กษ.จัด‘มหกรรมผ้าไหมจากชุมชนสู่สากล’ ขยายตลาด-ฟื้นศก.ช่วยกษตรกร-ผู้ประกอบการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519680

กษ.จัด‘มหกรรมผ้าไหมจากชุมชนสู่สากล’  ขยายตลาด-ฟื้นศก.ช่วยกษตรกร-ผู้ประกอบการ

กษ.จัด‘มหกรรมผ้าไหมจากชุมชนสู่สากล’ ขยายตลาด-ฟื้นศก.ช่วยกษตรกร-ผู้ประกอบการ

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมหม่อนไหมรุกลดผลกระทบเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหมรายได้หดจากพิษ COVID-19 จัดงาน “มหกรรมผ้าไหมจากชุมชนสู่สากล” อวดโฉมผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม พร้อมโชว์ผลงานดีไซเนอร์กว่า 35 ประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และขยายช่องทางตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มผู้ทอผ้าไหมและผู้ประกอบการผ้าไหม ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ประกอบกับรัฐบาลประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อแก้ปัญหาและหยุดยั้งการระบาดของเชื้อดังกล่าว มีการจำกัดพื้นที่ (Lock down) การห้ามเข้าไปยังแหล่งที่มีผู้คนแออัด รวมถึงห้ามจัดงานประชาสัมพันธ์แสดงสินค้าและการจัดงาน Events ต่างๆ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตสินค้าหม่อนไหมที่ขาดโอกาส ไม่มีช่องทางจำหน่ายสินค้า ปัจจุบันสถานการณ์ระบาดในประเทศไทยเริ่มคลี่คลายดีขึ้น รัฐบาลประกาศผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ้าไหมให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอีกภารกิจที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน ซึ่งกรมหม่อนไหมมีวิสัยทัศน์เป็นองค์กรชั้นนำด้านหม่อนไหม เพื่อพัฒนาไหมไทยยั่งยืนสู่สากล

ดังนั้น กรมหม่อนไหมจึงจัด “โครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ้าไหมจากชุมชนสู่สากล” ขึ้น ภายใต้แนวคิด“มหกรรมผ้าไหมจากชุมชนสู่สากล” ระหว่างวันที่ 18-20 กันยายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการชุดผ้าไหมกว่า 70 ชุดออกแบบโดยดีไซเนอร์กว่า 35 ประเทศ และนิทรรศการให้ความรู้วิถีทอผ้าไหม อีกทั้ง ยังแสดงแฟชั่นโชว์ชุดเสื้อผ้าออกแบบโดยดีไซเนอร์นานาชาติวันละ 2 รอบโชว์ และบูธแสดงและจำหน่ายสินค้าชั้นนำจากเกษตรกร กลุ่มผู้ทอผ้าไหมและผู้ประกอบการผ้าไหม 50 บูธ และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศทราบถึงคุณค่าความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าไหมไทย (Thai silk) และเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร กลุ่มผู้ทอผ้าไหมและผู้ประกอบการผ้าไหม โดยเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ้าไหมให้มากขึ้น หลังสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519682

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 21 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงลอตแรกไปแล้วจำนวน 8 ราย ซึ่งมีทั้งอธิบดีใหม่และที่โยกสลับหน่วยงานได้แก่ นายระพีพัฒน์ จันทร์ศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขึ้นไปเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ แล้วโยกนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปเป็นเลขาฯ สศก.แทน ส่วนนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไปเป็นรองปลัดกระทรวง นายประยูร อินสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็น รองปลัดกระทรวง นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมชลประทาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) แทน ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ นายปราโมทย์ ยาใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมหม่อนแทนนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ส่วนนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ สลับไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แทนนางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนนี้ ถือเป็นการข้ามห้วยมาแบบคาดไม่ถึงเหมือนกัน ผิดโผจากที่หลายคนคาดเดาไปเยอะ รวมถึงขุนเกษตราด้วย แต่ก็คงไม่ใช่ปัญหา เพราะนายพิเชษฐ์เองก็เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน มีผลงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ไม่น้อย และสอดรับนโยบายของรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้เป็นอย่างดี ก็เชื่อว่าคนตั้งใจทำงานอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ มีผลงานดีๆให้เห็นเสมอ…

คราวนี้ก็มาลุ้นกันต่อว่าใครจะขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แทนนายพิเชษฐ์ ซึ่งมีกระแสข่าวแว่วๆ ว่า อาจจะขยับรองอธิบดีท่านหนึ่งขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าโอเคนะครับ ได้ลูกหม้อขึ้นมาต่อยอดสานต่อนโยบายเก่าและเดินหน้านโยบายใหม่ได้ทันที นโยบายดีๆ ที่ดำเนินการมาแล้วจะได้ไม่หยุดชะงัก ส่วนอีกกรมหนึ่งที่ยังไม่มีการแต่งตั้ง นั้นคือกรมการข้าว ที่นายสุดสาครภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดี จะเกษียณอายุราชการเช่นกัน ซึ่งเป็นกรมในการกำกับดูแลของ นายประภัตรโพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขุนเกษตรา ก็ได้ข่าวแว่วๆ ว่า จะมีรองอธิบดีจากกรมแถวทุ่งบางเขนข้ามห้วยมาเป็นอธิบดี ตามรอยอธิบดีสุดสาครซึ่งมาจากที่เดียวกัน ส่วนกรมอื่นๆ คิดว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็คงต้องรอดูของจริงจากมติ ครม.กันอีกที อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งน่าจะเข้าครม.ในวันพรุ่งนี้…

ขุนเกษตรา

ยกปัญหาปากท้อง-คุณภาพชีวิตประชาชน โยงแนวทางจัดการน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519779

ยกปัญหาปากท้อง-คุณภาพชีวิตประชาชน โยงแนวทางจัดการน้ำ

ยกปัญหาปากท้อง-คุณภาพชีวิตประชาชน โยงแนวทางจัดการน้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.35 น.

สทนช.เร่งแก้ปมจัดการน้ำยั่งยืน เตรียมยกพื้นที่นำร่องทดลองการใช้หลักเศรษฐกิจสังคม กำหนดกรอบนโยบายการบริหารจัดการตอบโจทย์แก้ปัญหาน้ำในทุกมิติก่อนขยายผลครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ โดยดำเนินการในรูปแบบของการพัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยา (Hydroeconomic Model) ที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมของแนวทาง/มาตรการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เป็นกลไกในการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสังคม รวมถึงมีการวิเคราะห์รูปแบบการทำงานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานทั้งในภาวะปกติและการบัญชาการข้ามหน่วยงานในภาวะวิกฤติ โดยให้มีการเก็บข้อมูลทั้งประเด็นปัญหาและเชิงพื้นที่ การวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมไปถึงข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้ในการวิเคราะห์นโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศโดยเร็ว

สำหรับแนวทางดำเนินการของโครงการจะมีการศึกษาทบทวนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลักษณะทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำ ก่อนมาจัดทำหลักเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่อง 1 แห่ง ขณะเดียวกัน จะมีการพัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยาในพื้นที่นำร่อง เพื่อศึกษาสมดุลน้ำและวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำ ครอบคลุม ปริมาณน้ำต้นทุน ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบันทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ความต้องการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม การรักษาระบบนิเวศ และการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและคาดการณ์อนาคตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพิจารณาถึงผลกระทบต่างๆ ที่มีต่อการวิเคราะห์ทางเลือก เพื่อประยุกต์ใช้แบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยาที่มีความเชื่อมโยงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรูปแบบต่างๆ ให้เห็นผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง ครอบคลุมในทุกมิติ สทนช.จะจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อแนวคิด วิธีการศึกษา และผลการรวบรวมข้อมูลพื้นที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับส่วนกลางและระดับลุ่มน้ำทั่วประเทศ ก่อนมาสรุปวิเคราะห์นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย การบริหาร และการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำ

“ขั้นตอนในการศึกษาของโครงการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจะดำเนินการใน 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1.การศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ศึกษาสภาพเศรษฐกิจสังคม ดำเนินการศึกษาข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม ครอบคลุมสภาพเศรษฐกิจครัวเรือน ลักษณะและขนาดครัวเรือน การประกอบอาชีพ ค่านิยมและทัศนคติ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประชากรและการกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม 2.จัดทำและเชื่อมโยงแบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยา เพื่อวางแผนจัดการและประเมินผลกระทบจากการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยคำนึงถึงด้านกายภาพของน้ำ เศรษฐกิจและสังคมในเวลาเดียวกันได้ 3.ศึกษา วิเคราะห์ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยวิเคราะห์ความเสี่ยง ประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากแผนการบริหารจัดการน้ำ และ 4.จัดทำคู่มือนำเสนอวิธีการใช้งานแบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยา ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน ปี 2564” ดร.สมเกียรติ กล่าว

‘ปศุสัตว์’ชี้ฝีหนองในหมูเกิดจากการอักเสบ แนะสังเกตตรา’ปศุสัตว์ OK’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519751

'ปศุสัตว์'ชี้ฝีหนองในหมูเกิดจากการอักเสบ แนะสังเกตตรา'ปศุสัตว์ OK'

‘ปศุสัตว์’ชี้ฝีหนองในหมูเกิดจากการอักเสบ แนะสังเกตตรา’ปศุสัตว์ OK’

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.15 น.

“ปศุสัตว์”ชี้ฝีหนองในหมูเกิดจากการอักเสบ แนะสังเกตตรา”ปศุสัตว์ OK” จากผู้ผลิตมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยกรณีที่มีผู้บริโภคพบฝีหนองในเนื้อหมูนั้น ทางกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่าเป็นก้อนฝีหนองที่เกิดจากภาวะอักเสบ และติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดหนอง คาดว่าเกิดจากความไม่สะอาดในขั้นตอนการฉีดวัคซีนหรือการฉีดยารักษาสัตว์ ซึ่งในการเลี้ยงระบบมาตรฐานนั้น การรักษาสัตว์อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ.2545 และตามการควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ตามประกาศของกรมปศุสัตว์ ที่โดยปกติก่อนจะฉีดวัคซีนหรือยาให้หมู ผู้ฉีดจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณผิวหนังก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันเรื่องความสะอาดบนผิวหนังก่อน และปัญหาฝีในหมูนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ เหมือนกับคนที่เวลามีแผลแล้วไม่สะอาดเชื้อแบคทีเรียก็เข้าไปกลายเป็นหนอง ยืนยันว่ากรณีดังกล่าว “ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค” เพราะไม่ได้มีสารตกค้างใดๆ อย่างที่บางคนเข้าใจ แนะนำว่าไม่ควรนำส่วนที่เกิดฝีหนองไปรับประทาน และหากพบสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ทันที

อธิบดีกรมปศุสัตว์ แนะนำผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะการสังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ที่กรมปศุสัตว์เป็นผู้ตรวจรับรองให้กับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ผ่านการเชือดและชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมาย มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง วางจำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้

“ขอเน้นย้ำกับเกษตรกรและภาคผู้ผลิตในเรื่องความสะอาดตลอดกระบวนการเลี้ยง ควรจัดให้มีการใช้แอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดผิวหนังร่วมกับการใช้เข็มทุกครั้ง รวมถึงการนำเข็มไปใช้ควรมีการตรวจสอบการเบิกจ่ายและเก็บคืนเข็มโดยต้องมีจำนวนเท่ากัน เพื่อป้องกันปัญหาเข็มตกค้างที่พบเจอกันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งปกติแล้วในฟาร์มมาตรฐานจะบริหารจัดการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ตามมาตรฐานและข้อแนะนำของกรมปศุสัตว์ สำหรับผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองปศุสัตว์ OK ที่กรมปศุสัตว์ได้ช่วยตรวจเช็คให้ว่าสินค้าที่นำมาขายนั้นมีที่มาที่ไปมีการตรวจสอบที่ถูกต้อง ผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้อย่างมั่นใจ หากเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบย้อนกลับและดำเนินการให้อย่างทันท่วงที” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

‘อลงกรณ์ พลบุตร’ร่วมเปิดโครงการผักปลอดสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519743

'อลงกรณ์ พลบุตร'ร่วมเปิดโครงการผักปลอดสารพิษ

‘อลงกรณ์ พลบุตร’ร่วมเปิดโครงการผักปลอดสารพิษ

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.59 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเปิดโครงการผักปลอดสารพิษ นวัตกรรมปลูกผักด้วยระบบปิดใช้แสงไฟในอาคารและโรงงานพืชของบริษัท ซีวิด มีเดีย จำกัด หลังเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอีเล็คโทรนิคส์ผลิตไฟแอลอีดี ปรับใช้ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภาคการเกษตร โดยมี นายชิงชัย คนธรรพ์สกุล ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีวิค มีเดีย จำกัด เข้าร่วม 

โดย นายอลงกรณ์ กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานต้นแบบตัวอย่างรแนวทางส่งเสริมการทำการเกษตรแบบ plant factory ที่ใช้แสงสังเคราะห์แอลอีดีเทคโนโลยี สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำลังขับเคลื่อนโครงการกรีนไทยแลนด์ สนับสนุนทำเกษตร เมืองในพื้นที่ที่จำกัด ทั้งตามเมืองใหญ่ อาทิกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ หรือจังหวัดที่มีประชาชนหนาแน่น    ซึ่งจะสามารถยกระดับจากเกษตรแบบชุมชนเมือง ไปถึงระดับอุตสาหกรรมของประเทศและสามารถส่งออก ได้ ซึ่งบริษัทนี้ผลิตพืชได้ถึง 2000 กิโลกรัมต่อเดือน  และยังผลผลิตที่ปลอดภัยต้นทุนต่ำใช้ทรัพยากรที่น้อย  

ทั้งนี้ โรงงานที่ใช้แสงในการควบคุมการผลิตภาคการเกษตรทดแทนแสงจากธรรมชาติ  เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ ถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยได้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก เพราะปัจจุบันเริ่มมีกระแสเทรนรักสุขภาพ   โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะใช้โรงงานแห่งนี้เป็นต้นแบบและสถานการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนที่สนใจในอาชีพสตาร์ทอัพเข้าศึกษา เพื่อไปประกอบอาชีพได้ในอนาคต และเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องซื้อ เองทุกอย่าง  

ขณะที่ นายชิงชัย กล่าวว่า เหตุผลที่สนใจในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจระบบไฟฟ้าไฟแอลอีดีมาใช้ในภาคเกษตรเนื่องจากทางบริษัทมีความพร้อมสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจในภาคการเกษตรได้    รวมถึงมองเห็นโอกาสอีกหลายช่องทางในภาคการเกษตรในประเทศไทย ที่ปัจจุบันยังไม่ค่อยได้รับความนิยม  นอกจากนี้ยังมี Lab ทดลอง เพื่อจะได้ทราบถึง จริต ของพืชผัก แต่ละชนิดว่าเหมาะกับ แสงแบบไหน สารอาหารแบบไหน ต้องควบคุม สภาวะ ต่าง ๆ อย่างไรให้เหมาะสมที่สุด และการลงทุนปลูกพืชในระบบนี้สามารถคืนทุนได้ภายในสองปี แม้ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ทางบริษัทก็มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจด้านการขายทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ ส่งไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำซึ่งผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

ปัจจุบันมีโรงงานพืชระบบนี้รวมทั้งหมด 3 แห่งโดยโรงงานต้นแบบอยู่ที่ถนนเจริญกรุง  ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ และรองรับการขายระบบ LED FARM ให้แก่ผู้ที่สนใจ และขายผลผลิตที่ได้จากโรงงานพืช ไปสู่ ผู้บริโภค เพื่อเป็น ตัวอย่างในการทำการตลาด อย่างครบวงจร ตั้งเป้าหมายขยาย Shop ให้ครบ 30 Shop ในเวลา 3 ปี สามารถนำผักสดวางจำหน่ายใน Modren Trade ให้ครอบคุม พื้นที่ กรุงเทพฯ ทั้งหมด

สำหรับ บริษัท ซีวิค ก่อตั้งเมื่อปี 1991 จนถึงปัจจุบัน 29 ปี ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เป็นบริษัท ฯ อยู่ในธุรกิจ อุตสาหกรรมภาค Electronic มีรูปแบบธุรกิจด้านไฟ ป้ายไฟ LED ตั้งแต่ หลอดไฟในบ้าน ไปจนถึงโคมไฟถนน จึงกระทั่งปรับเปลี่ยนธุรกิจนำไปสู่ ภาคการเกษตร หลังภาคเกษตรเริ่มมีมูลค่าสูงและกระแสเทรนเรื่องสุขภาพ การดูแลตัวเองที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

‘กรมชลฯ’ไล่เช็คผลกระทบ‘โนอึล เดินหน้าแผนหลังมีน้ำเข้าเขื่อนแล้วบางส่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519648

‘กรมชลฯ’ไล่เช็คผลกระทบ‘โนอึล เดินหน้าแผนหลังมีน้ำเข้าเขื่อนแล้วบางส่วน

‘กรมชลฯ’ไล่เช็คผลกระทบ‘โนอึล เดินหน้าแผนหลังมีน้ำเข้าเขื่อนแล้วบางส่วน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 12.39 น.

‘กรมชลฯ’ไล่เช็คผลกระทบ‘โนอึล เดินหน้าแผนหลังมีน้ำเข้าเขื่อนแล้วบางส่วน

20 กันยายน 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ “โนอึล” โดยมีนายประสานต์ พฤกษาชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 ฐ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล , นายวัชระ เสือดี ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร , นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา และ สำนักงานชลประทานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมผ่าน ระบบ video conference ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC7) สำนักงานชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี

นายทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) “โนอึล” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 13.00 น. ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 1 (หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง) มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณ จ.พิษณุโลก ส่งผลให้ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา มีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องหลายพื้นที่ กรมชลประทานเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด พบว่า มีน้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ ซึ่งระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นบริเวณแม่น้ำป่าสัก อ.วิเชียรบุรี อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ , อ.ลำสนธิ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และลำน้ำยัง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (20 กันยายน 2563) ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 37,208 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน13,383 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จำนวน 35 แห่ง (1 พฤษภาคม 2563-ปัจจุบัน) มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างประมาณ 11,575 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,300 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้รวมกัน 3,614 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำประมาณ 44.56 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มสถานการณ์น้ำท่าในแม่น้ำสายหลัก 9 แห่ง (แม่น้ำชีมูล โขง น่าน ยม วัง ปิง เจ้าพระยา ป่าสัก) มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ส่วนสถานการณ์อุทกภัย มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 1 จังหวัด คือ จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่คืนวันที่ 17-18 กันยายน 2563 วัดปริมาณน้ำฝนได้ 58.4 มม. ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังหลายจุดในเขตเทศบาล อ.เดชอุดม และ อ.วารินชำราบ โครงการชลประทานอุบลราชธานีได้สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 2 เครื่องเครื่องสูบน้ำขนาด 4 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง รถบรรทุกน้ำติดเครนขนาด 6 ตัน จำนวน 1 คัน รถบรรทุกขนาด 4 ตันจำนวน 1 คัน รถบรรทุกขนาด 2 ตัน จำนวน 1 คัน และรถบรรทุกน้ำ จำนวน 1 คัน พร้อมเดินเครื่องสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว และหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเร็ววัน

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน พร้อมปฏิบัติตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลาก ด้วยการกำหนดพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย กำหนดคนผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ วิเคราะห์ ติดตาม สถานการณ์น้ำ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที กำหนดเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ รถขุด รถแทรกเตอร์เครื่องสูบน้ำ พร้อมใช้งานเข้าประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ให้คอยติดตาม ตรวจสอบสภาพความปลอดภัยเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ อาคารชลประทาน ให้มีสภาพพร้อมใช้งาน ตลอดจนกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ ดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำปี 2563/64 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านจัดสรรน้ำให้เป็นระบบ เพื่อลดการสูญเสียน้ำให้น้อยที่สุด พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำอย่างสูงสุด และให้ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน รวมถึงสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ก.เกษตรฯเตรียมจัดยิ่งใหญ่ งาน‘ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 15’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519081

ก.เกษตรฯเตรียมจัดยิ่งใหญ่  งาน‘ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 15’

ก.เกษตรฯเตรียมจัดยิ่งใหญ่ งาน‘ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 15’

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานแถลงข่าวจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 15”ประจำปี 2563 ว่าด้วยพระราชปณิธาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่กับปวงชนชาวไทย และเพื่อให้ผ้าไหมเป็นที่เลื่องลือสู่สากล ไหมไทยเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของไทยในสายตาชาวต่างชาติ พระองค์ท่านโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องหมายตรานกยูง เพื่อรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ที่เน้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ที่สำคัญ ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ดังนั้น กรมหม่อนไหม จึงจัดงาน“ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญกับอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทรงมีพระราชปณิธานอนุรักษ์งานด้านหม่อนไหมให้คงอยู่กับประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์ “ตรานกยูงพระราชทาน”เครื่องหมายรับรองมาตรฐานผ้าไหมไทย ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากขึ้น

สำหรับงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2563 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “1 ทศวรรษ … กรมหม่อนไหม (10 ปี กรมหม่อนไหม) การอนุรักษ์พัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 23-27กันยายน 2563 ณ ฮอลล์ 6-7 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯแทนพระองค์ทรงเปิดงาน วันที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 17.30 น.

“การจัดงานตรานกยูงพระราชทานฯเป็นการประชาสัมพันธ์ตรานกยูงพระราชทาน สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศในสินค้าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานว่าเป็นสินค้ามีคุณภาพได้รับการตรวจสอบจากกรมหม่อนไหมมีกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญต้องผลิตจากเส้นไหมที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งยังเป็นงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรผู้ผลิต ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไป การใช้หรือสวมใส่ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน นอกจากจะให้ความรู้สึกสง่างาม มีลวดลายวิจิตรบรรจง เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังทำให้ผู้ใส่ภูมิใจในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ได้สืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชาติด้วย”ผู้ช่วยรมต.ประจำกระทรวงเกษตรฯกล่าว

ด้านนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน ตรานกยูงพระราชทานฯปีนี้ มีนิทรรศการและกิจกรรมน่าสนใจ เช่น นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับตรานกยูงพระราชทาน ผลงานการประกวดเส้นไหม สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม (พานพุ่ม) และการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ที่รวมสุดยอดผ้าไหมเอกลักษณ์ประเภทต่างๆที่สวยงามวิจิตรบรรจงมาจัดแสดง ปราชญ์หม่อนไหม ที่กรมหม่อนไหมคัดเลือกขึ้นมา 88 คนเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ซึ่งเป็นผู้มีคุณความดีมีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ สมควรได้รับการประกาศเกียรติคุณและสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ประสบการณ์ ความสามารถสู่สังคม เพื่ออนุรักษ์สืบสานองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไป

ชูสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้วฯต้นแบบ ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชีเป็นระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519082

ชูสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้วฯต้นแบบ  ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชีเป็นระบบ

ชูสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้วฯต้นแบบ ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชีเป็นระบบ

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวฉัตรอรุณ ปานประสิทธิ์ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สมุทรสาครเปิดเผยว่า ด้วยภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่วางระบบบัญชี ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ รวมถึงส่งเสริมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สมุทรสาคร จึงดำเนินงานตามภารกิจส่งผู้สอบบัญชีสหกรณ์เข้าไปตรวจสอบรับรองงบการเงินของสหกรณ์ทั้ง 49 แห่ง ในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบพบว่าส่วนใหญ่ไม่พบปัญหาร้ายแรงในเชิงทุจริต อาจมีปัญหาเล็กน้อยที่เป็นข้อสังเกตหรือข้อบกพร่องซึ่งแก้ไขได้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สมุทรสาครทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำปรึกษา และจัดอบรมเสริมองค์ความรู้ทั้งเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับละการจัดทำบัญชี เพื่อให้สหกรณ์นำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง รวมถึงสอดแทรกองค์ความรู้จัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์ให้รู้จักทำบัญชีได้ ใช้เงินเป็นอีกด้วย เพราะจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและดำเนินชีวิตมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรื่องข้อมูลถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริหารสหกรณ์และสมาชิก กรมตรวจบัญชีสหกรณ์โดยนโยบายของนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญในการนำข้อมูลบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ด้วยนวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมคนในสังคมปัจจุบันให้ก้าวทันเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาก้าวหน้ารวดเร็ว โดยให้บริการด้านโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้สหกรณ์ช่วยบริหารจัดการทางบัญชีจากธุรกิจที่หลากหลายให้แม่นยำ โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์แต่ละจังหวัดดูแลให้คำปรึกษาแนะนำติดตั้งให้ฟรี สำหรับจ.สมุทรสาคร มีหลายสหกรณ์ที่นำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้และประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ซึ่งทำธุรกิจหลากหลาย ครบวงจรและนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ได้มีประสิทธิภาพ

นางประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เปิดเผยว่า ในอดีตสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้วฯมีความยุ่งยากในการจัดทำบัญชีอยู่บ้าง กระทั่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สมุทรสาครเข้ามาให้คำแนะนำใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ช่วยบริหารจัดการทำให้ระบบการเงิน ระบบบัญชีของสหกรณ์ถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อนเข้าใจง่ายซึ่งคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์หรือสมาชิกสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงานและการทำธุรกรรมการเงินของสหกรณ์ได้ตลอดเวลา ผ่านแอพพลิเคชั่น Smart Manage และ Smart Memberที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งโปรแกรมทั้งหมดสหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สมุทรสาคร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

“โปรแกรม FASช่วยให้การจัดการบัญชีของสหกรณ์ฯมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ข้อมูลทันสมัย ลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน ปิดบัญชีประจำปีได้เร็ว จึงนับเป็นเครื่องมือสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชีให้สหกรณ์ได้เป็นอย่างดี และยังให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ใช้บริการตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็ว สร้างความโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกอีกด้วย” นางประเสริฐศรี กล่าว

ชสอ.จับมือพันธมิตรจัดวันออมแห่งชาติปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519078

ชสอ.จับมือพันธมิตรจัดวันออมแห่งชาติปี’63

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานแถลงข่าวจัดงานวันออมแห่งชาติประจำปี 2563 ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 ตุลาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมทุกปี เป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดและการออมเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่ต้องทำต่อเนื่อง ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่จะระดมเงินออมภาคประชาชนและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้ขบวนการสหกรณ์ ซึ่งต้องดูแลสนับสนุนการดำเนินงานให้สหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 8,000 แห่ง สมาชิกรวมกว่า 12 ล้านคน และทุนดำเนินงานรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ตามที่รัฐบาลจัดระบบช่องทางการออมของประชาชน พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือการเงิน ซึ่งจะส่งเสริมให้คนไทยทุกคนเข้าระบบการออม รองรับพฤติกรรมและวัฏจักรชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพและลดต้นทุน ตลอดจนกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินให้มั่นคง เป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยินดีสนับสนุนพัฒนาขีดความสามารถของสหกรณ์ให้ดำเนินงานที่ได้มาตรฐาน และเป็นสหกรณ์ระดับสากล ซึ่งการที่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ และบริษัทสหประกันชีวิตฯ ร่วมรณรงค์ให้สหกรณ์ทั้งประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการออม และจัดงานวันออมแห่งชาติวันที่ 31 ตุลาคม 2563 จะอำนวยประโยชน์แก่ประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไปรู้จักวันออมแห่งชาติ เป็นแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี

ด้าน พลตำรวจโท วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.)กล่าวว่า ชสอ.และขบวนการสหกรณ์ทำโครงการส่งเสริมการออม เนื่องในวันออมแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2552 และจากข้อมูลกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การออมปี 2562 ภาคสหกรณ์ไทยมีเงินออมและเงินออมเฉลี่ยต่อสมาชิกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีจำนวนสมาชิกสหกรณ์กว่า 11.12 ล้านคน เงินออมกว่า 2.44 ล้านล้านบาท และเงินออมเฉลี่ยต่อสมาชิกกว่า 207,000 บาท ทิศทางแนวโน้มเงินออมภาคสหกรณ์ไทย ปี 2563 ยังเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับประมาณการเศรษฐกิจไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จากข้อมูลดังกล่าว ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รณรงค์กิจกรรมส่งเสริมการออมของสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยจัดงานวันออมแห่งชาติ ปี 2563 วันที่ 31 ตุลาคม ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมการออม โดยรณรงค์ให้สหกรณ์ทั่วประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมเพื่อให้สมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของการออมทรัพย์ ตั้งเป้ามีเงินออมภาคสหกรณ์เพิ่มขึ้น 50,000ล้านบาท

สำหรับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯเพิ่มช่องทางการออมให้สหกรณ์ ด้วยการเปิดจำหน่ายเงินฝากประจำรุ่น “วันออมแห่งชาติ” ระยะฝาก 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.4% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน – 13 พฤศจิกายน 2563 การคัดเลือกสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ส่งเสริมการออมยอดเยี่ยมแห่งปี 2563 โดยจะได้รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากรมว.เกษตรฯช่วงพิธีเปิดสัมมนาวันออมแห่งชาติ 31 ตุลาคม 2563

เกษตรแถวหน้า : ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ช่องทางกระจายสินค้าคุณภาพ สดจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519079

เกษตรแถวหน้า : ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ช่องทางกระจายสินค้าคุณภาพ สดจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันให้เกิดโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อให้ร้านสหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพของเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ผ่านขบวนการสหกรณ์ ในราคาที่เป็นธรรม ได้นำร่องเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรก ณ ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กรุงเทพมหานคร ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ร้านค้า เพื่อให้ผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายมากขึ้นและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้มาตรฐาน ปลอดภัย ในราคายุติธรรม สามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าได้ด้วยตนเอง และจากความมุ่งมั่นเพื่อให้โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ขยายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รมช.มนัญญา จึงได้ลงพื้นที่สหกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเจอ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในโอกาสที่ท่านไปเป็นประธานเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ณ ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสำนักงานใหญ่ เพื่อนำร่องขับเคลื่อนซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ในร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศต่อไปโดยท่านอธิบดีได้ให้ข้อมูลว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ร้านค้า รวมถึงเพิ่มโอกาสขยายตลาดผ่านร้านสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผัก ผลไม้เนื้อ ปลา อาหารแปรรูป เป็นการช่วยผลักดันให้สหกรณ์ เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จะมีการจัดร้านสหกรณ์ให้มีความทันสมัย มีการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ การสร้างเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ โดยเน้นสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สด สะอาดและปลอดภัย ภายใต้แนวคิดสดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Farm by Co-op ทั้งนี้ เนื่องจาก ในสถานการณ์ปัจจุบัน ร้านสหกรณ์ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องปรับตัวรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐาน คุณภาพสินค้า การจัดรูปแบบร้านค้า และกลยุทธ์ต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้า รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ การส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ความปลอดภัยของสินค้าซึ่งในการขับเคลื่อนของโครงการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคนิคการจัดการร้าน การสร้างนวัตกรรมการบริการ การบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วยปัจจุบัน มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 94 แห่ง

ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอย่างมั่นใจด้วยว่าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จะมีส่วนช่วยสังคมและชุมชน ในบทบาทของผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อบริการแก่สมาชิกและชุมชน เป็นการจุดประกายให้ผู้บริโภคได้รับรู้และเห็นคุณค่าของสินค้าที่มาจากเกษตรกรสมาชิกผู้ผลิต ด้วยการใช้ ศักยภาพของเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต และความร่วมมือของร้านค้าสหกรณ์ ในการร่วมกันเสริมสร้างการสหกรณ์ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิก รวมถึงชุมชนและสังคมได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่เรารวบรวมสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรมาสู่ร้านโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม

ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ผลักดันโครงการนี้ขึ้นมา เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร ด้วยการกระจายไปในซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ ที่จำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยง เพื่อขับเคลื่อนด้วยระบบการค้าที่สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค เป็นการประสานความร่วมมือ และเชื่อมโยงเครือข่าย สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย