ปัญหาอุทกภัย ปัญหาคุณภาพน้ำ การจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ โดยได้กำหนดแนวจัดทำแผนหลักการจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2564-2580) จำนวน1,523 โครงการ รวมงบประมาณกว่า 36,114 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นได้มีการคัดเลือกโครงการสำคัญ เกิดผลสัมฤทธิ์สูง สร้างผลประโยชน์ในวงกว้างต่อหลายตำบล หลายอำเภอ ที่ควรจะดำเนินการก่อนจำนวน 33 โครงการกักเก็บน้ำต้นทุนได้เพิ่ม 100.4 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์รวม 107,000 ไร่ และประชากรได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 66,334 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ได้มีการพิจารณาโครงการเร่งด่วนและสำคัญ ในการแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้งและการส่งเสริมพื้น ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อศึกษาความสมของโครงการให้ครอบคลุมทุกๆด้าน จำนวน 3 โครงการคือ 1.โครงการฟื้นฟูพัฒนาหนองกอมเกาะ จ.หนองคาย ด้วยการขุดลอกหนองและคลองระบาย ยกระดับเก็บกักน้ำให้หนองกอมเกาะได้ความจุน้ำ 11 ล้านลบ.ม. และก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร 6,850 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 5,550 ครัวเรือน และยังสามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการประมง การวิจัย และการท่องเที่ยวได้ 2.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยมุก จ.มุกดาหาร เป็นแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายเก็บน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหารจำนวน 4 แห่ง ปริมาณความจุเก็บกักรวม 13.5 ล้านลบ.ม. งานประตูระบายน้ำ 2 แห่งและคลองส่งน้ำห้วยมุก-ห้วยโปความยาว 10.4 กิโลเมตร เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ไม่น้อยกว่า 13,000 ไร่ ช่วยบรรเทาภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร และ3. โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยบ่อ จ.นครพนม ประกอบด้วย ด้วยการขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยบ่อ ยกระดับฝายห้วยบ่อ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุดเค พร้อมระบบสูบน้ำส่งนิคมอุตสาหกรรม เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในประเทศได้ 8.83 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่เกษตรได้รับประโยชน์ราว 6,300 ไร่ เป็นต้น

“สทนช.จะได้นำแผนที่ผ่านการเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่เสนอผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการในระยะต่อไป ทุกโครงการประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณพื้นที่ของโครงการ จะต้องสามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำสามารถนำน้ำไปใช้อุปโภคบริโภค ใช่้เพื่อการเกษตรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน และทีี่สำคัญจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และท่องเที่ยวให้กับพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 จังหวัดกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนและกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านระบบการขนส่ง สามารถเชื่อมโยงการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้แต่ละจังหวัดยังมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่การแต่งกาย ภาษาที่ใช้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวได้อีกด้วย” เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำในตอนท้าย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531468

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชดำริ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์นานกว่า 70 ปี ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมีถึง 3,481 โครงการ

กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อยู่ภาคเหนือ 1,277 โครงการ ภาคอีสาน 758 โครงการ ภาคกลาง 498 โครงการ และภาคใต้ 673 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้กว่า 6,771 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

ที่สำคัญทุกโครงการล้วนสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน มีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4.9 ล้านไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน และขยายพื้นที่ชลประทานสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำได้ถึง 3.41 ล้านไร่

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะสืบสาน รักษาและต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

กรมชลประทานได้ดำเนินการ ตามพระปฐมบรมราชโองการดังกล่าว ในการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่เหลือ ให้สำเร็จทุกโครงการ โดยในปี 2563 แล้วเสร็จอีก 14 โครงการ กักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 2,700 ไร่ ในขณะที่มีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 8,189 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 2,091 ครัวเรือน

ในปี 2564 จะดำเนินการอีก 8 โครงการ กักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่ มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 10ได้สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมาโดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแล้วถึง 99โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

ที่สำคัญกรมชลประทานยังยืนยันว่า ทุกโครงการสามารถตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงาน ตรวจสอบผลประโยชน์ที่ได้รับว่า คุ้มค่าหรือไม่ได้ตลอดเวลา

ไตร่ตรอง ศึกษา ค้นหาความจริง กันสักนิดนะครับ ไม่ใช่ได้ข้อมูล งูๆ ปลาๆ บิดเบือนจากความจริง แล้วก็เอามาพูดกัน


รัฐศักดิ์ พลสิงห์