94ปีกรมประมงยืนหยัดพัฒนาภาคประมงยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520213

94ปีกรมประมงยืนหยัดพัฒนาภาคประมงยั่งยืน

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า กรมฯมุ่งมั่นพัฒนาบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ภาคประมงของประเทศเข้มแข็งยั่งยืน ผลิตสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนป้องปรามการทำประมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้ใช้ประโยชน์ได้ยั่งยืน สร้างอาชีพประมงให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสร้างวิถีความอยู่ดีมีสุขให้เกษตรกรชาวประมงและประชาชนมาตลอด ปัจจุบันไทยมีศักยภาพผลิตแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำมากกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี สร้างมูลค่าส่งออกได้ปีละกว่า 2 แสนล้านบาท

ถึงแม้รอบปีที่ผ่านมา ภาคประมงไทยต้องเผชิญปัญหาทั้งจากภัยธรรมชาติ ราคาผลผลิตสัตว์น้ำตกต่ำ มาตรการการค้าของประเทศผู้นำเข้า รวมถึงผลกระทบไวรัสโควิด-19 แต่การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคประมงของไทยก็ไม่หยุดนิ่ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห่วงใยชาวประมง จึงมอบนโยบายให้กรมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนแม่บทชาติด้านประมง ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกรมนำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนเป็นโครงการต่างๆ

จากความมุ่งมั่นทำงานภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน ทำให้ปี 2563 กรมประมงคว้ารางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลที่มอบให้หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศทั้งด้านเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐที่พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมซึ่งปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ถึง 3 รางวัล อาทิ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม แหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู โครงการลูกอ๊อดเงินล้าน เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ จ.นครพนม นวัตกรรมการบริการ ได้แก่ ระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ เป็นบทพิสูจน์การขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาภาคประมงของประเทศได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม กรมประมงวางแนวทางและมุ่งมั่นขับเคลื่อนทุกภารกิจ มุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯต่อไป ให้เกษตรกรชาวประมงมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เน้นฟื้นฟูสนับสนุนอาชีพทำประมง ให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานการรักษาทรัพยากรและถูกกฎหมาย ส่งเสริมการรวมกลุ่ม สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มศักยภาพสร้างรายได้ลดต้นทุน ลดอุปสรรคในอาชีพ รวมถึงส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญามาเพิ่มมูลค่า สร้างจุดแข็งให้สินค้าประมงไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 94 กรมยังยืนหยัดพัฒนาขับเคลื่อนภาคประมงของไทย เพื่อให้เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในประเทศมีทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้ควบคู่ไปกับอาชีพประมงที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520218

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี  ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สร้างขวัญกำลังใจข้าราชการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520187

'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สร้างขวัญกำลังใจข้าราชการ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สร้างขวัญกำลังใจข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.06 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นสร้างขวัญและให้กำลังใจให้ข้าราชการในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 22 กันยายน 2563 ณ ศูนย์วิจัยพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส จ.นราธิวาส นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีและคณะผู้บริหาร เข้าตรวจเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานในพื้นที่ของศูนย์วิจัยพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส และนอกจากนี้ ยังมอบหมายนโยบายการปฎิบัติงานให้กับข้าราชการ เจ้าหน้าที่และพนักงานในพื้นที่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ให้การปฎิบัติงานในหน้าที่ให้มีความสุข ความเจริญ และขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์งานด้านปศุสัตว์ให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน ต่อไป

งานภารกิจของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นราธิวาสมีภารกิจในการขับเคลื่อนงานด้านอาหารสัตว์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ ดังนี้

1.วิจัย พัฒนา และทดสอบเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหา และปรับให้เหมาะสมกับเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ

2.ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ชั้นพันธุ์ขยาย พันธุ์จำหน่าย และผลิตเสบียงที่มีคุณภาพให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ

3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ให้กับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานพื้นที่

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมพบปะผู้เกษียณอายุของกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2563 เพื่อแสดงความขอบคุณและกล่าวความประทับใจผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านที่ร่วมทำงานกับกรมปศุสัตว์ ตลอดระยะเวลายาวนานเป็นอย่างดี

ปรับโฉมร้านสหกรณ์กรุงเทพ ขึ้นชั้น‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519935

ปรับโฉมร้านสหกรณ์กรุงเทพ ขึ้นชั้น‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขต 1,2 และส่วนกลางจะเป็นประธานพิธีเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานคร ณ ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด (สาขาพระปิ่นเกล้า) ซึ่งสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นนโยบายของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมพัฒนาธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” และเป็นจุดจำหน่ายสินค้าผลผลิตการเกษตรคุณภาพกระจายไปสู่ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด สดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Farm byCo-op เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าในราคายุติธรรม และเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าจากจังหวัดต่างๆ กับร้านสหกรณ์ ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตและสินค้าที่มีคุณภาพของขบวนการสหกรณ์เพิ่มขึ้น

ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เป็นอีกหนึ่งร้านสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้และจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งในร้านเป็นมุมของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โดยเฉพาะ ซึ่งสินค้าที่นำมาวางจำหน่าย มีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคผักสดและผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายกับขบวนการสหกรณ์ต่างๆ อาทิ ข้าวหอมมะลิและหมี่โคราชสำเร็จรูป จากเครือข่ายสหกรณ์ จ.นครราชสีมา ไข่ไก่ จากสหกรณ์ผู้ลี้ยงไก่แปดริ้ว จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา กาแฟ จากสหกรณผู้ปลูกกาแฟชุมพร จำกัด จ.ชุมพร กล้วยหอมทองน้ำตาลโตนด กะปิ จากสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จ.เพชรบุรี เป็นต้น

โอกาสนี้ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกิจกรรมนาทีทอง มอบคูปองส่วนลดมูลค่า 50 บาท ให้สมาชิกและประชาชนที่มาร่วมพิธีเปิดงาน เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดเลือกซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ได้ จากนั้นเยี่ยมชมสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และพบคณะกรรมการร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ซึ่งผลดำเนินงานของร้านสหกรณ์แห่งนี้ มียอดจำหน่ายสินค้าในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 จำนวน 105,377,063 บาท มีรูปแบบจำหน่ายสินค้า ทั้งทางออนไลน์ ขายหน้าร้าน รวมทั้งเปิดให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปสั่งจองสินค้า โดยร้านสหกรณ์จะจัดทำปฏิทินสินค้าแจ้งให้สมาชิกรับทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มี 5 สาขา ได้แก่ สาขาพระปิ่นเกล้า เอกมัย ลาดหญ้า บางลำพู และสาขาโรงพยาบาลปิยะเวท โดยจะขยายผลรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ไปยัง 5 สาขา เร็วๆ นี้

แนะผู้บริโภคมองหาตรา‘ปศุสัตว์ OK’ การันตีเนื้อสัตว์-ไข่ไก่ปลอดภัยได้คุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519930

แนะผู้บริโภคมองหาตรา‘ปศุสัตว์ OK’ การันตีเนื้อสัตว์-ไข่ไก่ปลอดภัยได้คุณภาพ

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์และความปลอดภัยของผู้บริโภค ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2543 ครอบคลุมระบบเลี้ยงสัตว์ (ฟาร์มมาตรฐาน GAP) และขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าในส่วนโรงงานผลิตและแปรรูปสินค้าปศุสัตว์ต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าปศุสัตว์ เนื้อหมู สัตว์และไข่สด เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ จึงต้องให้ความสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าปศุสัตว์ ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน

กรมรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ตามโครงการปศุสัตว์ OK สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย โดยสถานที่จำหน่ายที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อได้แก่ สินค้าที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) เชือดจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผลิตจากสถานที่รวบรวมไข่ที่ได้รับการรับรอง จำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และต้องตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้

ปัจจุบันโครงการปศุสัตว์ OK ให้การรับรองสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด และมีสถานที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการปศุสัตว์ OK แล้วมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 77 จังหวัด ซึ่งมีทั้งสถานที่จำหน่ายทั่วไป ในตลาดสด และสถานที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Moderntrade โดยสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองภายใต้โครงการ จะได้รับใบประกาศและป้ายสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”ไว้แสดง ณ จุดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นเลือกซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายนั้นๆว่ามีคุณภาพ ปลอดภัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากกรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ ยินดีอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และได้รับการรับรองสถานที่จำหน่ายตามโครงการปศุสัตว์ OK จำนวนกว่า 2,000 สาขา ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยได้มั่นใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพราะผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับประทานอาหารนอกบ้าน มาเป็นปรุงอาหารรับประทานเองในบ้านมากขึ้น

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้โลตัส กล่าวว่า “เทสโก้ โลตัส มุ่งจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงให้ลูกค้า โดยหนึ่งในกลุ่มสินค้าสำคัญที่สุดในเรื่องกำกับดูแลคุณภาพความปลอดภัยคือ อาหารสด ที่ดูแลครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของอาหาร กระบวนการตัดแต่ง แปรรูป ขนส่งไปจนถึงสุขลักษณะในสาขาของเรา เพื่อให้มั่นใจว่า ลูกค้าจะได้รับอาหารสดคุณภาพสูงสะอาด ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้และมีราคาเอื้อมถึง ที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัสเป็นค้าปลีกรายแรกที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ครบทุกสาขาและศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรายินดีที่เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ แบรนด์เทสโก้ ได้รับตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อสัตว์และไข่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้อย่างสะดวกมั่นใจ

“สำหรับเนื้อหมูและเนื้อไก่ของเราผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน GAP ตัดแต่งและบรรจุในโรงฆ่าสัตว์ถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกระบวนการผลิตได้ ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง ในส่วนไข่ไก่ ผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน GAP เช่นกัน รวบรวมในสถานที่ที่ขึ้นบัญชีกับกรมปศุสัตว์ ตรวจสอบย้อนกลับที่มาได้ และผ่านการตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ แบรนด์เทสโก้ทุกรายการ สด สะอาด และปลอดภัยแท้จริง”

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’ คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519937

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2563 จำนวน 3 รางวัล ใน 2 สาขา คือ สาขาบริการภาครัฐ จำนวน 1 รางวัล และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล โดยอธิบดีและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ผลงานได้รับรางวัล เข้ารับโล่รางวัลเลิศรัฐจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ โดยการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนและความร่วมมือ นำไปสู่การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ2 สาขา จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย สาขาบริการภาครัฐจำนวน 1 รางวัล ประเภท : นวัตกรรมการบริการ “ระดับดี” คือระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ (Thai Flage Catch Certification System) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการยื่นคำขอต่างๆ และจัดทำรายงานเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานน้ำมันลดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อจัดส่งเอกสารในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ

สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย ประเภท : สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม “ระดับดี” คือ ลูกอ๊อดเงินล้าน…เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบัน กลุ่มเกษตรกรและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ประเภท : เลื่องลือขยายผล “ระดับดี” คือ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมแหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู เป็นโครงการส่งเสริมและสนับสนุน การทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำ และเป็นธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภค ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน

“สำหรับรางวัลที่กรมประมงได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ และนับเป็นก้าวสำคัญของ กรมประมงที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการ ตลอดจนการพัฒนาองค์การของกรมประมง เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและระบบราชการ 4.0 อันแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการประมงไทยเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเปิดระบบราชการให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว

กษ.จับมือบิ๊กซีขยายผลแปลงใหญ่ ยกระดับผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียมเข้าตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519932

กษ.จับมือบิ๊กซีขยายผลแปลงใหญ่ ยกระดับผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียมเข้าตลาด

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร สู่ตลาดนำการเกษตร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)ว่า กระทรวงเกษตรฯมุ่งมั่นให้ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรยั่งยืน จึงมุ่งพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ปัญหาความเดือดร้อน จึงเกิดนโยบายตลาดนำการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 6,926 แปลง ให้เกษตรกรร่วมมือใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อความสมดุลทั้งการผลิตและการตลาด โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเป็น ตลอดจนผลิตสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูปและสินค้าหัตถกรรมที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพปลอดภัย ยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียม พร้อมเข้าสู่ทุกช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิตอล ตอบโจทย์ตรงใจต่อความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การเป็นภาคเกษตรแบบครบวงจรที่เกษตรกรสร้างรายได้และพึ่งตนเองได้ยั่งยืน

นอกจากนี้ จากนโยบายตลาดนำการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีแนวทางดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายร่วมกัน พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมของเกษตรกรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายปลาย ทั้งผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต และการตลาดที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้มีแหล่งรับซื้อผลผลิตการเกษตร ตลอดจนเกษตรกรทราบความต้องการของตลาด สามารถนำมาวางแผนการผลิตให้สอดคล้องทั้งคุณภาพและปริมาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิต มีรายได้และสร้างความมั่นคงทางอาชีพแก่เกษตรกร ตลอดจนผู้บริโภคเข้าถึงผลผลิตการเกษตร ทั้งผักและผลไม้ปลอดภัยจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ผ่านบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้กระจายสินค้าคุณภาพไปทั่วประเทศไทย

“นอกจากการให้ความสำคัญกับเกษตรแปลงใหญ่แล้ว กระทรวงเกษตรฯยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยด้วย ซึ่งต้องดูแลใกล้ชิด โดยได้รับการดูแลจากภาครัฐเหมือนกัน ให้คำแนะนำช่วยปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรให้ยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตรมาก มุ่งหวังสร้างพื้นฐานให้ความมั่นคงให้อาชีพเกษตรกรรมเพื่อนำไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน อีกทั้ง ยังตั้งเป้าให้ภาคเกษตรของไทยเป็นครัวของโลก จึงต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก เราจึงต้องร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชนและเกษตรกร ซึ่งการลงนามวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นเป็นพันธมิตรที่ช่วยพัฒนาภาคเกษตรกรรมต่อไป” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 413,697 ครัวเรือน พื้นที่ 6,777,454 ไร่ จำนวนแปลงใหญ่ 6,926 แปลง สินค้าเกษตรประมาณ 90 รายการ โดยมุ่งบริหารจัดการกลุ่ม และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ วางแผนการผลิต ให้สอดคล้องความต้องการตลาด เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน และสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตร

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนความร่วมมือเชื่อมโยงการทำงานด้านการผลิตและการตลาดกับบิ๊กซี ซึ่งวางแผนร่วมกันต่อเนื่อง โดยบิ๊กซีรับซื้อแตงโมจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่แตงโม ต.แร่ อ.พังโคน จ.สกลนคร 1,800 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 20 ล้านบาทต่อปี และสับปะรดบ้านคา จากแปลงใหญ่สับปะรดผลสด ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี 439 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 7 ล้านบาทต่อปี และมีแผนรับซื้ออโวคาโด จากแปลงใหญ่อโวคาโด หมู่ 4 ต.รวมไทย อ.พบพระ จ.ตาก ในฤดูกาลถัดไปด้วย เป็นความร่วมมือต่อเนื่อง และจะขยายผลต่อไปยังจังหวัดอื่นต่อไป

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก‘บางบาล-บางไทร’ป้องภัยแล้ง-น้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519960

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก‘บางบาล-บางไทร’ป้องภัยแล้ง-น้ำท่วม

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก‘บางบาล-บางไทร’ป้องภัยแล้ง-น้ำท่วม

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.16 น.

“ กรมชลประทาน”  เร่งรัดเดินหน้า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร บรรเทาภัยแล้ง-น้ำท่วม”

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่กรมชลประทาน นายเสริมชัย  เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวถึงโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 พบมีปริมาณน้ำเหนือไหลหลากลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ถึง 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินความสามารถในการรับปริมาณน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาที่จะรองรับได้เพียง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมาการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพียงปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่รับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาบางจุดก็เกิดปัญหาอุทกภัยได้ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่มีลักษณะเป็นคอขวด ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงเหลือเพียง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำชากเป็นประจำทุกปี และมีผลกระทบรุนแรงในปีที่มีปริมาณน้ำมาก

นายเสริมชัย กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว กรมชลประทานจึงจัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน โดยโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 9 แผนงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา และบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จึงมีความจำเป็นต้องขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ ซึ่งได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการแล้วเสร็จในปี 2557 และศึกษาทบทวนความเหมาะสมโครงการแล้วเสร็จในปี 2559 จากนั้นคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 เพื่อให้กรมชลประทานดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนการสำรวจ ออกแบบรายละเอียด และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ และงานเตรียมความพร้อมเพื่อการก่อสร้างและมีมติอนุมัติให้ดำเนินการโครงการฯ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 โดยกำหนดแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2566) วงเงิน 21,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำบรรเทาอุทกภัย ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

“การก่อสร้างดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณก่อนเข้าตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ถึง 2,930  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยไม่เกิดผลกระทบกับบ้านเรือนริมตลิ่งที่อยู่ในคันกั้นน้ำ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เฉลี่ย 1.9 – 2.5 ล้านไร่/ปี และสามารถลดระดับความลึกของน้ำท่วมลงได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำสำหรับการใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านการเกษตรกรรมรวม 229,138 ไร่ มีแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้งเพื่ออุปโภค-บริโภค 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 48 ตำบล 3 เทศบาล 362 หมู่บ้าน และยังเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นถนนบนคันคลองซึ่งจะเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างอำเภอบางบาล และอำเภอบางไทร และจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน ระบุ

นายเสริมชัย  กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย

1. ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ มีความยาวประมาณ 22.50 กม. ระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม./วินาที พร้อม ก่อสร้างถนนผิวจราจรแอสฟัสติคคอนกรีตบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง ผิวจราจรมีความกว้าง 8 ม.

2. อาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ จำนวน 1 แห่ง

– ปตร.ปลายคลองระบายน้ำหลาก ขนาดบาน 12.50 x 9.50 ม. จำนวน 4 บาน อัตราการระบายน้ำสูงสุด1,200 ลบ.ม./วินาที และมีประตูเรือสัญจร ขนาดกว้าง 25.00 ม. ยาว 240.00 ม. จำนวน 1 ช่อง

3. สะพานรถยนต์ข้ามคลองระบายนํ้าหลาก จำนวน 11 แห่ง

4. อาคารประกอบคลองระบายน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ และท่อระบายน้ำ บริเวณจุดตัดของคลองระบายน้ำหลากกับคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำที่มีอยู่เดิม จำนวน 36 แห่ง

5. กำแพงป้องกันตลิ่งบริเวณปลายคลองจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาความยาวประมาณ 4.15 กม.

6. ปรับปรุง/ก่อสร้างคันกั้นน้ำรอบพื้นที่โครงการพร้อมอาคารประกอบ ความยาวรวม 54 กม.

ในส่วนของความก้าวหน้าปัจจุบันงานก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร มีรายละเอียดดังนี้

  1. งานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร สัญญาที่ 1 (STA. 16+400 ถึง STA. 20+100)           ปัจจุบัน อยู่ระหว่างผู้รับจ้างเตรียมการก่อสร้าง

 2. งานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร สัญญาที่ 2 (STA. 12+500 ถึง STA. 16+400)           ปัจจุบัน อยู่ระหว่างผู้รับจ้างเตรียมการก่อสร้าง

ในงานก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในส่วนที่เหลือ จะดำเนินการในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้างานก่อสร้างสะสมทั้งโครงการร้อยละ 8.36

กรมปศุสัตว์จับมือเครือข่าย จัดกิจกรรมวันป้องกันพิษสุนัขบ้าโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519681

กรมปศุสัตว์จับมือเครือข่าย จัดกิจกรรมวันป้องกันพิษสุนัขบ้าโลก

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมนพ.อนุพงค์ สุจริยากุลผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค นายทวีเสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.สพ.ญ.วลาสินี ศักดิ์คำดวง คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแถลงข่าวจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day 2020) วันที่ 28 กันยายน 2563 โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมพลูแมน เพื่อกระตุ้นปลูกจิตสำนึกประชาชนให้ป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงติดเชื้อพิษสุนัขบ้า และสร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง “เลี้ยง รัก รับผิดชอบ”

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมเน้นเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ปี 2563 พบโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ 173 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.94 ของตัวอย่างทั้งหมด 5,884 ตัวอย่าง จากข้อมูล Thairabies.net พบว่าสถานการณ์เกิดโรคในสัตว์ย้อนหลังสามปีลดลงต่อเนื่อง กรมมีเป้าหมายสำคัญคือ สร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจังหวัดที่สร้างพื้นที่ปลอดโรคได้ 17 จังหวัด ได้แก่ แพร่, แม่ฮ่องสอน, ชุมพร, ตราด, นครนายก, นครปฐม, นราธิวาส, บึงกาฬ, พังงา, ลำปาง, ลำพูน, สกลนคร, สิงห์บุรี, สุโขทัย, หนองบัวลำภู, อ่างทอง และอุตรดิตถ์ ซึ่งปีนี้กรมปศุสัตว์ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่บุคคลรอบข้าง เพื่อกระตุ้นปลูกจิตสำนึกประชาชนให้ป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าและสร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ร่วมกับสัตวแพทยสภา สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยจัดทำคู่มือเวชปฏิบัติเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์อีกด้วย

นพ.อนุพงค์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ภารกิจหลักของกรมควบคุมโรค จะรับผิดชอบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและดูแลรักษาโรคพิษสุนัขบ้าในคน เป้าหมายสำคัญคือ ป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยังยืน ดังนั้น จึงผลักดันให้ผู้ถูกสัตว์กัดหรือข่วน เข้าฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครบชุดตามที่แพทย์นัด โดยประชาชนทุกคนเข้าถึงการฉีดวัคซีนและมีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการ ด้วยหลักการ“ฉีดได้ทุกเข็ม เข้าถึงทุกสิทธิ์”

นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีภารกิจขับเคลื่อน 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย พัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่นป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า, การประกวดตามโครงการ Thailand Rabies Awards 2020 เพื่อเชิดชูเกียรติ อปท. ที่มีผลปฏิบัติงานดีเด่นในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า และตรวจติดตามการดำเนินงานของอปท. ในพื้นที่ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า

ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีฯ มีแผนดำเนินการต่อในปี 2564-2568 เน้นบูรณาการทุกภาคส่วนป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าเป้าหมายให้ไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและในสัตว์

รศ.ดร.สพ.ญ.วลาสินี ศักดิ์คำดวง คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศึกษาวิจัยประชาสัมพันธ์ ความรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าให้ประชาชน อีกทั้ง ในปี 2564 มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลกต่อจากกรมปศุสัตว์ด้วย

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงขอเชิญประชาชน ร่วมกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day) ผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอดเดือนกันยายน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ถ่ายทอดสดออนไลน์ Live Streaming ภายใต้แนวคิด “End Rabies: Collaborate, Vaccinate” “ร่วมกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยการพาสัตว์เลี้ยงมาทำวัคซีน” กำหนดจัดงานวันจันทร์ที่ 28 กันยายน เวลา 09.30 – 17.00 น. ผ่าน 3 ช่องทางคือ แฟนเพจ : วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก : World Rabies Day 2020, Youtube : WRDThai2020 และ www.WRD2020Thailand.com ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519685

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ  ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ถือเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายและสอดคล้องกับแผนพัฒนาภาคตะวันออก ทั้งด้านพัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ เป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ส่งจำหน่ายให้พ่อค้าในราคาเป็นธรรม และเสริมสร้างมาตรฐานการดำรงชีวิตและการมีส่วนร่วมของสมาชิกตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังสร้างรายได้เสริม ยึดหลักการช่วยเหลือกันตามหลักการสหกรณ์ ส่งผลให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯตั้งมาตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีสมาชิก 2,233 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 221 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจด้านสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมผลผลิต และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อบริการสมาชิก โดยสหกรณ์ฯ จะเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก โดยเฉพาะยางพารา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนงบประมาณในการสร้างโกดังรวบรวมยางพาราให้กับสหกรณ์ฯ จำนวน 4.62 ล้านบาท และในปี 2563 นี้ สหกรณ์ฯ รวบรวมผลผลิตยางพาราได้จำนวน 499.02 ตัน มูลค่า 20.154 ล้านบาท นอกจากการรวบรวมยางพาราแล้ว สหกรณ์ฯ ยังทำการรวบรวมผลไม้ตามฤดูกาลจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย ปีนี้สหกรณ์ฯ ได้รับสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ในการรวบรวม มังคุดจำนวน 4.47 ตัน มูลค่า 480,000 บาท และทุเรียนจำนวน 6.66 ตัน เพื่อจัดจำหน่ายผ่านออนไลน์ สร้างมูลค่า 1.199 ล้านบาท และเมื่อสรุปผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทุกชนิดแล้ว สหกรณ์ฯ มีกำไรประมาณ 4.51 ล้านบาท

นอกจากการดำเนินธุรกิจหลักทั้ง 4 ด้านแล้ว สหกรณ์ฯยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกรให้สมาชิกได้นำผลผลิตมาจำหน่ายที่สหกรณ์ฯ โดยมียอดจัดจำหน่ายเฉลี่ย 3,000-5,000 บาทต่อวันการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังบริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาประมาณ 14 ปี รูปแบบในการส่งเสริมนั้น ทางสหกรณ์ฯ จะสนับสนุนพันธุ์ปลาให้กับสมาชิก จำนวน 1,500 ตัว/กระชัง และจัดหาอาหารปลามาจำหน่ายให้กับสมาชิก เมื่อถึงช่วงเวลาจับปลา สหกรณ์ฯ จะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับพ่อค้า และส่วนหนึ่งจะจำหน่ายตลาดในพื้นที่ โดยสหกรณ์ฯ จะดำเนินการหักค่าพันธุ์ปลา ค่าอาหาร และจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสมาชิกซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรสมาชิกรวมกลุ่มกันเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังรวมทั้งสิ้น 400 กว่ากระชัง ใช้เวลาเลี้ยงต่อรุ่นประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ในราคาที่ดี เฉลี่ยหน้ากระชังกิโลกรัมละ 70-80 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยกิโลกรัมละ 55 บาทเท่านั้น สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกที่ร่วมโครงการในหลักล้านบาทต่อรายต่อปี ทั้งนี้ ปลาทับทิมของสหกรณ์ฯ เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมาก เนื่องจากเนื้อแน่น รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาวปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานของสมาชิกกลับมาสานต่ออาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้ จะมีวิธีคิดในการเลี้ยงปลาที่ทันสมัยและให้ได้คุณภาพมากขึ้น และมีการวางแผนที่ดีเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยมีการจดบันทึกเพื่อให้ทราบอัตราการเจริญเติบโตของปลาตั้งแต่เริ่มต้นปล่อยปลาในกระชัง จนกระทั่งตัวโตเต็มที่สามารถจับขายได้

“การดำเนินงานทุกกิจกรรม สหกรณ์ฯให้ความสำคัญกับสมาชิกเป็นอย่างยิ่ง ช่วยเหลือกันโดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัว
ขับเคลื่อน โดยเฉพาะสนับสนุนการประกอบอาชีพ เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เสริม ทางสหกรณ์ฯจะช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้นร่วมวางแผนผลิตควบคู่ไปกับวางแผนการตลาด ป้องกันการเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงจัดหาพื้นที่ให้สมาชิกนำผลผลิตมาจำหน่ายในรูปแบบตลาดเกษตรกร และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย” นายสันติ กล่าว