‘ธรรมนัส’รับฟังทิศทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน-ม.แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/526069

'ธรรมนัส'รับฟังทิศทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน-ม.แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง

‘ธรรมนัส’รับฟังทิศทางการดำเนินงาน กรมพัฒนาที่ดิน-ม.แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.00 น.

รมช.ธรรมนัส รับฟังทิศทางการดำเนินงาน ความร่วมมือกรมพัฒนาที่ดินกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ใต้กรอบการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน พื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง 

19 ตุลาคม 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมรับฟังบรรยายสรุปยุทธศาสตร์และทิศทางด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ภายใต้กรอบการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืนพื้นที่ลุ่มน้ำโขงล้านช้าง ณ สถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย

ทั้งนี้ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายที่สำคัญด้านการพัฒนาที่ดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยมีการวางแผนการใช้ที่ดิน และการบริหารจัดการดินให้มีศักยภาพในการผลิต อันเกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาที่ดิน กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยกำหนดกรอบความร่วมมือทางวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และศึกษาวิจัย ในประเด็นการศึกษาการปนเปื้อนสารก่อมลพิษทางดินที่ส่งผลต่อการบริการเชิงนิเวศ และการลดใช้สารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรม การพัฒนานวัตกรรมและเทคนิคการวิเคราะห์ดินสำหรับเกษตรกรที่เหมาะสมกับทรัพยากรดินของประเทศไทย การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และชุมชน รวมถึงจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่สูงซึ่งปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมองค์ความรู้ในด้านการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร ให้องค์กร สถาบันการศึกษา หน่วยงาน และประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและจัดการการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ขณะเดียว ยังได้ลงดูโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โดย กรมพัฒนาที่ดินเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ในพื้นที่ดำเนินการ 10 ไร่ โดยแบ่งเป็น พื้นที่สระน้ำเดิมประมาณ 3 ไร่ 1 งาน พื้นที่ปลูกไม้ผลประมาณ 2 ไร่ พื้นที่สระน้ำเพิ่มเติมประมาณ 1 ไร่ และพื้นที่ปลูกข้าวอีกประมาณ 4 ไร่ โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการ 18 อำเภอ 122 ตำบล เกษตรกร 1,952 ราย จ้างแรงงาน 976 ราย พร้อมรับฟังสรุปผลการดำเนินการโครงการจัดที่ดินให้ชุมชน (คทช) ปีงบประมาณ พ.ศ.2558 – 2563 ในท้องที่จังหวัดเชียงราย โดยแบ่งเป็น

1.เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ปืมและป่าแม่พุง ท้องที่อ.พาน อ.ป่าแดด ป่าแงะ เนื้อที่1,805-0-59 ไร่ จำนวน 406 ราย 518 แปลง

2.เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยสักและป่าแม่กกฝั่งขวา  ท้องที่อ.เมือง อ.เวียงชัย และอ.เวียงเชียงรุ้ง เนื้อที่ 14,891-0-45 ไร่ จำนวน 1,697 ราย 2,238 แปลง

3. เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าห้วยแดง ป่าห้วยป่าตาล และป่าห้วยไคร้ ท้องที่ อ.เทิง เนื้อที่ 1,604-3-48 ไร่ จำนวน 607 ราย 768 แปลง

4. เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่อ.เชียงของ และอ.เวียงแก่น เนื้อที่ 9,867-3-48 ไร่ จำนวน 2,020 ราย 2,921 ไร่

5. เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำหงาวฝั่งซ้าย ท้องที่ต.ตับเต่า ต.หงาว อ.เทิง เนื้อที่ 3,613 ไร่

ชายคาพระพิรุณ : 19 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525942

ชายคาพระพิรุณ : 19 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าด้วยเรื่องของงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีงบประมาณ 2564 ที่ได้รับจัดสรรมา 111,832.5171 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,719.2521 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.49) เงินงบประมาณจำนวนนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะมีแผนการใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาให้เกิดประโยชน์ และบรรลุเป้าหมายต่อภาคเกษตรและเกษตรกรอย่างไรนั้น ขุนเกษตรา จะเล่าให้ฟังตามนี้นะครับ…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำขบวนของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการ ได้วางเป้าหมายการใช้เงินประมาณก้อนนี้ โดยจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (31,315.7216 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนแม่บทอื่นๆ ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาระบบการให้บริการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW 2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (3,108.1736 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพลังสังคมและด้านเศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน สร้างผู้ประกอบการเพื่อให้บริการทางการเกษตรในชุมชน และพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (77,041.9435 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปรับปรุงทางน้ำทางผันน้ำพื้นที่รับน้ำนอง วางระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย บำรุงรักษางานชลประทาน เพื่อส่งน้ำและระบายน้ำ เป็นต้น 4.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ (41.5900 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NationalAgricultural Big Data Center : NABC) 5.ด้านความมั่นคง (325.0884 ล้านบาท) ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ดำเนินโครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้…ได้อ่านข้อมูลแล้ว ท่านมองว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ คิดว่า 5 ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ภาคเกษตรเดินไปทิศทางไหนได้บ้าง และจะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากน้อยแค่ไหนเหมาะสมกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในแต่ละด้านหรือไม่…คงเป็นคำถามที่รู้คำตอบกันดีนะครับ

ขุนเกษตรา

ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี เอาผิดบริษัทเอกชนรุกป่า เขตพื้นที่พิจิตร-เพชรบูรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525944

ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี เอาผิดบริษัทเอกชนรุกป่า เขตพื้นที่พิจิตร-เพชรบูรณ์

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า เข้ายื่นเอกสารหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กรณีตรวจพบการบุกรุกพื้นที่ป่าจำนวน 15 แปลง เนื้อที่ 73-0-08 ไร่ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการดำเนินคดีในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ผ่านมากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า(ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการขยายผลตรวจสอบการถือครองที่ดินแบบผิดกฎหมายของกลุ่มทุนที่บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินตามพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 ในท้องที่ จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ โดยตรวจพบการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้โดยไม่ถูกต้อง ประกอบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันพบมีการบุกรุกพื้นที่ป่า และทำลายทางสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันรวม 15 แปลง

โดยเป็นการแจ้งความเพิ่มเติมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เคยรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 และพระราชบัญญัติทางหลวง 2535 และส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ โดยที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดอดีตอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ กับพวกไปแล้ว

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525946

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง  แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แมคคาเดเมีย (Macadamia) ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว เนื่องจากเป็นถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และโดยเฉพาะไขมันดี อีกด้วย ซึ่งได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะนำมารับประทานเป็นของว่างหรือเป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทต่างๆทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ดังนั้นหากสินค้าแมคคาเดเมียมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐาน และมีจำนวนผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในอนาคตจะสามารถส่งออกตลาดต่างประเทศซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิต แมคคาเดเมีย (Macadamia) พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัดเลย พร้อมด้วยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) พบว่า พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ในอำเภอภูเรือ นาแห้ว และด่านซ้าย ซึ่งมีพื้นที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 700-900 เมตร สภาพดินร่วนปนทราย อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ทำให้แมคคาเดเมียเจริญเติบโตดีที่สุด โดยปี 2563 จังหวัดเลยมีเกษตรกรผู้ปลูกแมคคาเดเมียประมาณ 350 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 9,124 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย)

สำหรับสถานการณ์การผลิต พบว่า เกษตรกรจังหวัดเลยนิยมปลูกแมคคาเดเมียหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508) พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660) พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านการรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร และเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป สามารถเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ 80 -150 บาท/ต้น โดยเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 5 และผลผลิตจะออก 2 ช่วง คือ เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม และมิถุนายน – กันยายน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 – 700 กิโลกรัม/ไร่ หรือเฉลี่ย 15 – 35 กิโลกรัม/ต้นปัจจุบันต้นแมคคาเดเมียในจังหวัดเลยมีอายุสูงสุด 29 ปี และมีอายุเฉลี่ย 6 ปี

หากมองถึงสถานการณ์ด้านตลาด พบว่า เกษตรกรสามารถจำหน่ายแมคคาเดเมียในรูปของผลแห้ง และแบบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ผลแห้งกะเทาะเปลือกเขียว ราคาเฉลี่ย 70 – 80 บาท/กิโลกรัม จำหน่ายโดยตรงให้กับกลุ่มวิสาหกิจหรือพ่อค้าคนกลาง เพื่อนำไปแปรรูปและจำหน่ายภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง 2) ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน ได้แก่ แมคคาเดเมียอบทั้งเปลือก (กะลา) ราคา 400 – 500 บาท/กิโลกรัม 3) ผลิตภัณฑ์เพื่ออุปโภค ได้แก่ แมคคาเดเมียออยล์ ราคา 2,500-3,500 บาท/ลิตร และสบู่จากถ่านกะลาแมคคาเดเมียราคา 80 – 120 บาท/ก้อน ซึ่งประเภทผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน และอุปโภค เกษตรกรจะจำหน่ายผ่านร้านค้าในสวน ผ่านตัวแทนจำหน่าย และตลาดออนไลน์ อาทิ Shopee FacebookFanpage โดยจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ไร่วิมุตติสุขภูเรือ MACLOEI และไร่ลองเลย เป็นต้น สำหรับแนวโน้มตลาดแมคคาเดเมียถือเป็นถั่วที่มีไขมันดีสูง (HDL) ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ดังนั้น หากสินค้าแมคคาเดเดียเมียของจังหวัดเลย มีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐาน และมีจำนวนผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในอนาคตจะสามารถส่งออกตลาดต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดได้เป็นอย่างมาก

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการ สศท.3กล่าวเสริมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กรมวิชาการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแมคคาเดเมีย ตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนเลย มีการผลิตและจำหน่ายต้นพันธุ์แมคคาเดเมียให้กับเกษตรกรผู้สนใจ รวมทั้งให้องค์ความรู้ด้านการปลูก การใช้เทคโนโลยีสำหรับแปรรูป อาทิ เครื่องกะเทาะเปลือกเขียว เครื่องกะเทาะเมล็ดตู้อบเมล็ด เป็นต้น นอกจากนี้ จังหวัดเลยยังมีการรวมกลุ่มของเกษตรกร อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย อำเภอนาแห้ว วิสาหกิจชุมชนไร่ลองเลย อำเภอนาแห้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปแมคคาเดเมียภูเรือ ไร่วิมุตติสุข DOAE42 อำเภอภูเรือ เป็นต้น เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการปลูกและแปรรูปแมคคาเดเมีย ของจังหวัดเลย

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน รวมถึงการทำ Zero Waste เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแมคคาเดเมียเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลด้านการผลิตแมคคาเดเมีย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย โทร. 0-4203-9891 หรืออีเมล loei-horticulture@hotmail.com

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525945

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก  ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา

สกู๊ปพิเศษ : นักท่องเที่ยวไม่พลาดเช็คอินสกายวอล์ก ชมวิวพาโนรามาแลนด์มาร์คใหม่ อ.เบตง จ.ยะลา

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แลนด์มาร์คใหม่อำเภอเบตงนักท่องเที่ยวแห่ชม ถ่ายรูปทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ทางภาคเหนือ สามารถสัมผัสทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิดแบบ 360 องศา ต้องมาเช็คอินที่นี่เลย ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ชมสกายวอล์กที่ยาวที่สุดในอาเซียน สร้างเสร็จ อวดโฉม พร้อมให้บริการแล้ว

ที่จุดชมสกายวอล์ก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ในวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวทั้งคนในพื้นที่และต่างพื้นที่เดินทางมาเฝ้ารอขึ้นชมสกายวอล์กอัยเยอร์เวง กันเป็นจำนวนมากตั้งแต่เช้ามืดจนรถติด และมีนักท่องเที่ยวต่อแถวเข้าคิวรอขึ้นสกายวอล์กอัยเยอร์เวง กันยาวเหยียด สร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยวในอำเภอเบตง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวง ทำให้คึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อขึ้นมายังจุดชมวิวทะเลหมอกนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสหมอกที่อยู่รอบๆ แถมเห็นวิวแบบพาโนรามา360 องศา อย่างสวยงาม ซึ่งจุดนี้สามารถมองจากบนสกายวอล์ก ที่ลอยอยู่เหนือแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตคือ “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ที่นอกจากได้สัมผัสทะเลหมอกรอบๆ ตัวเราได้ตลอดทั้งปีแล้ว เรายังจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ของวันใหม่มีวิวทิวทัศน์ของผืนป่าฮาลา-บาลา ทะเลสาบเขื่อนบางลาง และยังมองเห็นไปไกลได้ถึงประเทศมาเลเซียเลยทีเดียว

จุดชม “ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” พิกัดอยู่ที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา และในขณะนี้ สกายวอล์ก ที่อยู่บนระดับความสูง 2,038 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 90 ล้านบาท อาคารเป็นโครงสร้างเหล็ก มีความสูง 45 เมตร มีบันไดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิว และลิฟต์ให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ไฮไลต์สำคัญ คือ ระเบียงทางเดิน หรือสกายวอล์ก ที่ยื่นออกไปจากฐาน มีความยาวรวม 63 เมตร ส่วนปลายเป็นระเบียงชมวิวพื้นกระจกใสแทมเพอร์ลามิเนต ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทนทาน หนา 4 เซนติเมตร ที่สามารถมองทะลุลงไปได้ถึงพื้นเบื้องล่างได้ เริ่มเปิดให้บริการแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงสายๆ เวลา 05.30-09.30 น.ทุกวัน ซึ่งช่วงนี้ขนาดยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ ยังมีนักท่องเที่ยวมารวมแล้ว 2,000-3,000 คน สำหรับจำนวนคนที่จะขึ้นไปบนสกายวอล์กนี้ได้ จะมีการจัดระเบียบ คือมีเจ้าหน้าที่แจกบัตรคิว แบ่งเป็นรอบ รอบละ 70-100 คน แล้วเคลื่อนที่ไป 4-5 จุด ใช้เวลาจุดละไม่เกิน 15 นาที โดยใช้เวลาทั้งหมดบนสกายวอล์กราว 1 ชั่วโมง

ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีบางส่วนที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ เช่น สงขลา พัทลุง ภูเก็ต และเมื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศเบื้องต้น ราคา 50 บาท และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ราคา 100 บาท พร้อมถุงหุ้มรองเท้าเพื่อป้องกันพื้นกระจกที่ระเบียงชมวิวเสียหาย ซึ่งถุงเท้านี้ ก็เป็นฝีมือของชุมชนในพื้นที่ผลิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ทั้งนี้เมื่อสกายวอล์ก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จะเป็นสิ่งดึงดูดให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย (หลังเปิดประเทศในอนาคต) ให้เข้ามาเที่ยวในอำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ลุ่มเจ้าพระยา : 19 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525943

ลุ่มเจ้าพระยา : 19 ตุลาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นเรื่องอัปยศ อดสูเป็นอย่างยิ่งของเยาวชนไทยในโลกสังคมโซเชียลที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร” ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากการบริหารประเทศ อ้างว่าเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วไปก้าวล่วงหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ขัดขวางขบวนเสด็จฯด้วยการชู 3 นิ้ว พร้อมตะโกนโห่ร้องด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายขณะที่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินเคลื่อนผ่าน จนเกิดการปะทะกันกับกลุ่มผู้จงรักภักดีต่อสถาบันที่ใส่เสื้อเหลืองมารอเฝ้าฯรับเสด็จเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 จนเกิดความแตกแยกร้าวลึกยิ่งขึ้น ซึ่งม็อบไหนๆในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏว่าการประท้วงเรียกร้องทุกครั้ง จะมีการก้าวล่วงหมิ่นสถาบันได้ถึงขนาดนี้ หลายคนตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยซึ่งคนต่างชาติเคยชื่นชมว่าคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัวยิ่งชีวิต มีความกตัญญูกตเวทีเป็นที่สุด 

nn เมื่อรัฐบาลจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจับกุมแกนนำ ปราบจลาจล ด้วยโล่ กระบอง และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมแตกกระเจิงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บมีทั้งเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วมีผู้ที่สนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงออกมาประณามรัฐบาลที่สลายการชุมนุม ด้วยการใช้กำลังไม่เหมาะสมและไม่ได้สัดส่วน ไร้ซึ่งนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาชี้แจงว่าการสลายการชุมนุมทำตามขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ยึดหลักสากลยืนยันไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม สารเคมีผสมน้ำฉีดไม่มีอันตราย หลังจากที่แกนนำหลักถูกจับกุม ก็มีแกนนำใหม่เกิดขึ้นเพื่อสานต่อการชุมนุมเรียกร้องแบบดาวกระจาย และรวมตัวประท้วงกลุ่มแนวร่วมตามจังหวัดต่างๆต้องดูกันต่อไปนะครับว่าสถานการณ์จะจบยังไง จะเหมือนรุ่นพี่ๆที่เคยประท้วงกันมาอีกหรือไม่ ใครได้ใครเสีย ประเทศจะเดินหน้าไปอย่างไร 

nnสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนายสมศักดิ์ งามสมเกล้า ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่กำลังขับเคลื่อนช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อให้มีที่จำหน่ายสินค้า สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน โดยจะจัดจำหน่ายสินค้าของกินของฝาก ผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาจำหน่ายที่ “นากรุงเก่า” จุด Check In แหล่งท่องเที่ยวชุมชน อีกแห่ง บนถนนสาย 347 (ปทุมธานี-บางปะหัน) ขาเข้า กทม.ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยจะเริ่มเปิดการจำหน่ายสินค้าในวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2563 นี้แน่นอน จึงขอบอกต่อให้กับนักท่องเที่ยวได้รับทราบในการเลือกซื้อของกินของฝาก หากเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยากันครับ 

nn “กำนันตึ๋ง”นายยุทธนา ธูปแก้ว อายุ 64 ปี อดีตกำนันตำบลลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นกำนันตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 จนกระทั่งเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2559โดยอดีตที่ผ่านมา ทำงานเข้าถึงทุกปัญหาตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” อย่างแท้จริง เอาใจใส่ ดูแล และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างทันท่วงที มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จนเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด จนได้รับรางวัลกำนันแหนบทองคำเมื่อปี พ.ศ.2549 “กำนันตึ๋ง” บอกเป็นนัยๆ ว่า ในอนาคตที่จะถึงนี้ อาจจะมีโอกาสได้กลับมาลงสนามการเมืองท้องถิ่น เพื่อรับใช้พี่น้องชาวอำเภอบางบัวทองอีกครั้ง ก็เป็นได้ nn

เกียรติยศ ศรีสกุล

เปิดตัว 2 พันธุ์ข้าวน้องใหม่ตอบโจทย์คนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525331

เปิดตัว2พันธุ์ข้าวน้องใหม่ตอบโจทย์คนใต้

วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอภิชาติ เนินพลับ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาราชการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงพันธุ์ข้าว เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าสายพันธุ์
มะจานู PTNC 99012-69 จากศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี โดยได้รับรองพันธุ์ในชื่อ“มะจานู69” และข้าวเจ้าสายพันธุ์อัลฮัมดุลิลลาฮ์ PTLC15002-4 จากศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง โดยได้รับรองพันธุ์ในชื่อ“อัลฮัมดุลิลลาฮ์4” ข้าวเจ้าพันธุ์มะจานู 69มีลักษณะเด่น คือ เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 497กิโลกรัมต่อไร่ ปริมาณอมิโลสสูง(27.2 เปอร์เซ็นต์) ลักษณะรวงยาวแน่นปานกลาง การแตกกระแง้ปานกลางเมล็ดร่วงปานกลาง ความยาก-ง่ายของการนวดเป็นระดับปานกลางรูปร่างเมล็ดเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสุกไม่เหนียว – ไม่ร่วน ตรงกับความนิยมการบริโภคของชาวไทยมุสลิม ที่ชอบใช้มือเปิบข้าวแทนการใช้ช้อน พื้นที่แนะนำในการปลูกคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ข้าวเจ้าพันธุ์อัลฮัมดุลิลลาฮ์ 4มีลักษณะเด่นคือ เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสงให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 611 กิโลกรัมต่อไร่ ปริมาณอมิโลสสูง (27.4 เปอร์เซ็นต์) ลักษณะรวงจับกันแน่นยาว รูปร่างเมล็ดค่อนข้างป้อม คุณภาพการสีดีมากท้องไข่ปานกลางขนาดเมล็ดค่อนข้างป้อม ข้าวหุงสุกค่อนข้างนุ่ม ไม่เหนียว –ไม่ร่วน ซึ่งตรงกับรสนิยมการบริโภคของชาวไทย – มุสลิม ในพื้นที่จ.สตูล และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งหลังจากนี้กรมการข้าวมีแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ทั้ง 2 พันธุ์ ในฤดูนาปี 2563/64 โดยพันธุ์มะจานู69 จะผลิตเป็นพันธุ์คัด 500 กิโลกรัม และพันธุ์หลัก 2 ตัน ในส่วนของพันธุ์อัลฮัมดุลิลลาฮ์ 4 จะผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ดัก 200 กิโลกรัม และจัดทำเป็นรวง 5,000 รวง

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ 3,200 โครงการ 57 ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.41 ล้านไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525332

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200โครงการ  57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ 57 ปี ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จกว่า 3,200 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ปี 2564 เตรียมขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี อีก 8 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทาน 12,050 ไร่

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาภัยเดือดร้อนมากมายให้แก่ราษฎร ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นานกว่า70 ปี ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่อดีตซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกเมื่อปี 2506 จนถึงปัจจุบันเกิดผลเป็นรูปธรรมมีมากกว่า 3,000 โครงการ มีทั้งโครงการชลประทานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสานพระราชภารกิจของพระบรมราชชนกนาถ ที่จะดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร โดยยังพระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาราษฎรอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ และได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานจัดหาน้ำสนับสนุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนินไปนั้นด้วย

“ตลอดระยะเวลา 57 ปี ที่กรมชลประทานดำเนินงานสนองพระราชดำริภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี มีความก้าวหน้าภาพรวมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3,481 โครงการ ในจำนวนนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ เป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ที่เหลือเป็นอาคารประเภทต่างๆ เช่น ฝาย สถานีสูบน้ำ สระเก็บน้ำ เป็นต้น อยู่ภาคเหนือ 1,277 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 758 โครงการ ภาคกลาง 498 โครงการ และภาคใต้ 673 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,771 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่” รักษาการอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานได้เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จจำนวน14 โครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาง จ.ลำปาง โครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ จ.สระแก้ว โครงการจัดหาน้ำให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยแสง ฝายบ้านดอยแสงพร้อมระบบส่งน้ำ จ.แม่ฮ่องสอน โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้บ้านแพะ บ้านแม่ละนา บ้านอมยะ บ้านกามาผาโด้ จ.ตาก โครงการอาคารบังคับน้ำวังคางฮูง ในลำห้วยทวน จ.อุดรธานี โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยลาดเหนือตอนบน จ.ชัยภูมิ โครงการระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ – อ่างเก็บน้ำคลองโบด จ.นครนายก โครงการฝายทดน้ำวังครก พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ราชบุรี โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง จ.นครศรีธรรมราช โครงการจัดหาน้ำให้ ศกร.ตชด.บ้านหลังอ้ายหมี จ.นครศรีธรรมราช และโครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดี ที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นต้นเพิ่มพื้นที่ชลประทานพร้อมระบบส่งน้ำจำนวน 2,700 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์รวม 8,189 ไร่ ความจุเก็บกักน้ำรวม 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 2,091 ครัวเรือน

ส่วนปี 2564 กรมชลประทานจะยังคงเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 8 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่

“กรมชลประทานยังเดินหน้าขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อม ตลอดจนเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ จึงยังคงมีภารกิจที่กรมชลประทานต้องดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริและเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศอยู่ต่อไป” นายสัญญากล่าวในที่สุด

เกษตรฯ เข้ม! สั่งทุกหน่วยงานเกาะติดสถานการณ์น้ำ ผ่านวอร์รูมอย่างใกล้ชิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525307

เกษตรฯ เข้ม! สั่งทุกหน่วยงานเกาะติดสถานการณ์น้ำ ผ่านวอร์รูมอย่างใกล้ชิด

เกษตรฯ เข้ม! สั่งทุกหน่วยงานเกาะติดสถานการณ์น้ำ ผ่านวอร์รูมอย่างใกล้ชิด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 17.07 น.

เกษตรฯ เข้ม! สั่งทุกหน่วยงานเกาะติดสถานการณ์น้ำ ผ่านวอร์รูมอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่การเกษตร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายทองเปลว กองจันทร์) จัดตั้งวอร์รูมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปัจจุบันในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีการรับฟังรายงานสถานการณ์ประจำวันจากเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและกรมชลประทาน ที่มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาอุทกภัยขึ้นทั่วประเทศ พร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครองในจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันจัดทำแผนเตรียมความพร้อม ตลอดจนวางแผนปฏิบัติงานในสภาวะวิกฤติ โดยมีการกำหนดพื้นที่ ผู้ปฏิบัติงาน และจัดสรรทรัพยากร เครื่องจักร เครื่องมือ ให้พร้อมเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนได้ในทันที

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเจ้าหน้าที่เร่งสำรวจพื้นที่ความเสียหายหลังน้ำลด ทั้งนี้ หากเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืช มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบการผลิต ขอให้มาแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน หรือหากเป็นเกษตรกรรายใหม่ให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ณ ที่ตั้งแปลงพร้อมเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้บริการ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่านทางแอปพลิเคชัน Farmbook เพื่อที่เกษตรกรจะได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิขอรับการสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือรับบริการต่าง ๆ จากภาครัฐ เช่น กรณีการขอรับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ในด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง

“อย่างไรก็ตาม ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะติดตามสถานการณ์ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของอุทกภัยและภัยแล้ง ซึ่งจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้านนายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ (15 ตุลาคม 2563) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 1 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงแล้ว บริเวณแขวงหัวพัน ประเทศลาว โดยพายุนี้จะทำให้บริเวณภาคเหนือด้านตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอิทธิพลพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่งผลให้เกิดอุทกภัย น้ำไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และวาตภัย ช่วงวันที่ 7 ต.ค.63 – ปัจจุบัน จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด นครราชสีมา ชัยนาท เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี ราชบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง สระแก้ว พังงา ตรัง และจังหวัดสตูล สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 8 จังหวัด ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ตรัง และจังหวัดสตูล

เกษตรฯตั้งเป้าไทย ‘ฮับโปรตีนแมลงโลก’ หนุนเกษตรทางเลือกให้เกษตรกรยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525247

เกษตรฯตั้งเป้าไทย 'ฮับโปรตีนแมลงโลก' หนุนเกษตรทางเลือกให้เกษตรกรยุคโควิด

เกษตรฯตั้งเป้าไทย ‘ฮับโปรตีนแมลงโลก’ หนุนเกษตรทางเลือกให้เกษตรกรยุคโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 15.39 น.

เกษตรฯตั้งเป้าไทยเป็นฮับโปรตีนแมลงโลก ส่งเสริมเกษตรทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรยุคโควิด พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีแมลง” หนุน 20,000 ฟาร์มปั้นอุตสาหกรรมอาหารใหม่ (Novel Food) ดันสตาร์ทอัพเกษตร เจาะตลาดโลก 3 หมื่นล้าน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 แถลงวันนี้ (15 ต.ค.) ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตโปรตีนจากแมลงหรือฮับแมลงโลก โดยมีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ โดยได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัด เร่งส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งมีกว่า 20,000 ฟาร์ม   เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นโยบายดังกล่าวสอดรับกับแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO: Food and Agriculture Organization) ที่ประกาศให้ “แมลงเป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก” โดย FAO คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของโลกซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนเพิ่มขึ้น 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้า การสนับสนุนการบริโภคโปรตีนจากแมลงจึงเป็นหนึ่งในแนวทางในการรับมือกับอาหารในอนาคตที่ดีที่สุด ซึ่งผลการวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารใหม่ (Novel Food) พบว่า “แมลง” มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งแคลเซียม ซิงค์ วิตามินบี 2 บี 12 ในปริมาณสูง มี โอเมกา 3 6 9 รวมทั้งไฟเบอร์ ซึ่งเป็นไฟเบอร์จากสัตว์เพียงชนิดเดียว ช่วยปรับสมดุลในลำไส้ นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายอีกกว่า 10 ชนิด

สำหรับแมลงที่มีอยู่นับล้านชนิด “จิ้งหรีด” เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด และข้อมูลจากบริษัท Research and Markets ระบุว่า ตลาดแมลงรับประทานได้ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตระหว่างปี 2018-2023 คิดแบบ Compound Annual Growth Rate (CAGR) ที่ร้อยละ 23.8 และคาดว่าในปี 2023 ตลาดจะมีขนาด 37,900 ล้านบาท โดยตลาดเอเชียมีสัดส่วนถึง 30-40% ของทั้งโลก ที่เหลือกระจายตัวอยู่ทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกาและอเมริกาเหนือจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า ประเทศไทยมีแมลงที่มีคุณค่าอาหารอย่างน้อย 194 ชนิด เช่น จิ้งหรีด จิ้งโกร่ง ตั๊กแตน หนอน และดักแด้ไหม ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักในการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลก

ทั้งนี้ โปรตีนจากแมลงจัดเป็นซูเปอร์ฟู้ด (Super Food) และเป็นอาหารแห่งอนาคต(Future Food) ที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตการแปรรูปและการตลาดรวมทั้งส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ทั้งนี้   จะมีการจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีแมลง”ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC: Agritech and Innovation Center) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับอีกอย่างน้อย 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ กระบวนการผลิต การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งแบบสด แช่แข็ง ทอด คั่ว หรือบรรจุกระป๋อง รวมถึงทำเป็นผงบด เพื่อเป็นส่วนผสมในการทำ เบเกอรี่ และแปรรูปเป็นแป้งจำพวกเส้นพาสต้า โปรตีนบาร์ ผงแป้ง ขนมขบเคี้ยว และprotein shakes ซึ่งกลุ่มประเทศ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา เอเชียตะวันออก ละตินอเมริกา แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างให้ความสนใจต่อการบริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งตลาดส่งออกไทยไปต่างประเทศได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็วเติบโตถึงร้อยละ 23 ต่อปี โดยเฉพาะ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค มกอช.ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ผู้เลี้ยงแมลง โดยเฉพาะจิ้งหรีด ปัจจุบันมีแปลงใหญ่จิ้งหรีดทั้งหมดจำนวน 11 แปลง เกษตรกรสมาชิก 469 ราย พื้นที่รวมประมาณ 848.5 ไร่ ใน 10 จังหวัด ได้แก่ ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก มหาสารคาม ลพบุรี สระแก้ว และจังหวัดสุโขทัย โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 1.1 พันตัน รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรที่สนใจเพื่อยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด ส่งเสริมให้เกษตรกรไทยหันมาเลี้ยงจิ้งหรีด ทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในยุคโควิด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า 7,000 ตันต่อปี และสามารถป้อนตลาดภายในและต่างประเทศ รวมทั้งกรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมเกษตรกรหม่อนไหมกว่า 20,000 รายในการพัฒนาดักแด้ไหมเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มาแรงเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีบริษัทสตาร์อัพของคนไทยที่ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจากจิ้งหรีดเป็นรายแรกๆ ของโลก ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และมีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการแปรรูปแมลงทยอยเกิดขึ้นตามมา แมลงถือเป็น Super food มีสารอาหารสูง ในต่างประเทศมีการแปรรูปเพื่อนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นส่วนผสมในยา ทำเป็นผงแป้งผสมในขนมกรุบกรอบหรืออาหาร แม้แต่เครื่องสำอางค์และอาหารเสริม ฯลฯ ซึ่งกระทรวงเกษตรสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมทำการตลาดแบบไฮบริดทั้งออฟไลน์และออนไลน์โดยขณะนี้มีการจำหน่ายบนตลาดออนไลน์เช่น Shopee Lazada ฯลฯ

“ปัจจุบันมีบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติลงทุนทำฟาร์มเพาะเลี้ยงในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางและตั้งโรงงานแปรรูปแมลงเพื่อส่งออกมีแบรนด์ของตัวเอง เช่นแบรนด์ ProteGo ผงโปรตีนจากจิ้งหรีด (Cricket Powder) ที่ขอนแก่น และบริษัท คริกเกท แลบ จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฟาร์มจิ้งหรีดระบบปิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นโรงงานผู้ผลิตผงโปรตีนจากจิ้งหรีดตามมาตรฐานยุโรป เช่นเดียวกับบริษัทโกลบอล บั๊คที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นสินค้าเกษตรและอาหารที่มีอนาคตและตอบโจทย์ความต้องการโปรตีนรูปแบบใหม่ที่มีโภชนาการสูงประเภทอาหารใหม่ (Novel Food) ของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ