เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โคนมนครปฐม รองรับกระจายสินค้าเกษตรคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518291

เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โคนมนครปฐม รองรับกระจายสินค้าเกษตรคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ว่า จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เห็นบทบาทความสำคัญของสหกรณ์มากขึ้น เกษตรกรหลายพื้นที่ประสบปัญหาขายผลผลิตไม่ได้ ขบวนการสหกรณ์เข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ช่วยระบายผลผลิต ทั้งพืชผัก ผลไม้สินค้าประมง สินค้าแปรรูป จากสหกรณ์ต้นทาง สู่สหกรณ์ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้กระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ได้รวดเร็ว ไม่กระจุกตัวหรือเสียหาย เกษตรกรไม่ถูกกดราคา จำหน่ายผลผลิตได้เป็นธรรม จากการดำเนินโครงการตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทำอาชีพ การเกษตร จึงได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมให้เกษตรกร ลด ละ เลิกใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืช ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบ การทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เพื่อให้สินค้าเกษตรปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงความสำคัญของขบวนการสหกรณ์ที่เป็นองค์การหลักขับเคลื่อนแก้ปัญหาเกษตรกร ทั้งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ การส่งเสริมให้ลูกหลานเกษตรกรกลับมาพัฒนาอาชีพทางการเกษตรของครอบครัว อยากให้เกษตรกรพัฒนาตัวเอง เป็น Smart Farmer หาโอกาสใช้การเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และการร่วมมือเป็นเครือข่ายสหกรณ์จะช่วยกระจายสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบบและยกระดับสหกรณ์ให้เข้มแข็ง สหกรณ์จะมีพลัง สมาชิกสหกรณ์จะหลุดพ้นความจน ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ทั้งนี้ สหกรณ์โคนมนครปฐมฯร่วมโครงการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ โครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ตามแผนปฏิบัติงาน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างคลังสินค้า สร้างรายได้พอเพียงบริโภคในครัวเรือน สู้ภัยโควิด-19 โครงการไมซ์เพื่อชุมชน รวมทั้งโครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งพัฒนา ปรับรูปแบบร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ และผู้ประกอบการ OTOP ที่มีสินค้าคุณภาพจากจังหวัดต่าง ๆ

“เพื่อประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่ได้รับการพัฒนาจากร้านค้าสหกรณ์รูปแบบเดิม มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่กลายเป็นรูปแบบซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ทันสมัย สะอาด เป็นจุดจำหน่ายสินค้าการเกษตรของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพและผู้ประกอบการสินค้าชุมชนจากจังหวัดต่างๆ เน้นสินค้าคุณภาพปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค อาทิ ผลิตภัณฑ์นม ข้าวสาร น้ำดื่ม อาหารแปรรูป โดยเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าจากทั่วประเทศ เพื่อให้ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์เป็นจุดรวบรวมจำหน่ายผลผลิตคุณภาพ ราคายุติธรรม ขยายโอกาสให้สินค้าสหกรณ์เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคและประชาชนมากขึ้น” รมช.มนัญญากล่าว

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518292

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาครบวงจรตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างฯเพิ่มอีก 2 แห่ง ในพื้นที่ต้นน้ำ มั่นใจแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 15,450 ไร่

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 15,450 ไร่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรให้ดีขึ้นคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาน้ำครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำและถึงปลายน้ำตามสภาพภูมิประเทศของ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่แตกต่างกันในแต่ละส่วน โดยพื้นที่ต้นน้ำจะมีความลาดชันสูง ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำ เป็นที่ราบสลับที่ดอน เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำจะหลากเข้าท่วมพื้นที่ตอนล่าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชน อ.บางสะพาน อย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหาย
ต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ชาวบางสะพานมากเป็นเวลามากกว่าสิบปี

สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี จะสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มอีก 2 แห่ง เพื่อตัดยอดน้ำที่จะหลากและกักเก็บไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร ปศุสัตว์ ตลอดจนอุตสาหกรรม ในอ.บางสะพาน ช่วงฤดูแล้ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง ซึ่งอยู่ระหว่างสร้างพร้อมระบบส่งน้ำความจุ 13.36 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง จะเปิดโครงการพร้อมระบบส่งน้ำปี 2565 ความจุ 17.46 ล้านลบ.ม.คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เมื่อแล้วเสร็จทั้ง 2 แห่ง จะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รวม 30.82 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ 6,850 ไร่ และส่งน้ำให้ครัวเรือนได้ 481 ครัวเรือน จากเดิมที่เคยมีน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำขนาดเล็กและฝายที่สามารถเก็บน้ำเพียง 1.32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เท่านั้น

นอกจากนี้ จะปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบอ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียวพร้อมปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยลึก อันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1 แห่ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าส่วนพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ กรมชลประทานจะขุดขยายคลองระบายน้ำ 4 สาย เพื่อรับมวลน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งตะวันตกได้มากขึ้น พร้อมงานขุดคลองผันน้ำ 3 สาย เพื่อตัดยอดน้ำที่ไหลบ่าผ่านตัวเมือง และผลักออกสู่ทะเลในเวลาอันรวดเร็ว จะเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำให้ อ.บางสะพาน ได้ในอัตรา 1,025 ลบ.ม.ต่อวินาที มากกว่าอัตรารับน้ำของคลองเดิมกว่าเท่าตัว ขณะนี้เร่งดำเนินการขุดขยายคลองบางสะพาน คลองขนาดใหญ่สุดที่ไหลผ่านเมืองบางสะพาน โรงเรียนอนุบาลสถานที่ราชการ ชุมชนอีกหลายแห่ง รวมทั้งขุดคลองผันน้ำคลองบางสะพาน ให้แล้วเสร็จและรับน้ำได้ในฤดูฝนปีนี้ จะช่วยลดระดับน้ำหลาก ลดระยะเวลาเกิดอุทกภัย ตลอดจนลดปัญหาติดขัดของเส้นทางสัญจรลงภาคใต้ ทั้งรถยนต์ในถนนเพชรเกษม และเส้นทางรถไฟ

ส่วนการขุดขยายคลองสายอื่น ไม่ว่าจะเป็นคลองแม่รำพึง คลองปัตตามังคลองเขาม้าร้อง คลองผันน้ำแม่รำพึง-อ่าวบ่อทองหลาง และคลองผันน้ำคลองเขาม้าร้อง-อ่าวบางสะพาน จะเริ่มดำเนินการปี 2565 เป็นต้นไปพร้อมสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำคลองเป็นระยะ 9 แห่ง เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะได้น้ำต้นทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรได้รับโยชน์กว่า 10,000 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่สองฝั่งคลองมีรายได้ดีขึ้นสร้างความมั่นคงให้ชุนชนอย่างยั่งยืน

ชาวไร่อ้อยจี้เลิกแบนพาราควอตหลังเดือดร้อนหนัก นักวิชาการแฉสารทดแทนก็ถูกแบนที่ยุโรปเหมือนกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518388

ชาวไร่อ้อยจี้เลิกแบนพาราควอตหลังเดือดร้อนหนัก นักวิชาการแฉสารทดแทนก็ถูกแบนที่ยุโรปเหมือนกัน

ชาวไร่อ้อยจี้เลิกแบนพาราควอตหลังเดือดร้อนหนัก นักวิชาการแฉสารทดแทนก็ถูกแบนที่ยุโรปเหมือนกัน

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.59 น.

วันที่ 14 กันยายน 2563 นายมนตรี คำพล ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 4 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามใช้สารเคมีพาราควอด เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่สารทดแทนอย่างกลูโฟซิเนต นอกจากจะฆ่าหญ้าไม่ตายแล้ว ยังทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตด้วย

เช่นเดียวกับ น.ส.ทิพวรรณ ยงประโยชน์ เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ที่กล่าวว่า การแบนสารพาราควอตทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง ส่งผลกระทบถึงโรงงานน้ำตาล รวมทั้งข้อมูลที่นำมาใช้ในการแบนมีข้อน่ากังขาหลายประการ และเป็นการแบนสารชนิดหนึ่งแต่ให้ไปใช้สารอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ 4 องค์กรชาวไร่อ้อยพร้อมด้วย 37 สถาบันชาวไร่อ้อย ได้เข้าร้องเรียนกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเฉลิมชัย รับปากว่าจะส่งเรื่องให้ คกก.วัตถุอันตรายพิจารณาต่อไป

“ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมอย่างเร่งด่วน หากล่าช้า เกษตรกร อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อาจไม่รอด ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างไร หากอุตสาหกรรมในประเทศล่มสลาย” เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าว

ขณะที่ นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า การที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ผลไม้ ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้รับผลกระทบจากการหันไปใช้สารกลูโฟซิเนตหลังทางการเร่งรีบแบนสารพาราควอดและไกลโฟเซต อีกทั้งยังปล่อยให้มีการนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการตกค้างสารเคมีจากต่างประเทศ นี่คือความไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรไทยและยังเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคด้วย

ทั้งนี้ ตนเห็นว่าการตัดสินใจของ นายเฉลิมชัย ที่ส่งเรื่องต่อให้ คกก.วัตถุอันตรายพิจารณา เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะ รมว.เกษตรฯ แล้ว เพราะเป็นการรับผิดชอบต่อชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของเกษตรกร หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมหรือไม่

ด้าน นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอตไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร เพราะนอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต สารชีวภัณฑ์ปลอมเกลื่อน และยังไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง อีกทั้งการสืบค้นหาความจริงในงานวิจัยที่ถูกกล่าวอ้างว่าพบสารเคมีตกค้างในน้ำดื่มเมืองน่าน พบว่า นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง 

และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า ปลายปีที่ผ่านมา ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า เช่นเดียวกับงานวิจัยพาราควอตในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัยที่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้  ขณะเดียวกัน นักวิจัยเองยังแสดงความเห็นของตนเองในรายงานว่ามีการทำการศึกษาในตัวอย่างที่น้อยเกินไป และไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ของบางเหตุการณ์ได้ 

นางจรรยา กล่าวต่อไปว่า ส่วนสารกำจัดวัชพืชกลูโฟซิเนตนั้นถูกแบนในสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่ปี 2561 เพราะพบว่า เป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ระบบสืบพันธุ์และการเจริญของทารกผิดปกติ และอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลับได้รับคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรรวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ให้ใช้สารนี้ โดยไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเกษตรกรเลย 

“บทเรียนที่น่าสนใจของการแบนกลูโฟซิเนตของสหภาพยุโรปคือ ใช้ระยะเวลาในกระบวนการยกเลิกถึง 13 ปี เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวที่จะหาวิธีการหรือสารทดแทน และนำสินค้าออกจากตลาด แต่การแบนพาราควอตในประเทศไทย ใช้เวลาไม่กี่เดือน โดยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2563 เป็นการห้ามเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศใช้ ต้องส่งกลับคืนไปสู่ต้นทางเพื่อเผาทำลายเท่านั้น ” นางจรรยา ระบุ

น.ส.เพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ และกรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การแบนพาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องถึง 2 ล้านล้านบาท สภาอุตสาหกรรมฯ เห็นว่าความเดือดร้อนนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และที่สำคัญมีผลกระทบกับเกษตรกรที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

ซึ่งได้จัดงานเสวนาและถอดบทเรียนจากการแบนสารทั้ง 2 ชนิด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และยังเคยส่งหนังสือถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.อุตสาหกรรม ขอให้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และหามาตรการบรรเทาผลกระทบให้ได้ก่อนตัดสินใจแบนสารทั้ง 2 ชนิด และสภาอุตสาหกรรมฯ ยังคงมีข้อเรียกร้องเดิมนี้ไปยังภาครัฐ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ต้องทบทวนมาตรการต่างๆ อย่างรอบครอบ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว 
 

‘มกอช.‘หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘จิ้งหรีด’ สร้างรายได้เพิ่มช่วงวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518093

‘มกอช.‘หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘จิ้งหรีด’  สร้างรายได้เพิ่มช่วงวิกฤติโควิด-19

‘มกอช.‘หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘จิ้งหรีด’ สร้างรายได้เพิ่มช่วงวิกฤติโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“มกอช.”ลงพื้นที่แปลงใหญ่จิ้งหรีดจ.สุโขทัย จัดสัมมนาเตรียมพร้อมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP-เสริมเขี้ยวเล็บระเบียบส่งออกผู้ประกอบการ พุ่งเป้าหนุนเกษตรกรสร้างรายได้ช่วงโควิด-19 ชี้เลี้ยงง่าย รายได้งาม-ตลาดส่งออกโต เล็งเจาะตลาดใหม่ในเม็กซิโก

น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีนโยบายส่งเสริมการสร้างรายได้ของเกษตรกรด้วยการเลี้ยงจิ้งหรีดในรูปแบบแปลงใหญ่อย่างกว้างขวางมากขึ้น เนื่องจากมองว่าจิ้งหรีดเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีอนาคตที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่เลี้ยงใช้น้ำน้อย ต้นทุนการผลิตต่ำ เลี้ยงง่ายใช้เวลาแค่ 45 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวรายได้ได้ เหมาะกับการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในช่วงวิกฤติโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ มกอช. ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพ และความเป็นไปได้ของตลาดแมลงเพื่อการบริโภค จึงเร่งส่งเสริม ผลักดันการเปิดและขยายตลาด การส่งออกสินค้าแมลงจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเป้าการเปิดตลาดไปยังสหภาพยุโรป และประเทศเม็กซิโกซึ่งเป็นตลาดใหม่

ล่าสุดได้มอบหมายให้ นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการมกอช. ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมการยกระดับการเลี้ยงจิ้งหรีด GAP ภายใต้นโยบายการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และได้จัดสัมมนาเรื่อง “รู้ขั้นตอนการส่งออก ยกระดับจิ้งหรีดไทย” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการขั้นตอนการเลี้ยงภายใต้มาตรฐาน GAP และความรู้เกี่ยวกับการส่งอออกในขั้นตอนการส่งออก ยกระดับจิ้งหรีดไทยแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและใกล้เคียง ณ ฟาร์มจิ้งหรีดชุติกาญจน์ จังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าสู่กระบวนการตามมาตรฐาน มกษ. 8202-2560 (GAP ฟาร์มจิ้งหรีด) ประโยชน์และความสำคัญของ GAP ฟาร์มจิ้งหรีด รวมถึงการ“เตรียมความพร้อมโรงงานส่งออก” ตั้งแต่การตรวจรับรองสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อการส่งออก กฎระเบียบ ข้อกำหนดการนำเข้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าสำคัญ การยกระดับและผลักดันจิ้งหรีดสู่ตลาดต่างประเทศ เรียกว่าติวเข้มทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการควบคู่กันเพื่อเตรียมพร้อมในการผลิตและเตรียมเจาะตลาดจิ้งหรีดในตลาดโลกที่กำลังมีแนวโน้มสดใส

นายครรชิตกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด(มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยของผลิตผลจากจิ้งหรีด สำหรับประเทศเม็กซิโก ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมกอช. จึงร่วมกับกรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินการขอเปิดตลาดรายการสินค้าผงแป้งจิ้งหรีดและจิ้งหรีดแช่แข็ง (สะดิ้ง) ของไทยในเม็กซิโก กับสำนักงานแห่งชาติด้านสุขอนามัยความปลอดภัย และคุณภาพของการเกษตรและอาหารของเม็กซิโก หรือ SENASICA แล้วเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ขณะนี้อยู่ในระหว่างรอการพิจารณาและการตอบกลับจากทางเม็กซิโก ในขณะที่ตลาดส่งออกของไทยอยู่ประมาณปีละ 1,000 ล้าน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมเกษตรกรทั่วประเทศเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเป็นอาชีพอย่างกว้างขวาง และการกำกับดูแล ผ่านการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด มกษ. 8202-2560 หรือ GAP ฟาร์มจิ้งหรีด และการกำหนดจิ้งหรีดเป็นสัตว์ชนิดอื่นภายใต้ พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งได้กำหนดนโยบายการเกษตรแบบแปลงใหญ่ขึ้น โดยเป็นการดำเนินงานในลักษณะของการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในการวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการผลิตสินค้าเกษตรโดยยึดพื้นที่และสินค้าเกษตรเป็นหลัก ทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น เป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร

ด้านน.ส.ชุติกาญจน์ เจื้อยแจ้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจิ้งหรีดแปลงใหญ่ชุติกาญจน์ ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยกล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิก 36 ราย เลี้ยงจิ้งหรีดในระบบโรงเรือน
ทั้งแบบปิด และแบบเปิด ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด GAP ปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ ส่วนลูกค้าในประเทศ จะเน้นการจำหน่ายทางออนไลน์ ทั้งปลีก-ส่ง สินค้าส่วนใหญ่เน้นการแปรรูป ได้แก่ ผงโปรตีนจากจิ้งหรีด 100% ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ จิ้งหรีดอบกรอบปรุงรส ข้าวเกรียบ คุกกี้ และน้ำพริก โดยมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1,600,000 บาท หรือประมาณ 19,200,000 บาทต่อปี

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518091

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 14 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนนี้จะเป็นการทำงานเดือนสุดท้ายในฐานะข้าราชการของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายคน สำหรับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกษียณอายุราชการ ปี 2563 นี้ ได้แก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวง นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงฯนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธ์กุลผู้ตรวจราชการกระทรวง ส่วนกรมต่างๆ ได้แก่ นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช. ซึ่งแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการกันไปแล้ว แต่ก็เชื่อว่า น่าจะมีหลายท่านที่ยังคงมีบทบาทในวงการเกษตรบ้านเราต่อไปในฐานะที่ปรึกษา เพราะแต่ละท่านก็มีความรู้ความสามารถที่ยังพอช่วยเหลือเกษตรกรต่อไปได้อยู่ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว…เมื่อมีตำแหน่งว่างหลายกรมเช่นนี้ ที่กระทรวงเกษตรฯ จึงมีฝุ่นตลบจากบรรดานักวิ่งทั้งหลายแหล่ ทั้งคนเก่าที่หาทางประคับประคองตัวเอง และคนใหม่ที่วิ่งหาที่ลง โดยก่อนหน้านี้ มีโผเล็ดลอดออกมาให้เห็นเป็นข่าวกันบ้างแล้ว ซึ่ง ขุนเกษตราก็ไม่รู้ว่าเป็นโผใครจัด แต่ดูแล้ว ยังไม่น่าจะใช่ เพราะบางตำแหน่งเหมือนยังผิดที่ผิดทางกัน ผิดฝาผิดตัวอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อทุกอย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเตรียมรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม เสนอให้ ครม.เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ในวันอังคารที่จะถึงนี้ หากทุกอย่างลงตัวหรืออาจบางตำแหน่งที่ลงตัวแล้ว โดยนายเฉลิมชัย บอกว่า จะให้เกียรติรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 3 คน เป็นผู้พิจารณาในหน่วยงานที่แต่ละท่านกำกับดูแล คือ นายประภัตร กำกับดูแล กรมปศุสัตว์ กรมการข้าวและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยอธิบดีกรมการข้าวและเลขาธิการ มกอช.จะเกษียณอายุราชการ ส่วนนางสาวมนัญญา กำกับดูแล 3 กรม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร โดยปีนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเกษียณอายุราชการ และ ร้อยเอก ธรรมนัส กำกับดูแล สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งทั้ง 3 กรมยังไม่เกษียณ แต่ไม่รู้จะมีการโยกในบางตำแหน่งตามกระแสข่าวหรือไม่…ก็คงต้องมารอดูของจริงกันดีกว่า ว่าลอตแรกนี้ใครจะเข้าวินสมหวัง หรือใครจะอกหักบ้าง ไม่อยากคาดเดาไปส่งๆ มารอดูพร้อมกันดีกว่า ว่าใครพอไปวัดไปวาได้บ้าง…

ขุนเกษตรา

กษ.ปรับFunctionใหม่แจ้งปลูกผ่านแอพฯFarmbook #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518090

กษ.ปรับFunctionใหม่แจ้งปลูกผ่านแอพฯFarmbook

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงความสำคัญของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรว่า คือข้อมูลของครัวเรือนผู้ประกอบการเกษตรที่แสดงถึงสถานภาพ การประกอบอาชีพการเกษตรของครัวเรือน เพื่อจัดทำข้อมูลการเกษตรให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เป็นข้อมูลเอกภาพให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการเกษตร กำหนดนโยบายจัดการการผลิตการตลาด การส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกรได้มีประสิทธิภาพตรงเป้าหมายสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว จะได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิขอรับการสนับสนุน ช่วยเหลือหรือรับบริการจากภาครัฐ เช่น ขอรับการช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติ เกษตรกรที่มีทะเบียนเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือกรณีแปลงปลูกพืชเสียหายจากการประสบภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง และได้รับสิทธิตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)

ทั้งนี้ เกษตรกรแจ้งการเพาะปลูกได้เมื่อปลูกพืชแล้วอย่างน้อย15 วัน สำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกร แจ้งการเพาะปลูกได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลง พร้อมเอกสารสิทธิที่ดิน สำหรับเกษตรกรรายเดิมที่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว แจ้งเพาะปลูกในแปลงเดิมได้ผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ช่วยลดเวลาเดินทางลดค่าใช้จ่ายเหมาะกับช่วงที่เชื้อโควิด-19 ระบาด นอกจากแจ้งปลูกแล้วยังติดตามผลแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร และช่วยเหลือโครงการรัฐบาลด้วยล่าสุดกรมปรับปรุง Function การแจ้งปลูกบน Farmbook โดยเกษตรกรเพิ่มข้อมูลพิกัดแปลงได้ด้วยตนเอง และตรวจสอบความซ้ำซ้อนของพื้นที่รวมทั้งช่วงระยะเวลาแจ้งปลูก เพื่อลดความผิดพลาด ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือถูกต้องมากขึ้น

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มต่อว่า ที่ผ่านมาได้ใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรช่วยเหลือด้านการเกษตรจากภาครัฐต่อเนื่อง อาทิ โครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ ปี 2562/63 (ข้าว, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ปาล์มน้ำมัน,
มันสำปะหลัง) ล่าสุดช่วยโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งการมาแจ้งปรับปรุงการเพาะปลูกพืชให้เป็นปัจจุบัน นอกจากรักษาสิทธิ์เข้าร่วมโครงการกับภาครัฐแล้ว ยังเป็นข้อมูลพื้นฐานวางแนวทางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศด้วย

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518094

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และบริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด ในนามบริษัทสารคดี ร่วมจัด กิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ให้กลุ่มเป้าหมายได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน และร่วมลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของตัวเอง และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย โดยจัดพิธีมอบรางวัลไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ ชั้น 6 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยได้รับเกียรติจากนายวราวุธศิลปอาชา รมว.ทส. เป็นประธานพิธีมอบรางวัล และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้เกียรติร่วมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัล ทั้งนี้ทั้งนั้นทีมที่ไม่ได้รับรางวัลไม่ได้แปลว่าไม่มีฝีมือ สิ่งที่สำคัญคือทุกทีมที่เข้าประกวดได้มีส่วนร่วมที่จะลดปริมาณคาร์บอน ดังนั้นกิจกรรมวันนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าประเทศไทยเราไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหญ่นั้น ต่างมีความตระหนักถึงการที่จะต้องลดปริมาณคาร์บอน ก็หวังว่าจุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะกระจายความรู้ และชักชวนให้ทุกคนมาลดปริมาณคาร์บอน เพื่อจะรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไว้”

จากยอดลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey”
ทั้งสิ้น 461 ทีม มีผู้ส่ง Vlog เข้าประกวด จำนวนทั้งสิ้น 173 คลิป ผลการตัดสินกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey” มีดังนี้ รางวัลดีเด่น จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท ได้แก่ 1. ทีมลาเต้ ชื่อ Vlog “นครศรีธรรมชาติ” 2. ทีม SpeakUpชื่อ Vlog “น่าน…ไง จะที่ไหนล่ะ!” 3. ทีม this footage is recycleableชื่อ Vlog “กรีนไว้ก่อน : กรีนนะจ๊ะบุรีอีโค่ยันเงา ดูงู เข้าป่า พาล่องน้ำ ทำบ้านดินที่กาญฯ”

รางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท ได้แก่ 1. ทีม Spoon Story ชื่อ Vlog “ลุยฟาร์มหอยแครงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สุราษฎร์ธานี เมืองหอยใหญ่ไข่น่ารัก” 2. ทีม LoCoPชื่อ Vlog “เพชรบุรีจ๋า The LoCop มาแล้ว” 3. ทีม IKARI Lifestyle ชื่อ Vlog “เพื่อโลก…เพื่อเรา / เชียงดาว เชียงใหม่” 4.ทีม Eat around go around ชื่อ Vlog “เกาะยาวน้อย!!! Slow Life ไปกับธรรมชาติ แบบฉบับ Low Carbon” 5. ทีม we hear nature ชื่อ Vlog “Hin Lad Nai Journey / แอ่วเหนือเข้าดอยห้อยตามเขา” 6. ทีม Urban V Garden ชื่อ Vlog “เที่ยวสังขละบุรีแบบทัวร์ “ศูนย์เสีย” ” 7. ทีม กานต์เดินทางชื่อ Vlog “เที่ยวหมู่บ้านมอญ นอนแพ เท้าแช่น้ำ River Jungle Rafts”

รางวัล Popular Vote จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ 1. ทีม อคิราห์ ยอดวิว 4,407 ครั้ง 2. ทีม IKARI Lifestyle ยอดวิว 4 ,065 ครั้ง 3. ทีม กานต์เดินทาง ยอดวิว 3,004 ครั้ง

ด้าน นายรังสรรค์ พลอยสด และอุมาวี ชุมเกษียร จากทีม “ลาเต้” เจ้าของผลงาน Vlog “นครศรีธรรมชาติ” หนึ่งในทีมที่ได้รับรางวัลดีเด่น เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลนี้ และขอขอบคุณโครงการ พวกเราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ที่สามารถทำให้สถานที่ท่องเที่ยวน่าเที่ยวขึ้น และโลกน่าอยู่ขึ้น โดยที่เราไม่ไปทำลายโลก แต่ความสุขเรายังเท่าเดิม และตลอดการเดินทาง เราก็เลือกกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟ ปั่นจักรยาน ส่วนการกินอาหาร ก็เลือกกินของที่อยู่ในพื้นที่ ลดเรื่องขนส่งวัตถุดิบจากภายนอก ส่วนที่เลือกสถานที่ โฮมสเตย์ คีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะว่าเป็นโฮมสเตย์ที่กิจกรรมทางธรรมชาติ ให้ผู้ท่องเที่ยวได้พัก ใช้วัสดุธรรมชาติ และเจ้าของโฮมสเตย์ใจดีมาดูแลด้วยตัวเอง”

‘กรมประมง’ส่งทีมลงพื้นที่ให้ความรู้ สร้างวิถีประมงอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518046

'กรมประมง'ส่งทีมลงพื้นที่ให้ความรู้ สร้างวิถีประมงอย่างยั่งยืน

‘กรมประมง’ส่งทีมลงพื้นที่ให้ความรู้ สร้างวิถีประมงอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.32 น.

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2563 นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้องค์กรภาค ประชาชน เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ให้สามารถพลิกฟื้นกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพและยกระดับการค้าให้ได้มาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ ท้องถิ่นและชุมชน เป็นการสร้างรายได้จากภาคการผลิตและการบริการที่ทันสมัย โดยเชื่อมโยงระหว่างการผลิต ท่องเที่ยว และบริการ เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ รัฐบาลได้ออกพระราชกําหนดเงินกู้ ในวงเงินงบประมาณ 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิค2019 ซึ่งในวงเงินดังกล่าวนี้เป็น ช่องทางที่องค์กรภาคประชาชนในมิติต่างๆ สามารถเสนอโครงการได้ ผ่านการดําเนินงานคณะทํางานประสานงาน ข้อเสนอโครงการองค์กรภาคประชาชนผ่านหน่วยงานของรัฐฯ ซึ่งมีหน้าที่กําหนดกรอบแนวทางการเสนอโครงการฯ และประสานงานกับองค์กรภาคประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำนโยบายมาเชื่อมต่อกับองค์กรภาคประชาชน โดยมอบหมายทุกกรมใน สังกัดดําเนินการขับเคลื่อนการดําเนินโครงการดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งในส่วนของกรมประมง นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ได้สั่งการให้ประมงจังหวัดและประมงอําเภอทั้งประเทศ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความ เข้าใจในการจัดทําข้อเสนอโครงการแก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกว่า 2,000 แห่ง ทั้งการทําประมงชายฝั่ง การทํา ประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง การทําประมงน้ําจืดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา และการแปรรูปโดยให้เสนอโครงการฯ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2563 และคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะพิจารณาโครงการที่นําเสนอภายในเดือนตุลาคม ซึ่งภาคประชาชนจะสามารถดําเนินโครงการได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงกันยายน 2564โดยโครงการที่เสนอมานั้น ควรนําเสนอเหตุผลการการดําเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจชี้ให้เห็นถึงความต้องการและความจําเป็นที่ต้องดําเนินโครงการดังกล่าวพร้อมทั้งให้เหน็ถึง เป้าหมาย กระบวนการดําเนินงาน ประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้ การแสดงถึงความโปร่งใสป้องกันการทุจริต แผนบริหารจัดการความเสี่ยง และวงเงินงบประมาณที่ต้องดําเนินโครงการ ซึ่งรายละเอียดของการเขียนโครงการนั้นประมงจังหวัด ประมงอําเภอ และเจ้าหน้าที่กรมประมงในแต่ละพื้นที่จะเป็นผู้ให้คําแนะนํา โดยเสนอโครงการใน นามองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และฉบับแก้ไข ที่จะเป็นกลไกสําคัญ ขับเคลื่อนแผนงานโครงการเพื่อพี่เกษตรกรชาวประมงอย่างแท้จริง

โดยเบื้องต้นได้มีตัวตัวอย่าง เช่น โครงการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการจัดการผลผลิตการประมงยั่งยืนและผลิตอาหารสัตว์จาก เศษอาหารในชุมชนประมงพื้นบ้าน (โครงการ Post-Harvest Management From Smart Fish-Folk OrganizationandFeedbyproduct) ของทางสมาคมรักษ์ทะเลไทย ซึ่งอยู่ในจังหวัดสงขลา ที่ได้มีการเสนอโครงการฯ มาตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายและกระบวนการดําเนินงานที่ชัดเจน ด้วยแนวคิดที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมในชุมชนประมงพื้นบ้านและ อุตสาหกรรมชุมชน จากวิธีการส่งเสริมพัฒนาการจัดการผลผลิตสัตว์น้ําและมาตรฐานสินค้าชุมชนประมงชายฝั่ง ยกระดับทั้งด้านปริมาณ คุณภาพด้วยระบบมาตรฐานรับรองผลผลิตสัตว์น้ําประมงพื้นบ้าน ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี ในการผลิตอาหารสัตว์ระดับพรีเมี่ยม บริหารจัดการเศษเหลือจากการแปรรูปชั้นต้น ฯลฯ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ ชาวประมงพื้นบ้าน เกิดการจ้างงานในชุมชน และเกิดเป็นธุรกิจสินค้าประมงพื้นบ้านทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และจะเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการประมงและเศรษฐกิจแบบครบวงจร จึงเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล

จึงเห็นได้ว่า นโยบายการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรภาคประชาชน ได้แสดงถึงศักยภาพของชุมชนโดยตรง โดยมุ่งหวังที่จะให้ทุกชุมชนประมงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งให้ชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ ทราบ เรียนรู้ และส่งโครงการฯ โดยกรมประมงจะคอย เป็นพี่เลี้ยงที่ให้แนวคิด แนวทาง แนวทําโครงการ ส่วนการจะดําเนินโครงการให้สําเร็จพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ทุก คนต้องร่วมมือกัน

กษ.เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’รอบ2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517847

กษ.เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ'1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่'รอบ2

กษ.เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’รอบ2

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.46 น.

กระทรวงเกษตรฯเตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ”1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่”รอบ2 พร้อมกันทั่วประเทศ14-22ก.ย.63นี้ หลังคณะกรรมการเห็นชอบปลดล็อคคุณสมบัติเกษตรกรเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรเข้าโครงการเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2563 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563 ผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th และยื่นใบสมัครที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 96,216 ราย แบ่งเป็น เป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด นั้น

ทั้งนี้ ผลการรับสมัครเกษตรกรและจ้างแรงงานระดับตำบล ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย.63 มีจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 48,699 ราย แบ่งเป็น เกษตรกร 23,239 ราย และการจ้างงาน 25,460 ราย โดยได้รับการสะท้อนปัญหาจากระดับพื้นที่ ว่าคุณสมบัติเกษตรกรในบางประเด็นทำให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการไม่ได้ ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรและยังคงหลักเกณฑ์หลักการการดำเนินงานตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขยายเวลารับสมัครรอบที่ 2 ในช่วงวันที่ 14 – 22 กันยายน 2563 ตลอดจนปรับแก้คุณสมบัติเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ใน 3 เรื่องที่สำคัญ คือ

1.จากเดิม ต้องมีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี เป็น มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย กรณีอายุเกิน 60 ปี ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะทำงานระดับอำเภอ โดยคำนึงถึงศักยภาพของเกษตรกรในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และประโยชน์ของโครงการโดยเฉพาะการรวมกลุ่มเกษตรกร

2.จากเดิม ผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็น ผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัย หรือเป็นที่พักที่สามารถเข้ามาพักอาศัยเพื่อทำกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ หรือมีการสร้างที่พักภายหลังประกาศรายชื่อเข้าร่วมโครงการภายใน 30 วัน

3.ปรับแก้คุณสมบัติ จากเดิม เจ้าของเอกสารสิทธิต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี เป็น เจ้าของเอกสารสิทธิ์ ต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อเป็นจุดเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ รอบที่ 2 สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 14 – 22 กันยายน 2563

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย’บางสะพาน’ แก้ปัญหาครบวงจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517846

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย'บางสะพาน' แก้ปัญหาครบวงจร

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย’บางสะพาน’ แก้ปัญหาครบวงจร

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.40 น.

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย”บางสะพาน” แก้ปัญหาครบวงจร เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มอีก2แห่งในพื้นที่ต้นน้ำ มั่นใจแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า15,000ไร่

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2563 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน นับว่าโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำตามสภาพภูมิประเทศของ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน โดยพื้นที่ต้นน้ำจะมีความลาดชันสูง ในขณะที่พื้นที่ปลายน้ำเป็นที่ราบสลับที่ดอน เมื่อเกิดภาวะฝนตกหนักและต่อเนื่องหลายวัน น้ำจะหลากเข้าท่วมพื้นที่ตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนอ.บางสะพานอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบางสะพานมาเป็นเวลามากกว่าสิบปีแล้ว กรมชลประทาน จึงเข้าดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 15,000 ไร่  เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในปี 2568

สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี จะทำการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมกับระบบส่งน้ำ สามารถเก็บกักน้ำได้ 13.36 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง มีแผนดำเนินการในปี 2565 สามารถเก็บกักน้ำได้ 17.46 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 หากทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้กว่า 30 ล้าน ลบ.ม.สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 6,000 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้กว่า 480 ครัวเรือน นอกจากนี้จะทำการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบ อ่างเก็บน้ำคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว พร้อมปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1 แห่ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ

ส่วนพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ กรมชลประทาน จะดำเนินการขุดขยายคลองระบายน้ำจำนวน 4 สาย เพื่อรับมวลน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งตะวันตกได้มากขึ้น พร้อมงานขุดคลองผันน้ำอีกจำนวน 3 สายเพื่อตัดยอดน้ำที่ไหลบ่าผ่านตัวเมือง พร้อมทั้งเร่งผลักออกสู่ทะเลในเวลาอันรวดเร็ว โดยจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ประมาณ 1,025 ลบ.ม.ต่อวินาที มากกว่าอัตรารับน้ำของคลองเดิมกว่าเท่าตัว

ขณะที่การขุดขยายคลองสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คลองแม่รำพึง คลองปัตตามัง คลองเขาม้าร้อง คลองผันน้ำแม่รำพึง-อ่าวบ่อทองหลาง และคลองผันน้ำคลองเขาม้าร้อง-อ่าวบางสะพาน จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป พร้อมทั้งจะดำเนินการสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำคลองเป็นระยะ จำนวน 9 แห่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะได้น้ำต้นทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม.มีพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์กว่า 10,000 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งคลองมีรายได้ที่ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงให้กับชุนชนอย่างยั่งยืน