ท่วมท้น! มติเอกฉันท์ 20 ต่อ 4 เสียง ไม่ทบทวนการแบน ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521468

ท่วมท้น! มติเอกฉันท์ 20 ต่อ 4 เสียง ไม่ทบทวนการแบน 'พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส'

ท่วมท้น! มติเอกฉันท์ 20 ต่อ 4 เสียง ไม่ทบทวนการแบน ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.27 น.

28 กันยายน 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 28 มิ.ย. ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ยังคงมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2563 คงเดิมที่ได้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตให้จำกัดการใช้ตามมติ 23 พ.ค. 2561 ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาการพิจารณาได้มีเหตุผลรองรับอยู่แล้วถึงความอันตรายต่อสุขภาพ ประกอบกับหลายประเทศก็มีการแบนสารดังกล่าว

นายสุริยะ กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากบุคคลและกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ขอให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย และขอให้ทบทวนมติที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต รวมทั้งมีผู้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางลดผลกระทบ ที่ประชุมได้มีการอภิปรายให้ความเห็นอย่างกว้างขวางจึงได้ลงมติอย่างเปิดเผยจากคณะกรรมการฯที่มาประชุม 24 ท่านจากทั้งหมด 27 ท่าน โดยมี 4 ท่านเห็นว่าควรมีการทบทวนมติเดิม แต่ 20 ท่านไม่เห็นด้วยที่จะทบทวน ที่ประชุมจึงมีมติโดยเสียงส่วนใหญ่ว่าไม่ควรจะทบทวน เพราะส่วนหนึ่งเพิ่งมีผลบังคับ 1 มิ.ย.และมีการฟ้องคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง จึงเห็นควรมอบหมายกรมวิชาการเกษตร และกระทรวงสาธารณสุข นำข้อมูลและข้อสังเกตจากคณะกรรมการไปพิจารณาดำเนินการและรายงานคณะกรรมการต่อไป

ส่วนการหาสารทดแทนกรมวิชาการเกษตรจะไปเร่งดำเนินการประกาศสารที่จะมาทดแทนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสารที่มาทดแทนโดยตรง แต่ใช้เป็นสารทางเลือกที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากมีผู้มาร้องเรียนให้ทบทวนอีกในลักษระเป็นประเด็นเดียวกันนี้ก็จะไม่มีการนำมาสู่การพิจารณาอีกถือว่าได้เป็นมติไปแล้ว

ด้านนายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สารที่จะมาทดแทน 2 สารที่ถูกแบนขณะนี้ยังไม่มี และยอมรับว่าทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จะหาวิธีการในการควบคุมศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต เช่น รวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยทำเกษตรแปลงใหญ่เพื่อใช้เครื่องจักร และรวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการทำตลาดเกษตรปลอดสารเคมี หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตวัตถุอันตรายที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับผิดชอบ (GMP) เพื่อตรวจตรารับรอง สินค้าเกษตรที่มีสารปนเปื้อน เกี่ยวกับการขาดแคลนที่ใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูป โดยเฉพาะข้าวสาลี และถั่วเหลือง ที่มีค่ากำหนด สอดคล้องกับสหภาพยุโรป (EU) โดยยึดหลักความปลอดภัยและสวัสดิภาพผู้บริโภคและความเท่าเทียมระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหาร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิ.ย. 2564 (แฟ้มภาพ)

สศก.-สวก.ยกระดับงานวิจัยศก.การเกษตรด้วยAI #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521355

สศก.-สวก.ยกระดับงานวิจัยศก.การเกษตรด้วยAI

สศก.-สวก.ยกระดับงานวิจัยศก.การเกษตรด้วยAI

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยถึงความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรและเทคโนโลยีการวิจัยการเกษตรที่มีศักยภาพและการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนานำผลงานวิจัย เทคโนโลยีการวิจัยการเกษตร และงานวิจัยที่มีศักยภาพ ผลักดันสู่การใช้ประโยชน์ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายพัฒนาภาคเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขยายผลงานวิจัย สู่การนำไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ

“ที่ผ่านมาเน้นย้ำความสำคัญงานวิจัยของสศก.ต้องเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้น ความร่วมมือกันครั้งนี้เป็นประโยชน์มาก ต้องขอบคุณ สวก. ที่ให้ความร่วมมือพัฒนางานวิจัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ที่สำคัญ สศก.ยังนำข้อมูลเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Big Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ หรือ NABC ได้เป็นอย่างดี เพื่อก้าวสู่พัฒนาระบบเกษตรสมัยใหม่โดยใช้ AI และประยุกต์จัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัดที่แสดงผลด้าน Supply และ Demand นอกจากนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานประสานหลักจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่EEC ยังประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่EEC ให้เกิดรายได้ไม่น้อยไปกว่าภาคอุตสาหกรรมอันจะเป็นต้นแบบพัฒนาด้านการเกษตรสมัยใหม่ของประเทศ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิตของรมว.เกษตรและสหกรณ์ด้วย” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ด้านดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสวก.กล่าวว่า สวก.ยินดีในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดยพร้อมร่วมส่งเสริม สนับสนุนทั้งงานวิจัยการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และงานกิจกรรมอื่นกับ สศก. ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะต่อยอด ขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และขยายผลไปยังทุกภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาภาคเกษตรของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่ EEC อาทิ โครงการวิจัยอัตราการให้น้ำมันของปาล์มน้ำมัน การวิจัยการปลูกมันสำปะหลัง เพื่อการผลิตแป้งใช้เลี้ยงทารกเพื่อเพิ่มมูลค่า การวิจัยจัดทำระบบการป้องกันและเตือนภัยการระบาดของแมลงทางศัตรูพืช (Smart Pest Warning System) การพัฒนาสารสกัดจากทุเรียนเพื่อเป็นเวชสำอาง อีกทั้ง ปัจจุบัน สวก.มีโครงการที่ให้ทุนวิจัยและดำเนินการอยู่ในพื้นที่ EEC ได้แก่ การศึกษาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง เพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย

ทั้งนี้ สวก.จะต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ สศก.วิเคราะห์ผลกระทบ เพื่อวางแผนรูปแบบการทำเกษตรในพื้นที่ โดยศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต เพื่อวางแนวทางปรับตัวของเกษตรกรให้เข้าลักษณะพื้นที่ ศึกษาความเพียงพอของแหล่งน้ำและพืชที่มีศักยภาพ เช่น พืชสมุนไพร และเพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่กล่าวมาแล้ว อีกทั้งปัจจุบัน สวก.พัฒนาระบบศูนย์กลางข้อมูลงานวิจัยการเกษตรของประเทศไทย ชื่อว่า Platform TARR Thailand ที่รวบรวมงานวิจัยและสืบค้นได้มากกว่า 40,000 ชิ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำฐานข้อมูลดังกล่าว เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลBig Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติของ สศก.เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านเกษตรของไทยต่อไป

ศรแดงจับมือก.เกษตรสานต่อเฟส2 โครงการ‘ตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด’แจกเมล็ดพันธุ์1แสนชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521354

ศรแดงจับมือก.เกษตรสานต่อเฟส2 โครงการ‘ตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด’แจกเมล็ดพันธุ์1แสนชุด

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านภัย COVID-19” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด นำร่องสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวที่มีลักษณะเติบโตเร็วอายุสั้นถึงอายุปานกลาง ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจทำเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวและผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร 10,000 ชุด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 มีผู้ประสงค์ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 103,656 ราย จากกระแสตอบรับที่ดีของการนำร่องโครงการ ระยะแรกเพียง 1 ชั่วโมง เปิดให้ลงทะเบียนมีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวน และมีผู้ไม่สามารถลงทะเบียนได้ทันจำนวนมากกระทรวงเกษตรฯและกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยจึงร่วมดำเนินโครงการนี้เต็มรูปแบบขยายผลโครงการดังกล่าว โดยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวที่จำเป็นในครัวเรือนให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไป 100,000 ชุด จาก บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด โดยใน 1 ชุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์พืชผัก สวนครัว 5 ชนิด รวม 5 ซอง ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดกวางตุ้งต้น แตงกวา และพริกขี้หนู

ด้านนายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวว่า นอกจากเมล็ดพันธุ์ที่เราจะช่วยสนับสนุนกับกระทรวงเกษตรฯแล้ว เรายังร่วมมือทำให้ประชาชนเป็นสุขยั่งยืนคือ แนวคิด สร้างสุข 3 ประการ สุขที่ 1 ส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี สู่ประชาชนทั่วประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ ภายในปี 2020 เป็นมูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท สุขที่ 2
ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกผัก เรามีทีมงาน Knowledge transfer ถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตพืชที่ถูกต้อง เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้นยั่งยืน ซึ่งคือนโยบายหลักของบริษัทเรา นอกจากกลุ่มเกษตรกรมืออาชีพนี้แล้ว เรายังเห็นว่ากลุ่มผู้ปลูกผักมือใหม่ที่ต้องการความรู้ปลูกพืชผักโดยในกลุ่มนี้ข้อมูลที่สื่อสารต้องเป็นข้อมูลเข้าใจง่าย ซึ่งเราได้จัดองค์ความรู้ด้านการปลูกพืชเหล่านี้ให้เข้ากับกลุ่มผู้ปลูกผักมือใหม่ด้วย ซึ่งสแกน QR code ด้านหลังซอง และสุขที่ 3 เสริมสร้าง Young Smart Farmer บุคคลต้นแบบเป็นหัวใจสำคัญ Young Smart Farmer จะเป็นเกษตรกรคุณภาพอย่างยิ่งสำหรับประเทศเรา โดยเราพัฒนาหลักสูตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลักสูตรแรกชื่อว่า “การผลิตผักเพื่อการค้า” ที่อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นำร่องให้เกษตรกรรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้และถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจลงทะเบียนขอรับชุดเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมส่งเสริมการเกษตร ทางเว็บไซต์ https://app.doae-gov.org/landing ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะครบจำนวนสอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมที่ Facebook : ประชาสัมพันธ์กรมส่งเสริมการเกษตร https://www.facebook.com/pr.doae โดย 1 ครัวเรือน (ทะเบียนบ้าน) จะได้รับ 1 สิทธิ์ คือ เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว 1 ชุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว5 ชนิด สำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จ หากมีพื้นที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีดฯจะจัดส่งซองบรรจุเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวตามโครงการให้ ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1-10 ของกรมส่งเสริมการเกษตร จะส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวพร้อมรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและมอบให้เกษตรตำบลแต่ละพื้นที่ส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

สำหรับโครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านภัยCOVID-19 ครั้งนี้ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในภาวะวิกฤติ ตลอดจนบูรณาการด้านความรู้และวิชาการจากภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนต่อยอดการดำเนินโครงการอื่น สร้างความร่วมมือพัฒนาภาคเกษตรตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและประชาชนในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ให้พึ่งตนเองได้และลดรายจ่ายในระยะนี้

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521356

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส...ยางไทยอนาคตสดใส

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ธนาคารโลกได้คาดว่า ปีนี้ GDP ของประเทศจะลดลงอย่างน้อย 5% อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย ยางพาราพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 เช่นกัน ส่งผลให้ราคาลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดใหม่ๆ แต่เมื่อการระบาดยังไม่มีท่าทีลดลง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง หลายประเทศเกิดการระบาดซ้ำเติมระลอกที่ 2 ที่ 3 สถานการณ์ราคายางกลับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2563 น้ำยางสดลดลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 35 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 39 บาทต่อกิโลกรัม และทรงตัวอยู่ในระดับราคานี้นานพอสมควร จากนั้นก็ค่อยๆขยับราคาขึ้น ล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2563 น้ำยางสดราคา 47 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สาเหตุที่ราคายางเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยอะไร และแนวโน้มอย่างไร?

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางขณะนี้ว่า การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง เพื่อนำไปใช้ในวงการแพทย์และใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเป็นไปได้ที่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออก ได้มีมาตรการส่งเสริมการขยายกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อตอบโจทย์การใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการใช้รถยนต์สาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดแพร่เชื้อโควิด-19 ทำให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อยอดการผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ยางแผ่นรมควัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางรถก็เพิ่มขึ้นด้วย จะเห็นได้ชัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของจีนปรับจาก 52.8 เป็น 53.1 รวมทั้ง GDP ของจีนยังเพิ่มขึ้น +3.2% อีกด้วย ขณะที่ประเทศอื่นในโลกยังติดลบ นั้นหมายความว่าจีนฟื้นตัวกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ 100% แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อราคายางในตลาดโลกที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

แม้ว่าสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอมริกาและยุโรปยังรุนแรงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม แต่มีกระทบต่อราคายางของไทยไม่มากเท่ากับจีน ดังนั้น เมื่อจีนฟื้นได้เร็ว ราคายางไทยจากที่ตกต่ำจึงฟื้นตัวตามตลาดจีน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมใช้ยางแผ่นดิบรมควันในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ต้องการใช้อุปกรณ์เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่ใช้น้ำยางเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางรองกันลื่นรองเท้ากันลื่น อุปกรณ์ช่วยหายใจ สายน้ำเกลือเพิ่มขึ้น ดังนั้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบแปรรูปจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันและยังส่งผลให้มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอุปกรณ์ดังกล่าวอีกด้วย

ในเรื่อง Demand และ Supply ก็มีผลเช่นกัน ขณะนี้แนวโน้มความต้องการ หรือ Demand ใช้ยางเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณยางหรือ Supply กลับลดลง สต๊อกยางหดหายเพราะเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับแรงงานกรีดยาง ซึ่งปัจจุบันจะใช้แรงงานสัญชาติเมียนมาเป็นหลัก ไม่สามารถเดินทางมารับจ้างกรีดยางได้ เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดน้อยลง สต๊อกยางถูกออกนำมาใช้จนแทบไม่มีสต๊อกแล้วในขณะนี้ ดังนั้น เมื่อ Demand มีมากกว่า Supply ราคายางจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น

“หลังเกิดวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติมีอัตราเติบโตสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ราคายางที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพด้วย คาดว่า ปีนี้มูลค่าส่งออกยางของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในอนาคตมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางจะเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มียอดสั่งซื้อสูงไปจนถึงปีหน้า ดังนั้น ทิศทางราคายางค่อนข้างมั่นใจได้ว่ามีแนวโน้มที่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อชาวสวนยางโดยตรง และ กยท.จะยังเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ ทั้งนี้ กยท.วางแผนเตรียมจัดพื้นที่ที่จะใช้ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลกพื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่งรวมถึงพื้นที่กิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดซึ่งกยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศชาติ สำหรับพื้นที่เหมาะสมนั้นมีหลายพื้นที่ แต่ที่มีความเป็นไปได้สูงคือ พื้นที่ของ กยท.ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช กว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพความพร้อมและความเหมาะสมสูง

ทั้งนี้ กยท.ตั้งเป้าผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดต้องการมากในขณะนี้ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพารา ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้ยางและไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ถึงเวลาที่ยางพาราของไทยจะฟื้นตัว เกษตรกรมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน เสียที…

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521353

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้บุคคลมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตัวจริง มาหมาดๆ เมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท คนหนุ่มไฟแรงที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีแนวความคิดทันสมัยและมีความเข้าใจในเรื่องของยางพาราเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยทำงานในฐานะคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาหลายชุด ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก็ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งเดิม) ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการยาง เข้ามาเสริมทัพผู้ว่าฯณกรณ์ สำหรับประวัตินายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เริ่มปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานสงเคราะห์สวนยาง ระดับ 3 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2539 และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง นายสุทัศน์ ต่างวิริยกุลถือเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมาเป็นเวลานาน รวมถึงมีผลงานด้านการสนับสนุนให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ในการจัดตั้งกลุ่มซื้อขายยางพาราเพื่อสร้างอำนาจต่อรองสู่ราคาที่เป็นธรรม ดำเนินงานด้านธุรกิจและการตลาด จนสามารถจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางพาราจังหวัดสงขลา และเปิดตลาดประมูลยางแผ่นรมควันแบบ Paper Rubber Market เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จึงน่าจะเป็นผู้ช่วยของผู้ว่าฯณกรณ์ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย กยท. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและตรงตามทิศทางที่วางไว้ และนำประสบการณ์บริหารงานด้านยางพารา มาช่วยผลักดันให้ภารกิจต่างๆ ของกยท.เกิดเป็นรูปธรรมและส่งผลดีต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนต่อไปนะครับ…

สุดท้าย มีเรื่องบอกเล่า เนื่องจากมีเกษตรกรท่านหนึ่งมาบ่นให้ขุนเกษตรา ฟังว่า ได้ไปติดต่อราชการที่กรมการข้าวหลายครั้ง แล้วพบว่า พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯสยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เป็นทางเดิน ซึ่งมองแล้วไม่สมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะที่มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อกรมการข้าว และชาวนาไทย น่าจะถูกจัดวางในห้องนิทรรศการหรือตำแหน่งที่ดูสมพระเกียรติกว่านี้ จึงฝากทางกรมการข้าวช่วยดูหน่อยนะครับ บางทีเรามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระเมตตา ย่อมมีความละเอียดอ่อนด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ…ขุนเกษตรา รับฟังมาเลยนำมาบอกต่อนะครับ เผื่อจะได้พิจารณาให้เหมาะสมต่อไป

ขุนเกษตรา

เตรียมเฮ! ‘เฉลิมชัย’จ่อชงครม.จ่ายค่าตอบแทน’อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521295

เตรียมเฮ! 'เฉลิมชัย'จ่อชงครม.จ่ายค่าตอบแทน'อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน'

เตรียมเฮ! ‘เฉลิมชัย’จ่อชงครม.จ่ายค่าตอบแทน’อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.01 น.

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2563 ที่โรงแรมประจวบแกรนด์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการพบอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ในเวทีพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพอาสาสมัครเกษตรระดับเขต ว่า อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เป็นนโยบายสำคัญที่จะให้เกษตรกรขับเคลื่อนงานไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ เปรียบเสมือนผู้ปิดทองหลังพระของพี่น้องเกษตรกร ซึ่ง อกม.เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสำรวจเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงมีภารกิจสำคัญทั้งการช่วยเจ้าหน้าที่จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับหมู่บ้าน ประสานงานการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาการเกษตร ไปจนถึงการรายงานสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน เช่น การระบาดศัตรูพืช โดย อกม.มีหมู่บ้านละ 1 คน รวมทั้งประเทศ จำนวน 75,155 คน

ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการดำเนินงานอาสาสมัครเกษตร เสนอค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) และได้ประกาศระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการบริหารงานอาสาสมัครเกษตร เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 เพื่อเตรียมเสนอ ครม.สนับสนุนค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) ให้กับ อกม.ด้วย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ อกม.ได้ช่วยพี่น้องเกษตรกร ให้ได้รับเงินในมาตรการเยียวยาเกษตรกรตามเป้าหมาย รวมทั้งให้กำลังใจและเห็นคุณค่าในความเสียสละทุ่มเท ในการปฏิบัติภารกิจของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านอย่างหนักมาโดยตลอด

ขณะที่ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามบทบาทหน้าที่ ในฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ให้สามารถสนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรและงานตามภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)  มีระบบการทำงานเป็นกลไกและมีส่วนร่วมในการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงเครือข่าย การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และพัฒนาให้เป็นต้นแบบแก่เกษตรกรทั่วไป สร้างการรับรู้ให้สาธารณชน พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่อาสาสมัครเกษตร ในฐานะเกษตรกรผู้มีจิตอาสา ให้โอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำและเป็นที่เชื่อถือยอมรับของเกษตรกร

เกษตรกรร่วมรับฟังแนวทางเทคนิคการเพิ่มผลผลิต ‘มังคุด-ทุเรียน’เพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521276

เกษตรกรร่วมรับฟังแนวทางเทคนิคการเพิ่มผลผลิต ‘มังคุด-ทุเรียน’เพิ่มรายได้

เกษตรกรร่วมรับฟังแนวทางเทคนิคการเพิ่มผลผลิต ‘มังคุด-ทุเรียน’เพิ่มรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.32 น.

วันที่ 27 กันยายน 2563 ที่เรือนช้างนอน อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา นางกันตวรรณ ตันเถียร ประทานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฏร พร้อม คณะ น วิทยากร ลงพื้นที่จังหวัดพังงา เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกร ในแนวทางการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกไม้ผล การส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลเพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพังงา การเพิ่มประสิทธิภาพไม้ผลให้มีมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเรื่องการตัดแต่งกิ่งไม้ผล การจัดการธาตุอาหารและการใช้ปุ๋ยในไม้ผล ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ทุเรียน พร้อมแนะนำเทคโนโลยีการติดตั้งระบบน้ำในสวนผลไม้ ก่อนจะ เปิดโอกาสให้แก่เกษตรกรและ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอบข้อซักถาม เพื่อคลายปัญหาให้กับเกษตรกร

นางกันตวรรณ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรก ได้จัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรด้าน สวนปาล์มและยางพารา เพื่อสร้างเกษตรกรรมยั่งยืน และ พบว่า ส่วนมังคุดและสวนทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่เกษตรกรในจังหวัดพังงาปลูกเป็นจำนวนมาก และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับไม้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

เสร็จตามเป้า! ชป.ลุยกำจัดวัชพืช-สิ่งกีดขวางเหนือเขื่อนเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520941

เสร็จตามเป้า! ชป.ลุยกำจัดวัชพืช-สิ่งกีดขวางเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

เสร็จตามเป้า! ชป.ลุยกำจัดวัชพืช-สิ่งกีดขวางเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และคณะ ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากผักตบชวา โดยมี นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายกฤษฎา ศรีเพิ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาด้านอุทกวิทยา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานเกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานสรุปผลการเตรียมความพร้อม ณ เขื่อนเจ้าพระยา สำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท

นายกฤษฎา ศรีเพิ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 เปิดเผยว่า การดำเนินงานกำจัดผักตบชวาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีแผนการดำเนินงานกำจัดผักตบชวาในพื้นที่ 702.9 ไร่ ปริมาณผักตบชวาจำนวนกว่า 56,000 ตัน ผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2563 จนถึงปัจจุบันดำเนินการไปแล้วประมาณ 54,432 ตัน โดยกรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ เรือกำจัดวัชพืชประเภทสายพานลำเลียง เรือกำจัดวัชพืช (เรือนวัตกรรม) รถบรรทุก 6 ล้อเทท้าย รถแบคโฮบูมยาวบุ้งกี้ใหญ่ และเรือดันผัก ในการดำเนินการกำจัดผักตบชวา ในการนี้กรมชลประทานได้กำหนดพื้นที่บริเวณกองผักตบชวาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ไว้ 3 จุด รวมพื้นที่ประมาณ 25 ไร่

ทั้งนี้ ได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการแปลงสภาพผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ (พลังง้วนดิน) ในเขตสำนักงานชลประทานที่ 12 จำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นที่ 1 จัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2563 บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา รุ่นที่ 2 จัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2563 บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก และรุ่นที่ 3 จัดขึ้นในวันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2563 บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี มีผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นละ 50 คน  หลังจากเข้ารับการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยใช้ประโยชน์จากวัชพืชและผักตบชวา นับว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อีกด้วย

จากนั้น พล.ร.อ.ปวิตร และคณะ ลงพื้นที่เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยบริเวณกองผักตบชวาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

เกษตรกรสมาชิกกฟก. ขอบคุณรัฐบาล หลังผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ แก้ปัญหาหนี้บุคคลค้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520943

เกษตรกรสมาชิกกฟก. ขอบคุณรัฐบาล หลังผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ แก้ปัญหาหนี้บุคคลค้ำ

เกษตรกรสมาชิกกฟก. ขอบคุณรัฐบาล หลังผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ แก้ปัญหาหนี้บุคคลค้ำ

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.47 น.

เกษตรกรสมาชิก กฟก. 380,000 กว่าราย ขอบคุณรัฐบาล หลังจากผลักดันพระราชบัญญัติ กฟก.ฉบับ 3 ประกาศในราชกิจกจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ 24 ก.ย.63 

นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563  มีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในนามของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและเกษตรกรสมาชิก ขอขอบคุณรัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) ประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รมว.เกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) รองประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ได้ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จนนำไปสู่การประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กันยายน 2563 นับเป็นคุณูปการกับพี่น้องเกษตรกรรายย่อยที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้จำนวน 380,000 ราย

ผลจากการประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวจะทำให้เกษตรกร จำนวน 380,000 ราย ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยที่เป็นหนี้ของสถาบันเกษตรกร (สหกรณ์) , ธ.ก.ส. ในกรณีหนี้บุคคลค้ำประกัน มีมูลหนี้ตั้งแต่ 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 200,000 บาท จะได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้ในคราวเดียวกัน ที่สำคัญการแก้ไขหนี้ตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ ดังกล่าว เกษตรกรเหล่านี้โดยองค์กรที่ตนเองสังกัด  ยังต้องทำแผนฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพควบคู่ไปกับหนี้ที่ได้รับแก้ไข เพื่อให้มีรายได้จากการประกอบอาชีพตามแนวทางของกองทุนฟื้นฟูฯเพื่อนำมาชำระหนี้คืนให้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ได้แก้ไขปัญหาหนี้ดังกล่าวให้เมื่อกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว  

“นับว่าเป็นคุณูปการกับเกษตรกรรายย่อยทั้งประเทศที่ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้และมีกระบวนการฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเกษตรกรรายย่อยอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้ สามารถนำหนี้มาขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ จะได้รับการแก้ไขดูแลอย่างทั่วถึง  ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนและนำเข้าสู่การพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่ขาดโอกาส  ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการตั้งพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” นายสไกร กล่าว

‘จุรินทร์’เปิดสัมมนาโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 ฝากเกษตรกรเป็น’ทัพหน้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520911

'จุรินทร์'เปิดสัมมนาโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 ฝากเกษตรกรเป็น'ทัพหน้า'

‘จุรินทร์’เปิดสัมมนาโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 ฝากเกษตรกรเป็น’ทัพหน้า’

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.25 น.

เดินหน้าเพื่อเกษตรกร! จุรินทร์ สัมมนา 3,000 คน เดินหน้าประกันรายได้ปี2 ฝากเกษตรกรเป็น”ทัพหน้า” ขยายผลแจ้งข้อมูลสู่เพื่อนเกษตรกร 

25 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ราชการ อาคารB ถนนแจ้งวัฒนะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานสัมมนาเกษตรกรและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกว่า 3000 คน ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรและมาตรการคู่ขนาน 5 สินค้า หรือ ประกันรายได้ปีที่ 2 ปีการผลิต 2563/64) ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการเดินหน้าความร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและธกส.โดยโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีที่ 2 ปีการผลิต 2563/64 ครอบคลุมจำนวนเกษตรกร 7.67 ล้านครัวเรือน วงเงินรวม 75,017.66 ล้านบาท (วงเงินชดเชยส่วนต่าง 71,844.05 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าบริหารจัดการ) ครอบคลุมพืชเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ยาง ข้าว มันสาปะหลัง ปาล์มนำ้มัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมันสาปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว

นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาและตนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบงานของกระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาพืชผลการเกษตรดีเกือบทุกตัวนั้นเป็นเพราะว่ามาตรการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และของรัฐบาลชุดนี้ ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตรแม้ไม่ดีเลิศแต่ช่วยให้พี่น้องพออยู่พอกินและพอดำรงชีวิตอยู่ได้ ภายใต้สถานการณ์วิกฤติของโลกและวิกฤติของประเทศ โดยข้าวเปลือกจ้าวราคาทางการ ที่ความชื้น 14.5% ราคา 9100- 9800 บาท ยางพารายางแผ่นรมควัน กิโลกรัมละ 56.10 บาท น้ำยางข้น ราคา 48.50 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 19 บาท/กิโลกรัม  มันสำปะหลังราคาทางการ 2.05 -2.25 บาท/กิโลกรัม ไม่ดีมากแต่ไม่ถือว่าลงไปเหมือนในอดีต ปาล์มน้ำมันวันนี้ขึ้นมากิโลกรัมละ 4.20 – 5 บาท ข้าวโพดราคาทางการกิโลกรัมละ 8.70 บาท สำหรับผลไม้เช่นทุเรียน กิโลกรัมละ 101 บาท มังคุดเกรดดีกิโลกรัมละ 40.60 บาท เงาะกิโลกรัมละ 29 บาท เป็นต้น

” แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พืชผลการเกษตรตกต่ำราคาไปไม่ได้ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนรัฐบาลชุดนี้ก็มีนโยบายที่จะคอยช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอยู่จะเรียกว่าเป็นตัวช่วย คือ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ “ทำได้ไวทำได้จริง” และเป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสั่งการเป็นหนึ่งในสามเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาล ที่บอกว่าถ้าเราจะเข้าร่วมรัฐบาลขอให้รัฐบาลรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรเพื่อช่วยเกษตรกรบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลด้วย” นายจุรินทร์ กล่าว 

นายจุรินทร์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีรับนโยบายประกันรายได้เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ หนึ่งปีที่ผ่านมาเราสามารถโอนเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกร รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ก่อนสิ้นปีธันวาคม 2562 เราสามารถโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรได้ครบทุกตัว เป็นที่มาที่บอกว่า “ทำได้ไว ทำได้จริง” ถ้าไม่มีประกันรายได้พี่น้องจะมีรายได้ทางเดียว หรือเรียกว่ามีเงินกระเป๋าเดียว เฉพาะจากการเอาพืชผลทางการเกษตรไปขายในตลาด ถ้าตลาดราคาดี ก็มีรายได้ดีถ้าราคาพืชเกษตรตกต่ำก็จะมีรายได้น้อย และมีรายได้ทางเดียวจากการเอาพืชเกษตรไปขายแต่พอมีประกันรายได้ที่น้องจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง และรัฐบาลประกันรายได้พืชเกษตรหลัก 5 ตัวข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและข้าวโพด โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีธ.ก.ส. ถึงมือเกษตรกรโดยตรงถ้าไม่มีนโยบายประกันรายได้จะมีรายได้เพียงทางเดียวแต่พอมีนโยบายประกันรายได้จะมีรายได้สองทางจากการค้าในตลาดใส่กระเป๋าซ้ายและทางที่สองได้เงินส่วนต่างใส่กระเป๋าขวา รวมกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาเท่ากับรายได้ที่ประกัน

เช่น ยางพารา รัฐบาลประกันรายได้  ยางก้อนถ้วยที่กิโลกรัมละ 23 บาท ถ้าราคายางก้อนถ้วยวันนี้ 17 บาท แปลว่ามีเงินส่วนต่าง 6 บาท โอนเข้าบัญชีพี่น้องจึงเป็นตัวช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ทั้งสองทางรวมกันตามรายได้ที่ประกัน 

ส่วนพืชเกษตรตัวอื่นรัฐบาลดูแลพืชเกษตรทุกตัวแต่ใช้ยาคนละขนาน ขอเรียนกับท่านทั้งหลายว่านโยบายประกันรายได้เป็นนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภามาผูกพันรัฐบาลชุดนี้ไปตลอดสี่ปี เพราะฉะนั้นประกันรายได้ปีหน้าและปีต่อไปจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่มีรัฐบาลชุดนี้และขอฝากกับพวกเราว่าที่พูดมานี้เป็นนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงพาณิชย์นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้ท่านช่วยเป็นทัพหน้าไปขยายผลแจ้งเพื่อนเกษตรกรได้รับทราบข้อมูลด้วย เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อเท็จจริงให้พวกเราได้รับทราบและเข้าใจนโยบายของรัฐบาลนโยบายกระทรวงเกษตรและนโยบายกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น