อุตุฯใต้ฝั่งตะวันออกแจ้งเตือน ระวังฝนตกหนัก-คลื่นลมแรง แนะเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523530

อุตุฯใต้ฝั่งตะวันออกแจ้งเตือน ระวังฝนตกหนัก-คลื่นลมแรง แนะเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกประกาศฉบับที่ 5 (51/2563) วันพุธที่ 7 ต.ค. 2563 เวลา 05.00 น. เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก  พายุระดับ 2 (ดีเปรสชั่น) ทางตะวันออกของประเทศเวียดนาม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 11.0 องศาเหนือลองจิจูด 113.0 องศาตะวันออก พายุนี้เกือบไม่เคลื่อนที่และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง บริเวณประเทศเวียดนามตอนใต้ หลังจากนั้นจะเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ลงสู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยจะมีผลกระทบต่อภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนัก มากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช ระมัดระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงและฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในช่วงวันที่ 7-9 ต.ค. 2563

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง โดยที่ห่างฝั่งทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณ ที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วย
ความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงดังกล่าว จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกอย่างใกล้ชิด

ขณะที่บริเวณท่าเทียบเรือประมงสงขลา มีเรือประมงเดินทางกลับเข้าฝั่งที่ท่าเทียบเรือประมงสงขลา ขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำส่งแพปลาและนำเรือจอดท่าให้ลูกเรือและไต๋กงเรือได้พักเพื่อรอเวลาให้คลื่นลมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังออกเรือทำการประมงจับปลา 10 กว่าวัน

ซอกซอนอาเซียน : 8 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523531

ซอกซอนอาเซียน : 8 ตุลาคม 2563

ซอกซอนอาเซียน : 8 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ไม่พ้นเรื่องของมหันตภัยจากโควิด-19 และก็อย่างที่ผมเคยคุยไปแล้วว่า การระบาดของโควิค-19 มันมีผลกระทบต่อเนื่องโยงไปถึงประเด็นของความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ทางสำนักเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งต้องรับผิดชอบดำเนินงานในมติและความคิดเห็นตลอดจนคำประกาศทั้งปวงของบรรดาสมาชิก ก็มักจะสอบถามทางเมลมายังสำนักเลขานุการแอปเตอร์อยู่ไม่ขาด ว่าเรามีการดำเนินงานช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลนอาหารบริโภคอันมีสาเหตุมาจากเจ้าโควิด-19แล้วหรือไม่ เราก็ตอบไปว่ายังทุกครั้ง เพราะก็เป็นข้อเท็จจริงว่า ถึงแม้จะมีข่าวการระบาดของโควิด-19 ในประเทศต่างๆ เช่น ในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และปัจจุบัน (ต้นกันยายน) กำลังระบาดหนักในเมียนมา รัฐยะใข่ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นมีการร้องขอข้าวไปช่วยเหลือจากทางแอปเตอร์เลย ซึ่งค่อนข้างจะผิดความคาดหมายมากผมเองวิเคราะห์เอาเองว่า แม้จะมีการระบาด แต่สถานการณ์ก็ไม่รุนแรงเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลการเกษตรอันเป็นแหล่งที่มาของข้าวปลาอาหาร ซึ่งแตกต่างจากการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น พายุไต้ฝุ่น หรือแผ่นดินไหว สึนามิ เพราะภัยกลุ่มหลังนี้ส่งผลให้ทั้งพื้นที่เพาะปลูก ที่อยู่อาศัยพังพินาศ เกิดการอพยพโยกย้ายประชาชน จนกระทั่ง แน่ละ อาหารการกินต่างๆ พลอยสูญเสียถูกทำลายไปเกือบหมดสิ้น

แต่กระนั้น เพื่อให้เป็นไปตามคำประกาศก่อนหน้านี้ ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ เราก็พยายามที่จะสอบถามไปเป็นระยะๆ ว่าสมาชิกท่านใดประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือบ้าง ซึ่งก็ต้องรอจนกว่าจะมีนั่นแหละครับ แต่ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะเท่ากับว่าการพัฒนาของอาเซียนก้าวขึ้นมาอีกระดับแล้ว คือไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหาร แต่ผมก็อดห่วงไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะขณะที่ประเทศสมาชิกต่างก็ไม่มีการร้องขอ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีองค์กรหรือเวทีการประชุมระดับอาเซียนและรวมทั้งระดับบวกสามด้วย กลับมีข้อเสนอที่จะให้เพิ่มปริมาณข้าวสำรองให้มากขึ้นอีก และแม้กระทั่งได้มีการเสนอให้เพิ่มชนิดอาหารให้ครอบคลุมไปถึงแป้ง น้ำตาล เกลือ น้ำมันปรุงอาหาร ตลอดจนพืชบางชนิด เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลังด้วย ก็คงย้อนแย้งกันอยู่พอสมควร เพราะผมเองก็เคยคิดเรื่องเพิ่มปริมาณข้าวสำรองที่ปัจจุบันมีอยู่เพียง 787,000 ตัน ซึ่งน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรอาเซียน และน้อยนิดจนเกือบเท่ากับไม่มีเลยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรอาเซียนที่รวมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เพิ่มเข้ามา เพราะมีงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญ เอดีบี หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย พบว่าจำนวนข้าวสำรอง 787,000 ตันนั้น คนอาเซียนบวกสามใช้กินวันครึ่งก็หมดแล้ว

นอกจากนี้ จากการศึกษาของท่าน ดร.อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย เมื่อปี 2562 ซึ่งได้นำไปเสนอที่ประเทศเมียนมาด้วย ยังเผยให้เห็นว่าปริมาณข้าวสำรองจำนวนที่ว่า เป็นเพียงร้อยละ 0.28 หรือไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของที่ประเทศอาเซียนบวกสามผลิตได้เท่านั้น หมายถึงว่าเรายังมีศักยภาพที่จะสำรองข้าวที่ผลิตได้ในแต่ละปีได้มากกว่านี้แยะเลย ฉะนั้น จึงเป็นการสมเหตุสมผลอยู่มากทีเดียวที่ควรจะเพิ่มปริมาณข้าวสำรองของแอปเตอร์ให้มากขึ้นอีกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยเราเอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ความเห็นนี้ ผมได้คุยกับท่านเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ท่านก็เห็นด้วย และเมื่อคราวประชุม AFSRB หรือ ASEAN Food Security Reserve Board ครั้งล่าสุดท่านรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศก็ได้ให้ข่าวสื่อมวลชนว่า ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ กำลังมีการพิจารณาเพิ่มปริมาณข้าวสำรองที่ว่านั้นด้วย แต่กระนั้น เรื่องนี้แม้จะมีการพูดกันมากขึ้น ทว่าการที่จะทำให้แนวคิดกลายเป็นความจริงได้ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถใช้ระยะเวลาสั้นๆ ได้ ต้องมีการประชุมพบปะพูดคุยกันในระหว่างประเทศสมาชิก จนทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และก็จะต้องนำเข้าขั้นตอนพิธีการต่างๆ เพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็ต้องยกร่างแก้ไขข้อตกลง (Agreement) เดิม รวมทั้งมีการลงนามโดยผู้มีอำนาจ ตลอดจนอาจต้องมีการให้สัตยาบัน หรือ Ratification ในสภาผู้แทนประชาชนในท้ายที่สุดอีก เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลาและความพยายามที่ไม่น้อยเลยนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รอบรั้วเมืองใต้ : 8 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523529

รอบรั้วเมืองใต้ : 8 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ผู้เขียนขอเข้าเวร ร่ายข่าวสังคม “ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม” ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพที่เห็นมาอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น…เริ่มต้นที่ จ.ยะลา ที่เกิดปรากฏการณ์ นักท่องเที่ยว หลั่งไหลไปชม ทะเลหมอก ที่ อัยเยอร์เวง ต.ยะรม อ.เบตง จนทำให้คนในพื้นที่ได้รับ“อานิสงส์” จากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกันถ้วนหน้า ทำเอา พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยิ้มแย้มแจ่มใส กับความสำเร็จของ “เมืองต้นแบบที่ 2” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสิ่งที่กำลังตามมาเพื่อความก้าวหน้าของ “เมืองต้นแบบ” แห่งนี้ คือ สนามบินเบตง ที่สร้างเสร็จและรอเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เดือนธันวาคมนี้แน่นอน…..แม้จะยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ชัดเจนจาก กกต.แต่สนามเลือกตั้งที่ จ.สงขลา ก็ร้อนระอุ เพราะเป็นการ “ชนช้าง” ระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล คือ พลังประชารัฐ และประชาธิปัตย์ ล่าสุด เดชอิศม์ ขาวทอง สส.เขต 5 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเปิดตัว ว่าที่รองนายก อบจ.สงขลา คือ สุภาพร กำเนิดผล ผู้เป็นคนข้างกาย และผู้สมัคร ส.อบจ.เขต อ.รัตภูมิ คือ วงศ์วชิระ ขาวทอง ซึ่งเป็น “หน่อเนื้อ” ของ สส.เดชอิศม์ โดยความเห็นชอบจาก ไพเจน มากสุวรรณ์ ผู้สมัคร นายก อบจ.สงขลา และถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ สส.เขต 7 สงขลา 3 เสือของพรรคประชาธิปัตย์….กำลังเข้าหน้าฝนของภาคใต้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นทุกครั้งกับ ฤดูมรสุมของภาคใต้ นิพนธ์ บุญญามณี จติวเข้ม เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ของกรมการปกครอง เพื่อทำแผนป้องกัน และแผนช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับภัยธรรมชาติให้ทันท่วงที….โยกย้ายในวงการสีกากีครั้งนี้ ภาคใต้ตอนล่างหลายจังหวัดมีการเปลี่ยนตัว ที่ จ.พัทลุง เมือง“คนดุ” เพราะมีคดีอุกฉกรรจ์ เดือนละหลายครั้ง เที่ยวนี้ได้ พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ นายตำรวจมือดี มาเป็น ผบก.ภ.จว.พัทลุง หวังว่าคงจะลดคดีอุกฉกรรจ์ลงได้บ้าง…ที่ จ.ยะลา ก็ได้นายตำรวจ “มือปราบ” พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ มาเป็น ผบก.ภ.จว.ยะลา ที่นี่เป็นเมือง “แนวร่วม” แบ่งแยกดินแดน และเป็นแหล่ง“ยาเสพติด” ของพื้นที่ 3 จังหวัด คงจะได้เห็นฝีมือ “จับใหญ่” ก็คราวนี้แหละ….และที่ จ.สงขลา ก็ได้ “ผู้การคนใหม่” คือ พล.ต.ต.อาซาน จันทร์ศิริ จากเมืองชายฝั่งทะเล “อันดามัน” จ.สตูล มาเปลี่ยน บรรยากาศเป็นชายทะเล“อ่าวไทย” ปัญหาคล้ายกันคือ “เป็นเมืองชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ การท่องเที่ยว เป็นงานที่ต้องส่งเสริม และสินค้าหนีภาษีคือเรื่องที่ต้องปราบปราม แต่ที่น่าหนักใจคือ ผลประโยชน์ จากของหนีภาษี และอบายมุขของเมืองใหญ่ มีคนสีเดียวกันร่วม“เอี่ยว” อยู่ด้วยทุกหนแห่ง หวังว่า ผบก.ภ.จว.สงขลา คนใหม่คงจะ“เอาอยู่”… แม้สถานการณ์ “โควิด-19” ยังไม่คลี่คลาย แต่เทศกาล “กินเจ เจี๋ยะฉ่าย” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังจัดยิ่งใหญ่เหมือนเดิม โต้โผใหญ่คือ สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ที่มี สุรพล กำพลานนท์วัฒน์ ผู้เป็น นายกสมาคม โดยได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ และ สสส. ปีนี้เริ่มเทศกาลกินเจ วันที่ 16-25 ตุลาคมนี้ เชิญชวนทุกท่านร่วมเทศกาลกินเจเพื่อสุขภาพ และลดการ เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย…

ปรีชา  สถิตย์เรืองศักดิ์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523534

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก  ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นให้สมาชิกมีรายได้สามารถจุนเจือครอบครัวได้ทุกวัน ด้วยการปลูกพืช ผักสวนครัว ที่คนในหมู่บ้านและพื้นที่บริเวณใกล้เคียง นิยมรับประทานกันเป็นประจำ เช่น ผักหวาน มะละกอ กล้วย พริก นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยดูพื้นฐานของสมาชิกเป็นหลัก สหกรณ์ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการส่งเสริม พัฒนาไปทีละขั้นอย่างมั่นคงนอกจากนั้น สหกรณ์ฯ ยังมีแนวคิดที่จะปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตอนหนึ่งว่า…ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม้หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นฟืนอย่างหนึ่ง อันนี้ แยกออกไปเป็นกว้างๆ ใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สำหรับได้ประโยชน์ดังนี้ ในคำวิเคราะห์ของกรมป่าไม้รู้สึกจะไม่ใช่ป่าไม้ แต่ในความหมายของการช่วยเหลือเพื่อต้นน้ำลำธารนั้น ป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวนผลไม้ก็ตามหรือเป็นสวนไม้ฟืนก็ตามนั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่เป็นป่า คือ เป็นต้นไม้และทำหน้าที่เป็นทรัพยากรในด้านสำหรับให้ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้… (ที่มา : มูลนิธิชัยพัฒนา )

นางพิชญาภัค ขันตี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด กล่าวว่า อยากให้สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด เป็นแหล่งเรียนรู้ สหกรณ์ฯ จึงเริ่มปลูกผักหวาน และปลูกป่าต้นพยุงในพื้นที่สหกรณ์ก่อน เพื่อหวังว่าจะเป็นแปลงสาธิตต้นแบบให้แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป โดยการปลูกผักหวาน และป่าต้นพยุงครั้งนี้ ได้น้อมนำทฤษฎีจากการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาเป็นแนวทางและการส่งเสริมสมาชิกนั้น สหกรณ์ฯ มีทั้งโครงการปลูกพืชระยะสั้น และโครงการขุดบ่อบาดาล เพื่อให้สมาชิกสามารถปลูกพืชระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแหล่งน้ำไว้ใช้ ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 2.7 ล้านบาท

สหกรณ์ฯมองว่า การปลูกพืชผักสวนครัวอย่างผักหวาน มะละกอ กล้วย พริก ซึ่งเป็นพืชที่รับประทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว สมาชิกปลูกเอง ทานเอง เหลือก็นำมาขาย สามารถนำมาวางขายได้ที่สหกรณ์ฯ มีรายได้กลับเข้ามาจุนเจือครอบครัว และใช้พื้นที่ในการปลูกไม่มาก ยกตัวอย่างกล้วย หรือมะละกอ ปลูกบ้านละ 2-3 ต้น ก็สามารถเก็บผลมาขายได้แล้ว

นายอัมพร โพธิ์ทอง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด กล่าวอีกว่า อยากให้สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ให้สมาชิกมีที่จำหน่าย มีรายได้ทุกวัน ปัจจุบันทางสหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริม สนับสนุน ให้สมาชิกปลูกพืช ผักสวนครัว เนื่องจากเห็นว่าทุกครอบครัวต้องรับประทานกันเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว เช่น ผักหวาน เป็นผักที่ขายได้ราคาดี และคนในพื้นที่รับประทานกันเป็นประจำแต่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามยังปลูกค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่รับมาจากต่างจังหวัดเพื่อนำมาขายต่อ หากเราส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักหวาน ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกได้อย่างแน่นอน

นายประเสริฐ โสมาบุตร สมาชิกสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัดและครอบครัว เผยว่า ตนและครอบครัว ได้เริ่มปลูกผักหวาน โดยได้ซื้อพันธุ์ต้นกล้ามาจากจังหวัดสระบุรี ปัจจุบันปลูกผักหวานราว 500 ต้น โดยธรรมชาติของผักหวานนั้นต้องการร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่จึงจะอยู่รอดและออกยอดได้อย่างสวยงาม การดูแลนั้น เพียงใส่ปุ๋ยในครั้งแรกที่ปลูก โดยโรยปุ๋ยธรรมชาติ เช่นมูลหมูมูลวัว รอบๆ ต้น ห่างประมาณ 1 คืบ และทำระบบน้ำหยดในการรดน้ำ ใช้เวลาในการปลูกประมาณ18 เดือนก็สามารถตัดยอดนำไปขายได้ กิโลกรัมละ 200 บาทเลยทีเดียว นอกจากปลูกเพื่อตัดยอดขายแล้ว ตนและครอบครัวยังเพาะต้นกล้าเพื่อขายอีกด้วย โดยต้นกล้าจะขายในราคาต้นละ30 บาท ทำให้ครอบครัวมีรายได้เข้ามาทุกวัน และที่สำคัญครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

จากความมุ่งมั่นของสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสมาชิก มุ่งหวังให้สหกรณ์ฯ เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นศูนย์รวมการจำหน่ายสินค้าของสมาชิกแล้ว ยังตั้งใจที่จะปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อเกื้อกูลธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ตามแนวพระราชดำริอีกด้วย

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523532

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว

สกู๊ปพิเศษ : เปิดการท่องเที่ยวแบบ New Normal ที่บ้านน้ำจวง รับปลายฝนต้นหนาว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก เปิดการท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง หรือ ซาปาเมืองไทย แบบ New Normal พักโฮมสเตย์ ชมดอกไม้นานาพรรณที่ภูทับสี่ ชมความสวยงามของนาขั้นบันไดที่เนินสองเต้า ท่ามกลางสภาพอากาศ 15-18 องศาเซลเซียส

โดยในช่วงนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เริ่มขึ้นภูทับสี่บ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เพื่อท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวในชุมชน โดยชุมชน อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  โดยเฉพาะชมนาขั้นบันได ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

สำหรับชุมชนบ้านน้ำจวง หรือ ซาปาเมืองไทยเป็นชุมชนที่มีธรรมชาติสวยงาม มีทั้งน้ำตก ภูเขา ป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ อากาศร่มเย็นเป็นชุมชนของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชนเผ่าที่ยังคงอนุรักษ์เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชน ที่สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินาขั้นบันไดในรัชกาลที่ 9 สู่การท่องเที่ยวในชุมชนบ้านน้ำจวงอย่างยั่งยืน

โดยชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน ได้ร่วมกันปลูกข้าวโค้ง หรือ ข้าวหอมมะลิม้ง และ ข้าวเจ้าเขา ทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวเจ้าพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวไทยภูเขาเผ่าม้งบ้านน้ำจวงจะปลูกไว้อุปโภคบริโภคกันทุกปี ในแปลงนาที่เตรียมไว้ บนเนิน 2 เต้า ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวนาขั้นบันไดบ้านน้ำจวง กว่า 500 ไร่ ที่สวยงาม เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวได้มาชมวิถีชีวิตของชนเขาเผ่ามั้งในการทำนาแบบขั้นบันได ที่เนินสองเต้า ที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด นอกจากนี้ในพื้นที่บ้านน้ำจวงแห่งนี้ ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนจนถึงสิ้นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งชมน้ำตกตาดปลากั้งอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านน้ำจวง โฮมสเตย์ที่น่าพักผ่อน ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านบ้านน้ำจวง จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้จากนักท่องเที่ยว

วิถีชีวิตการทำนาขั้นบันไดบ้านน้ำจวงบนเทือกเขาสูง 1,000 เมตร นอกเหนือจากเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังเป็นมนต์เสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลกอย่างมาก ในช่วงฤดูหนาว
บ้านน้ำจวงเหนือและบ้านน้ำจวงใต้สภาพอากาศจะหนาวเย็นถึงหนาวจัด ที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยวบ้านน้ำจวง ได้ปรับพื้นที่นาขั้นบันได ปลูกไม้ดอก และพืชผลเมืองหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะงดงามอย่างมาก

ทั้งนี้ทาง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก  ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 เข้าสนับสนุนสร้างความรู้และเตรียมพัฒนาการท่องเที่ยวของบ้านน้ำจวง อย่างยั่งยืน โดยเบื้องต้นได้เข้าพบปะกับชาวบ้านในการให้ความรู้รับนักท่องเที่ยวตามวิถีท่องเที่ยวแบบ New Normal  

นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ทางสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยหลายหน่วยงานจะได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านบ้านน้ำจวง หันมาทำนาแบบขั้นบันได้มากขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งปลูกข้าวม้ง อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั้งยืน รวมทั้งการปลูกดอกไม้นานาพรรณให้เกิดความสวยงาม

โดยขณะนี้จากการสำรวจพบว่ามีขาวเขาเผ่าม้งบ้านน้ำจวง เริ่มหันมาให้ความสนใจเปลี่ยนพื้นที่ปลูกขิง มาทำนาแบบขั้นบันไดมากขึ้น เพราะว่าหลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว พื้นที่ก็ยังสามารถปลูกดอกไม้ หรือผักที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกด้วยจึงอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส สำหรับระยะทางมาจากตัวเมืองพิษณุโลก ประมาณ 140 กิโลเมตร เส้นทางสะดวก มีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 100 หลัง ซึ่งนักท่องเที่ยวสนใจมาชมความสวยงามของธรรมชาติที่บ้านน้ำจวงสามารถติดต่อได้ที่ผู้ใหญ่นิรันดร์ 06-3067-6100 หรือ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก 09-6662-2219 และ 08-1701-1199

ปัตตานีเตรียมส่งเสริมเลี้ยง’ปูทะเล’เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523464

ปัตตานีเตรียมส่งเสริมเลี้ยง'ปูทะเล'เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ชายแดนใต้

ปัตตานีเตรียมส่งเสริมเลี้ยง’ปูทะเล’เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.43 น.

7 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลี้ยงปูทะเล ในพื้นที่ชายฝั่งของปัตตานี เริ่มคึกคักขึ้นเป็นลำดับ หลังจากที่เกษตรกรเริ่มหันมาเลี้ยงเป็นอาชีพมากกว่าลงไปจับในแหล่งน้ำ คลองตามธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันมีราคาดี และยังเป็นที่ต้องการของตลาดในพื้นที่และต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้นทุกปี

เนื่องจากข้อจำกัดของการได้มาของลูกปูที่เกษตรกรจะนำไปเลี้ยงลงในบ่อดินนั้นมีจำนวนน้อยและจำนวนไม่แน่นอน ทางศูนย์วิจัยพัฒนาประมงชายฝั่งปัตตานี “ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กิจกรรมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไร้รอยต่อ”ได้ดำเนินการศึกษาของการอนุบาลลูกปู โดยได้นำร่องกลุ่มเกษตรกรที่เคยเลี้ยงปูมาแล้ว ในเขตพื้นที่ชายฝั่งปัตตานี จำนวน 30 ราย เพื่อแจกจ่ายลูกพันธุ์ปู พันธ์เวียดนาม รายละ 1 พันตัว นำไปอนุบาลในบ่อผ้าใบที่ได้มีการแจกไว้แล้ว

นายทศพล พลรัตน์ นักวิชาการประมงประจำศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งปัตตานี ได้ทยอยแจกลูกพันธุ์ปูสายพันธุ์เวียดนาม เนื่องจากมีความเจริญเติบโตได้ดี เหมาะกับอากาศในบ้านเรา โดยมีเกษตรกรเข้ามารับ เพื่อนำไปอนุบาลให้แข็งแรงก่อนนำไปปล่อยในบ่อดินต่อไป

ด้านพลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลงพื้นที่ตรวจดูความคืบหน้าการก่อสร้างโรงฟักลูกปู ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และบ่อเลี้ยงปู ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ภายหลังที่ ศอ.บต. ส่งเสริม สนับสนุนการเลี้ยงปูทะเล เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นอีกหนึ่งอาชีพของประชาชนชายฝั่งทะเล นอกเหนือจากอาชีพประมง หวังให้มีรายได้หลายช่องทาง โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.) สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปัตตานี กรมประมง และกลุ่มชาวบ้าน กว่า 20 ครัวเรือน ในพื้นที่ต.บางปู เป็นหน่วยงานและกลุ่มชาวบ้านนำร่อง เพาะเลี้ยงปูทะเลเพื่อจำหน่าย

นายวรวุฒิ พิทักษ์สันติกุล ผอ.ศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี‎ เผยถึงการส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลเพื่อจำหน่ายของชาวบ้าน ต.บางปูว่า การนำร่องเลี้ยงปูทะเลขณะนี้ดำเนินไปในทิศทางที่ชาวบ้านพอใจและสุขใจ เพราะสามารถเลี้ยงปูทะเลเพื่อจำหน่าย ในขณะเดียวกันก็เป็นการอนุรักษ์ ดูแลทรัพยากรชายฝั่ง ป่าชายเลนให้อุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมแก่กลุ่มเลี้ยงปูในพื้นที่ ประมาณเดือนละ 50,000-60,000 บาทต่อกลุ่ม เพียงซื้อลูกปูตัวละ 10 บาท นำมาเพาะเลี้ยงเป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้โตเต็มที่ นำมาคัดแยกจำหน่ายกิโลกรัมละ 500-600 บาท เป็นประจำทุกสัปดาห์

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นหน่วยงานในการหนุนเสริมอาชีพเลี้ยงปูทะเลจำหน่าย ศอ.บต. ได้สนับสนุนให้ดำเนินการสร้างโรงฟักเลี้ยงลูกปู เพื่อหวังให้เป็นศูนย์จำหน่ายลูกปูที่มีคุณภาพและราคาถูกแก่ชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้สามารถซื้อไปเพาะเลี้ยงจำหน่ายในราคาต้นทุนต่ำแต่ได้กำไรดี โดย ตั้งเป้าให้พื้นที่และประเทศไทยส่งออกปูทะเลมูลค่า 5 ล้านบาท รองจากประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศส่งออกปูทะเล มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี

เกษตรฯร่วมเปิดตัว’หมูชีวา’ นวัตกรรมหมูเพื่อสุขภาพ ต่อยอดมาตรฐานปศุสัตว์OK #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523462

เกษตรฯร่วมเปิดตัว'หมูชีวา' นวัตกรรมหมูเพื่อสุขภาพ ต่อยอดมาตรฐานปศุสัตว์OK

เกษตรฯร่วมเปิดตัว’หมูชีวา’ นวัตกรรมหมูเพื่อสุขภาพ ต่อยอดมาตรฐานปศุสัตว์OK

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.36 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมเปิดตัว “หมูชีวา หรือ Cheeva Pork” นวัตกรรมหมูเพื่อสุขภาพแบรนด์ U-Farm โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ว่า การเปิดตัว “หมูชีวา” นวัตกรรมหมูเพื่อสุขภาพแบรนด์ U-Farm ในวันนี้ ถือเป็นการเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของสินค้าปศุสัตว์เพื่อผู้บริโภค สอดรับกับนโยบายในการพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ภายในประเทศเพื่อผู้บริโภค ซึ่งการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตและการบริโภคนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประสานงานร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐ อีกทั้งนวัตกรรมหมูเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ U-Farm นี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และ CPF เป็นอย่างดี จึงถือว่าเป็นการพัฒนาความร่วมมือเพื่อพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐอีกทางหนึ่ง

สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์กำกับดูแลงานด้านปศุสัตว์ ตั้งแต่การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ การจัดการสวัสดิภาพสัตว์ การเชือดชำแหละเนื้อสัตว์ การขนส่งสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงการจำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้าต่างๆ ได้มีโอกาสบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงสถานที่จำหน่าย ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าและอาหารมากขึ้น ซึ่งในส่วนของสินค้าปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้วางแผนและริเริ่มส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ให้สอดคล้องกับกระแสความต้องการของผู้บริโภค เช่น โครงการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โครงการปศุสัตว์อินทรีย์ และโครงการมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้สัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคและสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ผ่านกระบวนการเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์ที่มีศักยภาพ พัฒนาโรงฆ่าสัตว์ให้ได้รับการรับรอง GMP เพื่อให้กระบวนการเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ได้มาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้รองรับการตรวจสอบย้อนกลับอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบหรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้พยายามส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีมาตรฐานการผลิต และส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการผลิต ที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการประกอบอาชีพและธุรกิจที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนไทย จึงได้จัดทำ “โครงการปศุสัตว์ OK” ขึ้น เพื่อบูรณาการงานผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมด ภายใต้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ซึ่งปัจจุบันได้ให้การรับรองสินค้าทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด และมีสถานที่จำหน่ายที่ได้รับการรับรองจำหน่ายสินค้า ที่ผ่านการผลิตตามมาตรฐานที่กรมปศุสัตว์กำหนดแล้วไม่น้อยกว่า 7,000 ราย ประกอบด้วย สถานที่จำหน่ายทั่วไปในตลาดสดและห้างสรรพสินค้า รวมถึง Modern trade โดยสถานที่จำหน่ายที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ 1) สินค้าปศุสัตว์ที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) 2) มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผลิตจากสถานที่รวบรวมไข่ที่ได้รับการรับรอง 3) จำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และ 4) ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะนำภาคเกษตรไทยก้าวสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนโดยร่วมมือกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ภายใต้กรอบการทำงาน 3 ด้าน คือ ความปลอดภัยของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความยั่งยืนภาคเกษตร เพื่อสนับสนุนและมุ่งเป้าให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ซึ่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารของ CPF ในครั้งนี้ ถือป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานรองรับ และตรงตามความต้องการของตลาด อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศ และต่อยอดนวัตกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนภาคเกษตรและอาหาร ที่มีการวิจัยพัฒนา บนมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานปศุสัตว์ OK ของกรมปศุสัตว์ ที่ได้วางรากฐานฟาร์มที่ดีให้แก่ทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เกิดเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคยุคใหม่ที่สนใจในสุขภาพและสวัสดิภาพการเลี้ยงสัตว์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’ เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523309

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’  เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’ เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็นสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ของจังหวัดราชบุรีอีกแห่งหนึ่ง ที่มีความเข้มแข็งในการดำเนินงานภายใต้ความเชื่อมั่นของสมาชิก เกิดจากบทบาทของสหกรณ์ที่เข้าไปส่งเสริมสนับสนุน และช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตรอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกสหกรณ์

นายสมเกียรติ วงศ์สอน ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2519 ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปธุรกิจตราชั่งผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้สหกรณ์ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่สมาชิก โดยได้จัดทำโครงการอบรมให้ความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า การเลี้ยงไก่ไข่ตามธรรมชาติ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกผักปลอดสารพิษทำให้ที่ผ่านมาสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพจากผลการได้รับการันตีจากรางวัลมากมาย และยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินให้เป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก”

สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของสมาชิก 70% เป็นพื้นที่นาข้าว ส่วนอีก 30% เป็นการทำเกษตรอื่นๆ ทำไร่ทำสวน และปลูกพืชเศรษฐกิจ อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งในส่วนของการทำนาสหกรณ์ ได้เข้ามาดูเรื่องการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อให้ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร ทั้งนี้ก็เพื่อให้การผลิตข้าวของเกษตรกรมีประสิทธิภาพรวมถึงการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและจำเป็นมาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม และสหกรณ์ยังได้เปิดลานรับซื้อข้าวเปลือก พร้อมจัดหาพ่อค้ามารับซื้อผลผลิตข้าวของเกษตรกรถึงที่อีกด้วย

ทั้งนี้ผลผลิตข้าวที่สมาชิกปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวขาวหอมปทุม และมีบางส่วนที่ผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองข้าวหอมมะลิ และข้าวเหลืองอ่อน ซึ่งข้าวหอมมะลิและข้าวเหลืองอ่อน ทางสหกรณ์ฯ จะทำการสีแปรรูปเป็นข้าวพร้อมรับประทานและจำหน่ายในแบรนด์ของสหกรณ์ เอง โดยเฉพาะข้าวเหลืองอ่อนจัดได้ว่าเป็นข้าวที่ปลอดสารตกค้าง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ในแต่ละปีจะมีปริมาณไม่มากนัก เนื่องจากการปลูกข้าวดังกล่าวจะให้ผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าข้าวทางการค้าอย่างข้าวหอมปทุม

อย่างไรก็ตาม นอกจากการทำนาข้าวแล้วในส่วนของการทำเกษตรอื่นๆ เช่น การปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง สหกรณ์ก็ได้เข้าไปดูแลเช่นเดียวกัน และจากการที่สหกรณ์ เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิกในยามที่มีปัญหา จึงทำให้ที่ผ่านมาได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากสมาชิกตลอดมา ซึ่งการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างเต็มกำลังส่งผลให้ตัวสหกรณ์ มีความเข้มแข็ง เกษตรกรสมาชิกมีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีวินัย และพึ่งพาตนเองได้

“ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เกิดขึ้นได้เพราะการดำเนินการตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ มุ่งเน้นการสร้างความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอาเปรียบและเบียดเบียนกันให้สมาชิกสามารถช่วยตนเองได้สร้างจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ให้แก่สมาชิกบริหารงานโดยตัวแทนที่ถูกเลือกโดยสมาชิก ประโยชน์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นของสมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง” นายสมเกียรติ กล่าว

ส่องเกษตร : จากบางเขนสู่ทุ่งรังสิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523303

ส่องเกษตร : จากบางเขนสู่ทุ่งรังสิต

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เสนอเรื่องการเดินทางจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปยังจังหวัดทางภาคเหนือโดยรถยนต์ ผ่านจุดต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการทำการเกษตรระหว่างเส้นทางที่ผ่านไป เริ่มจากการออกจากสถาบันการศึกษาทางการเกษตรที่เก่าแก่ของชาติ สร้างบัญฑิตออกมารับใช้สังคม ประเทศชาติมายาวนาน จากย่านบางเขนที่เดิมเป็นทุ่งนา ต่อมาที่ดินถูกเปลี่ยนมือกลายเป็นที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจากเดิม และทิ้งท้ายประเด็นของทุ่งรังสิตที่มีเรื่องราวในอดีตมากมาย

เมื่อย่านดอนเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศ และมีสนามบินดอนเมือง เข้าใจว่าการเลือกทำเลในครั้งอดีต มั่นใจว่าเป็นที่ดอน น้ำไม่ท่วม แต่เมื่อปี 2554 สนามบินแห่งนี้ก็ไม่รอดจากน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน เลยไปทุ่งรังสิตกลายเป็นแหล่งรวมของหมู่บ้านจัดสรรตลอดแนวคลองรังสิตทุกสาย ทั้งที่เดิมนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองรังสิตเพื่อใช้เป็นที่นาปลูกข้าว เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ และมีการตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิตขึ้นมาในแถวคลอง 6 เมืองธัญบุรี เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีการจัดระบบชลประทานเพื่อการเกษตรที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เมื่อประชากรเมืองเพิ่มมากขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มตามไปด้วย และรูปแบบของการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่ในแถบเมืองหลวง ส่งผลให้ความจำเป็นของทุ่งรังสิตในการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำลดลง กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญแทน เมื่อที่อยู่อาศัยเต็มพื้นที่ การสร้างถนนหนทาง การวางผังเมืองที่บกพร่อง ส่งผลต่อความสามารถในการระบายน้ำและการรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าหากปีไหนน้ำมาก รับรองว่าปัญหาน้ำท่วมมาถึงแน่นอน

สถานีทดลองข้าวรังสิต ปัจจุบันคือ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สังกัดกรมการข้าว นับว่าเป็นศูนย์วิจัยข้าวที่เข้มแข็งแห่งหนึ่ง ในอดีตมีนักวิจัยระดับนานาชาติที่เก่งๆ หลายท่าน สร้างผลงานไว้กับประเทศหลายอย่าง ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อาจทราบได้ บริเวณเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของธนาคารเชื้อพันธุกรรมพืช หรือ Gene Bank เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ สังกัดกรมวิชาการเกษตร ซึ่งอันที่จริงแล้วศูนย์วิจัยข้าวเดิมอยู่ภายใต้สถาบันวิจัยข้าว สังกัดกรมวิชาการเกษตร ก่อนที่จะปรับโครงสร้างมาสังกัดกรมการข้าว ย้อนไปที่ธนาคารเชื้อพันธุกรรมพืช เป็นแหล่งเก็บรวบรวมเชื้อพันธุกรรมของพืชด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ให้กับลูกหลานในอนาคต

ทุ่งรังสิตในอดีตนอกจากจะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแล้ว ตามแนวถนนพหลโยธินในยุคนั้น จะมีแผงขายแตงโมอยู่ริมข้างทาง ถึงกับครูเพลงนำไปแต่งเป็นเพลงลูกทุ่งกลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับของไทย และอมตะมาจนถึงปัจจุบัน จึงอาจเป็นหลักฐานว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาแล้ว ชาวนาจะปลูกแตงหลังทำนา บางข้อสันนิษฐานก็มองว่าแตงดังกล่าวอาจนำมาจากสุพรรณบุรีก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามชี้ให้เห็นว่ามีการจัดระบบการปลูกพืชมากันตั้งแต่ครั้งอดีต ไม่ใช่การทำนาอย่างต่อเนื่องเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้บริเวณปากคลองรังสิตดังกล่าวยังเป็นแหล่งรวมของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญในอตีดอีกด้วย จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่เป็นย่านการค้าสินค้าการเกษตรที่สำคัญด้วยเช่นกัน ปัจจุบันพื้นที่กลายเป็นที่พักอาศัย ศูนย์การค้า โรงงาน และยังคงมีตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายตลาดอยู่ในย่านนี้ไม่ว่าจะเป็นตลาดไท หรือ ตลาดสี่มุมเมือง

การพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความต้องการของอาหารของมวลมนุษยชาติ เพราะอาหารยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ในขณะที่ความต้องการอาหารขยายตัวมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร แต่ก็ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรด้วยเช่นกัน ดังนั้นภาคการเกษตรจะต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น ผลตอบแทน ผลผลิตต่อพื้นที่ต้องเพิ่มขึ้น จึงจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ดูเหมือนเป็นประเด็นที่ผู้คนในวงการเกษตรทราบกันดี แต่ทำกันไม่ดีหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

อธิบดีกรมป่าไม้ลุยเอง นำจนท.ตรวจ‘ม่อนแจ่ม’ แก้รุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523015

อธิบดีกรมป่าไม้ลุยเอง นำจนท.ตรวจ‘ม่อนแจ่ม’ แก้รุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายชีวะภาพชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นายกมล นวลใย ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (สาขาพิษณุโลก) ในฐานะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริมบริเวณม่อนแจ่ม และพื้นที่ใกล้เคียง ต.แม่แรม และ ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 

โดยที่ผ่านมาได้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ ตามคำสั่งของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 (เชียงใหม่) และได้ทำการพิจารณาคุณสมบัติการอยู่อาศัยทำกินของสถานประกอบการ 113 ราย และสามารถดำเนินคดีทั้งหมด 30 คดี จำนวน 31 รายซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ ดำเนินการตามมาตรา 29 มาตรา30 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539จำนวน 20 คดี  โดยรื้อถอนแล้ว 2 ราย  รื้อถอนเองตามคำสั่งมาตรา 25 จำนวน 1 ราย  เจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอนตามคำสั่ง มาตรา 25 จำนวน 1 ราย ส่วนอีก 18 ราย อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งมาตรา 25 ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาคำอุทธรณ์แล้วไม่เห็นด้วย จำนวน 15 คดี ขณะที่อีก 3 ราย อยู่ระหว่างจัดทำความเห็นเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนอกจากนี้  เจ้าของกิจการยินยอมรื้อถอนด้วยตนเองโดยเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือจำนวน 4 คดี และ อีก 6 คดี อยู่ระหว่างพิจารณาโต้แย้งสิทธิ เนื่องจากคู่กรณีฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่