บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521732

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง  ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน” โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมกันจำนวน 8,011 สหกรณ์ และมีกลุ่มเกษตรกรจำนวน 4,562 กลุ่ม ปริมาณธุรกิจ จำนวน 2,227,398 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวบรวม 69,315.38 ล้านบาท และปริมาณธุรกิจแปรรูป 20,181.41 ล้านบาท ซึ่งตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำหน้าที่ส่งเสริม “ระบบสหกรณ์” ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยได้ทำการส่งเสริมในส่วนของต้นน้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบคุณภาพ การส่งเสริมในส่วนของกลางน้ำเพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตร และการส่งเสริมในส่วนของปลายน้ำ คือ การตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย

การส่งเสริมในส่วนของต้นน้ำ โดยการจัดสรรที่ดินทำกินและเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิในลักษณะนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.โครงการการจัดที่ดินโดยวิธีการสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบัน ดำเนินการใน 2 รูปแบบคือ 1.1 รูปแบบนิคมสหกรณ์ เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร ให้กับราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มีพื้นที่โครงการมากกว่า 3 ล้านไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์ 36 แห่งทั่วประเทศ ออก กสน.3 แล้วกว่า 2 ล้านไร่
สมาชิก 149,445 ราย ออก กสน.5 แล้วกว่า 1.5 ล้านไร่สมาชิก 110,175 ราย 1.2 รูปแบบสหกรณ์การเช่าที่ดิน เป็นการจัดสรรพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูให้คืนเป็นป่าดั่งเดิมได้ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 และวันที่ 13 สิงหาคม 2517 มีมติให้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับมาจัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์ และให้ถือใช้วิธีการดำเนินการต่าง ๆ เช่นเดียวกับการจัดที่ดินในรูปนิคมสหกรณ์โดยอนุโลม สมาชิกจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่จะได้รับสิทธิการทำกินในระยะยาวและตกทอดทางมรดกเท่านั้น ปัจจุบันมีจำนวน 14 ป่า 13 นิคม เนื้อที่กว่า 1.5 ล้านไร่

2.โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาโดยจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เป็นเงินยืมปลอดดอกเบี้ยกว่า 276 ล้านบาท เพื่อขุดสระเก็บกักน้ำ เจาะบ่อบาดาล และจัดหาอุปกรณ์สำหรับนำน้ำใช้ในแปลงเกษตร เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจากธรรมชาติ มีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองให้กับสมาชิกกว่า 6,014 รายในสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 407 แห่ง แบ่งเป็นขุดสระ 1,942 ราย เจาะบ่อบาดาล 2,768 ราย และการจัดหาอุปกรณ์ 1,304 ราย พร้อมกันนี้ยังได้จัดสรรเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะที่ 2 จำนวน 500 ล้านบาท สนับสนุนให้สมาชิกมีแหล่งน้ำเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง 3.โครงส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกถึงการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและดิน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ โดยสนับสนุนสินเชื่อให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อเตรียมแปลงผลิตและจัดหาเมล็ดพันธุ์ดี รวมทั้งสหกรณ์ใช้รวบรวมผลผลิตซื้อคืนเมล็ดพันธุ์จากสมาชิก 4.โครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร ให้มีความรู้ในการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP หรือหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) โดยสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 160 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์โคนม 39 แห่ง เพื่อพัฒนาฟาร์มโคนมให้ได้มาตรฐาน GAP 5.โครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร และนำไปสู่การตรวจรับรองการผลิตมาตรฐาน เพื่อยกระดับเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศบนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 49 นิคมสหกรณ์ ใน 29 จังหวัด 6.กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เป็นทุนหมุนเวียนส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ โดยสนับสนุนเงินทุนให้กับสหกรณ์ทุกประเภทให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ภายใต้แนวคิดของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเอื้ออาทรต่อสังคม 7.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด โดยจัดสรรเงิน 1,000 ล้านบาท จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เงินยืมดอกเบี้ยต่ำให้กับกลุ่มเกษตรกร 7,254 กลุ่ม เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนและทุนประกอบอาชีพ และได้มีการขยายผลสู่การจัดตั้งโครงการสร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ขยายเพิ่มอีก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569

สำหรับการส่งเสริมในส่วนของกลางน้ำ เพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ด้วยกระบวนการผลิต การแปรรูป การยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสีย สร้างมูลค่าเพิ่มโดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างความโดดเด่น ความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ ที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ตลอดจนผลักดันเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ โดยในปี 62 นำร่องกับ 14 ผลิตภัณฑ์ ใน 14 สหกรณ์ และขยายผลเพิ่มในปี 63 อีกกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ ใน 30 สหกรณ์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการนำระบบ GMP (Good Manufactory Practice) ยกระดับการผลิตสินค้าสหกรณ์สู่มาตรฐาน GMP เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างกระบวนการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในกระบวนการรวบรวมและแปรรูปตามระบบมาตรฐาน GMP ด้วยการจัดทีมที่ปรึกษามืออาชีพเข้าให้คำปรึกษาแนะนำในเชิงลึกทั้งกระบวนการเพื่อให้ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน GMP เป้าหมาย 10 แห่ง 4 ชนิดสินค้า คือ ผลไม้ กาแฟ ข้าว และโคเนื้อ ประกอบด้วย โรงสีข้าว7 แห่ง อาคารรวบรวมและคัดแยก 1 แห่ง อาคารแปรรูปและบรรจุ 2 แห่ง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สิน บรรเทาภาระหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร และให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยการให้เงินกู้ ตลอดจนสร้างอาชีพและรายได้รวมถึงการจัดทำแนวทางพิจารณาสินเชื่อสำหรับการให้เงินกู้ระหว่างสหกรณ์ด้วย Credit Scoring เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมิน ให้ได้สินเชื่อที่มีคุณภาพ ลดการเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และยังใช้ติดตามความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้

การส่งเสริมในส่วนของปลายน้ำ เป็นการส่งเสริมด้านการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย ด้วยการจัดตั้ง “ตลาดสินค้าเกษตร” ให้เป็นตลาดในภูมิภาค ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายถาวร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วใน 65 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ห้างโมเดิร์นเทรด โดยใช้การตลาดนำการผลิต เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตตอบสนองความต้องการของตลาด ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เช่น จัดจำหน่ายสินค้าผ่าน Platform ออนไลน์ COOP SHOPTH.comของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และแพลตฟอร์ม CO-OP CLICKโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้แก่เกษตรกรให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ สามารถนำเสนอสินค้าเกษตรสู่ตลาดออนไลน์ ผ่านช่องทาง Social Media พร้อมไปกับการจัดอบรมหลักสูตรเพิ่มทักษะเกษตรกร เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ ผ่านการขายบนแพลตฟอร์ม LAZADA และ SHOPEE ยังผลให้สร้างรายได้ทางออนไลน์ถึงปัจจุบันมูลค่าสูงถึง 275 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่สด สะอาด และปลอดภัย โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ภาคการผลิต การแปรรูปกระจายสินค้าตรงถึงผู้บริโภคในราคาที่เป็นธรรม ถึงวันนี้ มีร้านค้าสหกรณ์94 แห่ง ใน 43 จังหวัด สร้างยอดขายเฉลี่ยรวม 8 ล้านบาทต่อเดือน

จะเห็นว่า ภารกิจการขับเคลื่อนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในทุกมิติที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 48 ปี ได้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทุกสาขาอาชีพให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521729

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้จัดได้ว่าเป็นช่วงกลางค่อนข้างปลายฤดูฝนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษาแล้ว และก็แน่นอนว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ความผูกพันระหว่างความเชื่อ วิธีปฏิบัติทางศาสนากับสภาพธรรมชาติ และก็เป็นสภาพธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่ออาชีพการเกษตรที่ผูกติดกับวัฒนธรรมประเพณี บนองค์ประกอบสำคัญคือธรรมชาติ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนั่งรถยนต์เดินทางขึ้นภาคเหนือกับกลุ่มผู้สูงวัย และก็เช่นเดียวกับทุกๆครั้งที่ได้มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังพื้นที่ ชุมชนหรือแม้แต่บริเวณพื้นที่การเกษตรระหว่างทาง ตลอดเส้นทาง ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ที่ทำงานในหน้าที่มา เมื่อต้องเดินทางด้วยรถยนต์ออกปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ผมมักจะชอบที่จะนั่งดูภาพที่ปรากฏแก่สายตาตลอดสองข้างทางที่ผ่าน เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพื่อทำการเกษตรอันเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่นมนาน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นความแตกต่างของชนิดกิจกรรมด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน หรือแม้บนเส้นทางเดิมแต่ต่างเวลา ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกัน ตามห้วงเวลาที่ปรากฏแก่สายตา บางช่วงเดินทางในช่วงฤดูแล้งก็ได้เห็นสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏบางครั้งเกิดความรู้สึกมากว่าทำไมประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์มากมาย จึงมีสภาพเช่นนี้ต้นข้าวที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ปรากฏร่องรอยการเผาไหม้หรือแม้แต่บางพื้นที่ก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า มิได้นำพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบในพื้นที่ของต่างประเทศในช่วงที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียน ดูงาน ซึ่งผมก็ชอบที่จะเดินทางโดยรถยนต์เพื่อถือโอกาสชมทิวทัศน์สองข้างทางไปด้วย แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับภาพที่ปรากฏกับของบ้านเรา เห็นความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งเราได้ยิน ได้รับทราบเรื่องอย่างนี้มาโดยตลอด แต่นานวัน ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำด้านการเกษตร กลับมีสภาพของการเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกร หรือพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมากจนบางพื้นที่แทบจะไม่เหลือร่องรอยของความยิ่งใหญ่ด้านการเกษตรในอดีตเลย เริ่มตั้งแต่ผมขับรถออกมาจากที่นัดหมายคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรออกไปรับใช้แผ่นดิน ขับรถผ่าน บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง ซึ่งก็
ล้วนมีประวัติความเป็นมาทั้งสิ้น เคยได้รับฟังบางเรื่องราวจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่การเกษตรในเขตพื้นที่บางเขน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นทุ่งนา แต่เมื่อเมืองเริ่มขยาย ความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยก็มีมากขึ้น มีการเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อนำไปทำเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรือแม้แต่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง มีเกิดขึ้นมากมาย ท่านเองในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ก็จะเป็นผู้หนึ่งที่ทราบสภาพพื้นที่เป็นอย่างดี จนวันหนึ่ง มีเจ้าของพื้นที่นามาขอพบและมีของฝากพร้อมกับคำขอบคุณว่าเขาสามารถขายที่นาเขาได้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ท่านนี้ ท่านจึงได้ถามไถ่จนได้ความจริงว่าเขาได้ขายพื้นที่นาดังกล่าวไปแล้ว ได้ราคาดีพอสมควร และเมื่อท่านได้ทบทวนย้อนหลังไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีผู้มาพบและสอบถามข้อมูลสภาพพื้นที่ในแถบดังกล่าวและท่านก็ได้นำเสนอข้อมูลถึงสภาพความเหมาะสมในการทำการเกษตรไป จึงได้ทราบว่าเป็นการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจซื้อพื้นที่นาดังกล่าวนั่นเอง จนปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าว เกิดเป็นหมู่บ้านจัดสรรใหญ่โตมีผู้อยู่อาศัยมากมาย กลายเป็นเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ภาพท้องทุ่งบางเขนที่เป็นเรือกสวนไร่นา หายไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง เกิดขึ้นเต็มไปหมด ยิ่งช่วงนี้มีรถไฟฟ้าผ่านไปถึงคูคต และจะมีอีกหลายสายตามมา จึงเห็นอาคารที่อยู่อาศัยสูงๆ เกิดขึ้นมากมายตลอดสายทาง จนจำพื้นที่เดิมไม่ได้เลย นี่ขนาดเป็นพื้นที่ที่ผมเริ่มออกเดินทางขึ้นเหนือยังไม่พ้นเขตกรุงเทพมหานครเลย ยังมีเรื่องราวมากมาย ยิ่งเมื่อกำลังจะขับรถผ่านรังสิต ยิ่งมีประเด็นอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของพื้นที่ดังกล่าวถึงกับเป็นส่วนหนึ่งของเพลงลูกทุ่งเพลงดังในอดีต ซึ่งก็คงต้องนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยล่า1พันชื่อ ยื่นรมว.คลัง จับภาษีบุหรี่40% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521795

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยล่า1พันชื่อ ยื่นรมว.คลัง จับภาษีบุหรี่40%

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยล่า1พันชื่อ ยื่นรมว.คลัง จับภาษีบุหรี่40%

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.06 น.

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัย ร่วมประชุมสามัญประจำปี เตรียมความพร้อมเปิดฤดูกาลเพาะปลูก 63/64 รวมพลทำพิธี จับภาษีบุหรี่ 40% ยัดลงหม้อดินปิดผนึกลงยันต์  ล่ารายชื่อเตรียมยื่น รมต. คลัง และอธิบดีสรรพสามิตคนใหม่ ค้านขึ้นภาษีมหาโหด 40% พร้อมเรียกร้องเร่งเงินชดเชยและแก้ปัญหาระยะยาว

วันที่ 29 กันยายน 2563 สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ณ วัดเกาะวงษ์เกียรติ์ ต.ทับผึ้ง อ. ศรีสำโรง จ.สุโขทัย โดยมีชาวไร่ยาสูบกว่า 900 เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ พร้อมด้วยตัวแทนจากสรรพสามิตพื้นที่ จ.สุโขทัย และการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เพื่อรับทราบสถานการณ์และความเดือดร้อนที่กลุ่มชาวไร่ยาสูบยังคงประสบมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีนับตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศเพิ่มภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยเมื่อปี พ.ศ.2560  ภายในงาน นอกจากจะมีกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวไร่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มฤดูกาลปลูกใบยา 2663/2564 ยังมีการรายงานถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องของภาษียาสูบที่จะขึ้นเป็น 40% ในเดือนตุลาคม 2564 อีกด้วย

นายสุครีพ บุญชุ่ม นายกสมาคม ชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า  “ปีนี้เป็นปีที่ชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบกันหนักมาก เพราะผลกระทบจากโควิดที่ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเงียบเหงาลงไป เงินชดเชยโควตาของฤดูกาลปลูก 2562/2563 ก็ยังไม่ได้รับ และ ยสท. ก็ยังคงตัดโควตาการรับซื้อใบยาสูบของจังหวัดสุโขทัยลงไป 50% เหมือนกับสองปีผ่านมา  ซึ่งเมื่อรวมระยะเวลาในปีนี้ด้วยก็เท่ากับว่าเป็นเวลา 3 ปีแล้วที่เงินหมุนเวียนในชุมชนท้องถิ่นของจังหวัดสุโขทัยหายไปกว่า 162 ล้านบาท อันเป็นผลกระทบรุนแรงจากการที่รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่ ซึ่งที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเลื่อนภาษี 40% ให้ปีต่อปี แต่ก็ไม่ใช่นโยบายการแก้ปัญหาที่ดี เพราะยังไม่สามารถการันตีอาชีพและรายได้ของพวกเราเอาไว้ได้ หากมีการขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% จริงๆ ในเดือนตุลาคม 2564 โควตาที่เหลือเพียงครึ่งเดียวตอนนี้ ก็ต้องโดนตัดหายไปแน่นอน โดยที่พวกเราก็ยังไม่ได้ทางออกใดๆ เรื่องของการปลูกพืชทดแทนเลย”

ด้านนายปรีชา ชาญยา ตัวแทนชาวไร่ จาก อ. ศรีสำโรง กล่าวว่า “จนถึงตอนนี้พวกเราก็ยังไม่ได้คำตอบเรื่องพืชทดแทน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า ภายในเดือน มิ.ย. รัฐฯ จะเร่งหาแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนที่ให้รายได้เท่าๆ กับการปลูกยาสูบ แต่การจะปลูกพืชทดแทนได้ดีนั้น ชาวไร่ก็ต้องมาปรับตัว ศึกษาเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ยใหม่ และคงต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4-5 ปีกว่าจะปลูกให้ได้ผลผลิตดี มีรายได้เลี้ยงครอบครัวเท่ากับยาสูบได้ ปลูกพริก ผัก ข้าวโพด ก็ไม่ได้ราคาเท่ายาสูบ  เมื่อไม่มีพืชทดแทนที่เหมาะสมเราจึงต้องค้านการขึ้นภาษีบุหรี่แบบสุดโต่งเป็นเท่าตัวแบบนี้ต่อไป”

“พวกเราขอคัดค้านภาษี 40% อย่างเต็มที่เพราะกระทบต่อต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาสูบอย่างเรา  แต่กระทรวงการคลังกลับไม่เห็นว่าเกษตรกรชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศเดือดร้อนกันขนาดไหน  พวกเราจึงได้รวบรวมรายชื่อชาวไร่จังหวัดสุโขทัยที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี 40% ไปส่งให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอธิบดีสรรพสามิตคนใหม่ เพื่อให้ช่วยพิจารณาเรื่องการเรื่องนี้ในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาแบบปีต่อปีแบบที่ผ่านซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน”  นายสุครีพกล่าว และเชิญชวนชาวไร่ยาสูบที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มาร่วมสวดมนต์ ขจัดปัดเป่าอุปสรรคสิ่งชั่วร้ายให้พ้นไปจากชีวิตชาวไร่ยาสูบ  โดยทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำแผ่นป้ายที่เขียนว่า ภาษี 40% ยัดลงหม้อดิน ปิดผนึกลงยันต์ เพื่อส่งสัญญาณชัดๆ จากชาวไร่ยาสูบ จ.สุโขทัย ว่า  พวกเขาไม่ต้องการให้รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ในปีหน้า 

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521593

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง

เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้ สั่งกำชับต้องไม่มีทุจริต

ปลัด มท.ส่งหนังสือถึงผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้าน“บิ๊กป้อม” ถก กนช.อนุมัติโครงการใหญ่ เตรียมน้ำต้นทุน รับมือภัยแล้งช่วยชาวบ้าน เกษตรกร และภาคธุรกิจ รับพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ลงวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องการดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม โดยมีเนื้อหาโดยสรุปว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม และวันที่ 16 กันยายน 2563 เห็นชอบให้จังหวัดใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมทั่วประเทศได้มอบหมายให้จังหวัดรับผิดชอบโครงการและแจ้งแนวทางปฏิบัติ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

ทั้งนี้ ได้ให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ส่วนราชการ ส่วนกลางที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจ ให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินโครงการ

2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ กรณีพบการกระทำอันเป็นการทุจริต ผิดระเบียบ กฎหมาย หรือมีการแอบอ้าง ฉ้อฉล หรือทำให้เชื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยวิธีการใดๆ ให้แจ้งความดำเนินคดีหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทราบโดยด่วนและ 3.ให้หน่วยดำเนินการประมวลข้อมูลการดำเนินโครงการและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการตรวจสอบ และหากมีกรณีร้องเรียนการกระทำโดยไม่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ครม.มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าว ทางกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการไปยังแต่ละจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศก่อนหน้านี้2ครั้ง คือในวันที่ 19 สิงหาคม และวันที่ 18กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบ และการป้องกันทุจริต

ทางด้าน พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำที่ผ่านมา ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2563 ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุ ทำให้มีปริมาณน้ำฝนและส่งผลให้มีน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ได้แก่พายุ ซินลากู ,พายุฮีโกส และพายุโนอึล

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่ทั้งประเทศ 141,489 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 40,248 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 49 ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งที่จะมาถึง กนช.จึงพิจารณาเห็นชอบโครงการต่างๆทั้งโครงการขนาดใหญ่ และโครงการสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เตรียมแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เกษตรกร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอโดย กนช.พิจารณาเห็นชอบโครงการเร่งด่วน ได้แก่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย และโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาบ้านมะขามเฒ่า จ.นครราชสีมา

พล.ต.พัชร์ศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า ทาง พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ให้กำกับ ติดตาม แผนงานโครงการที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว พร้อมเร่งรัดกรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบโครงการ ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่จะได้รับตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนเกษตรกร รวมทั้งภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ให้สามารถรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งรณรงค์ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และประหยัด ควบคู่กันไป

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส คณะกก.วัตถุอันตรายยัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521587

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส คณะกก.วัตถุอันตรายยัน

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส คณะกก.วัตถุอันตรายยัน

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส

คณะกก.วัตถุอันตรายยันศึกษาดีแล้ว/เป็นภัยกับคน

คณะกรรมการวัตถุอันตรายยันแบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ตามมติเดิม ไม่มีการผ่อนผันตามข้อเรียกร้องจากบางฝ่าย “สุริยะ” บอกศึกษาดีแล้ว เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในขณะที่ภาคเกษตร ครวญยังหาสารทดแทนไม่ได้ ปรับตัวใหม่เน้นเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 3-2/2563 ว่า หลังจากมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นมา คณะกรรมการฯ ได้รับข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ พอสมควร ทั้งที่เป็นการรายงานผลการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้อเสนอจากบุคคลและกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย ให้คงมติคณะกรรมการฯ (ไม่ขยายเวลา) และขอให้ทบทวนมติที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต รวมทั้งมีผู้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางลดผลกระทบมาให้คณะกรรมการพิจารณา

ทั้งนี้า ที่ประชุมจึงได้มีการลงมติยังไม่สมควรทบทวนการออกประกาศที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากประกาศเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 โดยมีคณะกรรมการอยู่ในห้องประชุมจำนวน 24 คน จากคณะกรรมการทั้งหมด 27 คน มีผู้เห็นด้วยกับการทบทวนมติ จำนวน 4 คน และไม่เห็นด้วย จำนวน 20 คน

“เสียงส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่สมควรทบทวนการออกประกาศที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากประกาศเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 รวมทั้งมีเหตุผลรองรับชัดเจนอยู่แล้วว่าว่าเป็นสารอันตรายมีผลเสียต่อสุขภาพ เห็นได้จากต่างประเทศที่ประกาศยกเลิกใช้สารนี้ในหลายประเทศแล้วเช่นกัน ”นายสุริยะกล่าว

ด้านนายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร กล่าวว่าเบื้องต้นยอมรับทางกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่สามารถจัดหาสารทดแทนได้ แต่มีสารทางเลือกซึ่งต้นทุนสูงกว่า และกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ในการควบคุม/กำจัดวัชพืช แมลง/ศัตรูพืชให้ผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารเคมีด้วย โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์หามาตรการทางการตลาดด้านราคาพืชผลทางการเกษตรจะขายได้ราคาสูงขึ้นจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้กระบวนการเกษตรอินทรีย์มากขึ้น และเลิกใช้สารเคมีในที่สุด

“ปัจจุบันจะเห็นว่าเกษตรกรกลุ่มเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้รวมกลุ่มกันรับจ้างไถพรวน ไถกลบต่างๆ แทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นทางเลือกให้เกษตรกรมากขึ้น รวมถึงการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุน”นายอภัยกล่าว

ทีมวิจัยม.ก.โชว์ผลงานค้นพบครั้งแรกของโลก ระบบกำหนดเพศอิกัวน่าXX/XYคล้ายของมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521487

ทีมวิจัยม.ก.โชว์ผลงานค้นพบครั้งแรกของโลก  ระบบกำหนดเพศอิกัวน่าXX/XYคล้ายของมนุษย์

ทีมวิจัยม.ก.โชว์ผลงานค้นพบครั้งแรกของโลก ระบบกำหนดเพศอิกัวน่าXX/XYคล้ายของมนุษย์

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนิสิตระดับปริญญาโท นางสาวทรรศิกา คุ้มกัน ร่วมกับอาจารย์ ที่ปรึกษา รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ คณะวิทยาศาสตร์ สถานพยาบาลสัตว์มายด์เพ็ทส์ และคณะทำงานวิจัย ประสบความสำเร็จค้นพบและยืนยันระบบกำหนดเพศของอิกัวน่า (Iguana iguana)ครั้งแรกของโลก โดยอิกัวน่ามีระบบกำหนดเพศเป็นระบบ XX/XYคล้ายกับของมนุษย์ แต่มียีนและองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้ ยังพบว่าโครโมโซมเพศของอิกัวน่าเกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศของสัตว์ชนิดต่างๆ ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังสอดคล้องกับสมมุติฐาน super-sex chromosome ของสัตว์มีกระดูกสันหลังต่างๆ ที่พบก่อนหน้า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญมากสำหรับการอธิบายปรากฏการณ์วิวัฒนาการของโครโมโซมในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานและช่วยวางแผนการผสมพันธุ์ของอิกัวน่า ตลอดจนพัฒนาวิธีการตรวจสอบเพศของอิกัวน่าด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ ซึ่งจะสนับสนุนวงการเพาะเลี้ยงอิกัวน่าในประเทศไทยและทั่วโลก

รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกและคนไทยให้ความสนใจเลี้ยงสัตว์ประเภทสัตว์เลี้ยงแปลก (exotic pets) มากขึ้น โดยเฉพาะอิกัวน่าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นกิ้งก่าที่มีลวดลายสีสันสวยงาม และยังสามารถฝึกให้เชื่องได้ ค่อนข้างเลี้ยงง่ายปัจจุบันมีผู้เพาะเลี้ยงสามารถพัฒนาสีสันต่างๆ ของอีกัวน่าได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม มักพบปัญหาในการตรวจสอบเพศของอิกัวน่าที่ไม่ชัดเจนในวัยก่อนเจริญพันธุ์ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของผู้สนใจที่ต้องการซื้อหรือวางแผนผสมพันธุ์ และการซื้อ-ขายอิกัวน่าที่ไม่ทราบเพศไปนั้น ทำให้สัดส่วนการเลี้ยงระหว่างเพศผู้และเพศเมียไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ส่งผลเสียต่อการผสมพันธุ์ในกรงและผู้เพาะเลี้ยงต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงอิกัวน่าไปจนโตเต็มวัย จึงจะระบุเพศได้ นอกจากนี้ผู้สนใจเพาะเลี้ยงอิกัวน่าส่วนใหญ่นิยมซื้อหาอิกัวน่าที่อายุยังน้อยเพื่อต้องการให้เชื่อง และเกิดความผูกพัน การทราบระบบกำหนดเพศของอิกัวน่าและพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอ เพื่อตรวจสอบเพศได้ตั้งแต่อายุอิกัวน่ายังน้อย จะส่งเสริมผู้ประกอบการคัดเลือกเพศผู้และเพศเมียให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับเพาะเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ

การค้นพบระบบกำหนดเพศดังกล่าว ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontier in Genetics เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการทุนพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมระดับปริญญาโท (พวอ.) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) (เดิม) ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521490

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’  เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 ปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล 20 ล้านตัวและปล่อยปลากะพง 60,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 พื้นที่กรุงเทพมหานคร “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ณ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันประมงแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และฟื้นฟูสัตว์น้ำให้มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ทำให้การจัดงานวันประมงแห่งชาติในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ร่วมกับจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และสำหรับกิจกรรมในวันนี้ ได้มีการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล ณ หลักเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ล้านตัวและการปล่อยปลากะพง จำนวน 60,000 ตัว บริเวณท่าน้ำแพขวัญใจ นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศ งดทำการประมงเป็นเวลา 1 วัน ในวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาด้วย

“ในวันนี้ได้มีโอกาสมาร่วมพบปะและร่วมพูดคุยกับพี่น้องชาวบางขุนเทียน ซึ่งการนำพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่จะได้มีแหล่งอาหาร ประหยัดรายได้ และเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทุกจังหวัด โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในพื้นที่ต่างๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมการมาดูแลอยากเป็นระบบ ปัจจุบันสามารถจับกุ้งมาขายได้แล้ว ทำให้สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ และสำหรับการจัดงานในวันนี้ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องบางขุนเทียนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางขุนเทียนมีความพร้อมที่จะให้สัตว์น้ำเจริญเติบโต จึงอยากฝากให้ช่วยกันรักษาระบบนิเวศน์ รักษาป่าชายเลน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันประมงแห่งชาติในวันนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยการสนับสนุนและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ครู นักเรียน ประชาชน เกษตรกรชาวบางขุนเทียน และองค์กรต่างๆ ที่ได้มาร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

สำหรับทะเลบางขุนเทียนถือว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นระบบนิเวศที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนบางขุนเทียน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ หมายถึง การเลี้ยงกุ้งโดยใช้ลูกกุ้งธรรมชาติตามบริเวณชายฝั่งที่มีน้ำขึ้น-ลง แต่เดิมเป็นการเลี้ยงกุ้งบริเวณนาข้าว โดยเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำทะเลท่วมบริเวณนาข้าว พร้อมทั้งนำเอาลูกพันธุ์กุ้งและปลาเข้ามาด้วย เมื่อน้ำลดกุ้งปลาที่ตกค้างอยู่ในนาก็เจริญเติบโต เจ้าของสามารถนำมาบริโภคและจับขายได้ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอดีตกำลังจะหายลงไป เพราะการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทำให้สิ่งมีชีวิตรวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ ลดลงไปด้วย การจัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ในวันนี้ จึงเป็นกิจกรรมคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติกลับคืนมา โดยเป็นความร่วมมือร่วมใจจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งจะเป็นการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรด้วย

เกษตรกรชื่นมื่นได้เอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 มรดกตกทอดสู่ทายาท-ได้งานสร้างอาชีพให้ครัวเรือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521486

เกษตรกรชื่นมื่นได้เอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 มรดกตกทอดสู่ทายาท-ได้งานสร้างอาชีพให้ครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงการติดตามประเมินผลโครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้แผนบูรณาการเศรษฐกิจฐานราก โดยดำเนินการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 สำหรับพื้นที่ทำเกษตรและเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 (ช.) สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย มีเป้าหมายให้เกษตรกรได้รับเอกสารสิทธิ 59,000 ราย สศก.สำรวจข้อมูลจากเกษตรกรตัวอย่าง 110 ราย ใน 7 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก กำแพงเพชร ชลบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ชุมพร และลพบุรี พบว่า เกษตรกรร้อยละ 45 ได้รับเอกสารสิทธิเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้ ร้อยละ 41.24 เป็นที่ดินเพื่อทำเกษตร และร้อยละ 3.30 เพื่ออยู่อาศัย ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 55 อยู่ระหว่างนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินอำเภอ (คปอ.) และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) เพื่อพิจารณา ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะได้รับเอกสารสิทธิครบทุกรายภายในเดือนกันยายนนี้

ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกษตรกรได้รับนั้น แบ่งเป็นสัดส่วนพื้นที่ ร้อยละ 9 จะเป็นที่อยู่อาศัย และร้อยละ 91 ใช้ทำเกษตร โดยร้อยละ 42 ปลูกผลไม้/ไม้ยืนต้น เช่น ปลูกกล้วย สับปะรด ยูคาลิปตัสร้อยละ 35 ปลูกพืชไร่ เช่นมันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ร้อยละ 9 ปลูกข้าว และที่เหลือร้อยละ 5 ปลูกผักสวนครัวกับเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวด้วยว่า เกษตรกรพึงพอใจมากที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน มีกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน และเป็นมรดกตกทอดสู่ทายาทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่สำคัญและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างยิ่งคือ สามารถนำที่ดินที่ได้รับการจัดสรรนี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพทางการเกษตรพึ่งพาตนเองได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พัฒนาขยายผลโดยกำหนดแผนดำเนินงานโครงการต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรได้รับเอกสารสิทธิเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรได้มีที่ดินในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรในโครงการควรตระหนักและหวงแหนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ทั้งนี้ สศก.จะได้ติดตามผลดำเนินงาน เพื่อรายงานผลความก้าวหน้าให้ทราบเป็นระยะต่อไป

กยท.เปิดตัวยางพาราไทยพันธุ์ใหม่RRIT3904 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521484

กยท.เปิดตัวยางพาราไทยพันธุ์ใหม่RRIT3904

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เปิดเผยว่า กยท. โดยสถาบันวิจัยยางคิดค้นและพัฒนาพันธุ์ยางพาราใหม่ตามกระบวนการขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จได้ยางพาราพันธุ์ RRIT 3904 เข้าสู่คำแนะนำพันธุ์ยาง พร้อมขยายส่งมอบสู่เกษตรกร โดยยางพันธุ์นี้ปลูกง่าย เจริญเติบโตดี รวมถึงให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ยาง RRIM 600 ถึง 2 เท่าตัว โดยพันธุ์ RRIT 3904 นี้ ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ RRII 203 และ PB 235 นอกจากมีความโดดเด่นด้านผลผลิตน้ำยางแล้ว ยังเด่นด้านการเจริญเติบโต ลำต้นตรงแตกกิ่งน้อยทำให้ได้ปริมาณเนื้อไม้มากเมื่อตัดโค่น ใบเขียวเข้ม ค่อนข้างต้านทานต่อโรคทางใบ เช่น โรคราแป้ง โรคไฟทอปธอร่า นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากมาเลเซียว่ายางพันธุ์ PB 235 ซึ่งเป็นพ่อของยางพันธุ์นี้ได้รับผลกระทบจากโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา น้อยกว่าเมื่อเทียบกับยางพันธุ์อื่น ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจและติดตามผลกระทบของโรคใบร่วงชนิดใหม่ต่อยางพันธุ์นี้ด้วย และหวังว่าลักษณะเด่นด้านต้านทานโรคใบร่วงชนิดใหม่จากพันธุ์พ่อ จะถ่ายทอดมาสู่ลูก

ดร.กฤษดากล่าวด้วยว่า ยางพันธุ์ RRIT 3904 ผ่านการคัดเลือกพันธุ์เบื้องต้น เปรียบเทียบพันธุ์ขั้นต้น และเปรียบเทียบพันธุ์ขั้นปลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 แหล่งปลูก และปลูกทดสอบสาธิตในหลายพื้นที่ รวมแล้วใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ ข้อมูลผลการวิจัยอยู่ในเกณฑ์ดีทุกพื้นที่ ทีมวิจัยจึงมั่นใจศักยภาพของยางพันธุ์นี้ ที่จะขยายผลสู่เกษตรกรเพื่อปลูกทดแทนยางพันธุ์เดิม ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางให้ความสนใจและปลูกยางพันธุ์ RRIT 3904 แล้วกว่า 1,000 ไร่

“สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการกิ่งพันธุ์ RRIT 3904 เพื่อนำไปขยาย ติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 0-7738-1960-1 ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา หมายเลขโทรศัพท์ 0-3813-6225-6 ศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-4466-6079 ศูนย์วิจัยยางหนองคาย หมายเลขโทรศัพท์ 0-4249-0924 ได้ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อต้นพันธุ์จากแปลงขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้าที่ได้รับอนุญาต” ดร.กฤษดา กล่าว

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521525

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.44 น.

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก กระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ปี พ.ศ.2563 (World Rabies Day 2020) ณ ห้องประชุม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ว่า กระทรวงเกษตรฯ กรมปศุสัตว์ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day 2020) ภายใต้หัวข้อ “END RABIES COLLABORATE VACCINATE” “สังคมร่วมใจ ประเทศไทยปลอดพิษสุนัขบ้า ร่วมกันพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนให้ป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า และสร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด

การกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนในการพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการควบคุมปริมาณสุนัขและแมวถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการจำกัดปริมาณสัตว์ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย และการดำเนินงานตามโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ นั้น พบว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าลดลงเป็นอย่างมาก การจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่ประชาชนทั่วไปให้รู้ถึงภัยอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า และการป้องกันตนเองและสัตว์เลี้ยงจากการติดโรค และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรณรงค์การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งองค์กรเพื่อการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า (Global Alliance for Rabies Control) ได้ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกรมปศุสัตว์จะมุ่งเน้นการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ซึ่งในปี 2563 พบโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์จำนวน 179 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.90 ของตัวอย่างทั้งหมด 6,176 ตัวอย่าง และจากข้อมูล Thairabies.net พบว่าสถานการณ์การเกิดโรคในสัตว์ย้อนหลังสามปีพบว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจังหวัดที่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดโรคได้ทั้งหมด 23 จังหวัด

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day) ผ่านระบบออนไลน์ เชิญชวนร่วมชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ Live Streaming ภายใต้แนวคิด “End Rabies: Collaborate Vaccinate” “ร่วมกันกำจัดพิษสุนัขบ้า ด้วยการพาสัตว์เลี้ยงมาวัคซีน” ในวันนี้ (28 ก.ย. 63) ตั้งแต่เวลา 09.30 – 17.00 น. ผ่าน 3 ช่องทาง คือ แฟนเพจ : วันป้องกันโรคพิษสุนัขโลก : World Rabies Day 2020 Youtube : WRDThai2020 และ Website : http://www.WRD2020Thailand.com นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ร่วมกับสัตวแพทยสภา สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำคู่มือเวชปฏิบัติเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์ด้วย

ขณะที่ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ยังได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า อาทิ โครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยโครงการนี้จะช่วยลดจำนวนประชากรสุนัข-แมวที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของในประเทศไทย โครงการสัตวแพทย์ไทยมุ่งมั่นร่วมใจป้องกันภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องใน World Rabies Day 2020 เป็นโครงการที่ร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เอกชน เพื่อให้ความรู้และให้บริการการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ ความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งภาครัฐ องค์กรต่างๆ และประชาชน อีกทั้งในส่วนของภูมิภาคยังได้ประสานความร่วมมือให้แต่ละจังหวัดจัดกิจกรรมออกหน่วยทำหมันและฉีดวัคซีนในพื้นที่ขึ้นในเดือนกันยายน 2563 เพื่อให้บริการประชาชนตามความเหมาะสมและประชาสัมพันธ์ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากโรคพิษสุนัขบ้า ความสำคัญในการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่ต่อไป