กยท.พร้อมเยียวยาสวนยางประสบภัยพิบัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523014

กยท.พร้อมเยียวยาสวนยางประสบภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักหลายพื้นที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนโนอึล ทำให้พื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่ทำสวนยางพาราเสียหาย กยท.พร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อน โดยมีสวัสดิการที่จัดสรรให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อนจากสวนยางที่ประสบภัย ตามระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2560 ตามมาตรา 49 (5) โดยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยางกรณีสวนประสบภัยไม่ว่าจะเป็น อัคคีภัย อุทกภัย หรือวาตภัย ทั้งนี้ กยท.มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยในเบื้องต้นหากสวนยางได้รับผลกระทบจนเสียสภาพสวน คือ ต้องมีต้นยางพาราเสียหายคราวเดียวกัน ไม่น้อยกว่า20 ต้นต่อไร่ ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 3,000 บาท

“เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องเป็นเกษตรฯที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และที่ดินของสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต้องมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงสามารถแจ้งขอรับการช่วยเหลือต่อพนักงานกยท. ในพื้นที่ใกล้สวนยาง ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ประสบภัยหรือนับจากวันที่เหตุพิบัติภัยนั้นได้สิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี ซึ่งทาง กยท.จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบพื้นที่และให้การช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด” นายสุขทัศน์ กล่าว

พัฒนาแพลตฟอร์มโคเนื้อไทย ยกระดับผลิตปศุสัตว์สู่ยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523016

พัฒนาแพลตฟอร์มโคเนื้อไทย ยกระดับผลิตปศุสัตว์สู่ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงความร่วมมือพัฒนา และใช้งานแพลตฟอร์มโคเนื้อไทย (e-Catt) ระหว่างกรมปศุสัตว์กับบริษัท บีเวอร์เทค จำกัด ว่า เป็นนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ของกระทรวงเกษตรฯ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นโครงการสำคัญเพื่อส่งเสริมเพิ่มขีดความสามารถผลิตภาคปศุสัตว์ เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำจาก ธ.ก.ส. เพื่อนำมาประกอบอาชีพสร้างอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว อีกทั้ง ยังกำหนดให้ทำประกันภัยโคเนื้อ เป็นหลักประกันความเสี่ยงประกอบอาชีพให้เกษตรกรอีกทาง

นายสุรพงษ์ วัฒนานนท์ กรรมการบริษัท บีเวอร์เทค จำกัด กล่าวว่า บริษัทบีเวอร์เทคฯพัฒนาแพลตฟอร์มโคเนื้อไทย (e-Catt) เพื่อใช้บริหารโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯเชื่อมโยงการบริหารจัดการสินเชื่อกับธ.ก.ส. อีกทั้งยังเชื่อมโยงระบบบริหารจัดการข้อมูลประกันภัยของเกษตรกรกับบริษัทประกันภัย ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการอีกรูปแบบหนึ่ง อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานการผลิตปศุสัตว์ในเวลา 2 ปี นับจากวันลงนามในบันทึกความร่วมมือนี้บริษัท บีเวอร์เทคฯจะประสานความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์พัฒนา ควบคุม กำกับการใช้แพลตฟอร์มโคเนื้อไทย (e-Catt) ประสานความร่วมมือด้านข้อมูล ข่าวสารและการสื่อสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแพลตฟอร์มโคเนื้อไทย (e-Catt) เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์และนำผลวิเคราะห์ไปช่วยเป็นข้อมูลสารสนเทศเพื่อช่วยกำหนดนโยบาย และพัฒนาโครงการ นำไปพัฒนาอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ให้ยั่งยืนต่อไป

ตลาด‘พริกเขียวมัน’พืชศก.สงขลา ส่งออกมาเลเซียเฉียด2พันตัน/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523017

ตลาด‘พริกเขียวมัน’พืชศก.สงขลา ส่งออกมาเลเซียเฉียด2พันตัน/ปี

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์จินดา (พริกเขียวมัน) เป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง เนื่องจากตลาดในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มความต้องการพริกเขียวมันต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้เกษตรกรจ.สงขลาเป็นอย่างมาก ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ส่งจำหน่ายมาเลเซีย ผ่านพ่อค้าคนกลางรวบรวมส่งผ่านด่านศุลกากรสะเดาและด่านตรวจพืชปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งส่วนใหญ่มาเลเซียจะนำไปใช้บริโภคผลสดในประเทศทำเครื่องเทศเป็นวัตถุดิบผลิตซอสพริก บางส่วนส่งต่อไปสิงคโปร์และอินโดนีเซีย จะเห็นได้จากปริมาณส่งออกพริกเขียวมันของจ.สงขลา สูงถึงประมาณ 1,969 ตัน/ปี ส่วนผลผลิตอีกร้อยละ 10 ส่งจำหน่ายตลาดในประเทศได้แก่ ตลาดราชบุรี ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท โดยผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นผู้รวบรวม ซึ่งมารับซื้อถึงแหล่งผลิต สำหรับช่วงสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตพริกแต่อย่างใด ราคาสินค้ายังเป็นไปตามกลไกตลาด อีกทั้ง ด่านสินค้าเกษตรยังคงขนส่งได้ตามปกติประกอบกับจ.สงขลาส่งเสริมองค์ความรู้ต่างๆให้เกษตรกร จึงส่งผลให้เกษตรกรตื่นตัวและบางส่วนขยายพื้นที่เพาะปลูกพริกเขียวมันเพิ่มขึ้น

ด้านนายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.9เพื่อศึกษาสถานการณ์ผลิตและตลาดพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์จินดา (พริกเขียวมัน)ในจ.สงขลา พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกช่วงต้นเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ -ตุลาคม ระยะเก็บเกี่ยว 7-8 เดือน (ใน 1 รอบการผลิต เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8-10 ครั้ง) ผลผลิตจะออกมากที่สุดเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ประมาณร้อยละ 39 และผลผลิตส่วนที่เหลือจะกระจายออกเดือนอื่นๆ ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกพริกเขียวมันในจ.สงขลา 569 รายซึ่งพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในอ.ระโนด และอ.กระแสสินธุ์รวมประมาณ 1,064 ไร่ ผลผลิตรวม 2,188 ตัน โดยต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 56,859 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,056 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทน 59,520 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 2,661 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรขายได้ ปี 2563 (กุมภาพันธ์ – สิงหาคม) 22 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการของตลาด

สำหรับผลการศึกษาดังกล่าว หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางส่งเสริมการผลิต นำไปช่วยเกษตรกรใช้เป็นแนวทางวางแผนผลิตบริหารจัดการต้นทุน พัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงความต้องการตลาด เกษตรกรควรควบคุมคุณภาพการผลิตและควรเฝ้าระวังโรคระบาด เช่น แอนแทรคโนส หรือโรคกุ้งแห้งในพริก ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum spp ซึ่งพบการระบาดช่วงฤดูฝนอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตได้ผู้สนใจข้อมูลการผลิตและตลาดพริกเขียวมันจ.สงขลา สอบถามได้ที่ สศท.9 โทร.0-7431-2996 หรือ อีเมลzone9@oae.go.th

ลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงวิกฤติแล้ง พายุผ่าน4เขื่อนหลักเติมน้ำได้เพียง24% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522805

ลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงวิกฤติแล้ง พายุผ่าน4เขื่อนหลักเติมน้ำได้เพียง24%

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยายังน่าห่วง อิทธิพลของพายุที่พัดผ่านประเทศไทย เติมน้ำในอ่างฯได้ไม่มากนัก กนช.สั่งให้เร่งจัดทำแผนจัดสรรน้ำคุมวิกฤติแล้ง คาดน้ำต้นทุนไม่เพียงพอสนับสนุนนาปรัง พร้อมสั่งเฝ้าระวังอ่างฯขนาดใหญ่-กลางทั่วประเทศ ปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% วอนประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำ
แห่งชาติ (กอนช.)เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงในเรื่องสถานการณ์น้ำโดยรวมของประเทศ เนื่องจากขณะนี้ยังมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 105 แห่ง จะต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ 30 โดยเฉพาะน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ประมาณ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 24 เท่านั้น จึงได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือนตุลาคม 2563 เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นำไปใช้บริหารจัดการน้ำ กำหนดมาตรการก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ต่อไป รวมถึงได้เน้นย้ำให้มีการประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่แท้จริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงความจำเป็นในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำ และจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่ทั่วประเทศ 141,489 แห่ง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 42,961 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 52 ของปริมาณการกักเก็บ โดยมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% รวม 105 แห่ง เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 13 แห่ง แยกเป็น ภาคเหนือ 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง ภาคตะวันออก 2 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคตะวันตก 2 แห่ง ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 92 แห่ง แยกเป็น ภาคเหนือ 31 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 38 แห่ง ภาคตะวันออก 9 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่งภาคตะวันตก 10 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง

ทั้งนี้ กอนช.ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2563/2564 (วันที่ 1 พ.ย.2563) จะมีปริมาณน้ำรวม 42,019 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่าง โดยภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำคาดการณ์ 17,954 ล้าน ลบ.ม. ภาคเหนือ 13,062 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,013 ล้าน ลบ.ม. ภาคใต้ 4,205 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 1,031 ล้าน ลบ.ม. และภาคกลาง 754 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับแม้ว่าอิทธิพลของพายุที่พัดผ่านประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย พายุซินลากูน ร่องมรสุม และพายุโนอึลจะช่วยเติมน้ำให้ 4 เขื่อนหลักรวม 2,600 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น เขื่อนภูมิพล 654 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 1,669 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 159 ล้าน ลบ.ม.และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 118 ล้าน ลบ.ม. แต่เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำในระดับกักเก็บของแต่ละเขื่อนแล้วยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ซึ่งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ได้คาดการณ์ว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 4 แห่ง ดังกล่าว จะปริมาณน้ำต้นทุนรวมประมาณ 6,270 ล้านลบ.ม.ใกล้เคียงกับปริมาณในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่เพียงพอสำหรับการปลูกข้าวในฤดูแล้งหรือทำนาปรัง ดังนั้น จำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 อย่างรอบครอบ โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศและการเกษตรกรต่อเนื่องเท่านั้นนอกจากนี้ ยังจะต้องสำรองน้ำส่วนหนึ่งไว้ เพื่อการเตรียมแปลงปลูกพืชช่วงต้นฤดูฝน และใช้ในกรณีฝนทิ้งช่วงในปี 2564 อีกด้วย

“จากมติที่ประชุม กนช.มอบหมายให้คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ร่วมกับกอนช.จัดทำแผนและมาตรการในการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563/64 และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาภัยแล้งให้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมทั้งให้หน่วยงานแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ภาคประชาชน เกษตรกรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์น้ำล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา สทนช.ได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานดำเนินการจัดทำแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้งปี 2563/64 และให้ส่งกลับมายัง สทนช.ภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2563 เพื่อสรุปนำเสนอต่อคณะทำงานอำนวยการภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 5 ตุลาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522803

ชายคาพระพิรุณ : 5 ตุลาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 5 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่กันแล้วตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ มีการเปลี่ยนแม่ทัพในส่วนของข้าราชการประจำคนใหม่ นั่นคือตำแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่ง นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดคนเก่าที่เกษียณอายุในปีนี้ สำหรับคนที่ขึ้นรับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ก็คือ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นั่นเอง สำหรับ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ถือเป็นลูกหม้อของกรมชลประทาน จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรการชลประทาน จากโรงเรียนการชลประทาน รุ่นที่ 35 ระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมชลประทาน สังกัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา และอธิบดีกรมชลประทาน คนที่ 33 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ก่อนจะมารับตำแหน่งปลัดกระทรวง ในปัจจุบัน…ดร.ทองเปลว ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถคนหนึ่งที่เกษตรกรน่าจะฝากความหวังไว้กับท่านได้ ซึ่งปัจจุบันปัญหาของเกษตรยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและแก้ไขอีกมาก ไม่ว่าจะเรื่องราคาสินค้าเกษตร ที่จะต้องเร่งเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การส่งเสริมอาชีพ
ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศตามนโยบายการตลาดนำการเกษตร การสร้างงานภาคการเกษตร เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่และผู้ตกงานที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตร รวมถึงเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ…ขุนเกษตราขอเป็นกำลังใจให้ท่านปลัดกระทรวง คนใหม่ทำงานให้ราบรื่น ยึดผลผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้งนะครับ

อีกตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงและเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยคือ ท่านพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ที่โยกข้ามห้วยมาจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มานั่งตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถ มีผลงานด้านการสหกรณ์มาไม่น้อย เพราะเป็นลูกหม้อที่นั่น แต่การข้ามห้วยมาครั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ มนัญญา ซึ่งกำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมวิชาการเกษตร มีเป้าหมายอย่างไรหรือไม่ หรือจะมาให้ช่วยผลักดันเรื่อง 3 สาร ที่อธิบดีคนก่อนไม่สนอง Need เท่าที่ควร ก็นับว่าเอาเรื่องอยู่เหมือนกันสำหรับตำแหน่งใหม่ของท่านอธิบดีพิเชษฐ์ ที่ต้องมารับเผือกร้อนตรงนี้ ยิ่งขณะนี้ บรรดาเกษตรกรเริ่มออกมาแสดงพลังกันมากขึ้น แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแบน พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส อย่างไม่เป็นธรรม และกำลังได้รับผลผลกระทบ เนื่องจากยังหาสารตัวใหม่ที่ได้ผลดีกว่าพาราควอตและมีต้นทุนต่ำไม่ได้ แถมยังสร้างความช้ำใจให้เกษตรกรไทยอีกคือ ห้ามเกษตรกรไทยใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส แต่กลับอนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้ 2 สารนี้อยู่ นี่จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ท่านพิเชษฐ์ต้องมาดำเนินการแก้ปัญหา โดยมีธงคือประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ท่านพิเชษฐ์ ทำงานให้ราบรื่นและอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรนะครับ มันอาจจะยากหน่อยในภาวะที่มีการเมืองครอบงำ แต่ถ้าท่านทำได้ดี รับรองว่าท่านจะอยู่ในใจเกษตรกรตลอดกาล

ขุนเกษตรา

รองแม่ทัพภาคที่2สั่งคุมเข้ม ยาเสพติด-แรงงานต่างด้าว ป้องกันชายแดนมุกดาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522802

รองแม่ทัพภาคที่2สั่งคุมเข้ม ยาเสพติด-แรงงานต่างด้าว ป้องกันชายแดนมุกดาหาร

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลตรีสวราชย์  แสงผล รองแม่ทัพภาคที่ 2 พลตรีบุญสิน พาดกลาง ผบ.พล.ร 3  พ.อ.ยงยุทธ  ขันทวี ผบ.บก.ควบคุมที่ 1 กกล. สุรศักดิ์มนตรี (ร.3) พ.อ.ยุทธนา มหาวัน ผบ.บก.ควบคุมที่ 1 กกล.สุรศักดิ์มนตรี(ร.3) พ.อ.พิทักษ์พล  ชูศรี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 22 พร้อมด้วย นายบุญช่วย น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่  ลงพื้นที่ จ.มุกดาหาร  ที่บริเวณหน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 มุกดาหาร  เพื่อทำการตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และมอบนโยบายในด้านการสกัดกั้นยาเสพติด  การลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษี แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย  และการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโควิด-19 พร้อมได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนจังหวัดมุกดาหาร

พลตรีสวราชย์ กล่าวว่า สำหรับวันนี้ได้มาลงพื้นที่เพื่อมาดูการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วย ซึ่งนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมทั้งผู้บัญชาการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วย เพื่อป้องกันการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดน เน้นทั้งเรื่องของยาเสพติด เรื่องของการลักลอบขนสินค้าหนี้ภาษีตามแนวชายแดน สินค้าเกษตรที่มีผลกระทบต่อเกษตรกรพี่น้องชาวไทย รวมไปถึงการกระทำความผิดของกฎหมายอื่นๆ

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่….สุโขทัย’ งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522807

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่....สุโขทัย’  งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่….สุโขทัย’ งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์ คน พช. สุโขทัย Walk Rally ณ ลานบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแข่งขันเกมส์ Move for fun, Cool Cool เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคี สร้างความรักความผูกพัน การทำงานเป็นทีม ภายในองค์กร รวมทั้งสร้างสายสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ภายใต้แนวคิด สุขที่…สุโขทัย

และในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรมครบรอบ 58 ปี วันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน โดยมีนายธวัช ใสสม พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ที่ต้องการจะรำลึกถึงคุณูปการของอดีตผู้บริหารกรม รวมถึงการแสดงออกถึงความรักในสถาบัน องค์กร และงานพัฒนาชุมชน โดยการจัดงานในครั้งนี้
จะประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมาย ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของกรมพัฒนาชุมชน ได้แก่

(1) กิจกรรมปั่นจักรยาน ตักบาตร สะพานบุญ รับรุ่งอรุณ แห่งความสุข ณ วัดตระพังทอง ในยามเช้า เพื่อที่จะได้สัมผัสกับแสงของรุ่งอรุณและสัมผัสกับบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่นอย่างแท้จริง

(2) กิจกรรมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของปวงชน พระคู่บ้านคู่เมืองของคนสุโขทัย รวมถึงยังมีคำสอนที่เป็นแบบอย่างและเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งเป็นโครงการตามแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ฐานราก คือชุมชน และต่อยอดสู่ความมั่นคงของการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ ยั่งยืน เพราะเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน รัฐและองค์กร ภาคีเครือข่ายในพื้นที่

(3) กิจกรรมอ่านสารอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน 58 ปี ณ วัดศรีชุม “พระอจนะ” พระพุทธรูปพูดได้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ในการร่วมกันทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

และปิดท้ายด้วย (4) กิจกรรมทำบุญถวายเพลพระสงฆ์ ณ วัดศรีชุม ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นวันแรกในการทำงานของปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 วันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน ครบรอบ 58 ปี อีกด้วย

เคาะมาตรฐานทำประมงพื้นบ้านยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522801

เคาะมาตรฐานทำประมงพื้นบ้านยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงออกประกาศใช้มาตรฐานทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พ.ศ.2563 ซึ่งมาตรฐานนี้ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจับสัตว์น้ำ การดูแลสัตว์น้ำหลังจับและแปรรูป เพื่อยกระดับวิถีและสินค้าประมงพื้นบ้านของไทยมีมาตรฐานอาหารปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสังคมก่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรประมง

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านที่ประสงค์จะยื่นขอใบรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พ.ศ.2563 ต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.ต้องเป็นสมาชิกองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำการประมง(ทบ.3) และเป็นเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย 2.การขอใบรับรองมาตรฐานการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน ต้องได้รับการจดทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านแปรรูปหรือเป็นสมาชิกองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น หรือได้รับการจดทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) โดยใบรับรองดังกล่าว มีอายุ 2 ปี นับแต่วันออกใบรับรอง ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการได้รับใบรับรองฯไปแล้วต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของระเบียบ และรักษาให้เป็นไปตามมาตรฐานตลอดอายุใบรับรองซึ่งกรมประมงจะตรวจประเมินปีละ 1 ครั้ง หากตรวจพบไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือมาตรฐานที่กำหนด หรือยินยอมให้ผู้อื่นนำใบรับรองดังกล่าวไปแอบอ้าง หรือกระทำการใดๆที่ไม่สุจริต จะถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติผู้มีสิทธิขอใบรับรอง โดยผู้ที่จะยื่นความประสงค์ขอใบรับรองฯ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลในเขตพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนออกระเบียบว่าด้วยการขอและการออกใบรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านยั่งยืน และการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พ.ศ.2563 กรมประมงจัดให้รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบเอกสารแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่ามีเสียงตอบรับจากกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในเชิงบวก เนื่องจากระเบียบดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดมาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำชาวประมงพื้นบ้านหรือมาตรฐานบลูแบรนด์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ชาวประมงพื้นบ้านพัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่า สินค้าของพวกเขามาจากการทำประมงแบบยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง และผู้บริโภคไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมี ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่า แนวทางหน่วยงานภาครัฐ กับแนวคิดของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่ปัจจุบันมีอยู่จำนวนกว่า 629 ชุมชน สอดประสานเป็นอย่างดีและเชื่อมั่นว่าในอนาคตมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านและมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากการทำประมงพื้นบ้านของไทย จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

กรมชลฯย้ำ’เขื่อนขุนด่านฯ’มั่นคงแข็งแรง ไร้ปัญหาแม้น้ำใกล้เต็มความจุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522835

กรมชลฯย้ำ'เขื่อนขุนด่านฯ'มั่นคงแข็งแรง ไร้ปัญหาแม้น้ำใกล้เต็มความจุ

กรมชลฯย้ำ’เขื่อนขุนด่านฯ’มั่นคงแข็งแรง ไร้ปัญหาแม้น้ำใกล้เต็มความจุ

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.27 น.

“กรมชลประทาน”ย้ำ”เขื่อนขุนด่านปราการชล”เอาอยู่ ไม่มีปัญหาแม้น้ำใกล้เต็มความจุเก็บกัก เหตุจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณเขาใหญ่ ส่งผลให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง ยืนยันระบายน้ำให้อยู่ในระดับควบคุมได้ไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2563 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณเขาใหญ่ ส่งผลให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชล อย่างต่อเนื่อง จนใกล้ระดับเก็บกัก ล่าสุด ได้สั่งการให้เร่งระบายน้ำให้อยู่ในระดับควบคุมโดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

ปัจจุบัน (4 ต.ค. 63) เขื่อนขุนด่านฯ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 217 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 97 ของความจุอ่างฯ มีการระบายน้ำวันละประมาณ 1.9 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำนครนายก ซึ่งเมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้ (4 ต.ค. 63) ที่สถานีวัดน้ำ Ny.1B ต.เขานางบวช อ เมืองนครนายก มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 60 ลบ.ม./วินาที (ความจุลำน้ำ 246 ลบ.ม./วินาที) ยังสามารถรับการระบายน้ำจากอ่างฯ ได้อีกประมาณ 186 ลบ.ม./วินาที หรือ 16 ล้าน ลบ.ม./วัน

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ฤดูฝนปี 2563 จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2563 นี้ เท่ากับว่าเขื่อนขุนด่านฯ สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ส่งผลดีเป็นอย่างมากต่อชาวนครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง ที่จะมีน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่จะมาถึงนี้อย่างเพียงพอ และขอย้ำอีกครั้งว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล ยังมีความมั่นคงแข็งแรง 100% พร้อมที่จะบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนแต่อย่างใด

เตรียมจัดงาน’มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด’ ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522374

เตรียมจัดงาน'มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด' ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9

เตรียมจัดงาน’มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด’ ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.26 น.

‘คณะทำงานที่ปรึกษา รมต. เกษตรฯ’ แถลงข่าวการจัดงาน ‘มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด19’ มีนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9 – เผยช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค พร้อมให้ศิลปินต่างๆ มีรายได้สู้ภัยโควิด19

ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ นายวิเชียร สุขพันธุ์ คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานจัดงาน  แถลงข่าวถึงการจัดงาน ‘มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด19’ ตรงจากเกษตรกร ถึง ผู้บริโภค และผู้ประกอบการจัดโดยเครือข่ายเกษตรกร 4 ภาค สภาพลเมืองเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชาติ (สพช.)

โดยนายวิเชียร แถลงว่า งานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 13 ตุลาคม 2563 ณ ลานสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้มีอยู่ 4 ข้อ ได้แก่

1.เพื่อช่วยกระจายผลไม้ พีชผัก ผลผลิตการเกษตร พันธุ์พืช พันธุ์ไม้ จากเกษตรกรส่งตรงถึงผู้บริโภค

2.เป็นสถานที่พบปะเชื่อมธุรกิจเกษตรระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ

3.ให้ประชาชนผู้บริโภคได้ซื้อหาสินค้า อาหารจากการเกษตรสดๆ ราคาเป็นธรรม ตรงจากเกษตรกร

4.ให้ศิลปินต่างๆ มีรายได้สู้ภัยโควิด-19

ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากจะมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้รับสมัญญานามว่า ‘กษัตริย์เกษตร’ แล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีการเกษตรในยุค 4.0 พร้อมนำสิ่งมงคลอันเป็นที่สักการะบูชาจากท้องถิ่น มาให้ได้กราบไหว้บนบานเป็นที่พึ่งทางใจถึงในงาน อาทิ พ่อปู่ศรีสุทโธจากคำชะโนด ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ พร้อมการแสดงบันเทิงบนเวที ศิลปะการแสดงวัฒนธรรมไทยสี่ภาค

ซึ่งในวันนี้ (3 ต.ค.) จะมีการ เปิดงานโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต้อนรับโดยพล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯพร้อมศิลปะการแสดงจากภาคต่างๆทั้ง มโนราห์ ลิเก ตลก พร้อมความบันเทิงสนุกสนานจากนักร้องนักแสดงทั่วไทยมาสู้ภัยโควิด 19 กันทุกค่ำคืนตลอดงาน