นายกฯกำชับคุมเข้ม ป้องกันลักลอบนำเข้า น้ำมันปาล์มจากตปท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524391

นายกฯกำชับคุมเข้ม  ป้องกันลักลอบนำเข้า  น้ำมันปาล์มจากตปท.

นายกฯกำชับคุมเข้ม ป้องกันลักลอบนำเข้า น้ำมันปาล์มจากตปท.

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายกฯกำชับคุมเข้มป้องกันลักลอบนำเข้า

น้ำมันปาล์มจากตปท. เดินหน้าผลักดันราคา

นายกฯสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกันการลักลอบนำน้ำมันปาล์มเข้ามาจากต่างประเทศ ผ่านด่านชายแดน หวั่นกระทบผลผลิต-รายได้เกษตรกร ย้ำรัฐบาลผนึกกำลังดันราคาให้ขยับสูงขึ้น เพื่อการพัฒนาระยะยาวและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่ระดับราคาปาล์มน้ำมันตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาขยับตัวสูงขึ้น สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ปัจจัยสำคัญมาจากการดำเนินการของภาครัฐที่ออกมาตรการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาด ได้แก่ กำหนดให้น้ำมันไบโอดีเซล B 10 เป็นน้ำมันมาตรฐาน แทน B7 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณปีละ 2.2 ล้านตัน และส่งเสริม B20 ให้เป็นพลังงานทางเลือก รวมถึงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 3.6 แสนตัน ซึ่งดำเนินการครบแล้ว ผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มส่วนเกิน 3 แสนตัน ภายในปี 2564 และ เดินหน้าติดตั้งมิเตอร์วัดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบของโรงงาน เพื่อทราบปริมาณน้ำมันที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการบริหารสต็อกให้มีเสถียรภาพ

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ราคาพืชผลเกษตรลดลง และชาวสวนปาล์มกังวลอยู่ ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีมาตรการป้องกันไว้คือ กำหนดด่านเฉพาะ 3 ด่าน ที่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าน้ำมันปาล์ม ได้แก่ ด่านศุลกากรมาบตาพุด สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง สำหรับการนำผ่านสินค้าน้ำมันปาล์มไปยังประเทศอื่น อนุญาตให้มีด่านต้นทางเพียงแห่งเดียว คือ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ มีด่านปลายทาง 3 แห่ง ได้แก่ ด่านศุลกากรจันทบุรี ด่านศุลกากรหนองคาย และ ด่านศุลกากรแม่สอด ไม่เพียงเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กวดขันเรื่องการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าตามด่านสินค้าชายแดน มีหน่วยงานหลัก อาทิ กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ประสานการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นมิให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าและผลิตผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะผ่านทางด่านหรือช่องทางตามธรรมชาติ

น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า ระยะยาว รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตโดยไม่ขยายพื้นที่ปลูก การเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันให้ไม่ต่ำกว่า 18% การเพิ่มนวัตกรรมการผลิตและแปรรูปปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมโอลิโอเคมิคอล ซึ่งเน้นใช้ปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตเครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ กลีเซอรีน สบู่ น้ำยาซักล้าง

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลมีมาตรการดูแลเกษตรกรชาวสวนปาล์มทั้งระยะสั้นและระยะยาวครบทั้งระบบ เพียงแต่หลายเรื่องต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าไว้ ส่วนการดูแลเรื่องผลกระทบจากการผันผวนของราคาปาล์ม รัฐบาลต่ออายุโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน จากสิ้นสุดเดือนกันยายนเป็นสิ้นสุดเดือนธันวาคม ซึ่งโครงการฯในรอบปี 62/63 อนุมัติกรอบวงเงินไว้ 13,000 ล้านบาท แต่จ่ายชดเชยส่วนต่างราคาตลาดกับราคาประกันเพียง ประมาณ 6,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาปาล์มอยู่ในเกณฑ์ดี และเมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคม รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องโครงการการประกันรายได้ต่อไป”น.ส.รัชดา กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524362

รายงานพิเศษ :  สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง  ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานเป็นที่เชื่อมั่นของสมาชิก อันเกิดมาจากความเข้าใจ เข้าถึง ที่มีให้แก่สมาชิก ทำให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่มวลสมาชิกที่ประกอบอาชีพการเกษตรอันหลากหลาย

คุณประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ได้รับการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2517
และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 46 ปี โดยสหกรณ์ฯ เจริญเติบโตอย่างมั่นคงภายใต้ความเข้มแข็งของสมาชิก สามารถให้บริการด้านสินเชื่อ ด้านการตลาด และด้านการรวบรวมผลผลิต สร้างสวัสดิการแก่สมาชิกอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับความน่าเชื่อถือ ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด มีสมาชิกอยู่ 3,335 ราย มีทุนเรือนหุ้นจากสมาชิกอยู่ 90 ล้านบาท มีทุนดำเนินการ 500 กว่าล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 5 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจเงินรับฝาก 3.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งมีทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและสินค้าอุปโภค บริโภค 4.ธุรกิจรวบรวมผลผลิต เช่น ปลาสลิดและมะพร้าวน้ำหอม และธุรกิจที่ 5 ผลิตน้ำดื่มตราสหกรณ์

ประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์

ในอดีตพื้นที่การเกษตรบริเวณนี้จะทำนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาสลิด ซึ่งปัจจุบันถือว่าอำเภอบ้านแพ้วเป็นแหล่งผลิตปลาสลิดแหล่งใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงประมาณ 10,000 กว่าไร่ ซึ่งในแต่ละปีสหกรณ์สามารถรวบรวมปลาสลิดได้ประมาณ 60 ตัน โดยได้มีการจัดตั้งและส่งเสริมการรวมกลุ่มแปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวส่งขายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ

นอกจากเรื่องการตลาดปลาสลิดที่สหกรณ์ดูแลแล้ว สหกรณ์ได้เข้าไปดูแลสมาชิกพร้อมกับให้ความรู้ในการเลี้ยงปลาสลิดมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงปลาสลิดเป็นอาชีพหลักส่วนใหญ่ของสมาชิก แต่ละรายมีพื้นที่เลี้ยงไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ พบว่าปัญหาการเลี้ยงปลาสลิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติส่งผลให้การเลี้ยงได้ผลผลิตน้อยและสุขภาพปลามีปัญหา สหกรณ์จึงส่งนักวิชาการเข้าไปแนะนำให้เกษตรกรหันมาขุดบ่อพักน้ำเพื่อนำมาใช้กับการเลี้ยงปลา ไม่ให้ใช้น้ำจากลำคลองเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

คุณประเสริฐศรี กล่าวอีกว่า นอกจากปลาสลิดแล้ว มะพร้าวน้ำหอมยังถือเป็นอีกหนึ่งผลผลิตหลักของเกษตรกรส่วนใหญ่ในอำเภอบ้านแพ้ว ทำให้มะพร้าวน้ำหอมที่นี่ขึ้นชื่อและส่งออกเป็นที่เดียวของประเทศ ซึ่งสหกรณ์จะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้า เป็นการช่วยกระจายผลผลิตให้กับสมาชิกซึ่งจะได้รับราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมราคาจะเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยใน 1 ปี มะพร้าวน้ำหอมจะให้ผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรประมาณ 8 เดือน ส่วนอีก 4 เดือน ผลผลิตจะน้อยลงแต่ราคาสูงขึ้นเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการผลผลิตสูง แต่ด้วยผลผลิตมะพร้าวของสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่จะส่งออกทั้งหมด ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด อีกทั้งปริมาณผลผลิตมะพร้าวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของต่างประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งขึ้น นอกจากการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสลิดและปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของสมาชิกสหกรณ์แล้ว ในส่วนของการปลูกพืชชนิดอื่นๆ อาทิ การปลูกองุ่น ฝรั่ง มะนาว และลำไย สหกรณ์ก็ได้เข้าไปดูแลและสนับสนุนเช่นกัน เช่น การส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต การเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่รวมถึงทำกิจกรรมการแปรรูปในพืชบางชนิด แต่ด้วยปริมาณการปลูกที่ไม่มากนักของกลุ่มพืชเหล่านี้ เนื่องจากเน้นทำเกษตรในรูปแบบพอเพียง จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องผลผลิตและตลาด เน้นผลิตปริมาณน้อยแต่มีความหลากหลายทำให้มีคุณภาพสูงขายได้ราคาดี และสิ่งสำคัญที่ทำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ก็คือ การมีระเบียบวินัยทางการเงิน มีระเบียบวินัยในการประกอบอาชีพ ทำบัญชีต้นทุน รู้จักการออม อันเป็นสิ่งที่สหกรณ์ได้ส่งเสริมสนับสนุนเรื่อยมา และหากสมาชิกท่านใดมีปัญหาเรื่องหนี้สินสหกรณ์ก็จะเข้าไปพูดคุยดูแลเพื่อหาแนวทางการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดเฉพาะรายไป

ในส่วนของธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นให้กับสมาชิก ซึ่งในแต่ละปีสหกรณ์จะต้องจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายให้กับสมาชิกค่อนข้างหลากหลาย เพราะสมาชิกมีความต้องการปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน โดยมีมูลค่าในส่วนของปุ๋ยและยาประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี แต่จะมีมูลค่าในส่วนของอาหารปลาสลิดที่สูงถึง 160 ล้านบาทต่อปี ส่วนธุรกิจเงินฝากมีมูลค่าประมาณ 300 กว่าล้านบาทต่อปี

“สำหรับปัจจัยที่ทำให้สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ประสบความสำเร็จ ส่วนสำคัญคงเป็นสภาพพื้นที่ทำการเกษตรที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยทำให้สมาชิกสามารถทำการเกษตรได้ดี พึ่งพาตนเองได้ และอีกส่วนเกิดมาจากความเข้าใจเกษตรกรสมาชิกที่สหกรณ์ใส่ใจในทุกอาชีพและให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้เกษตรกรให้ความเชื่อมั่นสหกรณ์เสมอมา” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด กล่าว

รมว.แรงงานลงพื้นที่อุบลฯ เยี่ยมผู้ประกันตนทุพพลภาพ ดูแลคุณภาพชีวิต-ให้กำลังใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524359

รมว.แรงงานลงพื้นที่อุบลฯ เยี่ยมผู้ประกันตนทุพพลภาพ ดูแลคุณภาพชีวิต-ให้กำลังใจ

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงานพร้อมด้วยนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกันตน จ.อุบลราชธานี โดยมีนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมต้อนรับ และร่วมตรวจเยี่ยมผู้ประกันตน

ทั้งนี้เพื่อติดตามคุณภาพชีวิต และมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ประกันตนทุพพลภาพ จำนวน 2 ราย คือ นายอาทิตย์ศักดิ์ แสงงาม อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ 10 บ้านท่าช้างน้อย ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ผู้ประกันตนทุพพลภาพเนื่องจากบาดเจ็บจากการทำงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2559 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพเดือนละ 2,400 บาท ตลอดชีวิตรับเงินมาแล้วตั้งแต่เดือนก.ค. 2559 ถึงเดือน ก.ย. 2563 รวมเป็นเงิน 122,400 บาท

และนายสุนทร รสีผง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150 หมู่ 2 ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ผู้ประกันตนทุพพลภาพเนื่องจากบาดเจ็บจากการทำงานเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2559 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพเดือนละ 2,400 บาท ตลอดชีวิต รับเงินมาแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค. 2559 ถึงเดือนก.ย. 2563 รวมเป็นเงิน 110,240 บาท

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524361

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 ตุลาคม 2563

ลุ่มเจ้าพระยา : 12 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยังไม่จบ หลังจากที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม รวมถึงคณะประชาชนปลดแอก ที่ไปร่วมชุมนุม 3 ข้อเรียกร้องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง แล้วทำพิธีปักหมุดที่อ้างว่าเป็นหมุด “คณะราษฎร”เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น และมีการโหมโรงประโคมข่าวเพื่อปลุกแนวร่วมว่าจะมี “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในการชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ว่าจะขยับเพดานการต่อสู้แบบม้วนเดียวจบในครั้งนี้ โดยมั่นใจว่ารัฐบาล ของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมจะต้องจบเกม ถึงขั้นลาออก ก็ต้องคอยดูกันต่อไปนะครับว่าจะเป็นหนังสั้นหนังยาว หรือหนังสติ๊กกันล่ะครับ 

nn ในเมื่อมีฝ่ายที่คิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง และแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือก้าวล่วงล้มล้างสถาบัน ก็ยังมีกลุ่มพลังที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มแนวร่วมที่ออกมาเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา กลุ่มอาชีวะ และประชาชน ล่าสุดกลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการนำของ ดร.ธวัชชัย นิมา ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ทั้ง 16 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มากกว่า 5,000 คน รวมพลังแสดงจุดยืนที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมาล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเด็ดขาดโดยได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อแสดงเจตจำนงในการปกป้องสถาบันที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและแน่วแน่ 

nn ต้องขอแสดงความยินดีกับนายสุชน ภัยธิราช ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอพระนครศรีอยุธยา ก่อนไปเป็นปลัดจังหวัดสระบุรี และ ไปนั่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย คราวนี้ได้ย้ายกลับมาใกล้ๆถิ่นเก่าเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง แทน นายวีระชัย นาคมาศรองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ซึ่งขึ้นไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร 

nn ยินดีกับอีกท่าน นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ที่ได้รับตำแหน่งใหม่จากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเสนา จ.พระนครศรีอยุธยาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ สสจ.เพชรบูรณ์ คนทำงานเก่ง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างผลงาน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีทุกที่ละครับ nn แม้ว่าปริมาณน้ำฝนจากพายุหลายลูกที่มาเติมน้ำในเขื่อนแต่ละเขื่อนเพิ่มขึ้น แต่กรมชลประทานก็ยังคงบอกว่าปริมาณน้ำยังมีไม่พอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในหน้าแล้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จะตกท้ายเขื่อน มาเติมในเขื่อนน้อย และใกล้จะหมดหน้าฝนเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว เรายังคงต้องระมัดระวังในการใช้น้ำกันนะครับ nn

เกียรติยศ ศรีสกุล

ชายคาพระพิรุณ : 12 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524357

ชายคาพระพิรุณ : 12 ตุลาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 12 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จนถึงวันนี้ 3 กรมใหญ่ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไร้อธิบดีตัวจริงนั่งบัญชาการ นั่นคือ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมการข้าว ซึ่งในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้น คาดการณ์กันว่า รมช.มนัญญา น่าจะดัน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยับขึ้นเป็นอธิบดี แทนนาย พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ที่ รมช.มนัญญา โยกให้ไปรับบทหนักที่กรมวิชาการเกษตร แต่ก็ถือว่าเหมาะสมอยู่หากนายวิศิษฐ์ ขยับขึ้นมาเป็นอธิบดี เพราะเป็นลูกหม้อที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารงานด้านสหกรณ์ได้ดีพอสมควร โดยก่อนจะมาเป็นรองอธิบดี นายวิศิษฐ์ ก็เคยผ่านตำแหน่งสหกรณ์จังหวัดอยู่หลายปีในหลายจังหวัด และยังผ่านการเป็นผู้ตรวจราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาแล้วไม่น่าจะน้อยกว่า 3 ปี ก็ถือว่ามีประสบการณ์และคุณสมบัติเพียบพร้อมเหมาะสมกับตำแหน่งอธิบดี อีกทั้ง นายวิศิษฐ์ ก็ถือเป็นคนสนิทสายตรงของนายพิเชษฐ์ ดังนั้นการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่นายพิเชษฐ์ทำไว้ดีแล้ว ก็น่าจะได้รับการสานต่อได้ง่ายและทำได้ทันที สำหรับกรมนี้ หากเป็นตามที่คาด ขุนเกษตรา ถือว่าผ่าน

ส่วนกรมการข่าว มีข่าวรายงานว่า นายประภัตร โพธสุธนจะดัน นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ข้ามห้วยมาเป็นอธิบดีกรมการข้าว สำหรับ นายอาชว์ชัยชาญ เพิ่งจะอยู่ในตำแหน่งรองอธิบดีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับเวลาแล้วยังไม่ถึงปีเลย หากเป็นไปตามข่าวนี้ ก็ถือว่านายอาชว์ชัยชาญ เดินทางสู่จุดหมายได้เร็วจริงๆ แถมข้ามห้วยอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่ บรรดารองอธิบดีของกรมการข้าวซึ่งเป็นลูกหม้อ ทำงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกรม มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านข้าวโดยเฉพาะ แต่กลับไม่เข้าตา รมช.ประภัตร เอาเสียเลยหรืออย่างไร ระวังท่าน รมช.มองพลาดเหมือนกับที่เพิ่งผ่านมาหยกๆ นั่นก็เป็นคนของ รมช.ไม่ใช่หรือครับ ขุนเกษตรา ไม่เห็นจะมีผลงานอะไรเป็นที่ประจักษ์เลย หรือ รมช.ต้องการเพียงแค่คนสั่งได้ก็พอ ส่วนเรื่องประโยชน์ของเกษตรกรเอาไว้ทีหลัง ขุนเกษตรา มองว่าคนในกรมการข้าวเองก็มีคนเก่งที่พร้อมเติบโตในบ้านตัวเองและพร้อมทำงานเพื่อให้เกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงๆ อยู่หลายคนนะครับ

สำหรับอีกกรมหนึ่งคือ กรมชลประทาน ที่กำลังมีข่าวซุบซิบกันหนาหูในขณะนี้ว่า อาจจะมีพลิกโผจากที่เคยคาดการณ์กันไว้ว่า นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง ลอยลำมาแน่ๆ
ภายใต้การผลักกันของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เจ้ากระทรวง แต่เส้นทางของนายประพิศ อาจไม่ราบรื่นเสียแล้ว เมื่อมีข่าวว่า ทางฝั่งลุงป้อมและลุงตู่ จะผลักดัน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เข้าชิงตำแหน่งอธิบดีอีกคนหนึ่งด้วย ขุนเกษตรา ก็ไม่รู้จริงๆ ว่า เป็นข่าวจริงหรือข่าวลวงเพื่อสร่างมูลค่าเพิ่มทางตำแหน่งกันแน่ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ถือว่าเป็นการวัดกำลังกันระหว่างค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมกับฝั่งลุงเลยทีเดียว ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร และท่านเฉลิมชัย เจ้ากระทรวงจะเอาอยู่หรือไม่ มารอดูพร้อมกันครับ

ขุนเกษตรา

‘รมช.ธรรมนัส’ลงพื้นที่นครพนม มอบหนังสือส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524318

'รมช.ธรรมนัส'ลงพื้นที่นครพนม มอบหนังสือส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกร

‘รมช.ธรรมนัส’ลงพื้นที่นครพนม มอบหนังสือส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 21.30 น.

“รมช.ธรรมนัส”ติดตามโครงการ”Zoning by Agri-Map” พร้อมมอบหนังสือส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกรจ.นครพนม

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (Zoning by Agri – Map) พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) บัตรดินดีและปัจจัยการผลิต แก่พี่น้องเกษตรกร ณ บ้านยอดชาด หมู่ที่ 2 ต.ยอดชาด อ.วังยาง จ.นครพนม

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการช่วยเหลือ ส่งมอบความรู้แก่เกษตรกรเกษตรกร ให้ปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความต้องการของตลาด บนพื้นฐานของความสมัครใจของเกษตรกร และให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนการผลิต ซึ่งในพื้นที่นี้ไม่มีความเหมาะสมในการปลูกข้าว ทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว (ทำนาอย่างเดียว) ผลผลิตข้าวต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง คันนา กระทงนา มีขนาดเล็ก ทำให้การบริหารจัดการแปลงนาลำบาก และเกษตรกรมีความสนใจทำการเกษตรแบบผสมผสาน จึงวางเป้าหมายดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ไว้จำนวน 5 แปลง พื้นที่รวม 2,500 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการแล้ว 133 ราย โดยในพื้นที่ ต.ยอดชาด อ.วังยาง มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 500 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการ 34 ราย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ได้มีการประสานหน่วยงานร่วมบูรณาการ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากการปรับเปลี่ยนการผลิต พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความเหมาะสมต่อการทำการเกษตรแบบผสมผสานสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากพืชเดิมอีกด้วย

นอกจากนั้น ยังได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่พี่น้องเกษตรกร จำนวน 40 ราย 49 แปลง เนื้อที่ประมาณ 279-3-10 ไร่ บัตรดินดีและปัจจัยการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกร ในพื้นที่ ส.ป.ก.นครพนม มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 11 อำเภอ 40 ตำบล (ยกเว้นอำเภอเรณูนคร) เนื้อที่รวม 460,548 ไร่ ดำเนินการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรแล้ว จำนวน 24,170 ราย 29,526 แปลง เนื้อที่ 348,509 ไร่

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเร่งอพยพ-ช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง หลัง’ปากช่อง’น้ำท่วมหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524368

'อธิบดีปศุสัตว์'สั่งเร่งอพยพ-ช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง หลัง'ปากช่อง'น้ำท่วมหนัก

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเร่งอพยพ-ช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง หลัง’ปากช่อง’น้ำท่วมหนัก

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 19.05 น.

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุ่มทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อมาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2563 เกิดน้ำไหลหลากและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร เช่น โคนม โคเนื้อ ขาดแคลนอาหารสัตว์ร่วมพันตัว ดังนั้น ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) จึงได้สั่งการด่วนถึงทุกหน่วยงานในพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดความสูญเสียให้มีน้อยที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้มีการอพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร 15 ราย เป็นโคนมและโคเนื้อ จำนวน 508 ตัว แพะ 38 ตัว จัดหาหญ้าแห้ง จำนวน 5,000 กิโลกรัม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลรักษากรณีสัตว์เจ็บป่วย รวมทั้งมอบเวชภัณฑ์บำรุงสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ปัจจุบันกรมปศุสัตว์มีการเตรียมความพร้อมด้านเสบียงอาหารสัตว์ กว่า 5,600 ตัน หน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ในระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับกรม รวม 325 หน่วย พาหนะสำหรับอพยพสัตว์ และขนส่งเสบียงอาหารสัตว์ 200 คัน ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 3,000 ถุง คอกสัตว์สำหรับตั้งจุดอพยพสัตว์ 30 ชุด ดังนั้น สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและเกิดความเสียหาย ต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ หรือ ติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 02-6534444 ต่อ 3315 และ 3326 หรือ disaster@dld.go.th

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนกรมส่งเสริมฯ เร่งสำรวจพื้นที่เสียหาย ช่วยเกษตรกรทันทีหลังน้ำลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524245

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนกรมส่งเสริมฯ เร่งสำรวจพื้นที่เสียหาย ช่วยเกษตรกรทันทีหลังน้ำลด

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนกรมส่งเสริมฯ เร่งสำรวจพื้นที่เสียหาย ช่วยเกษตรกรทันทีหลังน้ำลด

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 12.02 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนกรมส่งเสริมฯ เร่งสำรวจพื้นที่เสียหาย ช่วยเกษตรกรทันทีหลังน้ำลด

11 ตุลาคม 2563 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ เช่น อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา , จังหวัดเพชรบุรี และพื้นที่อื่นๆ ล่าสุดนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

พร้อมแจ้งเตือนเกษตรกรให้ติดตามข่าวสารสภาพอากาศจากทางราชการ และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายจากปัญหาอุทกภัย พร้อมเตรียมการวางแผนช่วยเหลือเกษตรกร สนับสนุนกล้าเมล็ดพันธุ์ผัก แนะนำวิธีการดูแลรักษา ฟื้นฟูพืชที่ถูกต้องให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างทันท่วงที

สำหรับเกษตรกรรายเดิมที่ทำการเพาะปลูกพืช หากมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบการผลิตขอให้มาแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน หรือหากเป็นเกษตรกรรายใหม่ให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ณ ที่ตั้งแปลงพร้อมเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้บริการ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่านทางแอปพลิเคชัน Farmbook ทั้งนี้ เพื่อที่เกษตรกรจะได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิขอรับการสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือรับบริการต่าง ๆ จากภาครัฐ เช่น กรณีการขอรับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ในด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลังหากพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ภายหลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้สำนักงานเกษตรอำเภอ/สำนักงานเกษตรจังหวัด เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และกรอบระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ (เร่งด่วน) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายใน 15 วัน

ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่น ๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

เตือนแม่น้ำเพชรบุรี เพิ่มระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง ปชช.ริมตลิ่งเตรียมพร้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524191

เตือนแม่น้ำเพชรบุรี เพิ่มระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง ปชช.ริมตลิ่งเตรียมพร้อม

เตือนแม่น้ำเพชรบุรี เพิ่มระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง ปชช.ริมตลิ่งเตรียมพร้อม

วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 20.24 น.

กรมชลประทาน เตือนแม่น้ำเพชรบุรี ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ต่อเนื่องหลังมีฝนตกหนักทางตอนบน เร่งระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำ D.9 ออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

10 ตุลาคม 2563นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเพชรบุรีว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคใต้ตอนบนทำให้มีฝนตกหนัก ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานมากขึ้น ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 315 ล้านลูกบาศก์เมตร (44 % ของความจุอ่างฯ) ปิดการระบายน้ำ ส่วนอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร (90 % ของความจุอ่างฯ) ระบายน้ำ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอ่างเก็บน้ำห้วยผากมีปริมาณน้ำ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร (56 % ของความจุอ่างฯ) ปิดการระบาย

จากการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ ประกอบกับปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกด้านท้ายอ่างฯ ส่งผลให้ลำห้วยแม่ประจันต์ ที่สถานีวัดน้ำท่า B.6A บริเวณบ้านท่าเกวียน มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 259 ลบ.ม./วินาที ส่วนแม่น้ำเพชรบุรี ที่สถานีวัดน้ำท่า B.9 บริเวณ บ้านสารเห็ด มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 55.4 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มระดับน้ำเพิ่มมากขึ้น คาดว่าปริมาณน้ำดังกล่าวจะเดินทางมาถึงเขื่อนเพชรภายในเย็นวันนี้(10 ต.ค. 63)

ทั้งนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ได้บริหารจัดการน้ำ โดยการผันน้ำบริเวณด้านเหนือเขื่อนเพชร เข้าสู่คลองส่งน้ำสายใหญ่ 3 ระบายน้ำไปยังคลองระบายน้ำ D.9 ในอัตรา 80 ลบ.ม/วินาที พร้อมกับเพิ่มการระบายน้ำเข้าคลองส่งน้ำอีก 3 สาย ในอัตรารวม 45 ลบ.ม/วินาที ก่อนระบายออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเพชร ลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ในเกณฑ์ประมาณ 120-150 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ ยังคงมีปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกท้ายอ่างเก็บน้ำไหลหลากลงสู่เขื่อนเพชรค่อนข้างมาก ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหากมีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้น จะได้แจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วต่อไป กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในเมืองเพชรบุรีและอำเภอบ้านแหลมแล้ว 15 เครื่อง พร้อมกับสำรองเครื่องสูบน้ำที่สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ทันทีไว้ด้วยแล้ว

อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ได้ประสานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง พร้อมทั้งประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเพชรบุรีติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือ โทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน ได้ตลอดเวลา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: หนองหญ้าปล้องอ่วม!! น้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือน ไร่สวนกว่า400ครัวเรือน)

กรมชลฯการันตีเขื่อนขุนด่านฯ เอาอยู่ แข็งแรงดี รับน้ำได้เต็มศักยภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524127

กรมชลฯการันตีเขื่อนขุนด่านฯ เอาอยู่ แข็งแรงดี รับน้ำได้เต็มศักยภาพ

กรมชลฯการันตีเขื่อนขุนด่านฯ เอาอยู่ แข็งแรงดี รับน้ำได้เต็มศักยภาพ

วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.05 น.

กรมชลประทาน.ย้ำเขื่อนขุนด่านฯ เอาอยู่แข็งแรงดี รับน้ำได้เต็มศักยภาพ ไม่กระทบด้านท้ายเขื่อนแม้จะรับน้ำเกือบเต็มความจุ แต่ยังมีความมั่นคงแข็งแรงดี สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ด้านท้าย ทั้งยังส่งผลดีแล้งหน้ามีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดี   กรมชลประทาน เปิดเผยถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลในเรื่องของเขื่อนขุนด่านปราการชลที่มีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุอ่างฯ ว่าปัจจุบัน(10 ต.ค. 63) เขื่อนขุนด่านฯ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 216 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 96 ของความจุอ่างฯ มีการระบายน้ำวันละประมาณ 1.70 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำนครนายก โดยที่สถานีวัดน้ำ Ny.1B ต.เขานางบวช อ เมืองนครนายก เช้านี้(10 ต.ค. 63)มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 24 ลบ.ม./วินาที (ความจุลำน้ำ 247 ลบ.ม./วินาที) หรือประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม./วัน ต่ำกว่าตลิ่ง 4 เมตร ยังสามารถรับการระบายน้ำจากอ่างฯได้อีกประมาณ 223 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 19 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งกรมชลประทาน จะควบคุมปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

สำหรับปริมาณน้ำที่เก็บกักจนเกือบเต็มความจุอ่างฯนี้ จะส่งผลดีต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำนครนายกลุ่มน้ำปราจีนบุรี และลุ่มน้ำบางปะกง ทำให้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้มีน้ำใช้เพื่ออุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์อย่างเพียงพอ อีกทั้งยังช่วยชะลอการรุกตัวของความเค็มในแม่น้ำบางปะกงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

“ในส่วนของความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนนั้น กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อน พร้อมกับมีการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากส่วนความปลอดภัยเขื่อนของกรมชลประทาน ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนขุนด่านฯอย่างละเอียด จึงขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นได้ว่าเขื่อนขุนด่านปราการชล ยังมีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัย และสามารถเก็บกักน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้านี้อย่างเต็มศักยภาพ และไม่กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอย่างแน่นอน” รักษาราชแทน อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในที่สุด