ประมงพังงาเร่งตรวจสอบ เหตุชาวบ้านพบจระเข้4ตัว แจ้งพื้นที่ติดคลองเฝ้าระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524827

ประมงพังงาเร่งตรวจสอบ เหตุชาวบ้านพบจระเข้4ตัว แจ้งพื้นที่ติดคลองเฝ้าระวัง

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี นางเยาวเรศ บุญฮก อายุ 49 ปี อยู่เลขที่ 51 หมู่ 7 ต.นบปริง อ.เมือง จ.พังงา ได้ชี้จุดที่พบเห็น จระเข้จำนวน 4 ตัว ว่ายข้ามริมตลิ่ง ลักษณะว่ายขวางลำคลองพังงา อีกฝั่งเข้าหาฝั่งที่นางเยาวเรศ ยืนอยู่บนริมตลิ่ง ขณะเก็บอวนดักปลาบริเวณริมคลองพังงา

ล่าสุด นายวิศิษฏ์ ขวัญดี ประมงอำเภอเมืองพังงา พร้อมด้วยนายนิพนธ์ เสนอินทร์ นักวิชาการ ประมงจังหวัดพังงา และนายอุดม สิงหการ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.นบปริง เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ภายในพื้นที่เพื่อให้ทางประมงจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายเจริญไชย ศรีสุวรรณ์ ผู้ช่วยประมงจังหวัด รักษาราชการแทนประมงจังหวัด กล่าวว่า ทางประมงจังหวัดได้ส่งเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญลงพื้นที่เข้าตรวจสอบเร่งด่วน พร้อมแจ้งให้ทาง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่รับผิดชอบในพื้นที่เส้นทางคลองพังงาไหลผ่านทุกพื้นที่ เฝ้าระวัง ติดตาม หากมีผู้พบเห็นให้แจ้งทางเจ้าหน้าที่ประมงรับทราบโดยด่วน

โดยจากข้อมูลของทางประมงจังหวัด ทราบว่า ผู้ที่ครอบครองและขออนุญาตกับทางประมงจังหวัดพบว่ามี จระเข้ ในจังหวัดพังงาจำนวน 6 ตัว แยกเป็นในพื้นที่ อ.ตะกั่วทุ่ง จำนวน 2 ตัว รายละ 1 ตัว ส่วนที่ อ.ท้ายเหมือง มี 4 ตัว ส่วนที่ชาวบ้านพบเห็นจำนวนถึง 4 ตัว จึงต้องตรวจสอบว่ามีการแอบเลี้ยงจระเข้ โดยไม่แจ้งขออนุญาตจากทางประมงหรือไม่อย่างไร ซึ่งหากมีผู้แอบเลี้ยงจริงจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ฝ่าฝืนการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมีบทกำหนดลงโทษทั้งจำคุกและปรับ จึงฝากให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมประมงเตือนปชช.ระวัง!! กิน ‘แมงดาทะเล’ ผิดชนิดรับพิษร้ายถึงตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524826

กรมประมงเตือนปชช.ระวัง!! กิน‘แมงดาทะเล’ผิดชนิดรับพิษร้ายถึงตาย

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต รับประทานแมงดาทะเลที่หามาจากป่าชายเลนจนเกิดอาการแพ้และทำให้เสียชีวิต นั้น ล่าสุด กรมประมงได้เร่งประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนให้ประชาชนได้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกรับประทาน แมงดาทะเลให้มากขึ้น เพราะหากบริโภคผิดชนิด อาจได้รับพิษรุนแรงอันตรายถึงตายได้

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า แมงดาทะเลที่พบในน่านน้ำไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ 1. แมงดาจาน หรือ แมงดาทะเลหางเหลี่ยม ไม่มีพิษ สามารถรับประทานได้ ลำตัวมีขนาดใหญ่กว่าแมงดาถ้วย พื้นผิวด้านบนเรียบ มีสีน้ำตาลอมเขียว มีหางเหลี่ยม มีสันและหนามเรียงกันเป็นแถวคล้ายฟันเลื่อย พบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย 2. แมงดาถ้วย หรือ แมงดาทะเลหางกลม หรือ เห-รา หรือ แมงดาไฟ มีพิษไม่สามารถรับประทานได้ลำตัวโค้งกลม มีหางกลม ผิวด้านบนมีขนสั้น สีน้ำตาลอมแดง ต่อจากส่วนท้องมีหางค่อนข้างกลมไม่มีสันและไม่มีหนาม พบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามคลองในป่าชายเลนฝั่งอ่าวไทยจะพบแมงดาทั้งสองชนิดนี้มากที่สุดตามพื้นที่แนวชายฝั่งของทะเล ตั้งแต่จังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตลอดไปจนถึงชุมพรและฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่สตูลไปจนถึงระนอง

จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า สารพิษที่พบอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วยคือสารเทโทรโดท็อกซิน (tetrodotoxin) และซาซิท็อกซิน (saxitoxin) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในปลาปักเป้า เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบควบคุมการหายใจถึงขั้นเสียชีวิต โดยพิษในแมงดาถ้วยเกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ 1.แมงดากินแพลงก์ตอนที่มีพิษ หรือกินสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่กินแพลงก์ตอนพิษเข้าไปทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดา2.เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างพิษขึ้นมาได้เอง หรือสาเหตุประกอบกันทั้งสอง และที่สำคัญสารพิษทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารที่ทนต่อความร้อนได้ดี การปรุงอาหารด้วยความร้อนวิธีต่างๆ เช่น ต้ม ทอด หรือ อบ เป็นเวลานานมากกว่าชั่วโมงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ ประชาชนจึงไม่ควรนำมาบริโภคอย่างเด็ดขาด

สำหรับผู้ได้รับพิษจากแมงดาทะเล อาการมักจะแสดงภายหลังรับประทานประมาณ 10-45 นาที หรืออาจช้าไปจนถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงดา ฤดูกาล จำนวนที่รับประทาน หรือปริมาณของสารพิษที่ได้รับ เช่น รับประทานไข่แมงดาถ้วย อาการพิษจะเกิดรุนแรงกว่ารับประทานเฉพาะเนื้อ อาการมักเริ่มจากมึนงง รู้สึกชาบริเวณลิ้น ปาก ปลายมือปลายเท้าและมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มจากมือ แขน ขา ตามลำดับ รวมทั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บางราย อาจมีน้ำลายฟูมปาก เหงื่อออกมาก พูดลำบาก ตามองเห็นภาพไม่ชัด ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ และสมองขาดออกซิเจน หากช่วยไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ภายใน 6 – 24 ชั่วโมง สำหรับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากได้รับพิษ ให้ผู้ปฐมพยาบาลทำให้ผู้ป่วยหายใจคล่องที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หากผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ทำการผายปอดจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล ห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารน้ำหรือยา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดอาการสำลักได้

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ขอแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแมงดาทะเล แต่หากต้องการรับประทานขอให้เลือก แมงดาจาน โดยให้สังเกตลักษณะของหางตามที่กล่าวข้างต้น และงดรับประทานไข่แมงดาทะเลที่อยู่ในลักษณะบรรจุหีบห่อโดยไม่เห็นตัวและหางของแมงดาโดยเด็ดขาด เพราะเราไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าเป็นแมงดาชนิดไหน หรืออาจมีไข่แมงดาถ้วยปะปนอยู่ในไข่แมงดาจานหรือไม่ สำหรับพ่อค้า แม่ค้า ขอให้ท่านงดจำหน่ายไข่แมงดาทะเลหากไม่แน่ใจว่าเป็นไข่ที่มาจากแมงดาชนิดใดและขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการแยกชนิดพันธุ์แมงดาทั้ง 2 ชนิด จากลักษณะภายนอกให้แน่ชัดก่อนนำมาขายให้ผู้บริโภค หากพบแมงดาถ้วย หรือ เห-รา ปะปนเข้ามาให้คัดทิ้งทันที กรณีท่านไม่สามารถแยกความแตกต่างของแมงดาทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ได้ สามารถสอบถามข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดใกล้บ้านท่าน หรือ Call Center กรมประมง โทร. 0-2562-0600

รมช.ธรรมนัสตรวจงานนครพนม หนุนเกษตรกรทำเกษตรผสมผสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524825

รมช.ธรรมนัสตรวจงานนครพนม หนุนเกษตรกรทำเกษตรผสมผสาน

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (Zoning by Agri – Map) พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) บัตรดินดีและปัจจัยการผลิต แก่เกษตรกร ณ บ้านยอดชาด หมู่ที่ 2 ตำบลยอดชาด อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม พร้อมกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายช่วยเหลือ ส่งมอบความรู้แก่เกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมให้สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ และความต้องการของตลาด บนพื้นฐานความสมัครใจของเกษตรกร และให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มจากการปรับเปลี่ยนการผลิต ซึ่งในพื้นที่นี้ไม่เหมาะสมปลูกข้าว ทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว(ทำนาอย่างเดียว) ผลผลิตข้าวต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง คันนา กระทงนา มีขนาดเล็ก ทำให้การบริหารจัดการแปลงนาลำบาก และเกษตรกรสนใจทำเกษตรแบบผสมผสาน จึงวางเป้าหมายดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ไว้ 5 แปลง พื้นที่รวม 2,500 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการแล้ว 133 ราย โดยในพื้นที่ต.ยอดชาด อ.วังยาง มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 500 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการ 34 ราย

“ตอนนี้ได้ประสานหน่วยงานร่วมส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรแบบผสมผสาน ให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากการปรับเปลี่ยนการผลิต พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมต่อการทำการเกษตรแบบผสมผสานลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากพืชเดิมอีกด้วย” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร 40 ราย 49 แปลง เนื้อที่ประมาณ 279-3-10 ไร่ บัตรดินดีและปัจจัยการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร ในพื้นที่ ส.ป.ก.นครพนม มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน 11 อำเภอ 40 ตำบล (ยกเว้นอำเภอเรณูนคร) เนื้อที่รวม 460,548 ไร่ ดำเนินการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรแล้ว จำนวน 24,170 ราย 29,526 แปลง เนื้อที่ 348,509 ไร่

ส่องเกษตร : ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจ : ช่วยกันคิดและเสนอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524824

ส่องเกษตร : ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจ : ช่วยกันคิดและเสนอ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนำเสนอประเด็นของการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะด้านความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของชาติ เพื่อจะเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมช่วยกันคิดและกลั่นกรองก่อนที่จะประกาศให้เป็นแผนการพัฒนาของคนทั้งชาติ โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นผลกระทบในวงกว้างและแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีมาตรการมาหยุดยั้งการระบาด โดยเฉพาะวัคซีนซึ่งแต่ละชาติเร่งดำเนินการอยู่

รัฐบาลโดยสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ได้นำเสนอร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นแผน 2 ปีระหว่างปี 2564-2565 เข้าใจว่าเป็นแผนเฉพาะกิจที่ต้องการปรับบางส่วนของการดำเนินการตามแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนระดับ 1 ระยะเวลา 20 ปี โดยยุทธศาสตร์ชาติหวังผลและวางตำแหน่งความสำเร็จไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ระหว่างทางที่เดินไปตามแผน อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา เช่นเดียวกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการส่งออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังภาคอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่ภาคการเกษตร

ในร่างแผนเฉพาะกิจดังกล่าว ได้นำเสนอการใช้แนวคิด“ล้มแล้วลุกไว” (Resilience) ประกอบด้วยมิติแนวทางการพัฒนา3 ประการ คือ(1) การพร้อมรับ (Cope) เพื่อให้เกิดความสามารถในการบริหารในภาวะวิกฤติได้ดี (2) การปรับตัว (Adapt) เป็นการปรับรูปแบบและทิศทางการพัฒนารองรับการเปลี่ยนแปลงได้ และ (3) การเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน (Transform) นับว่าเป็นมิติการพัฒนาที่ถูกต้อง เหมาะสม และครอบคลุมในภาวะวิกฤติเช่นนี้เป็นอย่างดี รวมถึงมีการนำเสนอแนวคิดประกอบเพื่อชี้นำไปสู่การกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนา 4 แนวทาง และรองรับด้วย 250 โครงการ ซึ่งแนวทางที่ 1เป็นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ(local economy) จำนวน 22 โครงการ แนวทางที่ 2 คือการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (future growth) จำนวน 98 โครงการ ใน 5 วิธีการพัฒนา เช่น การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมอาหารเป็นต้น แนวทางที่ 3 เป็นการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ (humancapital) จำนวน 52 โครงการ ใน 3 วิธีการพัฒนา และแนวทางที่ 4 คือการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (enabling factors) กำหนดไว้5 วิธีการ จำนวน 78 โครงการ

เมื่อพิจารณารายละเอียดของโครงการจะเห็นว่า แนวคิด วิธีการนำเสนอ ตลอดจนการกำหนดมิติการพัฒนาต่างๆ มีความเหมาะสมและดูดี แต่ยังมีหลายจุดที่ไม่สามารถรองรับได้อย่างแท้จริง เพราะยังคงใช้หลักคิดในการรวมโครงการจากหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนในปี 2564 มาเป็นโครงการภายใต้แผนดังกล่าว โดยขาดการบูรณาการสรรพกำลังให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จได้ เหตุเกิดจากการเริ่มต้นของโครงการที่ขาดความใส่ใจในประเด็นฐานราก เป็นเพียงการนำกิจกรรมต่างๆ รวมกัน ขาดการบูรณาการ จึงขาดพลังในการสร้างให้บรรลุเป้าหมาย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่มากเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะโครงการที่ดำเนินการโดยหน่วยงาน ที่เรียกกันว่างบ Function หรือเป็นงานประจำที่ต้องทำตามหน้าที่ จึงยากที่จะมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง เห็นได้จากที่ผ่านมาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ก็ออกมาในลักษณะเดียวกันส่งผลให้ขาดพลังในการขับเคลื่อน การนำงานประจำเข้าไปอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้ครบองค์ประกอบในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเท่านั้น จึงตอบโจทย์เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศได้น้อยมาก

ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ฉบับนี้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของชาติได้ สำหรับภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ จำเป็นต้องได้รับการดูแลและดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและจริงจัง มิเช่นนั้นจะเหมือนกันที่ผ่านๆ มา ที่อุดมไปด้วยโครงการที่พัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะกิจ ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาในระยะยาวสุดท้ายความสำเร็จจะหาไม่เจอ จะเจอแต่โครงการที่เสร็จแล้วเท่านั้น ดังนั้นอย่าได้นิ่งดูดายขอให้มาร่วมกันช่วยคิดและเสนอแนะเพื่อให้การลงทุนของประเทศในครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามที่หวัง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524830

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ  ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ

สกู๊ปพิเศษ : ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกเจริญ ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่ จ.อำนาจเจริญ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประยงค์ บุญทอง ชาวนาผู้ปลูกข้าว บ้านโคกเจริญ ตำบลนาวัง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญผู้ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มายาวนานหลายสิบปี โดย ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตั้งแต่เกิด รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เรียนรู้ การทำนาปลูกข้าวจนเข้าใจและชำนาญดี ต่อมา บิดา มารดา แก่ชรา จึงมอบหน้าที่การทำนาปลูกข้าวให้ทำแทนอย่างเต็มตัวไม่ทำให้ บิดา มารดาผิดหวัง ทำหน้าที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าว จำนวน 22 ไร่เศษ  กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น รางวัล เข็มเชิดชูเกียรติพระราชทาน ต้นแบบความสำเร็จ ที่ผ่านมาเกษตรกรเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  

นายประยงค์ บุญทอง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ที่ 11 บ้านโคกเจริญ ตำบลนาวัง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นชาวนายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงรัชกาลที่ 9 กล่าวว่า จำความได้ คลุกคลีกับท้องทุ่งนากลิ่นโคลนสาบควายมาโดยตลอด เมื่อถึงฤดูฝน จะติดตาม บิดา มารดาไปที่นา ซึ่งห่างจากหมู่บ้านโคกเจริญ ประมาณ 10 กิโลเมตร ทุกวัน แบบไปเช้า-เย็นกลับ จึงซึมซับเรียนรู้การทำนาปลูกข้าว จนเข้าใจดี มีความชำนาญมาก จากนั้นได้ช่วยบิดา มารดา ทำนาปลูกข้าว เป็นประจำทุกปี  

นายประยงค์ บุญทอง ผู้พลิกดินเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเต็มรูปแบบ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทั่งแต่งงาน มีครอบครัว ประกอบกับ บิดา มารดา อายุมากแล้ว ก็เลยปล่อยให้ทำนาเองกับครอบครัว แรกๆ ยังอาศัยอยู่กับบิดา มารดา ในหมู่บ้านโคกเจริญ อยู่มาหลายปี เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงขยับขยาย ย้ายไปอยู่ที่นา ก่อสร้างบ้าน คสล. 1 ชั้น พอได้อยู่หลบแดดหลบฝน ตามแบบฉบับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง   

กระทั่ง อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็นำมาปรับใช้กับที่นา จำนวน22 ไร่ 2 งาน โดยการแบ่งปลูกข้าว อินทรีย์ จำนวน 13 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา 6 บ่อ เลี้ยงปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลายี่สก ฯลฯ นอกนั้น ปลูกไม้ผล จำนวน 7 ไร่ เลี้ยงวัว เป็ด หมู เลี้ยงกบบ่อซีเมนต์ เลี้ยงกบในท่อซีเมนต์ เป็นต้น และทำเป็นอาคารถาวร สำหรับเป็นที่อบรม สาธิต การทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แก่ผู้สนใจทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เข้ามาศึกษาดูงานไม่ได้ขาด 

นายประยงค์ บุญทอง เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จ  กล่าวด้วยความภาคภูมิใจและปลื้มใจไม่หายว่า เมื่อปี พ.ศ.2560 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนถึงวันนี้ ยังตื่นเต้นดีใจไม่หายเลย 

สำหรับแหล่งน้ำใช้น้ำฝนจากบ่อปลาและขุดบ่อบาดาลเพิ่มเติมอีก 2 บ่อ โดยใช้เครื่องสูบน้ำ ให้น้ำไหลผ่านท่อพีวีซีและสายยาง ไปทั่วทั้งโครงการ ซึ่งมีน้ำใช้ตลอดปี…

สนธยา ทิพย์อุตร

เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยปชช. 87,000คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524641

เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยปชช.87,000คน

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีนี้แล้วเสร็จอีก 14 โครงการ พร้อมสั่งเร่งก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนองพระราชปณิธานบรรเทาภัยแล้ง-น้ำท่วม ให้แล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2567 เผยประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 87,000 คน

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2563 มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จอีก 14 โครงการ เช่น อ่างเก็บน้ำแม่อาง จ.ลำปาง อาคารบังคับน้ำวังคางฮูงในลำห้วยทวน จ.อุดรธานี ฝายทดน้ำวังครกพร้อมระบบส่งน้ำ จ.ราชบุรี โครงการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดี จ.ยะลา เป็นต้น ทั้งนี้ ทุกโครงการมุ่งหวังช่วยสร้างรายได้ให้ราษฎร มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขอย่างยั่งยืน สมดั่งพระราชปณิธาน

นอกจากนี้ ยังเร่งดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ โดยขณะนี้ผลงานการก่อสร้างมีความก้าวหน้าอยู่ที่ร้อยละ 22.57 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมอาคารประกอบทั้งระบบภายในปี 2567 ตามแผนที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคและผลิตประปาในพื้นที่ตลอดทั้งปี รวมทั้ง
ยังสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตรกรรม ทำให้มีน้ำสำรองไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูฝนกว่า 40,000 ไร่และในฤดูแล้งอีกกว่า 8,000 ไร่ เกิดการจ้างงานซึ่งจะช่วยลดอัตราการย้ายถิ่นฐานได้ อีกทั้ง ยังสามารถใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำสร้างอาชีพประมง รวมไปถึงทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุน สำหรับรักษาระบบนิเวศ ในลำน้ำชีและลำน้ำสาขาอีกประมาณปีละ 73 ล้านลบ.ม. ช่วยสร้างทัศนวิสัยที่ดีให้สองฝั่งลำน้ำ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของราษฎรในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการ 5,145 ครัวเรือน หรือประมาณ 20,580 คน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำทางบริเวณต้นลำน้ำชีและลำน้ำสาขาเมื่อปี 2526 เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง และปัญหาน้ำท่วม บริเวณลาดเชิงภูเขียว อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีชุมชนราษฎรขนาดใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝน และอาศัยน้ำจากลำห้วย บ่อน้ำต่างๆ เป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างมาก ข้าวยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ ซึ่งราษฎรพยายามจัดหาน้ำพึ่งพาตนเองหลากหลายรูปแบบ เช่น ขุดลอกหนองน้ำ ขุดสระเก็บน้ำ ตลอดจนการสร้างฝายทดน้ำในลำสะพุง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงเรียกร้องให้ทางราชการช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนมาอย่างต่อเนื่อง

กรมชลประทาน จึงเริ่มดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โดยได้ศึกษาจัดทำรายงานเบื้องต้นของโครงการ แล้วเสร็จปี พ.ศ.2537 ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จเดือนตุลาคม ปี 2538ผลปรากฏว่าขนาดความจุของอ่างเก็บน้ำลำสะพุงที่เหมาะสมที่สุดคือ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และได้นำผลการศึกษาโครงการ ดังกล่าวไปสำรวจ ออกแบบ แล้วเสร็จเมื่อปี 2541 แต่เนื่องจากบริเวณก่อสร้างโครงการมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และไม่ได้รับความเห็นชอบการขอเพิกถอนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวในบางส่วน คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติได้มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาพื้นที่ใกล้เคียงในการก่อสร้าง เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดังนั้น กรมชลประทาน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นจึงร่วมกันพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งใหม่ บริเวณลำสะพุงตอนล่าง บ้านนาเจริญ ซึ่งสามารถเพิ่มความจุอ่างฯได้มากกว่าจุดเดิม

“พื้นที่ก่อสร้างโครงการอ่างฯ ลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งใหม่ สามารถลดผลกระทบการใช้พื้นที่ป่าไม้จาก 2,100 ไร่เหลือ 354 ไร่ ครอบคลุม 3 ตำบล ในอำเภอหนองบัวแดง ได้แก่ ต.หนองแวง ต.หนองบัวแดง และ ต.นางแดด มีพื้นที่รับน้ำทั้งหมด 679.49 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 181.59 ล้านลบ.ม. ต่อปี ตัวเขื่อนมีความจุ 46.9 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.8 ของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งน้ำที่ได้ทั้งป่าและน้ำในเวลาเดียวกัน” นายประพิศกล่าวในตอนท้าย

แม่ทัพภาค3สั่งจนท.คุมเข้ม ชายแดน4จังหวัดภาคเหนือ สกัดต่างด้าว-ป้องกันโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524638

แม่ทัพภาค3สั่งจนท.คุมเข้ม ชายแดน4จังหวัดภาคเหนือ สกัดต่างด้าว-ป้องกันโควิด

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลโทอภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ได้กำชับให้ทุกหน่วยที่มีพื้นที่ตามแนวชายแดน ได้เฝ้าระวังการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายของกลุ่มแรงงานต่างด้าว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างจริงจัง โดยได้สั่งการให้กองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่จังหวัดตาก, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่ และเชียงราย ตรวจสอบแนวชายแดนหลัก จำนวน 12 จุดหลัก พร้อมกับดำเนินการล้อมลวดหนาม ในจุดที่ล่อแหลม ซึ่งมีแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมืองมาขายแรงงานอยู่เป็นประจำ ได้เพิ่มมาตรการอย่างเข้มงวดในการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย หลังพบก็ให้ดำเนินการทางกฎหมายและส่งตัวกลับทันที

ทั้งนี้เป็นไปตามที่รัฐบาล ได้มีนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบปราบปราม จับกุม และสกัดกั้นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ประกอบกับได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยมีข้อกำหนดตามกรอบพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป และศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้พิจารณาให้ระงับการใช้ช่องทางการเข้า-ออกประเทศในทุกพื้นที่ที่มีเขตติดต่อชายแดน เพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน

รสคิวฟาร์มสู่‘Young Smart Farmer’ ศูนย์บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เกษตรกรรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524639

รสคิวฟาร์มสู่‘Young Smart Farmer’ ศูนย์บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เกษตรกรรุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer ในการพัฒนาเกษตรกรอย่างรอบด้านให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองและเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่น และพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักการเกษตรให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สำหรับหนึ่งในนวัตกรรมของ Young Smart Farmer ที่ได้รับความสนใจ คือนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมและตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี

จากตัวอย่างของ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จและเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และลดต้นทุนการผลิตคือ นายวีระ สรแสดง ที่สามารถนำนวัตกรรมมาปรับใช้ทำเกษตรบนพื้นที่ 9 ไร่ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่ฟาร์มผลิตเองจนเป็นฟาร์มค่าไฟฟ้าศูนย์บาท พร้อมทั้งบริหารจัดการน้ำในฟาร์มอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำดีเพื่อใช้หมุนเวียนรักษาระบบนิเวศในฟาร์มจนพัฒนาฟาร์มให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างงาน สร้างรายได้ให้ฟาร์ม และคนในชุมชน นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่ายศูนย์เรียนรู้เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าทางการเกษตร จนปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้สนใจ และเมล็ดพันธุ์ทางการเกษตรรุ่นใหม่นำไปเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติและต่อยอด

นายวีระ สรแสดง Young Smart Farmer เจ้าของเรสคิวฟาร์ม แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนประกอบอาชีพเป็นฝ่ายศิลป์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และเปิดบริษัทออแกไนซ์
ของตนเองอีกประมาณ 10 ปี ต่อมาสนใจทำการเกษตร โดยเห็นที่ดินแปลงหนึ่ง เป็นที่น้ำท่วมขัง ไม่มีแหล่งน้ำ ไม่มีไฟฟ้า อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งคนทั่วไปมองว่าพื้นที่แบบนี้ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ตนจึงอยากก้าวข้ามข้อจำกัดที่อยู่ จึงเริ่มปรับสภาพพื้นที่ทดลองสิ่งต่างๆ และเกิดแนวคิดทำฟาร์มค่าไฟศูนย์บาทขึ้น เพราะเป็นการลดต้นทุนการผลิตวิธีหนึ่ง เนื่องจากต้นทุนเรื่องของไฟฟ้าเป็นหัวใจหลักของการทำฟาร์ม เพราะในฟาร์มมีทั้งโรงเรือนอัตโนมัติ กึ่งอัตโนมัติ ทุกอย่างใช้ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ไฟฟ้านั้นผลิตเอง จากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านโซลาร์เซลล์ และนำอุปกรณ์ต่างๆมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ ประกอบกับตนเป็นผู้ที่ชอบเรียนรู้ และพัฒนาการทำเกษตรอยู่ตลอดเวลา จึงสนใจโครงการ Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรฯโดยเริ่มจากการเข้าไปปรึกษากับสำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งเรื่องลงทะเบียนเกษตรกร การทำเกษตร และได้รับคำแนะนำให้ลงทะเบียนเป็น Young Smart Farmers ซึ่งตนได้เห็นถึงประโยชน์จากการเข้าโครงการดังกล่าว ทั้งการสร้างเครือข่ายกับเกษตรกรรุ่นใหม่ การฝึกอบรม ให้ความรู้ ได้รับการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ จึงก้าวเข้าสู่การเป็น Young Smart Farmer ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา

ก.เกษตรฯช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนหลวง ช่วยพื้นที่เผชิญแล้งก่อนหมดฤดูฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524640

ก.เกษตรฯช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนหลวง ช่วยพื้นที่เผชิญแล้งก่อนหมดฤดูฝน

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการเปิดเผยว่าขณะนี้ประเทศไทยมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ทำให้ไทยมีฝนตกต่อเนื่องมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแต่ยังมีพื้นที่การเกษตรหลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ มีพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังมีปริมาณน้ำใช้การน้ำต่ำกว่า 30% ซึ่งอาจไม่เพียงพอใช้ในฤดูแล้งถัดไป รวมถึงยังขอรับบริการฝนหลวงจากเกษตรกรและประชาชนจำนวนมากในทุกภูมิภาค กรมฝนหลวงฯโดย 12 หน่วยปฏิบัติการ จึงเร่งวางแผนติดตามสภาพอากาศต่อเนื่อง เพื่อช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงให้พื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าวนายปนิธิกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2563 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ –5 ตุลาคม 2563 กรมฝนหลวงฯตั้งหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด 12 หน่วย กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ และได้รับการสนับสนุนกำลังพลและอากาศยาน จากกองทัพบกและกองทัพอากาศ ร่วมปฏิบัติการฝนหลวงช่วยคลี่คลายสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ซึ่งขึ้นบินปฏิบัติการ 226 วัน 5,763 เที่ยวบิน จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 67 จังหวัด ทำให้มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 197.81 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวม 231 แห่ง เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม4,289.181 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ หลังจากหมดฤดูกาลที่ปฏิบัติการฝนหลวงได้แล้ว กรมฝนหลวงฯยังติดตามสภาพอากาศทุกวันเช่นเดิม เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่อาจเกิดขึ้นช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงซึ่งพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือและประชาชนที่ประสบปัญหาภัยพิบัติทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม นายปนิธิ กล่าว

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดงานน้อมรำลึก ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ 10 – 13 ตุลาคมนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524508

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดงานน้อมรำลึก ธ สถิตในดวงใจ...นิรันดร์ 10 – 13 ตุลาคมนี้

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดงานน้อมรำลึก ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ 10 – 13 ตุลาคมนี้

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 14.37 น.

​พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงาน “ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์”เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 10 – 13 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

​นางสาวสมพิศ  วงศ์ปัญญา รองผู้อำนวยการ(ฝ่ายบริหาร) รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า “การจัดงาน ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ ในครั้งนี้เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจของพระองค์            ด้านการเกษตร โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการพิเศษและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ นิทรรศการ  ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ นิทรรศการสายธารพระกรุณา กษัตริย์เกษตร และการจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ในวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”

​สำหรับนิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ นำเสนอพระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นานัปการ ตลอดการครองราชย์กว่า 70 ปี เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้มีอยู่ มีกิน มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณด้วยความปลื้มปิติยินดีอย่างหาที่สุดมิได้ ความทรงจำที่สถิตในดวงใจของชาวพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เมื่อครั้งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545

​ทางด้านนิทรรศการสายธารพระกรุณา กษัตริย์เกษตรจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีความร่วมมือกว่า ๓๐ หน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เครือข่ายคนรักษ์แฝก และนิคมเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำเขียว ร่วมจัดนิทรรศการเพื่อนำเสนอเรื่องราวการน้อมนำ  คำพ่อสอนสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ประชาชนผู้ที่มาร่วมงานเกิดแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิดและร่วมกันสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานสืบต่อไปสืบสานศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนกับหลักสูตรการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า ๒๐ หลักสูตร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ หลักสูตรอนุรักษ์ดิน น้ำ ด้วยหญ้าแฝก เรียนรู้พันธุกรรมแฝกเพื่อปรับปรุง บำรุงดิน โดยอาจารย์มานะ  เซียงสันเทียะ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา หลักสูตรตามรอยพ่อสู่ความพอเพียง เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับอาชีพเกษตรกร โดยอาจารย์ชาตรี  ต่วนศรีแก้ว ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนสถาพรวิทยา จ.นครปฐม หลักสูตรนวัตกรรมการเพาะเห็ดเพื่อการพึ่งตนเอง เรียนรู้เทคนิคการเลือกวัสดุเพาะ และการบริหารจัดการเห็ดแบบครบวงจร โดยอาจารย์มานะ  โพธิ์ชัย เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.กำแพงเพชร หลักสูตรพื้นที่ 1 ไร่ มีกิน มีใช้ทั้งปี เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่จำกัด ปลูกพืชหลากหลายสร้างรายได้ทั้งปี โดยอาจารย์ปา ไชยปัญหา เจ้าของไร่อรหันต์ จ.นครราชสีมา เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เช่น หลักสูตร ตู้อบแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ด้วยเทคนิคที่ทำง่าย ลดต้นทุน โดยอาจารย์สมบัติ  วิสูตรพันธุ์ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานชุมชน จ.ชัยนาท หลักสูตรระบบสวนครัวน้ำหยด ที่ประหยัดต้นทุน คุ้มค่า ติดตั้งง่าย โดยอาจารย์ธราวุฒิ  ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ ส.ป.ก. หลักสูตรกล้วยน้ำว้า อบมะพร้าวอ่อน การแปรรูปน้ำว้า ต่อยอดผลผลิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยอาจารย์นุจรี  สิทธิสุข เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สระบุรี

วันที่ 13 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00 น. ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ 90 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณกษัตริย์เกษตร

เวลา ๑๕.๕2 น. กิจกรรมน้อมรำลึก สงบนิ่ง และเวลา 17.00 น. เชิญรับฟังบทเพลงเพื่อพ่อ จากคุณโจนัส แอนเดอร์สัน ฝรั่งหัวใจไทย ที่มาร่วมขับกล่อมบทเพลงรักเพื่อพ่อแทนเสียงหัวใจของเราชาวไทยทุกคน พร้อมฟังเสียงขลุ่ยขับกล่อมบทเพลงแห่งความคิดถึง จากอาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ และเวลา 19.00 น. ขอเชิญร่วมพิธีจุดเทียน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร​เปิดตัวครั้งแรกกับภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องมหัศจรรย์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สนุกสนานกับการผจญภัยของหนูน้อย และสหายภูติน้อยตัวจิ๋ว เด็กหนุ่มผู้แสวงหาความมั่นคงให้กับชีวิต จนค้นพบแสงสว่างของชีวิต

​ชม ช้อป พร้อมเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตผลเกษตรอินทรีย์มีคุณภาพ ทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้ พรรณไม้ที่คัดสรรด้วยความรักโดยเกษตรกรผู้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต นำมาจัดจำหน่ายในราคามิตรภาพ กว่า ๒๐0.บูธ พิเศษเฉพาะวันที่ 13 ตุลาคม 2563กิจกรรมขาดทุน คือกำไร พบสินค้าผลผลิตทางการเกษตร ต้นไม้ จำหน่ายราคาเพียง 9 บาท จำนวนจำกัด

​ช้อปกระหน่ำ หนำใจแล้ว!! แก้วน้ำ ขวดพลาสติก อย่าเพิ่งทิ้ง!! นำมาใส่ดินรับกล้าไม้ พันธุ์ไม้นานาชนิดกลับไปดูแลต่อที่บ้านกับกิจกรรม เพาะ แจก แลก เปลี่ยน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171, 094-649-2333 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ InstagramID: wisdomkingfan และLine ID : @wisdomkingfanขอขอบคุณที่เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์​​สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักสื่อสารสัมพันธ์และเครือข่ายฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร.02-529-1965 , 087-359-7171