สทนช.เร่งแก้ปัญหาน้ำ2ชุมชนใหญ่นครพนม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531256

สทนช.เร่งแก้ปัญหาน้ำ2ชุมชนใหญ่นครพนม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ 2 ตำบลใหญ่ ของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เดินหน้าวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำรองรับ พร้อมจัดหาน้ำสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง มั่นใจแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร ที่ สทนช. ดำเนินการศึกษาอยู่ พบว่า ประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ใน 4 หมู่บ้าน ของ ตำบลรามราช และ ตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค แม้จะอยู่ใกล้กับ อำเภอเมือง และมีแหล่งเก็บน้ำคือ อ่างเก็บน้ำบ่อน้อย (บ่อหลวง) แต่เนื่องจากอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีอายุมากกว่า 40 ปี
ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ทำให้ประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำลดลงและไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ถึงถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ตามความจุเก็บกักของอ่างฯเดิม และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งปริมาณน้ำก็จะเริ่มแห้งขอด ตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ประชาชนทั้ง 2 ตำบล ไม่มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

ทั้งนี้ การศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ผลการศึกษาในส่วนของจังหวัดนครพนม มีแผนการดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ่อน้อยมีโดยทำการขุดลอกปรับปรุงอ่างเก็บน้ำพร้อมยกระดับเก็บกักขึ้นอีก 50 เซนติเมตร ด้วยการใช้ประตูแบบบานพับ ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่การเกษตรได้ 2,000 ไร่ถัดมาคือการยกระดับฝายห้วยบ่อ ที่กั้นน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงเพื่อยกระดับน้ำให้สามารถสูบไปใช้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเค ขนาดความจุ 6 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มเติมทางด้านเหนือระหว่างรอยต่อกับ ตำบลบ้านผึ้ง พร้อมระบบสูบน้ำหน้าฝายห้วยบ่อ เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ่อน้อยและการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเค จะทำให้ลำน้ำห้วยบ่อ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนรวมถึง 10 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนทั้ง 2 ตำบล และช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 6,000 ไร่ อีกทั้งจะมีน้ำที่จะใช้เพื่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในเขต อำเภอเมือง และ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อย่างพอเพียง รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และช่วยชะลอน้ำหลากที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเคตอนล่างบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่ที่เป็นอยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน ตลอดจนยังใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของการประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดนครพนม ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง ขยาย สถานีผลิตน้ำแม่ข่ายนครพนมและวางท่อส่งน้ำประปาไปยังนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งแผนการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาโคกภูกระแตในเขตนิคมอุตสาหกรรมนครพนม ในปี 2565 อีกด้วย

“การดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลำน้ำห้วยบ่อจะช่วยให้ประชาชนทั้ง 2 ตำบล พัฒนาแหล่งน้ำร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากน้ำร่วมกันได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน รองรับความเปลี่ยนแปลงของประชากร และความต้องการใช้น้ำ รวมทั้งรองรับการเจริญเติบโตของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในลำดับถัดไป สทนช. จะได้จัดให้มีการประชุมปัจฉิมนิเทศเพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในเร็วๆ นี้ หลังจากนั้น
จะได้เสนอคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดพิจารณาและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป” ดร.สมเกียรติ กล่าว

นอกจากโครงการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การศึกษาจัดทำแผนเพื่อบรรเทาอุทกภัย ภัยแล้ง พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนครอบคลุมจังหวัดหนองคาย นครพนม และมุกดาหาร ยังมีโครงการที่บรรจุอยู่ในแผนงานรวมกว่า 1,500 โครงการ กำหนดภาพรวมแผนหลักพัฒนาแหล่งน้ำระยะ 20 ปี (พ.ศ.2564-2580) และสอดคล้องกับแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีครอบคลุมการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งแก้ปัญหาอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำ และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม โดยได้มีการคัดเลือกโครงการสำคัญ เกิดผลสัมฤทธิ์สูง เกิดผลประโยชน์ในวงกว้างต่อหลายตำบล หลายอำเภอได้จำนวน 33 โครงการ สามารถจัดหาแหล่งน้ำได้เพิ่ม 100.4 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์รวม 107,000 ไร่ และประชากรได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 66,334 ครัวเรือน

ก.เกษตรฯจัดงาน ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ครบ 65 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531257

ก.เกษตรฯจัดงาน‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ครบ65ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานแถลงข่าวจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงประจำปี 2563 ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อมจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2563 ครบปีที่ 65 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน ภายใต้แนวคิด “9 ใน 9 สิ่งสำคัญสัมพันธ์ฝนหลวง” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน2563 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ประกาศก้องถึงพระเกียรติคุณแห่งองค์พระบิดาแห่งฝนหลวง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระองค์ร่วมกัน

ภายในงานจัดนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ภายใต้แนวคิด “9 ใน 9 สิ่งสำคัญสัมพันธ์ฝนหลวง” นิทรรศการผลงานภาพจิตรกรรม“ฝนหลวง สืบสาน รักษา ต่อยอด” นิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ 20 หน่วยงาน ในปีนี้มีไฮไลท์ของงาน คือ นำเสนอภาพยนตร์ในรูปแบบ 4 มิติ(4D Experience) ด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกว่า 60 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสดและอาหารแปรรูปทางการเกษตร รวมทั้งมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ สาธิตทำอาหารแปรรูปจากปลานิล การทำสาวไหม การสอนทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน การประดิษฐ์พัดเดคูพาจและการแสดงดนตรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวต่อว่า การเตรียมความพร้อมจัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2563 ซึ่งปีนี้ครบปีที่ 65 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2498 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัย หาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2545 เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้ประชาชน เยาวชน ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง

‘มนัญญา’ ห่วงชาวนา! มอบสหกรณ์เปิดลานตากข้าวให้ ‘เกษตรกร’ ใช้ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531128

‘มนัญญา’ห่วงชาวนา!มอบสหกรณ์เปิดลานตากข้าวให้‘เกษตรกร’ใช้ทั่วประเทศ

‘มนัญญา’ห่วงชาวนา!มอบสหกรณ์เปิดลานตากข้าวให้‘เกษตรกร’ใช้ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.49 น.

“รมช.มนัญญา” ห่วงใยชาวนา เร่งแก้ปัญหา ไม่มีลานตากข้าว ยัน ! “สหกรณ์” ไม่นิ่งนอนใจ เตรียมเปิดพื้นที่ให้ชาวนาทั่วประเทศได้ใช้ ขอแค่เป็น “เกษตรกร” ย้ำ ! ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ก็ใช้ได้ 

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ ทราบข่าวถึงเหตุการณ์เผาข้าวของเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้เก็บเกี่ยวและนำมาตากไว้บริเวณไหล่ถนนจนทำให้ข้าวเปลือกเสียหายเป็นจำนวนมาก ล่าสุด รมช.มนัญญา มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร พร้อมทั้งมีหนังสือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือทุกสหกรณ์เปิดพื้นที่ของสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ และไม่เป็นสมาชิกสหกรณ์ ได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการตากข้าว

“ ขณะนี้ทางสหกรณ์ได้ลานตากข้าว มาประมาณ 32 แห่ง 15 จังหวัด ส่วนเครื่องอบความชื้นได้ 16 แห่ง 16 จังหวัด ทั้งยังมีรถตักข้าว อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องการทำข้าว ซึ่งก็พยายามที่จะเสนอเข้าไป และเสริมให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศที่ขาดเหลือ หากสหกรณ์จังหวัดไหนต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินเรื่องเข้ามาได้ทันที ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติแล้ว เพียงแต่รอสำนักงบประมาณดำเนินการ”

รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า “ ถ้าเกิดว่า เรายังสร้างลานตากข้าวในจุดใหญ่ๆไม่ได้ ก็ไม่สามารถกระจายลานตากข้าวไปสู่อำเภอต่างๆ หรือสถานที่ต่างๆ ก็จะมีปัญหาต่อเนื่อง และไม่จบสิ้น แต่ถ้ามีโรงอบความชื้น ก็ไม่ต้องตากตามไหล่ถนน และที่สำคัญคือ จะตัดปัญหาเรื่องที่ เกษตรกรถูกกดราคาเรื่องค่าความชื้นอีกด้วย ขอย้ำว่า สหกรณ์จะต้องรับเกษตรกรทุกครัวเรือน ทั้งที่เป็นสมาชิก และไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก ให้มาใช้ลานตากข้าวของสหกรณ์ได้ ขอแค่เป็นเกษตรกร แม้กระทั่งการใช้โรงอบความชื้นก็ตาม ซึ่งขณะนี้ทางอธิบดีได้มีการทำหนังสือถึงสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว ได้มีการกำชับ สหกรณ์แล้ว ถือเป็นนโยบาย แก้ปัญหา ให้กับพี่น้องเกษตรกรทุกครัวเรือน ทั่วประเทศ” รมช.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เผยว่า ขณะนี้ได้มีการประสานงานไปยังสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว เพื่อเปิดพื้นที่ลานตากข้าวให้ชาวบ้านนำข้าวมาตาก ส่วนอุปกรณ์การตลาด ที่ได้มีการให้ไว้ ซึ่งมีของเดิมอยู่แล้ว ส่วนของใหม่ที่มีการของบไป เช่น รถตัก จะเป็นโครงการต่อไป เพื่อให้สหกรณ์มีรถเพื่อขนข้าวจากชาวนา ไปที่สหกรณ์ ซึ่งจะเป็นงบของปี 65 แต่งบของ ปี 64 จะเป็นพวกลานตาก เครื่องอบลดความชื้น โกดังเก็บข้าว ที่ได้มีการขอเอาไว้ ซึ่งจะทำในปี 64 ที่รัฐบาลอนุมัติให้แล้ว

ขณะนี้ สหกรณ์ทุกจังหวัด ได้มีการทยอยรายงานเข้ามาแล้วว่า มีพื้นที่ตรงไหนบ้างที่เปิดให้ชาวนาเอาข้าวไปตากได้ เช่น จังหวัดขอนแก่น มี 10 สหกรณ์ 10 พื้นที่ ซึ่งเครื่องอบลดความชื้น จำเป็นที่จะต้องมีทุกสหกรณ์ เพื่อที่จะให้ข้าวแห้ง แล้วก็ส่งขายต่อได้ในราคาที่เป็นธรรม  ทั้งนี้ทางสหกรณ์ยังได้มีการขอเพิ่มเติมคือ ลานตาก เครื่องอบ รถบรรทุกข้าว โรงสีข้าว ซึ่งปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ตอนนี้ก็ได้ให้ทางสหกรณ์ ทำเรื่องของบประมาณเพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล 

“ สำหรับลานตากข้าว จะใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ แต่ละสหกรณ์ หรือแต่ละจุด คาดว่าในอนาคตต้องการที่จะขยายลานตาก 1 ตำบล ต่อ 1 ลาน หรือ 1 จุด เพื่อให้ชาวบ้าน มาตากข้าวได้ใกล้ๆ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องไปตากบนท้องถนน เพื่อปลดปัญหาหลายอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ คาดว่า จะมีจำนวนเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์จากการตากข้าว จำนวนประมาณ 120,000 ราย  จำนวนที่ตากโดยเฉลี่ยประมาณไม่เกิน 10 ตัน ต่อราย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการจำกัดจำนวนการตากข้าว ถ้าหากเกษตรกรมีข้าวมาตาก ก็สามารถที่จะตากในลานของสหกรณ์ได้ แต่อาจจะต้องสลับกันตาก เพราะถ้าหากมาพร้อมกันลานตากข้าวก็อาจจะไม่เพียงพอ เพราะสถานที่มีการรองรับได้จำกัด”  นายวิศิษฐ์ กล่าว

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531024

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถั่วเขียวเป็นพืชดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งขนมหวานอย่างถั่วเขียวต้มน้ำตาล วุ้นเส้นจากแป้งถั่วเขียวที่นับเป็นอาหารสุขภาพ หรือขนมไทยอีกหลายชนิดก็ใช้ถั่วเขียวเป็นส่วนประกอบ ถั่วเขียวจึงเป็นพืชที่อยู่ในระบบการปลูกพืชของเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

ชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำนาจากรุ่นสู่รุ่น มักจะใช้พืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่เข้ามาอยู่ในระบบการปลูกข้าวเสมอ โดยเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำนาในฤดูถัดมานักวิชาการเองก็ได้ศึกษาจากพื้นฐานการปฏิบัติของชาวนาดังกล่าวจนทราบว่าพืชตระกูลถั่วสามารถที่จะเพิ่มไนโตรเจนเข้าไปในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและอินทรียวัตถุเพิ่มมากขึ้น ปรับโครงสร้างของดิน ส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อข้าวที่ปลูกเป็นพืชหลัก รวมถึงพืชตระกูลถั่วยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นพืชก่อนหรือหลังนาดังนั้นพืชตระกูลถั่วจึงเป็นตัวเลือกที่นักวิชาการแนะนำแก่เกษตรกรเสมอส่วนจะเป็นถั่วชนิดไหนก็ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างทั้งปริมาณน้ำ สภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ตลาด หรือแม้แต่ความคุ้นเคยของเกษตรกรเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการปลูกข้าวเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐ ระบบการปลูกข้าวของเกษตรกรกลายเป็นการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการว่างเว้นที่นาให้ไม่มีข้าวเลย พืชตระกูลถั่วที่อยู่ในระบบการปลูกข้าวจึงทยอยหายไป การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องทำให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินถูกใช้และชะล้างออกไป ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูงมากขึ้น และเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดการระบาดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคแมลงเหล่านี้มีพืชอาหารหรือพืชอาศัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับ เกษตรกรต้องหันมาใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ทำลายระบบนิเวศการเกษตรแบบเดิม และเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกรเอง ในขณะที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับจึงลดต่ำลง ในที่สุดอาชีพทำนาในรูปแบบดังกล่าวก็ไม่สามารถอยู่ได้ในปัจจุบัน

สำหรับถั่วเขียวจัดเป็นพืชตระกูลถั่วอายุสั้น ประมาณ 60-70 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มายาวนานให้มีความเหมาะสมกับระบบการปลูกพืช ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปได้ รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมการปลูกอย่างเป็นระบบ ขยายความต้องการใช้ประโยชน์ให้เพิ่มขึ้น มีอุตสาหกรรมโรงงานวุ้นเส้นรองรับ และถั่วเขียวถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆมากขึ้น แต่เมื่อระบบการปลูกพืชเปลี่ยนไปทั้งข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสงที่ใช้ในประเทศต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี

เป็นธรรมดาของการปลูกพืชที่ต้องมีโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะพืชเองก็เป็นแหล่งอาหารของเขาเช่นเดียวกันกับการเป็นอาหารของมนุษย์ มนุษย์จึงพยายามหาวิธีการทำลายศัตรูพืชเหล่านั้น เพื่อให้ตนได้ผลผลิตตามต้องการ เมื่อไม่นานมานี้มีประเด็นโรคใบด่างถั่วเขียวระบาดอย่างรุนแรงในแหล่งปลูกถั่วเขียวต้นฝน โรคดังกล่าวเคยปรากฏมานานมากกว่า 20 ปีได้ จำได้ว่าอาการของโรคจะปรากฏช่วงใกล้เก็บเกี่ยว พบกระจายเป็นหย่อมๆในแปลง โรคดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และเมื่อเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกก็ยังให้ผลผลิตได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี โรคดังกล่าวก็หายไป นานกว่า 20 ปี จึงมีข่าวว่ากลับมาปรากฏให้เห็นกันใหม่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวในปีนี้ แต่ในรอบนี้เห็นว่ามีคำแนะนำจากทางราชการไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดในแปลงที่เป็นโรคไปปลูกต่อในฤดูถัดไป ไม่แน่ใจว่ามีข้อมูลทางวิชาการอันใหม่หรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นก็มีข่าวออกมาว่า เตรียมการจะนำเข้าเมล็ดถั่วเขียวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ คงต้องเฝ้าระวังกันให้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่ เพราะเมล็ดกับเมล็ดพันธุ์นั้นคุณสมบัติมันไม่เหมือนกันการด่วนสรุปโดยข้อมูลทางวิชาการที่ไม่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบสูงมากกว่าที่คิด อย่าให้เกษตรกรต้องบอบช้ำจากการทำงานของภาครัฐอีกเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะสินค้าทางเลือก Future Crop ‘โกโก้-กาแฟ’ สร้างรายได้เกษตรกรตราด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530801

แนะสินค้าทางเลือกFuture Crop ‘โกโก้-กาแฟ’สร้างรายได้เกษตรกรตราด

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางธีรารัตน์ สมพงษ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการสินค้าเกษตรสำคัญระดับพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ซึ่งสศท.6 ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top10) ของพื้นที่จ.ตราด เรียงลำดับตามมูลค่าสินค้ากลุ่มด้านพืช ดังนี้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน ข้าวนาปี และมะพร้าว โดยปี 2562เกษตรกรปลูกกลุ่มพืชดังกล่าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) ซึ่งพบว่า จากการผลิตยางพารา เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 425 บาท/ไร่/ปี ปาล์มน้ำมัน ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,415 บาท/ไร่/ปี สับปะรดโรงงาน ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 6,854 บาท/ไร่/ปี ข้าวนาปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,123 บาท/ไร่/ปี และมะพร้าว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,937 บาท/ไร่/ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยของการผลิตยางพารามีมูลค่าต่ำที่สุด

หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้เพิ่มพบว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราในจ.ตราดเริ่มปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าทางเลือกหลายชนิด โดยสศท.6 ศึกษาสินค้าทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) ที่น่าสนใจคือ โกโก้ มีต้นทุนการผลิต 4,362 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2 และเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี) ต้นโกโก้มีอายุเฉลี่ยถึง 60 ปี นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังจากให้ผลแล้วทุก 15 วัน ซึ่งต้นโกโก้ที่มีอายุเฉลี่ย 2-5 ปี จะให้ผลผลิตผลสด
เฉลี่ย 889 กก./ไร่/ปี และถ้าอายุต้นเฉลี่ย 2-15 ปี จะให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ยสูงถึง 1,593 กก./ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทน 16,447 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย12,085 บาท/ไร่/ปี ราคารับซื้อเฉลี่ย 18.5 บาท/กก. ปัจจุบันมีหลายบริษัททำสัญญาซื้อในราคาประกันระยะยาวและมีบริษัทมารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรถึงที่สวน ซึ่งในส่วนจ.ตราด ส่งเสริมสินค้าโกโก้ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดสนับสนุนจุดเรียนรู้โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้ความยั่งยืน ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษาจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

สำหรับสินค้าทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่จ.ตราด ผลิตได้ และเกษตรกรสร้างจุดแข็งและขยายผลต่อยอดเพิ่มมูลค่าในการแปรรูปคือ กาแฟ (โรบัสต้า) มีต้นทุนการผลิต 10,910 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4) นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝนระยะเวลาเก็บเกี่ยว 150-180 วัน ให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ย 1,561 กก./ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทน 23,415 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 12,505 บาท/ไร่/ปี ปัจจุบันราคารับซื้อเฉลี่ย 15 บาท/กก. ทั้งนี้ จุดเด่นของกาแฟ (โรบัสต้า) ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เมล็ดกาแฟ และกากกาแฟ นอกจากทำเครื่องดื่มแล้ว สามารถทำชาจากดอกกาแฟได้ด้วย และปรุงแต่งขนมหวาน กาแฟอัดเม็ด ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและเครื่องสำอาง สำหรับการส่งเสริมสินค้ากาแฟภายในจังหวัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาตราดส่งเสริมสนับสนุนสินเชื่อตามห่วงโซ่มูลค่าสินค้าเกษตรสู่สินเชื่อSME เกษตร และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ โดยจัดหาวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรวมกลุ่มผลิตและขายได้ และสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด สนับสนุนการรวมกลุ่ม ตั้งวิสาหกิจชุมชนขนำตนต้นน้ำ ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดหลักในการรับซื้อผลผลิตกาแฟของจังหวัดตราด

ทั้งนี้ ในส่วนสศท.6 จัดทำการศึกษาความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจของการปลูกกาแฟในสวนผลไม้ในจ.ตราด และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสินค้าทางเลือกทั้งโกโก้และกาแฟของจ.ตราดและจัดประชุมหารือการจัดทำสินค้าทางเลือกของภาคตะวันออก ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) เพื่อระดมความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน หากผู้ใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในภาคตะวันออก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. 0-3835-1261 หรือ อีเมล zone6@oae.go.th

‘กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี’ มุ่งผลิตสินค้าปลอดภัย-สร้างความมั่นคงด้านอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530803

‘กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี’  มุ่งผลิตสินค้าปลอดภัย-สร้างความมั่นคงด้านอาหาร

‘กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี’ มุ่งผลิตสินค้าปลอดภัย-สร้างความมั่นคงด้านอาหาร

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนเห็นความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนั้นการที่ประชาชนบางส่วนถูกเลิกจ้างและให้ออกจากงานต้องกลับภูมิลำเนาเพื่อกลับไปทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น กลุ่มเกษตรกรในจ.ราชบุรี เล็งเห็นความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและตั้งใจผลิตอาหารปลอดสารพิษมีใจรักในการผลิตและไม่ต้องการผลิตเพื่อหวังผลกำไรจนลืมใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคและของตนเอง จึงรวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อว่า “กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี”ผลิตพืชและสัตว์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี จะประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสาร ปริมาณผลผลิตของสมาชิกในกลุ่มแต่ละแปลง วางแผนผลิต แนะนำสมาชิกใหม่ และเพิ่มช่องทางการตลาด ซึ่งการประชุมแต่ละครั้งจะหมุนเวียนไปประชุมที่แปลงของสมาชิกในกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มได้ทำความรู้จักกันเพิ่มมากขึ้น เยี่ยมชม และแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติงานในแปลงของสมาชิก

ผลผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี ได้แก่ เห็ดสดและแปรรูป มะพร้าวน้ำหอม กล้วย ผักสวนครัวและผักสลัด ผลไม้ตามฤดูกาล เนื้อหมูสดและแปรรูป นมแพะไข่ไก่และไข่เป็ด สำหรับตลาดหลักที่สมาชิกในกลุ่มนำผลผลิตไปขายคือ ตลาดสุขใจ อ.สามพราน จ.นครปฐม แต่ผู้บริโภคที่สนใจผลผลิตของกลุ่มสามารถเข้าไปติดตามสั่งซื้อสินค้าจากสมาชิกกลุ่มได้ที่เพจเฟซบุ๊ค“กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี” โดยสมาชิกกลุ่มจะเข้าไปประชาสัมพันธ์ผลผลิตและหมายเลขโทรศัพท์ที่สั่งซื้อสินค้าได้

กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มตัวอย่างในการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จ โดยความร่วมมือของคนในชุมชนและสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ในการขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปรับทิศทางของภาคเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยของอาหารและความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งต้องมีเพียงพอและเข้าถึงได้มากขึ้น

‘เฉลิมชัย’ ติดตามงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530802

‘เฉลิมชัย’ติดตามงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมติดตามการดำเนินการตามแนวคิดขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ร่วมเป็นกรรมการ โดยประชุมเห็นชอบประเด็นปัญหาต่างๆ ของจังหวัด และสรุปปัญหาหลักสำคัญและเป็นปัญหาความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ 1) ปัญหาขยะในพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2) ปัญหาบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง และ 3) ปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

รมว.เกษตรฯกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของประชาชนในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น รัฐบาลอยากให้มีตัวแทนมารับทราบปัญหาได้โดยตรง หากดำเนินการแก้ไขระดับจังหวัดได้ให้รีบดำเนินการ แต่หากเกินกว่าการแก้ไขระดับจังหวัดก็จะนำประเด็นปัญหาไปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไปซึ่งใน 3 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนนั้น ในส่วนปัญหาขยะ มอบให้ร่วมมือกันในพื้นที่ พร้อมรับฟังแนวทางแก้ปัญหาให้ยั่งยืน

ในส่วนการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ มอบหมายกรรมาธิการด้านการเกษตรตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากฎหมาย พร้อมแก้ไขพ.ร.บ. ประมง โดยเชิญทุกภาคส่วนมาให้ข้อคิดเห็น ทั้งในส่วนประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ นำไปสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ต้อง รัฐบาลต้องดู IUU เป็นหลัก แต่ต้องดูแลคนไทยเป็นหลักด้วย จึงสังเกตได้ว่าจะมีมาตรการเยียวยาที่ช่วยเหลือชาวประมง เป็นการสื่อให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาล และอยากขอให้ในพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อประชาชน อีกทั้งเรื่องแรงงานประมงได้ประสานกระทรวงแรงงานต่อเนื่องชาวประมงสามารถสอบถามความคืบหน้าได้จากประมงจังหวัดและประมงอำเภอ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญเรื่องหนี้นอกระบบ ปัญหาที่ดิน ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตรและภาคการท่องเที่ยว จึงต้องดูให้ครอบคลุมและบริหารจัดการน้ำ โดยมอบหมายกรมชลประทานบริหารจัดการทั้งระบบ ทั้งการอุปโภค-บริโภค ภาคการเกษตร รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม พยายามเพิ่มน้ำต้นทุนและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

“ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องการโควิด-19อยากขอให้ประชาชนป้องกันตัวเองต่อเนื่อง ถึงแม้ประเทศไทยป้องกันเชื้อได้ดีอันดับต้นของโลก แต่ต้องไม่ประมาท มาตรการที่รัฐบาลมีนั้นต้องดำเนินการเข้มงวดต่อไป ทั้งใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างและล้างมือ จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และขอเป็นตัวแทนรัฐบาลขอบคุณข้าราชการ ที่มุ่งมั่นทำงานหนักและประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด หากเราตั้งหลักได้ก่อนประเทศอื่น จะเป็นจุดแข็งของไทย จึงให้ความสำคัญทั้งในส่วนภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะช่วยฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจของจังหวัดได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ อยากขอให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือประชาชนให้เหมือนคนในครอบครัว เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 9 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530577

ชายคาพระพิรุณ : 9 พฤศจิกายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 9 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส้มหล่นใส่พี่น้องชาวนาและชาวสวนยางพารา 2.9 ล้านครัวเรือน เมื่อลุงตู่ใจป้ำ ทุ่มงบกว่า 6 หมื่นล้านบาท ประกันรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 51,858 ล้านบาท และโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางระยะที่สองวงเงิน 10,042 ล้านบาท นอกจากนี้ ครม.สัญจร ยังอนุมัติมาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/64 ประกอบไปด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 19,826 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 1 พฤศจิกายน 2563-31 ธันวาคม 2564 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564 และ 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก วงเงิน 610 ล้านบาท ปีการผลิต 2563/64 ระยะเวลาโครงการ 1 ตุลาคม 2563 – 31 ตุลาคม 2565 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ในช่วงที่มีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมาก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 7 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะใช้เงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 35,999 ล้านบาท รวมทั้งโครงการ สนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/2564 โดยให้จ่ายเงินเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับกรมการส่งเสริมการเกษตร ในอัตราไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท เป็นการจ่ายก่อนในเบื้องต้น วงเงินจ่ายขาด 28,046 ล้านบาท

ครม.ยังอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 วงเงิน 10,042 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.8 ล้านราย พื้นที่ปลูกยางพารากว่า 18 ล้านไร่ โดยยึดหลักเกณฑ์เดิมตามโครงการระยะที่ 1 ส่วนระยะเวลาโครงการ เดือนกันยายน 2563 – กันยายน 2564 (ประกันรายได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – 1 มีนาคม 2564) ยิ่งกว่านั้น ครม.สัญจร ยังได้อนุมัติ โครงการคู่ขนานตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2563 โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 และช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางขายไม้ยางพาราได้ในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงสนับสนุนการลดพื้นที่ปลูกยางพารา โดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี แต่ไม่เกิน 600 ล้านบาท และมีค่าบริหารจัดการโครงการ 4 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายของโครงการมีดังนี้ (1) ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ร้อยละ 80 (2) กระตุ้นการโค่นยาง จำนวน 400,000 ไร่ และดูดซับไม้ยางจากการโค่น จำนวน 12 ล้านตัน และ (3) ราคาไม้ยางที่คาดหวังเฉลี่ย 1,300 บาทต่อตัน ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – กันยายน 2565 ซึ่งขณะนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรและมาตรการเสริมทันที…

ขออนุญาตชี้แจง กรณีคอลัมน์ส่องเกษตร ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์แนวหน้าในช่วงเช้าของวันที่ 4 พ.ย.2563 ได้มีข้อผิดพลาดทางเทคนิค เนื่องจากได้มีการนำเนื้อหาข่าวอื่นมาสลับลงในคอลัมน์ส่องเกษตร โดยลงชื่อผู้เขียนคือคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล หน้าเกษตรจึงขอเรียนชี้แจงว่า เนื้อหาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์แนวหน้าช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่บทความซึ่งเขียนโดยคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล และเมื่อทางหน้าเกษตรทราบเรื่อง จึงได้มีการแก้ไขนำบทความซึ่งเขียนโดยคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล มาเผยแพร่ให้ถูกต้องจนถึงปัจจุบัน หน้าเกษตร ต้องขออภัยผู้อ่านมาที่ทำให้สับสน และขออภัยคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล ที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530580

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ  เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาวอำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ นิมนต์พระสงฆ์กว่า 100 รูป ทำบุญครั้งใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเรียกขวัญผู้ประสบภัยหลังเจอเหตุการณ์รถน้ำมันระเบิดไฟลุกลามเผาวอดบ้านเรือน ร้านค้า 19 คูหา รถยนต์ จยย.อีก 8 คัน ชาวบ้านเชื่อเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่อาเพศ ขณะผู้เสียหายวอนบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชดเชยเยียวยา หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์ ยังไม่สามารถเปิดค้าขายได้เดือดร้อนขาดรายได้

จากกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 40,000 ลิตร พุ่งชนรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกสินค้าเบ็ดเตล็ด ขณะจอดติดไฟแดงที่บริเวณสี่แยกเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. คืนวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นก่อนจะมีเปลวไฟลุกท่วมรถทั้งสองคัน ทั้งมีน้ำมันยังรั่วไหลไปตามพื้นถนน และท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดเปลวไฟลุกลามไหม้อาคาร บ้านเรือน ร้านค้าของประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายถึง 19 คูหา ทั้งยังไหม้รถยนต์  รถจักรยานยนต์ ใกล้จุดเกิดเหตุเสียหายอีกจำนวน 8 คัน จนคล้ายกับทะเลเพลิง และจนถึงขณะนี้บางร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลังยังไม่สามารถเปิดค้าขายได้ เนื่องจากทางบริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้สรุปความเสียหาย และการชดใช้เยียวยาที่ชัดเจน

ล่าสุด หน่วยงานราชการคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหนองกี่ ภาคเอกชน และพ่อค้า ประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ ได้ร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหนองกี่ เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย และชาวอำเภอหนองกี่ หลังจากเจอเหตุการณ์รถแก๊สระเบิดน้ำมันรั่วไหลจนเกิดไฟลุกลามไหม้อาคาร บ้านเรือน  ร้านค้าและรถยนต์เสียหายจำนวนมากซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวหนองกี่เป็นอย่างมาก    

โดยการทำพิธีในวันนี้ได้นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป สวดถอดถอนปัดเป่าสิ่งไม่ดี บริเวณจุดเกิดเหตุ  จากนั้นได้นิมนต์พระสงฆ์อีกจำนวน 112 รูป ให้ประชาชนร่วมทำบุญตักบาตร สวดเสริมสิริมงคลและเรียกขวัญตามประเพณีความเชื่ออีกด้วย

น.ส.ชินรัตน์ พันสัมฤทธิ์ อายุ 40 ปี คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหนองกี่ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุร้ายแรงในอำเภอขึ้นตนพร้อมคณะกรรมการ รวมถึงพี่น้องประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ และหัวหน้าส่วนราชการ ก็ได้มีมติร่วมกันจัดทำบุญครั้งใหญ่ขึ้นในวันนี้ เพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเรียกขวัญกำลังใจทั้งผู้ประสบเหตุและประชาชนชาวหนองกี่ด้วย 

ขณะที่ น.ส.อังศิริ  พัฒนพงษ์ไพบูลย์ อายุ46 ปี ประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากอาเพศอะไร ในฐานะชาว อ.หนองกี่ ก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงแบบนี้มาก่อน แต่พอมีการทำบุญในวันนี้ก็รู้สึกดีและเชื่อว่าหลังจากทำบุญแล้วจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ   

ด้านนายวุฒิพันธ์  แซ่ปึง  อายุ 50 ปี เจ้าของร้านเครื่องเขียน หนึ่งในร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว บอกว่า หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจ่ายเงินชดใช้เยียวยาให้กับผู้เสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยโดยเฉพาะร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ยังไม่สามารถเปิดทำการค้าขายได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนขาดรายได้  ก็อยากให้หน่วยงานภาครัฐ หรือทางบริษัทได้เร่งดำเนินการสรุปความเสียหายและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วด้วย จะได้เปิดร้านทำการค้าขายได้ตามปกติเหมือนเดิม เพราะนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเสียโอกาสขาดรายได้อีกด้วย

ขวัญชัย  หาญประโคน

รายงานพิเศษ : ก้าวขึ้นสู่ปีที่4 ‘สทนช.’ มิติใหม่ของการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530581

รายงานพิเศษ : ก้าวขึ้นสู่ปีที่4‘สทนช.’  มิติใหม่ของการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : ก้าวขึ้นสู่ปีที่4‘สทนช.’ มิติใหม่ของการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อปี 2560 รัฐบาลต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน จึงตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 46/2560 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูลแผนงานโครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่กว่า 30 หน่วยงาน

จากวันนั้นที่สทนช.ตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ว่าคำเปรียบเปรยว่า จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” แต่เมื่อมาถึงวันนี้ วันที่ สทนช. มีอายุครบ 3 ปี และกำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4 ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเที่เป็นระบบมากขึ้น ลดการทำงานซ้ำซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวิเคราะห์ เสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำได้ทันสถานการณ์ สทนช.ไม่ใช่แค่เสือกระดาษแล้ว แต่เป็นเสือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตัวจริง!

ต้องยอมรับว่า บุคคลสำคัญที่ทำให้สทนช.เป็นรูปร่าง ก้าวมาถึงวันนี้คือ ดร.สมเกียรติ ประจำวงศ์ เลขาธิการ สทนช. คนแรกและคนปัจจุบัน อดีตอธิบดีกรมชลประทาน

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า จากปีที่ 3 เข้าสู่ปีที่ 4 ในปี 2564 สทนช.จะขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้ง 6 ด้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านที่ 1 น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และด้านที่ 4 คุณภาพน้ำที่ต้องบูรณาการหน่วยงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประปาหมู่บ้านในระยะ 20 ปี และเตรียมความพร้อมดำเนินการ รวมทั้งจัดแผนแม่บทลุ่มน้ำที่สอดคล้องกับปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัดให้ชัดเจน จัดทำแผนปฏิบัติการระยะสั้น ระยะปานกลาง ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บทลุ่มน้ำ เสนอแผนแม่บทลุ่มน้ำ แผนปฏิบัติการ แผนงานตามนโยบายรัฐบาลและการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้เป็นไปตามขั้นตอนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ

นอกจากนี้ สทนช. จะปรับปรุงการติดตาม ประเมินผลแผนงานและโครงการ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยผ่าน app Thai Water Plan ซึ่งมีกลไกการติดตามระดับพื้นที่ ระดับลุ่มน้ำ ผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อวิเคราะห์ สรุปรวบรวมเสนอต่อ กนช. และครม. ต่อไป

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สทนช.ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาและวางรากฐานงานด้าน “น้ำ” ของประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้บทบาทเสนาธิการด้านน้ำของประเทศ สทนช.ให้คุณค่ากับการดำเนินงานของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับและทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงและขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่ง สทนช.บูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด รวมทั้งจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ ตลอดจนได้พัฒนาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการขยายผลให้บรรลุเป้าหมาย

แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีดังกล่าว มีทั้งหมด 6 แผนงาน/แนวทางประกอบด้วย

1.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชน 20 ปี ตั้งเป้าจัดระบบบำบัดน้ำด้ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 10 ล้านคน 2.แผนปฏิบัติการโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2562-2563 เพิ่มกำลังการผลิตได้ 989,160 ลบ.ม.ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 1 ล้านคน 3.แผนหลักการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนสำคัญ 715 ชุมชน ประชาชนได้ประโยชน์ 7.82 ครัวเรือน

4.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำต้นทุน จ.ภูเก็ต 3 โครงการ 5.แผนบูรณาการอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนปี 2562-2563 เพื่อให้ระบบการพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำทันสมัย และ 6.แนวทางจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยเร่งรัดก่อสร้าง ฟื้นฟู ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียตามผู้ก่อมลพิษ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ เป็นอีกผลงานหนึ่งที่สทนช.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานจนเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลา 3 ปี สทนช.ยังขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีก 526 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ โครงการที่ต้องเตรียมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) 128 โครงการ และโครงการที่ต้องรายงานความก้าวหน้าต่อ กนช.ในภาพรวม 247 โครงการ พร้อมเสนอแผนงาน/โครงการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร 102 แผนงาน/โครงการ วงเงินกว่า 14,223 ล้านบาท โดยได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 แล้ว 31 โครงการ วงเงิน 882 ล้านบาท ที่เหลือ 71 โครงการ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม และบรรจุเข้าแผนเพื่อเสนอของงบประมาณวงเงิน 13,341 ล้านบาท

ล่าสุด สทนช.ยังขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2563-2580 จำนวน 38 โครงการ วงเงิน 52,191 ล้านบาท ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872 ล้าน ลบ.ม. โดยในจำนวนนี้ สทนช.กำกับขับเคลื่อนโครงการไปแล้ว 16 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2565 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 253.60 ล้าน ลบ.ม.

แผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำ ตลอดจนการติดตามประเมินผลโครงการ เป็นอีกผลงานหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมประกอบด้วย

1.ผลดำเนินงานแผนบูรณาการน้ำปี 2563 จำนวน 3,621 โครงการ งบประมาณ 56,711 ล้านบาท

2.งบกลางปี 2563 บูรณาการหน่วยงานจัดทำโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมและโครงการเร่งด่วนเพื่อการกักเก็บน้ำฤดูฝนปี 2563 โดย ครม.ได้อนุมัติงบกลางจำนวน 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรีอนุมัติอีก 69 โครงการ 24,59 ล้านบาท

3.จัดทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำปี 2564 จำนวน 26,810 โครงการ วงเงิน 115,448 ล้านบาท

4.ติดตามประเมินผลโครงการตามแผนบูรณาการด้านน้ำปีงบประมาณ 2563 และงบกลางปี 2563

และ 5.Thai Water Plan เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และพัฒนาระบบติดตามพร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท

ภารกิจหลักอีกเรื่องที่ สทนช.ได้ขับเคลื่อนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือ การดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
พ.ศ.2561 และจัดทำกฎหมายลำดับรอง เป็นอีกผลงานที่สทนช.ได้ดำเนินการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ….. ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ 76 จังหวัด ร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับ ระเบียบ/ประกาศอีก 4 ฉบับ

“สทนช.ยังได้สร้างกลไกบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ จัดตั้งและขับเคลื่อนกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งดำเนินแก้ปัญหาคุณภาพน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย พิจารณาปรับแผนปลูกข้าวนาปรังให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก จัดทำหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง การเร่งรัดแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดวัชพืช จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำต้นทุน ติดตามเร่งรัดดำเนินงานงบกลางและสร้างการรับรู้กับประชาชน นอกจากนี้ สทนช.ยังให้ความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือด้านน้ำนานาประเทศ” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ผลงานและการวางแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของสทนช. ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมาถูกทางแล้ว มีเอกภาพมากขึ้น มีการบูรณาการ การทำงานเป็นระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการซ้ำซ้อน โดยยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4 และปีต่อๆไปของสทนช.