กรมพัฒนาที่ดินKick Off ‘วันดินโลก’5ธันวาคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518800

กรมพัฒนาที่ดินKick Off ‘วันดินโลก’5ธันวาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ(International Union of Soil Sciences –IUSS) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ประกาศนียบัตรและประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์ ให้เป็นวันดินโลก (World Soil Day) เพื่อเผยแพร่ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดิน ความสำคัญของดิน การสร้างความหลากหลายชีวภาพในดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำที่มีผลดีต่อการพัฒนาด้านการเกษตร โดยองค์การสหประชาชาติได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ครั้งแรก เมื่อปี 2557 ซึ่งทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ อีกทั้งให้ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติกว่า 200 ประเทศทั่วโลก จัดงานนิทรรศการวันดินโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำที่มีผลดีต่อการพัฒนาด้านการเกษตร โภชนาการ และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้ประชากรทั่วโลกได้รับรู้และตระหนักถึงทรัพยากรดินที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติ ส่วนร่วมช่วยอนุรักษ์และรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรดินให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนตลอดไป

ในปี 2563 กลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership : GSP) ได้กำหนดจัดงานวันดินโลก 5 ธันวาคม 2563 ในหัวข้อ “Keep Soil Alive Protect Soil Biodiversity : รักษ์ปฐพีคืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” เน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กรและบุคคล ในรูปแบบของการร่วมมือและสร้างเครือข่ายมากขึ้น ผ่านนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างความหลากหลายทางชีวภาพในดิน ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชน ประชาสังคม ชุมชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดิน

สำหรับประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานวันดินโลก ประจำปี 2563 โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2563 ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรดินอย่างถูกต้องและเป็นไปตามเป้าหมายของสหประชาชาติ กรมพัฒนาที่ดินจึงจัดประชุมวิชาการ หัวข้อ “รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายด้านจัดการทรัพยากรดินจัดทำแผนปฏิบัติงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SustainableDevelopment Goals (SDGs) ในเรื่องทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งร่วมผลักดันเรื่องวันดินโลก ร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลก และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยจัดงานวันดินโลก วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี

สำหรับในปี 2563 มีการจัดงานวันดินโลก ภายใต้หัวข้อ “รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” ซึ่งเป็นหัวข้อที่ให้ความสำคัญของนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพในดินของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ระดับจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ดังนั้น การประชุมวิชาการ “รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” ที่กรมพัฒนาที่ดินจัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อเป็นการระดมความคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการให้นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพในดิน รวมถึงสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการดูแลรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความตระหนัก การรับรู้ และความเข้าใจถึงความสำคัญของวันดินโลกด้วย

ด้านนางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันดินโลกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินที่ประสบผลสำเร็จ ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่ยอมรับในประเทศและนานาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมทั้งยังเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดิน ความสำคัญของดิน การสร้างความหลากหลายชีวภาพในดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำที่มีผลดีต่อการพัฒนาด้านการเกษตร ทั้งนี้ ในงานวันดินโลกปี 2563 จะมีกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดินในด้านต่างๆ ที่เสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมาเอื้อประโยชน์และดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนให้รับรู้อย่างกว้างขวางทั่วไป เพื่อให้ประชาชนทั่วไปตระหนักรู้มากขึ้นและเกิดจิตสำนึกในการเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน และมีส่วนร่วมในกลยุทธ์ที่จะฟื้นฟูรักษาทรัพยากรดิน รวมทั้งการจัดเสวนานักวิชาการเกษตรและหมอดินอาสา เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประกวดแข่งขันต่างๆ การจัดจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยของเกษตรกร จึงขอเชิญเกษตรกรและผู้สนใจร่วมกิจกรรมวันดินโลก ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2563 ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

สศก.ศึกษาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าGIร้อยเอ็ด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518803

สศก.ศึกษาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าGIร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นหนึ่งในสินค้าข้าวที่ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เมื่อปี 2549 ซึ่งการผลิตสินค้าข้าว GI ในแหล่งภูมิศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียน เป็นการสร้างสินค้าข้าวที่มีเอกลักษณ์ต่างจากแหล่งผลิตอื่น นับเป็นโอกาสทางการค้า การตลาด รวมถึงยกระดับสินค้าชุมชนให้เป็นสินค้าข้าวคุณภาพที่ได้มาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้านคุณภาพและความปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน รวมถึงสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น และที่สำคัญเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

ปัจจุบัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพาะปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และยโสธร (ข้อมูลจากสํานักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด) มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 2,707,390 ไร่ โดยปี 2562 จ.ร้อยเอ็ดมีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดประมาณ 826,724 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 276,953 ตันมีพื้นที่เพาะปลูก 5 อำเภอ ได้แก่ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ หนองฮี ปทุมรัตน์ และโพนทราย

สศก.โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ศึกษาแนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กรณีศึกษาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด โดยผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,449 บาท/ไร่ ช่วงการเพาะปลูกระหว่างเดือน เมษายน -สิงหาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 360 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทน 5,125 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 676 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรส่งขายข้าวเปลือกให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 14.23 บาท/กิโลกรัม และในส่วนแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุง (ขนาดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม) ราคาเฉลี่ย 40-45 บาท/ถุง และข้าวกล้องบรรจุถุงสุญญากาศ ราคาเฉลี่ย 60-75 บาท/ถุง

สำหรับสถานการณ์ด้านตลาด พบว่า เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมมะลิ GI มีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน รวมถึงยังเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ตลาด modern trade การออกบูธ งานแสดงสินค้าและงานสำคัญของจังหวัด โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้บริโภคที่ใส่ใจด้านสุขภาพ ซึ่งผู้ประกอบการหรือกลุ่มเกษตรกรสามารถขายสินค้าเกรดพรีเมียมได้ในราคาที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากขายในลักษณะของฝาก ของที่ระลึก ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมั่นใจเรื่องการผลิตของข้าวหอมมะลิ GI ได้แน่นอนเพราะในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการดูแลจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกเป็นอย่างดี ตั้งแต่กระบวนการคัดเมล็ดพันธุ์ที่ต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ การดูแลรักษาไปจนถึงแปรรูป

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวเสริมว่า สำหรับผลศึกษาดังกล่าว สศท.4 จัด focus group เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และนำเสนอผลการศึกษาต่อคณะกรรมการพิจารณาโครงการวิจัยและประเมินผล ภายในวันที่ 16-17 กันยายน ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าว นอกจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายมาตรการสนับสนุนการผลิตสินค้า GI แล้ว ยังนำไปช่วยเกษตรกรบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสม เกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจัดซื้อวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการ/โรงสี ยังได้รับเมล็ดข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน GI มีช่องทางจำหน่าย และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปแล้ว (ข้าวสาร และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น) ได้ราคาสูงกว่าข้าวที่ไม่ได้ตรารับรอง GI ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326-1513 ต่อ 17 หรืออีเมล zone4@oae.go.th

กษ.สร้างสุดยอดแอพฯ‘รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518801

กษ.สร้างสุดยอดแอพฯ‘รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯโดยกรมวิชาการเกษตรผสานองค์ความรู้ กรมพัฒนาที่ดิน สร้างสุดยอดแอพพลิเคชัน“รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย”โชว์แอพฯเดียวในประเทศไทยให้คำแนะนำสูตรปุ๋ยและอัตราการใช้ที่เหมาะสมกับพืชและดินครบถ้วน รู้ผลแบบเรียลไทม์ แม่นยำใช้งานง่ายไม่ต้องเสียเวลาเก็บตัวอย่างดิน รอผลตรวจอีกต่อไป มั่นใจแอพฯ ผู้ช่วยตัวจริงลดต้นทุนใช้ปุ๋ยให้เกษตรกร พร้อมเปิดตัวแอพฯให้บริการแล้วกว่า 60 ชนิด พืชครอบคลุมทุกพื้นที่
ทั่วประเทศ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 149 ล้านไร่ แต่พื้นที่ปลูกพืชส่วนใหญ่ธาตุอาหารในดินถูกพืชดึงไปใช้ประโยชน์และขาดการปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ผลผลิตพืชลดน้อยลง เกษตรกรจึงต้องพึ่งพาใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิต โดยมีความเชื่อว่าหากใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากจะทำให้พืชให้ผลผลิตมาก หรือบางรายใส่ตามความเคยชินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยสูงขึ้น ซึ่งหลักการใส่ปุ๋ยเพื่อให้พืชได้รับประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักวิชาการเกษตรกรต้องรู้จักศักยภาพของดินในพื้นที่ต้องการปลูกพืชก่อนว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด เนื่องจากการใส่ปุ๋ยจำเป็นต้องพิจารณาความต้องการธาตุอาหารของพืชร่วมกับคุณลักษณะของดิน นอกจากจะช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารตรงตามความต้องการแล้วยังช่วยประหยัดต้นทุนการใช้ปุ๋ยให้เกษตรกรได้มากด้วย

กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ดังนั้น จึงมีแนวคิดให้กรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีองค์ความรู้ทางวิชาการความต้องการธาตุอาหารเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดและแต่ละช่วงเวลาการเจริญเติบโต ขณะที่กรมพัฒนาที่ดินมีฐานข้อมูลชุดดินอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 300 ชนิด โดยให้ทั้งสองหน่วยงานนำองค์ความรู้ทั้งด้านพืชและดินมาผนวกกันจัดทำเป็นฐานข้อมูลให้คำแนะนำการใส่ปุ๋ยที่ถูกชนิดและในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืชและตรงศักยภาพของดิน โดยมีหลักคิดสำคัญว่าต้องเป็นเทคโนโลยีที่เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ทั้งด้านพืช ดินและปุ๋ย ได้ครบถ้วนสะดวกรวดเร็วแม่นยำใช้งานง่าย ที่สำคัญต้องประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร

ซอกแซกอาเซียน : 17 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518805

ซอกแซกอาเซียน : 17 กันยายน 2563

ซอกแซกอาเซียน : 17 กันยายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตัวสุดท้าย ที่เป็นองค์ประกอบของคำว่า ความมั่นคงทางอาหาร คือด้านการใช้ประโยชน์ของอาหาร หรือ Food Utilization ซึ่งดูกันที่เรื่องของคุณค่าของอาหารที่ได้รับต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์ผู้ที่บริโภคเข้าไป ประเด็นนี้ค่อนข้างจะมองไปไกลทีเดียว เปรียบคำพังเพยไทยโบราณ ก็เหมือนกับว่า ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา คือหมายถึง จัดหาอาหารมีให้กินอย่างเพียงพอแล้วก็ยังไม่พอเพียง ถึงขั้นจะเอาประเภทกินดีอยู่ดีเป็นอาหารระดับเหลาระดับหรูด้วยจึงจะพอ (พูดเล่นนะครับ)

เรื่องของเรื่องก็คือน่าจะมีนักโภชนาการเสนอเพิ่มเข้ามาในตอนหลังๆ เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์เลยเสียทีเดียว ไหนๆ ก็จะวางเป้าเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารแล้ว บางเวทีใช้คำว่า สารอาหารหรือโภชนาการ หรือ Nutrition ทั้งนี้เพราะต้องการรับประกันให้ได้ว่าถ้าจะช่วยเหลือผลักดันกันทั้งทีไม่ใช่สักแต่ว่าเอาอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ข้าวไปให้คนบริโภค หากแต่มันต้องเป็นข้าวที่ดีหรือมีคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วนตามหลักโภชนาการเพิ่มเติมเข้าไปด้วย ลองย้อนกลับไปดูนิยามของคำว่า ความมั่นคงทางอาหารที่ผมเขียนไว้แต่ต้นสิครับ ว่าท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตหรือร่างกายมนุษย์ต้องแข็งแรงกระฉับกระเฉงและมีสุขภาพที่ดี (active and healthy life) ด้วย แถมยิ่งไปกว่านั้น มีอีกคำหนึ่ง คือยังต้องสนองความชอบ หรือ Food Preferences อีก เอาเข้าไป!! ซึ่งนั่นก็เลยเถิดไปอีกขั้นหนึ่งอันเป็นที่มาของการยกคำพังเพยไทยที่ว่า ได้คืบจะเอาศอก ของผมข้างบน

ตัวอย่างในที่นี้ เช่น ถ้าอยากจะกินเป๋าฮื้อก็ต้องได้กิน หรืออีกวันอยากจะตับห่านฝรั่งเศสก็ต้องได้กิน อย่างนี้เชื่อว่าคงยากขึ้นแน่นอนถ้าจะทำให้สำเร็จ แต่กระนั้นก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า นั่นคือเป้าประสงค์สุดท้ายที่ต้องตั้งไว้ มนุษย์ต้องใช้กำลังกายและพลังสมองในทุกวิถีทางที่จะบรรลุเป้าหมาย เพื่อจะเป็นไปหรือได้รับอย่างนั้นในที่สุด จะใช้เวลานานแสนนานเท่าใดก็ตาม สัก 10 ปี 50 ปี 1,000 ปี 1,000,000 ปี หรือชาติหน้า ก็ต้องยึดถือเป็นธงนำกันต่อไป ก็คงเป็นสเต็ปหลังๆ ละครับ ถึงตอนนั้นมนุษย์ยุคปัจจุบันอาจสูญพันธุ์ไปหมดแล้วก็ได้ ทุกวันนี้เอาแค่ว่าทำให้มีอาหารพอกินประทังชีวิตให้อยู่ได้ ไม่ตายเพราะอดอยาก ซึ่งเป็นสเต็ปขั้นแรกให้สำเร็จหรือใกล้เคียง
ก็ยังดี จะว่าไปแล้วข้อมูลจาก FAO เปิดเผยว่าในโลกของเรายังมีจำนวนประชากรที่อดอยาก ไม่มีอาหารกินอย่างเพียงพออยู่อีกเป็นจำนวนมากเกือบ 1,000 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนยากจนที่กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศด้อยและกำลังพัฒนาทั่วโลก แต่ที่หนักสุด คือในประเทศ แถบทวีปแอฟริกา ที่นอกจากจะยากจนค่นแค้นแล้วยังขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลิตพืชอาหารอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำ โชคร้ายเสียเหลือเกินที่ยังมีการสู้รบขัดแย้งกันทางอุดมการณ์และศาสนากันหลายจุดหลายประเทศอย่างไม่เห็นที่ท่าว่าจะจบสิ้น ผู้คนประชาชนผู้น่าสงสาร นอกจากจะไม่สามารถทำมาหากินกันอย่างเป็นปกติสุขแล้ว ยังต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน ที่ทำกินที่มีอยู่อย่างน้อยนิดไปอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยกว่า และต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานระหว่างชาติ เช่น องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง WFP หรือ World Food Programme และ FAO ตลอดจนองค์กรเอกชนอื่นๆ แล้วอย่างนี้ ผมเองยังมองไม่เห็นหนทางเลยว่า เจ้าความมั่นคงทางอาหารแม้แต่ประเด็น หรือ เสาแรก คือ Food Availability จะประสบผลสำเร็จในเร็ววันได้อย่างไร น่าเศร้าครับ สำหรับการเกิดมาเป็นมนุษยโลกและอยู่อาศัยในดินแดนแถบนั้น

ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนพลโลก คือ ความมั่นคงทางอาหาร และในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ก็จะมีการประชุมประจำปี 2020 โดยทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ของคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือ ASEAN Food SecurityReserve Board (AFSRB) ครั้งที่ 40 ที่แต่เดิมถึงคราที่ประเทศเวียดนามรับจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ซึ่งความจริงเขาก็ได้วางแผนไว้แล้วว่าจะจัดขึ้นที่กรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม แต่ทว่า เกิดภัยเจ้าโควิด-19 เสียก่อน ทำให้ทุกการประชุม จึงต้องยกเลิก และแทนด้วยการประชุมทางไกล ดังที่ผมได้เคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง และถ้ามีประเด็นสำคัญอะไรที่ได้จากการประชุมคณะกรรมการดังกล่าว ผมก็จะได้สรุปนำมาเล่าให้ฟังในฉบับต่อไปนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘เฉลิมชัย’ถกแผนรับมือ‘โนอึล’ เตรียมกักน้ำใช้ฤดูแล้ง-เครื่องมือดูแลจุดเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518725

‘เฉลิมชัย’ถกแผนรับมือ‘โนอึล’ เตรียมกักน้ำใช้ฤดูแล้ง-เครื่องมือดูแลจุดเสี่ยง

‘เฉลิมชัย’ถกแผนรับมือ‘โนอึล’ เตรียมกักน้ำใช้ฤดูแล้ง-เครื่องมือดูแลจุดเสี่ยง

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.28 น.

‘เฉลิมชัย’ถกแผนรับมือ‘โนอึล’ เตรียมกักน้ำใช้ฤดูแล้ง-เครื่องมือดูแลจุดเสี่ยง

16 กันยายน 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามแนวโน้มสถานการณ์น้ำ และแถลงข่าวการบริหารจัดการน้ำปี 2563/2564 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน โดยกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน พร้อมรับสถานการณ์น้ำจากพายุโซนร้อนโนอึล ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่ 18 – 19 กันยายน นี้ พายุดังกล่าวจะส่งผลให้บริเวณประเทศไทยตอนบน มีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก

ทั้งนี้มอบหมายให้ดูแลทั้งพื้นที่ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน พร้อมปฏิบัติตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลาก ด้วยการกำหนดพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย กำหนดคนผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ วิเคราะห์ ติดตาม สถานการณ์น้ำ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังย้ำให้ติดตามสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่าอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบเนื่องจากน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์น้อย สำหรับในฤดูฝนนี้ ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมชลประทานว่า มีเพียงพอ แต่จำเป็นต้องเก็บกักน้ำจากฝนช่วงปลายฤดูไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง พร้อมกันนี้กำชับให้เร่งดำเนินการปรับปรุงศักยภาพการเก็บกักน้ำของแหล่งเก็บน้ำที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะได้ผลเร็วกว่าการสร้างแหล่งเก็บน้ำใหม่ ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันได้มอบหมายกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงการรับสถานการณ์น้ำจากพายุโนอึลว่า ได้กำหนดเครื่องจักรเครื่องมือได้แก่ รถขุด รถแทรกเตอร์ เครื่องสูบน้ำ พร้อมใช้งานเข้าประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ  รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ให้คอยติดตาม ตรวจสอบสภาพความปลอดภัยเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ อาคารชลประทาน ให้มีสภาพพร้อมใช้งาน ตลอดจนกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่าง

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำยังคงมีปริมาณจำกัด ปัจจุบัน (16 ก.ย.) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันประมาณ 36,764 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างรวมกัน น้อยกว่าปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งมีอยู่ร้อยละ 65 สำหรับขณะนี้มีน้ำใช้การได้ 12,946 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,152 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 3,456 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 3,339 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 103 ของแผน แต่ยืนยันว่า ฤดูฝนนี้น้ำมีเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศน์ และการเกษตรแน่นอน นอกจากนี้ยังดำเนินตามนโยบายของรมว. เกษตรฯ เร่งเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด ลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่จะมาถึง

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส… นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518572

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส...  นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส… นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางเป้าหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของกยท. ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ “นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท”

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การใช้ยางพาราก็ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ราคายางยังทรงตัว โดยล่าสุด ราคากลางยางพารา ราคาประมูลแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 51.80 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันเฉลี่ยอยู่ที่ 54.49 บาท/กก. แต่จุดที่น่าสนใจคือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยาง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด เป็นต้น ในตลาดกลับมีความต้องการเพิ่มขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า หลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย รวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น กยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ “สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส” พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs)หรือ Startups ด้วย

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 12-15% ในทุกปี มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือรายใหญ่ที่สุดของโลกครองส่วนแบ่งทางการตลาด 60% ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 มีส่วนแบ่งทางการ 15% อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กยท.ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural Rubber Glove” โดยประกาศจุดยืน “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก”

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยที่ผ่านมา มาจากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยจากภายนอกประเทศโดยเฉพาะในเรื่องการแพ้โปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ ทำให้ประเทศผู้นำ เข้าถุงมือยางรายใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา อียู และญี่ปุ่น มีความกังวลจากการแพ้โปรตีนดังกล่าวหันไปใช้ถุงมือ ยางสังเคราะห์ ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของถุงมือยางสังเคราะห์มากกว่า 60% เหลือเป็นตลาดของถุงมือยางธรรมชาติไม่ถึง 40%

นอกจากนี้ ในเรื่องมาตรฐานถุงมือยาง สหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานที่เรียกว่า ASTM Standard ขึ้นมา ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกับมาตรฐาน ISO1993 ที่เป็นมาตรฐานสากลใช้กันส่วนใหญ่ทั่วโลก โดยมาตรฐาน ASTM ที่ใช้กับถุงมือผ่าตัดมีข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของโปรตีน ในขณะที่มาตรฐาน ISO ไม่ได้มีการกำหนดปริมาณโปรตีนที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รวมทั้งในการกำหนดคุณสมบัติของการดึง การยืด ที่เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพความทนทานของถุงมือยางก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งถุงมือผ่าตัดที่ทำจากยางธรรมชาติ มีคุณสมบัติความยืดหยุ่นดีกว่า

ส่วนของปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาและอุปสรรคคือ หน่วยงานภาครัฐ ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลอุตสาหกรรมถุงมือยางโดยตรง มีเพียงการกำกับ ควบคุมการประกอบธุรกิจถุงมือยางกับผู้ประกอบการไทยมากกว่าการส่งเสริม สนับสนุนเท่านั้น จะเห็นได้จากประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ห้ามผลิต นำเข้า หรือขายถุงมือสำหรับการศัลยกรรมชนิดมีแป้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการประกาศจุดยืนของ กยท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะร่วมกันผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก”นั้น จะเป็นไปไม่ได้ มีในทางตรงข้ามกลับโอกาสสูงที่เป้าหมายดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ

“หากต้องการให้ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์หลักของประเทศไทยรัฐบาลจะตัองจัดทำนโยบาย เป้าหมาย และพันธกิจอย่างชัดเจนจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมแปรรูปยางโดยตรง ตั้งเป้าหมายให้ถุงมือเป็น Product Champion และมีการจ้าง lobbyist ในสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดของอุตสาหกรรมนี้ พร้อมทั้งจะต้องสนับสนุนเงินทุนในการสร้างโรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมถุงมือยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้จะต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ ผลการวิจัยถุงมือยางธรรมชาติสามารถลดค่าโปรตีนได้ และได้ตามค่ามาตรฐานที่กำหนดทั้งในระดับวัตถุดิบ และในระดับกระบวนการผลิต โดยได้มีการตรวจสอบผ่านมาตรฐาน ASTM เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และนักลงทุนในต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย พร้อมทั้งจะต้องเร่งวิจัยและพัฒนาลดต้นทุนการผลิตถุงมือยางธรรมชาติ เพื่อให้สามารถแข่งขันกันถุงมือยางสังเคราะห์ ซึ่งถุงมือยางธรรมชาติของไทยเมื่อสามารถควบคุมปริมาณโปรตีนได้แล้ว จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความยืดหยุ่น ที่ความทนทานต่อการดึง ขาดยาก ในขณะที่ถุงมือยางสังเคราะห์ไม่สามารถทำได้ ถือเป็นจุดแข็งของถุงมือยางธรรมชาติของไทย ดังนั้น ถุงมือยางธรรมชาติของไทย สามารถที่เข้าไปตีตลาดถุงมือยางสังเคราะห์ในสหรัฐอเมริกาและอียู ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้รายใหญ่ของโลกได้ รวมทั้งยังมีประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางธรรมชาติ

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยว่า การประกาศจุดยืนของ กยท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่จะร่วมกันบูรณาการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural Rubber Glove” นั้นจะทำให้เกิดพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดย BOI จะการหาแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และด้านการบริการสนับสนุนธุรกิจผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ มาตรการเรื่องของการลดหย่อนภาษี มาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการวิจัยพัฒนา และการพัฒนามาตรฐานการผลิตต่างๆ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะผลักดันเรื่องการตลาด การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ยางของไทย โดยจัดกิจรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ ธุรกิจออนไลน์ ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยางการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และนักลงทุนในต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ในขณะที่ MTEC จะประชาสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถลดปริมาณโปรตีนที่ละลายน้ำในถุงมือยางธรรมชาติได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรม ตามมาตรฐานที่ ASTM กำหนด โดยคุณสมบัติทางการภาพยังคงเหมือนเดิมขณะนี้ การวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้ว จึงเชื่อว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลก และแข่งขันกับถุงมือยางสังเคราะห์ได้

ส่วนสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ในฐานะกลุ่มผู้ผลิตถุงมือยาง ก็ประกาศพร้อมที่ขยายการผลิต โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อจะนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากเกษตรกรชาวสวนยาง มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ แม้ในปัจจุบันถุงมือธรรมชาติจะมีสัดส่วนการใช้ไม่ถึง 40 % แต่ก็จะเป็นโอกาสของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางถุงมือยางธรรมชาติของโลกในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรทำการตลาดด้านถุงมือยางธรรมชาติ ส่งเสริมเกษตรกรไทย โดยให้ทางรัฐบาลใช้น้ำยางพาราของไทย ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของการส่งออก นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางพาราแท้ 100 % รวมถึงสร้าง Presenter ที่มีความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น พร้อมทั้งใช้ PR Marketingให้ถุงมือยางพาราจากประเทศไทย เป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสร้างความโดดเด่นของถุงมือยางพาราในวิกฤตการณ์ COVID-19 สื่อสารให้เกิดการรับรู้ถึงประโยชน์ คุณสมบัติ ข้อดี ของถุงมือยางพาราธรรมชาติ

ถ้าทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการพลิกวิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาสผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural RubberGlove” หรือ “เป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก” ไม่ไกลเกินฝัน

ส่องเกษตร : ภาพที่ปรับเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518568

ส่องเกษตร : ภาพที่ปรับเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปเกาะสมุยร่วมกับกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรหนึ่งนับว่าเป็นการเดินทางไปเกาะสมุยในรอบหลายปีของผม โดยที่สมาชิกท่านหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสมุย ขอให้พวกเราไปช่วยเพิ่มความคึกคักให้เกาะสมุยกันบ้างหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี

ภาพจำเมื่อครั้งเดินทางไปประชุมที่เกาะสมุยก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกาะสมุยเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งของไทยที่เต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มีการก่อสร้างอาคารต่างๆ ร้านอาหาร โรงแรม คลับบาร์ แหล่งบันเทิงหลากหลายเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายหาดที่เป็นที่นิยมเช่นหาดเฉวง หาดละไม เป็นต้น ถ้าเราขับรถในเส้นทางเหล่านี้แทบจะมองไม่เห็นหาดเลย แต่ภาพปัจจุบันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมองเห็นความซบเซาที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงเมื่อเดินทางไปเกาะแห่งนี้ครั้งแรกราวปี 2527 หรือกว่า 35 ปีมาแล้วมีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคืออาคารตึกรามบ้านช่อง ห้องอาหาร โรงแรม คลับ บาร์สารพัด เกิดขึ้นเต็มไปหมด ในยุคนั้นยังไม่มีสภาพแบบนี้ให้เห็น แต่สิ่งที่เหมือนกับ 35 ปีที่แล้ว คือความสงบ ความเงียบ ครั้งแรกที่ไปนั้น ผมขึ้นไปพักบนเรือนพักในสวนทุเรียนของเพื่อน และยังได้รับการบอกกล่าวว่า เพราะเป็นลูกรักจึงได้สวนจากบรรพบุรุษ ส่วนลูกชังได้รับมรดกเป็นที่ดินติดทะเล ปลูกมะพร้าวไม่ได้ลูก ปลูกทุเรียนก็ไม่ได้ กาลต่อมาเมื่อราคาที่ดินบริเวณชายหาดมีราคาสูงขึ้นมาก จึงเกิดคำพูดแรงๆ ตามมาว่า ใครกันแน่ที่เป็นลูกรัก ใครกันแน่เป็นลูกชัง ที่ดินชายหาดที่สร้างมูลค่า นำไปสู่ความมั่งคั่งมากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินบนเขา สวนมะพร้าว สวนทุเรียนด้อยค่าลงไปมาก

แต่เมื่อเวลาหมุนมาสู่ยุคโควิด วันนี้ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เวียนกลับมาอยู่ที่เดิม เห็นการเก็บเกี่ยวทุเรียน มังคุด ดูคึกคัก เห็นรถขนส่งผลไม้วิ่งกันไปมาเห็นล้งเปิดรับซื้อผลไม้ถึงในสวน และเมื่อติดตามข้อมูลลึกลงไปอีก สมาชิกของกลุ่มดังกล่าวมีทั้งกิจการโรงแรมและสวนผลไม้ด้วย วันนี้ต้องปรับตัว ปรับธุรกิจ อย่างที่เรียกว่าสลับขั้วกันเลยทีเดียว กิจการโรงแรมต้องหยุดและปิดตัวลงหรือเปิดให้บริการได้บางส่วนเท่านั้น พนักงานเกือบ 200 คนต้องปรับลด บางส่วนก็นำไปช่วยกันทำสวนเพื่อสร้างรายได้มาใช้เลี้ยงกิจการ ภาพของการทำสวนจึงหันกลับมาคึกคัก มีการขยายและดูแลสวนอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่าแต่ก่อนที่ปล่อยเป็นทุเรียนป่า นานๆ จะเข้าสวนหรือไม่ก็เข้าสวนเมื่อจะเก็บผลผลิตเท่านั้น แต่วันนี้มีการตัดหญ้ากำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น บำรุงผลกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาทุเรียนปีนี้ ค่อนข้างดี ยิ่งจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่ม มีการปลูกเพิ่ม เพื่อเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่และขยายการปลูกเพิ่มขึ้น เห็นได้จากต้นทุเรียนปลูกใหม่และต้นทุเรียนขนาดเล็กที่อยู่กระจัดกระจายในสวน พื้นที่บนเขาจึงมีผู้คนมากมาย คึกคักกว่าพื้นที่ริมหาด เห็นการเข้าไปเฝ้าสวนและดูแลสวนกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ขณะเดียวกันอีกภาพที่เห็นคือ การสร้างรีสอร์ท หรือบ้านพัก ของชุมชนบนเขาเพิ่มมากขึ้น แหล่งท่องเที่ยวบนเขามีการพัฒนาและขยายตัวมากกว่าชายทะเล สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพของเกาะสมุยที่เปลี่ยนไป นอกจากผลไม้หลักๆแล้ว ยังมีผู้สนใจขยายการผลิตไปสู่พืชชนิดอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ และต้องนำเข้าจากพื้นที่บนฝั่งหลายชนิด เริ่มมีการผลิตและวางจำหน่ายบ้างแล้ว เห็นได้ว่าวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป เพิ่มทางเลือกเพื่อความอยู่รอด สร้างผลผลิตจากแหล่งที่ถูกลืม หลังจากที่เพลิดเพลินกับแหล่งเงินหรือความมั่งคั่งด้านอื่นๆ สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้เกิดความผันผวน ก็หนีไม่พ้นภาคเกษตร ที่เป็นผู้ผลิตอาหาร ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักพิง แหล่งดูดซับความเสี่ยง ความล้มเหลวจากสาขาอาชีพต่างๆ เป็นเสมือนฐานให้กับสังคมได้อย่างดี สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้โอกาสนี้ สร้างการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปสู่ความมั่นคงในอาชีพนี้ให้ได้ นอกเหนือจากการที่ทำหน้าที่แค่ตัวดูดซับความเสี่ยง ความล้มเหลวจากสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ ของสังคม สำคัญที่สุด ต้องปรับแนวคิดกันใหม่ว่า “การเกษตรสร้างชาติ” ได้จริง เพราะ “เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง” เหมือนที่หม่อนเจ้าสิทธิพร กฤษดากร ท่านได้กล่าวไว้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรฯแจงข้อเท็จจริง ปมทุจริตสหกรณ์ฯสโมสรรถไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518565

ก.เกษตรฯแจงข้อเท็จจริง ปมทุจริตสหกรณ์ฯสโมสรรถไฟ

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีคอลัมน์โขลกข่าวตำทุกข์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หน้า 7 ฉบับวันที่ 3 กันยายน 2563 เสนอข่าวการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) โดยระบุว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล ละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดการทุจริตในสหกรณ์ดังกล่าว สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสหกรณ์เจ้าหนี้กว่า 90 แห่ง มูลค่า เสียหายกว่า 23,000 ล้านบาท และจนปัจจุบันยังไม่มีการแก้ปัญหาทุจริตและดำเนินคดีกับผู้ทำผิดถึงปัจจุบัน ซึ่งการชี้แจงนี้ เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ของกรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ละช่วงเวลาและภารกิจ และเพื่อมิให้สมาชิก สอ.สรฟ.และสหกรณ์เจ้าหนี้ตื่นตระหนก ดังนี้

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ขอยืนยันว่า นับแต่กรมได้รับรายงานพบการกระทำส่อทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.) ประมาณเดือน ต.ค.2559 กรณีกรรมการ สอ.สรฟ. อนุมัติเงินกู้พิเศษไม่เป็นไปตามระเบียบให้สมาชิก 6 ราย ช่วงปี 2556 – 2559 รวม 199 สัญญา ยอดเงินกู้คงเหลือ 2,285 ล้านบาท กรมไม่ได้ละเลยหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีข่าวออกมา ตรงข้ามกรมฯแก้ปัญหาทันทีที่ได้ตรวจพบและติดตามอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 2 ส.ค.2561 คณะกรรมการ สอ.สรฟ. แจ้งความดำเนินคดีแพ่งและอาญากับกรรมการชุดที่ทำผิดต่อพนักงานสอบสวน จนเสนอสำนวนให้พนักงานอัยการสั่งฟ้อง แต่มีปัญหาเรื่องเขตอำนาจสอบสวนจึงส่งสำนวนกลับมาให้สน.นพวงศ์สอบสวนต่อ ปัจจุบันเรื่องอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ดังนั้น จึงไม่ได้ปล่อยให้เกิดการทุจริตแล้วไม่ดำเนินการตามข่าวแต่อย่างใด ขณะเดียวกันระหว่างปี’61 ถึงปัจจุบัน กรมฯจัดหารือระหว่าง สอ.สรฟ. และสหกรณ์เจ้าหนี้เงินฝากและเงินกู้ทั้ง 15 แห่ง รวม 3,037.51 ล้านบาท(ณ เดือนตุลาคม 2562) เพื่อร่วมแก้ปัญหาสภาพคล่องของสอ.สรฟ. นำมาสู่การทำข้อตกลงร่วมกันในการชำระเงินฝากคืนให้สหกรณ์เจ้าหนี้ 9 แห่ง และทยอยชำระหนี้เงินกู้ให้สหกรณ์เจ้าหนี้ 1 แห่ง ซึ่งตอนนี้มียอดหนี้คงเหลือตามบันทึกข้อตกลง 2,153 ล้านบาท และที่สอ.สรฟ. ปฏิเสธหนี้ของ 5 สหกรณ์เจ้าหนี้ 747 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมายของสหกรณ์เจ้าหนี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันสภาพคล่องของสอ.สรฟ. ณ เดือนส.ค.2563 พบมีเงินเข้ามา 53.4 ล้านบาทต่อเดือน จ่ายเงินกู้ให้สมาชิกประมาณ 18.5 ล้านบาท จ่ายคืนเงินฝากแก่สมาชิก 6.5 ล้านบาท ชำระหนี้/จ่ายคืนเงินฝากแก่สหกรณ์เจ้าหนี้ตามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน 25.48 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายบริหารจัดการ 1.03 ล้านบาท มีเงินสดเหลือ 1.86 ล้านบาท แสดงให้เห็นผลดีของการร่วมมือแก้ปัญหา ทำให้ สอ.สรฟ.ดำเนินธุรกิจต่อไปและชำระหนี้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ได้ตามข้อตกลง

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวจะประมวลผลทุก 3 เดือน ทบทวนแผนทุก 1 ปี และประการสำคัญพบว่า ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 15 แห่งที่ผ่านมา ทุกสหกรณ์มีผลกำไรจ่ายเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้สมาชิกได้ ขณะที่สหกรณ์ที่ถูกปฏิเสธการชำระหนี้ทั้ง 5 สหกรณ์ เนื่องจากกรรมการสอ.สรฟ. ชุดที่ 13 พบว่าผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย โดยได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ กรมยืนยันการแก้ปัญหาตามลำดับเหตุการณ์ กรมฯยึดแนวการแก้ไขตามระเบียบและพ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542ที่ให้อำนาจไว้

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร…ใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518294

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร...ใช้บัญชีนำทาง  ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร…ใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกษตรกรวัย 35 ปี จากจังหวัดสิงห์บุรี ผันตัวจากพนักงานโรงงานสู่อาชีพเกษตรกร โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำเกษตรผสมผสาน และปลูกฝรั่งปลอดสารพิษ พร้อมนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์และช่วยในการวางแผนการผลิต จนประสบความสำเร็จ ผลผลิตขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดและยังสามารถกำหนดราคาได้เอง

นายชยุตม์ โตสำราญ ครูบัญชีอาสาจากจังหวัดสิงห์บุรี และเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับจังหวัดประจำปี 2563 เปิดเผยว่าก่อนหน้าที่จะมาทำการเกษตรผสมผสาน เคยทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ประมาณ 5-6 ปี จึงลาออกมา เพราะมองว่าการเป็นลูกจ้างก็เพียงทำงานให้เจ้าของกิจการรวย แต่เราเองมีเงินเดือนเท่าเดิมแค่พออยู่พอกินเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บเงินออม อีกทั้งต้องการกลับมาดูแลแม่ที่สุขภาพไม่ดี จึงตัดสินใจกลับบ้านและเลือกที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน โดยน้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบยั่งยืน ทำให้ได้หลักการที่ว่าหากทำการเกษตรแบบพืชผสมผสานปลูกทั้งพืชอายุสั้นและพืชอายุยืนผสมผสานสลับกัน ก็จะมีผลผลิตบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีเมื่อคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจลงมือทำทันที ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำเกษตรแบบปลอดสารพิษเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเราเองและผู้บริโภค เริ่มต้นจากปรับพื้นที่จำนวน 3 งาน ปลูกฝรั่ง เพราะเห็นคุณยายข้างบ้านปลูกฝรั่งแล้วมานั่งขายกิโลกรัมละ 10 บาท เพียงแค่ช่วงเช้าคุณยายก็ได้เงินกลับไปหลายร้อยบาท จึงมีความคิดว่า หากเราจะปลูกบ้างก็ต้องขายได้เช่นกันแต่จะปลูกคนละสายพันธุ์กับคุณยายเพื่อที่จะได้ไม่แย่งตลาดกันซึ่งคุณยายปลูกพันธุ์แป้นสีทอง ตนจึงหาฝรั่งพันธุ์กิมจูมาทดลองปลูก 50 ต้น แต่เนื่องจากต้องใช้เวลา 7-8 เดือนจึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ระหว่างนั้น ก็ปรับพื้นที่ระหว่างต้นฝรั่งทำแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

แต่การปลูกฝรั่งใน 2 ปีแรก ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ผลผลิตที่ได้น้อยมากเฉลี่ยไม่ถึง 20 กิโลกรัม เพราะยังขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการต่างๆ ที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ละความพยายาม ตัดสินใจเข้าหาแหล่งความรู้ทั้งหาหนังสือมาอ่านและขอคำแนะนำจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอค่อยๆ เรียนรู้จนกระทั่งได้ผลผลิตฝรั่งกิมจูเพิ่มมากขึ้นและมีรสชาติดี โดยชูจุดขายการเป็นฝรั่งปลอดสารพิษปรากฏว่าช่วงแรกยังขายไม่ดีนัก เพราะลูกค้ายังไม่รู้ว่าฝรั่งที่ปลอดสารพิษกับไม่ปลอดสารพิษแตกต่างกันอย่างไร จึงนำผลผลิตมาให้ลูกค้าชิมบ่อยๆ จนลูกค้าเริ่มติดใจและขายดีขึ้นตามลำดับ ราคาขายฝรั่งก็เพิ่มขึ้นจากเคยขายได้กิโลกรัมละ 10 บาท ก็เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 20 บาท และเพิ่มขึ้นมาตามลำดับจนปัจจุบันกิโลกรัมละ30-50 บาท โดยช่องทางการตลาดในปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผลผลิตอยู่ในศูนย์การค้าท็อปส์ สาขาสิงห์บุรี ชื่อร้านกลุ่มผักดี๊ดี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกที่ทำเกษตรปลอดสารพิษ นำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่าย และส่วนหนึ่งจำหน่ายผ่านเพจชยุตม์ฟาร์ม ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีทั้ง 2 ช่องทาง จึงขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งเพิ่มเป็น 2 ไร่ครึ่ง จำนวน 200 กว่าต้น พร้อมกับปลูกพืชผสมผสานอื่นๆ เพิ่ม เช่น กล้วยหอม มะละกอผักสลัด ผักปลอดสารพิษ โดยผลผลิตจากสวนได้รับการรับรองมาตรฐานGAP มาตรฐานออแกนิกส์ไทยแลนด์จากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบยิ่งตอกย้ำคุณภาพของผลผลิตจากสวน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

นายชยุตม์ บอกว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากการวางแผนที่ดีโดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มทำการเกษตรในปีแรกๆ โดยได้เข้าไปขอคำแนะนำความรู้ด้านต่างๆ ในการทำเกษตรจากทุกหน่ายงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนา แก้ไขปัญหาและหาวิธีลดต้นทุนการผลิตซึ่งรวมถึงสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ได้เข้าไปขอรับคำแนะนำในการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ เมื่อลงมือจดบันทึก จึงทำให้เรารู้ต้นทุนการผลิตในทุกๆ กิจกรรมที่ทำ ทั้งค่าแรงค่าปัจจัยการผลิต ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง เป็นต้น และเมื่อเรารู้ต้นทุนที่แท้จริงเหล่านี้ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้เองหรือสามารถต่อรองกับพ่อค้าได้

การจดบันทึกทางบัญชีนอกจากจะช่วยให้รับรู้ รายรับ รายจ่ายแล้วจะช่วยให้เรามีระเบียบวินัยในการวางแผนการใช้จ่ายที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลของการผลิต ว่าเราผลิตได้เท่าไหร่ ส่งจำหน่ายที่ไหนบ้าง มีสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ มีการตีกลับสินค้าหรือไม่ เพราะเหตุใด สินค้าประเภทใดควรผลิตเมื่อไหร่เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดและจะขายได้ราคาดีในช่วงใดเป็นต้น และจากการให้ความสำคัญกับการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรีเป็นพี่เลี้ยง จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาเมื่อปี 2560 และในปี 2563 ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับจังหวัดอีกด้วย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้และพร้อมที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีให้กับเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วประเทศ

“เรื่องของบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราจดบันทึกเป็นประจำจะทำให้เรารู้ตัวตนที่แท้จริงว่ามีรายรับ รายจ่ายเท่าไหร่ จากทางไหนบ้าง โดยเฉพาะหากเรารู้ต้นทุนในการผลิตสินค้า เราก็จะกำหนดราคาสินค้าได้เอง เมื่อมีการต่อรองจากพ่อค้าเราก็จะรู้ราคาในระดับที่เราสามารถรับได้ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนและมีกำไรเพิ่มขึ้น”นายชยุตม์กล่าว

เปิดรายชื่อวิสาหกิจชุมชนดีเด่นปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518290

เปิดรายชื่อวิสาหกิจชุมชนดีเด่นปี’63

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2563 เพื่อคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนที่บริหารจัดการดีมีแนวโน้มพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างต้นแบบสำหรับวิสาหกิจชุมชนอื่น ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งกระตุ้นพัฒนาประสิทธิภาพการประกอบการวิสาหกิจชุมชนให้มั่นคง ตามเจตนารมณ์พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน 2548 ตลอดจนเป็นการ
เผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกียรติคุณของวิสาหกิจชุมชนที่มีผลงานดีเด่นสู่สาธารณะ

สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ปี 2563 รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรี ต.ตะโละ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี รับเงินรางวัล จำนวน 14,000 บาทพร้อมโล่และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าไหมผ้าฝ้าย บ้านหนองบัวน้อย ต.โสกนกเต็น อ.พล จ.ขอนแก่น รับเงินรางวัล 8,000 บาทพร้อมโล่และเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขี้นาคแผนใหม่ ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รับเงินรางวัล 6,000 บาทพร้อมโล่และเกียรติบัตร และรางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ต.ลาดน้อย อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี วิสาหกิจชุมชนบ้านห้วยน้ำโจน 2555ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และวิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฏ ต.ชากไทย อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

ทั้งนี้ คุณสมบัติวิสาหกิจชุมชนที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก ต้องเป็นวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 ผ่านการประเมินศักยภาพอยู่ในระดับดี มีข้อมูลประกอบกิจการย้อนหลัง ให้คณะกรรมการตรวจสอบได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับตั้งแต่รับสมัครได้แก่ รายงานประชุม ข้อมูลบัญชีแผนประกอบการ/ธุรกิจ ซึ่งการประกอบกิจการต้องดำเนินงานโดยคณะบุคคลในชุมชน สอดคล้องกับศักยภาพ บริบทของชุมชนหรือแผนชุมชน รวมทั้งต้องมีกิจกรรมหลากหลาย เชื่อมโยงเกื้อกูลกัน โดยเกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากแนวคิดดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน บ่งชี้ความสามารถพัฒนาตนเองของวิสาหกิจชุมชน จนเข้มแข็งยั่งยืน เพื่อให้ได้วิสาหกิจชุมชนตามคุณลักษณะดีเด่นที่พึงประสงค์ ประกอบด้วย ความคิดริเริ่มความสามารถบริหารจัดการสถาบัน บทบาทการมีส่วนร่วมของสมาชิก ความมั่นคงฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน รวมทั้งการทำกิจกรรมด้านสวัสดิการชุมชนสาธารณประโยชน์ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม