สหกรณ์ฯบ้านค่ายปลื้มโปรแกรมFAS สร้างองค์กรเข้มแข็ง-โปร่งใสตรวจสอบย้อนกลับได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516943

สหกรณ์ฯบ้านค่ายปลื้มโปรแกรมFAS สร้างองค์กรเข้มแข็ง-โปร่งใสตรวจสอบย้อนกลับได้

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านค่าย จำกัด จ.ระยองจัดตั้งขึ้นจากปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนเงินทุนประกอบอาชีพ ปัญหาด้านการผลิต การตลาด รวมไปถึงการขาดแคลนที่ดินทำกินทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมา และดำเนินบทบาทการเป็นองค์กร ซึ่งมีคณะบุคคลร่วมกันดำเนินกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก ด้วยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักสหกรณ์

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรบ้านค่าย จำกัด จ.ระยอง มีสมาชิก 2,971 คน มีพื้นที่ดำเนินงาน 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองตะพาน ตำบลหนองละลอก ตำบลชากบก ตำบลบางบุตร ตำบลบ้านค่าย ตำบลตาชัน และตำบลหนองบัว สำหรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์อยู่ภายใต้หลักการสหกรณ์ที่เน้นช่วยเหลือสมาชิกที่ให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย ธุรกิจการให้สินเชื่อ ซึ่งเป็นการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำมาให้สมาชิกกู้ยืม โดยแบ่งเป็น 1.ให้บริการสินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น 2.ให้บริการสินเชื่อเงินกู้ระยะปานกลาง 3. ให้บริการสินเชื่อเงินกู้ระยะยาว บริการฝาก ถอน เงิน นอกจากนี้ ยังจัดหาสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ราคายุติธรรมมาจำหน่ายให้สมาชิก เช่น สินค้าที่เป็นปัจจัยทางการเกษตร อาทิ ปัจจัยเคมีการเกษตร ปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น ข้าวสาร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเกษตรอื่นๆ นอกจากนี้สหกรณ์ยังได้ให้ความช่วยเหลือสมาชิกในการเป็นจุดรวบรวมผลผลิตสินค้าเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตรในช่วงที่ผลผลิตมีปัญหาตามนโยบายของภาครัฐอีกด้วย

นางรัตนา สาครเสถียร ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านค่าย จำกัด จ.ระยอง กล่าวว่า ด้วยการดำเนินงานธุรกิจหลักของสหกรณ์ ที่เน้นหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำมาให้สมาชิกกู้ยืม และให้บริการสินเชื่อทางการเกษตรแก่สมาชิกจึงจำเป็นจะต้องใช้ระบบบัญชีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการสหกรณ์ให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์ เองก็ได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือ FAS ที่พัฒนาขึ้นโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาใช้ ซึ่งก็ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมาชิกเชื่อมั่น ส่งผลให้ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรบ้านค่าย จำกัด เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ เริ่มนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือ FAS เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้การส่งเสริมและให้คำปรึกษาของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดระยอง ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านบัญชีให้กับสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำในระบบการประมวลผล เนื่องจากสามารถเก็บรายละเอียดและออกงบการเงินได้ถูกต้องครบถ้วน อีกทั้ง โปรแกรมดังกล่าวยังใช้งานได้ง่าย ตอบสนองการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ได้รวดเร็ว ขณะที่สมาชิกสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์และข้อมูลของตัวเองได้ผ่านแอพพลิเคชั่น Smart4M เพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของสหกรณ์ ซึ่งเมื่อสมาชิกเชื่อมั่นไว้วางใจสหกรณ์ก็เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งให้สมาชิกได้เป็นอย่างดี

“จากการที่สหกรณ์ ดำเนินธุรกิจด้วยความมีคุณธรรม โปรงใส ตรวจสอบได้ภายใต้หลักการสหกรณ์ที่แท้จริง เน้นให้ความช่วยเหลือสมาชิกเป็นหัวใจสำคัญ และไม่ได้หวังว่าต้องมีกำไรสูงสุด อีกทั้งคณะกรรมการบริหาร ทำงานด้วยหลักธรรมาภิบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ก็ให้บริการสมาชิกด้วยความเป็นกันเองเปรียบเสมือนญาติ ควบคู่ไปกับการใช้ระบบบัญชีที่ดีมีคุณภาพครบวงจร สามารถตรวจสอบได้ จึงทำให้สมาชิกรู้สึกว่าสหกรณ์เป็นบ้านหลังที่สอง ส่งผลให้การดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เมื่อสมาชิกมีความเข้มแข็ง สหกรณ์ก็มีความเข้มแข็งตามไปด้วย”นางรัตนา กล่าว

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำตามแผน เน้นเก็บกักในเกณฑ์ควบคุม-ไม่กระทบท้ายอ่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517033

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำตามแผน เน้นเก็บกักในเกณฑ์ควบคุม-ไม่กระทบท้ายอ่าง

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำตามแผน เน้นเก็บกักในเกณฑ์ควบคุม-ไม่กระทบท้ายอ่าง

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.58 น.

ชป.เผย.บริหารจัดการน้ำตามแผน เน้นเก็บกักน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ไม่ให้ส่งผลกระทบพื้นที่ท้ายอ่าง

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากฝนที่ตกกระจายในหลายพื้นขณะนี้ ส่งผลให้มีปริมาณไหลเข้าอ่างเก็บน้ำหลายแห่งเพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ เน้นเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด โดยควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ของโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Reservoir Operation Rule Curve) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่าง

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยในพี่น้องประชาชนที่อาจจะประสบกับปัญหาทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ของโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Reservoir Operation Rule Curve) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ รวมถึงเก็บกักน้ำในพื้นที่แก้มลิง และแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (8 ก.ย.63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 36,203 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่าง รวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 12,401 ล้าน ลบ.ม.สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 39,864 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,858 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 40 ของความจุอ่างรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 3,162 ล้าน ลบ.ม.สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 15,013 ล้าน ลบ.ม.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ พบว่ามีอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุอ่าง 42 แห่ง โดยเป็นอ่างฯขนาดกลางทั้งหมด กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำในอ่างเหล่านี้ ให้อยู่ในเกณฑ์ของโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Reservoir Operation Rule Curve) และสอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ นอกจากนี้ ยังกำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศ จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ การกำจัดวัชพืชในลำน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น

กษ.เปิดโต๊ะเจรจาประมงพื้นบ้านเคลียร์ปม14ข้อเรียกร้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516938

กษ.เปิดโต๊ะเจรจาประมงพื้นบ้านเคลียร์ปม14ข้อเรียกร้อง

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.02 น.

จากกรณีสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้แก้ปัญหาชาวประมงพื้นบ้าน ทรัพยากรประมง และทะเลชายฝั่ง ใน 14 ประเด็น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 ที่ผ่านมานั้น

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ จัดประชุมชี้แจงการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านฯ ทั้ง 14 ข้อ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ผลการประชุมได้ข้อยุติเป็นที่พอใจของชาวประมงพื้นบ้าน ขอสรุปภาพรวม ดังนี้ 1. ข้อเรียกร้องซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ แก้กฎหมายตามข้อเสนอของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านฯ โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงและแรงงานในภาคประมง ซึ่งกำลังพิจารณาข้อกฎหมายที่สมาพันธ์ฯ ขอแก้ไข 3 มาตรา และจะเสนอตามขั้นตอนแก้กฎหมายระดับพ.ร.บ.ต่อไป ส่วนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการออกมาตรการกำหนดขนาดของสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ควรจับ การนำระบบโควตาในการจับสัตว์น้ำบางชนิดแทนการกำหนดจำนวนวันทำประมงต่อรอบปีการประมง การกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องมือประสิทธิภาพสูงบางชนิด ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล ความเป็นไปได้ในการนำมาใช้บังคับ โดยทุกประเด็นได้มีคณะทำงานจากหลายภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา ผู้แทนประมงพื้นบ้าน ผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชน เมื่อได้ข้อสรุปจะได้นำไปรับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเสนอระดับนโยบายและคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อออกมาตรการ และนำมาใช้ต่อไป

2. ประเด็นข้อเสนอใหม่ ซึ่งภาครัฐรับข้อเสนอไปดำเนินการ ได้แก่ 2.1 การขอทราบสถิติการทำการประมงนั้น กรมฯไม่ขัดข้องและส่งข้อมูลจากการบันทึกการทำการประมง ตั้งแต่ปี 2559 – 2562 ให้แก่สมาคมสมาพันธ์ ตามที่ร้องขอแล้วหลังประชุม 2.2 การออกใบรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน และการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้านตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกรมประมงจะเร่งรัดการประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวภายใน 15 กันยายน นี้ 2.3 การขอให้กรมประมงพิจารณาออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านนั้น กรมรับข้อเสนอและจะเร่งออกใบอนุญาตทำประมงพื้นบ้าน ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 โดยกรมจะหารือร่วมกับสมาคมสมาพันธ์ และผู้แทนสมาคมประมงพื้นบ้าน ใน 23 จังหวัดชายทะเล เพื่อพิจารณาชนิดและขนาดของเครื่องมือทำการประมงพื้นบ้านที่ต้องขออนุญาต หลังที่กรมเจ้าท่าจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านแล้วเสร็จช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ 2.4 การขอทำการประมงในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติโดยผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้รับข้อเสนอและจะเชิญผู้แทนสมาคมสมาพันธ์ ร่วมพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง 2.5 การจัดตั้งโรงเรียนชาวประมง ประเด็นนี้กระทรวงแรงงานรับไปศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมใน 23 จังหวัดชายทะเล ร่วมกับกรมประมง กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวตอนท้ายว่า ขณะนี้สั่งการให้ประมงจังหวัด ประมงอำเภอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสังกัด เร่งชี้แจงทำความเข้าใจในสิ่งที่ภาครัฐได้ดำเนินการและการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้ชาวประมงในแต่ละพื้นที่ได้รับทราบรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ผลการดำเนินการของรัฐ ตามประเด็นข้อเรียกร้องดังกล่าวได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 8 กันยายน 2563 กรมประมงยังได้เชิญทางสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมงทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ซึ่งได้มีการยื่นข้อเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ มาหารือถึงแนวทางออกของการแก้ไขปัญหาประมงร่วมกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการและบริบทของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนความร่วมมือของทุกภาคส่วน กรมประมงจะขับเคลื่อนภารกิจนี้ ภายใต้แนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของอาชีพประมงต่อไป

‘อธิบดีปศุสัตว์’นั่งหัวโต๊ะถกพัฒนา-ปรับปรุงระบบเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภาคเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516904

'อธิบดีปศุสัตว์'นั่งหัวโต๊ะถกพัฒนา-ปรับปรุงระบบเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภาคเกษตร

‘อธิบดีปศุสัตว์’นั่งหัวโต๊ะถกพัฒนา-ปรับปรุงระบบเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.29 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ประชุมคณะกรรมการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาและการใช้ยาสมเหตุผลในสัตว์ ครั้งที่ 1/2563 พัฒนาและปรับปรุงระบบเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพในภาคเกษตร เร่งศึกษาวิจัยหาทางเลือกทดแทน และให้ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลดลง30% ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 8 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุม 2 ตึกชัยอัศวรักษ์ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาและการใช้ยาสมเหตุผลในสัตว์ ครั้งที่ 1/2563 พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 – 9 สำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กองแผนงาน สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กลุ่มพัฒนาวิชาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1.คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุม ป้องกันและแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาและการใช้ยาสมเหตุผลในสัตว์ และคณะทำงานชุดเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในสัตว์ทางห้องปฏิบัติการ

2.สรุปสาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2563 ที่เกี่ยวข้องกับภาคปศุสัตว์

– ผลกระทบจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพต่อภาคเศรษฐกิจและการส่งออกสินค้าเกษตร โดยในปี 2562 สินค้าปศุสัตว์มีมูลค่าการส่งออก 116,899 ล้านบาท ปริมาณรวม 984,788 ตัน หากพบว่าสินค้าที่ส่งออกมีการปนเปื้อนเชื้อดื้อยาหรือมียาต้านจุลชีพตกค้าง จะถูกประเทศคู่ค้าส่งกลับทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

– รายงานการบริโภคยาต้านจุลชีพของประเทศไทย ปริมาณการบริโภคยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ มีแนวโน้มลดลงร้อยละ 6.4 ในปี 2561 เทียบกับปี 2560 โดยแนวโน้มที่ลดลงอาจเกิดจากการใช้ยาในสัตว์ที่ลดลงหรือประชากรสัตว์ที่เพิ่มขึ้น

– ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ที่มีการนำไปใช้ในสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นยาต้านจุลชีพที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาที่ใช้สำหรับมนุษย์ เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและบางชนิดยังไม่มีการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สำหรับสัตว์

3.ความก้าวหน้าระยะครึ่งแผน (พ.ศ.2560 – 2562) ของการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560 – 2564 ในยุทธศาสตร์ที่ 4 การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง มีแนวทางในอนาคต คือ การขยายการเลี้ยงสัตว์ที่ลดการใช้ยาและปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะให้มีจำนวนฟาร์มที่เพิ่มมากขึ้นและครอบคลุมทั่วประเทศ การพัฒนาและปรับปรุงระบบเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพในภาคเกษตร และเร่งศึกษาวิจัยหาทางเลือกเพื่อทดแทนและลดการใช้ยาต้านจุลชีพให้แก่เกษตรกร

4.กิจกรรมที่สำคัญและผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวกับการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ ได้แก่ พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาตามวิธีสากล OIE และพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการในการตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยา พัฒนาการควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพ พัฒนามาตรการทางกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการลดการใช้ยาต้านจุลชีพ

5.รายงานผลวิเคราะห์เชื้อดื้อยาและปริมาณการบริโภคยาในสัตว์ ปี 2562

6.Framework and Roadmap for surveillance of antimicrobial resistance in Food Animal ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว การจัดทำกรอบการทำงานในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนการดื้อยาต้านจุลชีพรวมถึงสารตกค้างในคน ปศุสัตว์ ประมง และสิ่งแวดล้อม

7.โครงการวิจัย “การสำรวจความชุกของเชื้อ ESBL-producing E.coli ที่แยกได้จากคน ห่วงโซ่อาหาร และสิ่งแวดล้อม”

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560 – 2564 ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม) สำหรับในภาคปศุสัตว์คือ การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และควบคุมดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง มุ่งเป้าประสงค์ให้ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลดลงอย่างน้อย 30% โดยกรมปศุสัตว์จะมีการจัดงาน World Antibiotic Awareness Week (WAAW) 2020 ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 เพื่อสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสร้างความตระหนักต่อเรื่องเชื้อดื้อยาทั้งในคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Handing antimicrobials with care: Roles of private sector under One Health approach” ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดการจัดงานต่อไป

มก.จัดงาน100ปีฟาร์มบางเบิด จุดกำเนิดเกษตรสมัยใหม่ของไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516698

มก.จัดงาน100ปีฟาร์มบางเบิด จุดกำเนิดเกษตรสมัยใหม่ของไทย

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน 100 ปี ฟาร์มบางเบิด จุดกำเนิดเกษตรสมัยใหม่ของประเทศไทย และพิธีวางพวงมาลาหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร โดยมีดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรองศาสตราจารย์ปภพ สินชยกุล คณบดีคณะเกษตร กำแพงแสน ในนามคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 100 ปี ฟาร์มบางเบิด จุดกำเนิดเกษตรสมัยใหม่ของประเทศไทย พร้อมคณาจารย์ นักวิจัยและเกษตรกร ร่วมพิธีจัดงาน 100 ปี ฟาร์มบางเบิด จุดกำเนิดเกษตรสมัยใหม่ของประเทศไทย จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน ณ สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร คณะเกษตร กำแพงแสน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรคณะเกษตร กำแพงแสน มาร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร เพื่อให้สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากรเป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ พัฒนา สืบสานวิทยาการทางการเกษตรสมัยใหม่ ให้ชุมชน และประเทศไทย ต่อไป

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสต่อยอดและตอกย้ำ ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนางานด้านการเกษตร ของประเทศ ผ่านกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตร การประกวดแข่งขันผลผลิตทางการเกษตร อาทิ การประกวดแพะ ประกวดไก่แจ้ ประกวดแผ่นยางดิบ/กรีดยางกิจกรรมฝึกอบรม และนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดวิทยาการทางการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้เยาวชน เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปได้เรียนรู้ และนำความรู้ที่ใช้ให้เกิดประโยชน์ในภาคการเกษตรของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับคำกล่าวของหม่อมเจ้าสิทธิพรกฤดากร ที่ว่า “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” วัตถุประสงค์การจัดงานดังนี้ 1.เพื่อฟื้นฟูผลงาน และเผยแพร่เกียรติคุณของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากรให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ และนำมาปรับใช้กับวิถีเกษตรยุคปัจจุบัน 2.เพื่อเผยแพร่ผลงาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชนให้เยาวชน เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป3.เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเกษตร สถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ใน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน

สำหรับประวัติหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผู้ทรงบุกเบิกงานเกษตรกรรมแผนใหม่ในประเทศไทย จนมีความก้าวหน้าเป็นลำดับถึงปัจจุบัน พระองค์ทรงริเริ่มทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสมขึ้นที่ฟาร์มบางเบิด ในปี พ.ศ.2463 ถือว่าเป็นฟาร์มแห่งแรกในประเทศไทยที่ทำไร่แบบผสมผสานทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในที่ดอนและในปี 2510 ท่านทรงได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาการพัฒนาการเกษตรแผนใหม่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขากสิกรรมและสัตวบาล พระองค์ท่านทรงมุ่งมั่น และทุ่มเทวางรากฐานให้งานด้านเกษตรของประเทศนับเป็น คุณูปการต่อวงการเกษตรของประเทศไทยอย่างยิ่ง

เปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จำหน่ายสินค้าคุณภาพสร้างรายได้ยั่งยืนให้สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516700

เปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จำหน่ายสินค้าคุณภาพสร้างรายได้ยั่งยืนให้สมาชิก

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ วันที่ 4 กันยายน 2563 ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พังงา จำกัด อ.เมือง จ.พังงา ว่า โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เป็นนโยบายที่รมช.เกษตรฯเป็นผู้ริเริ่ม และมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุนให้ตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร เนื้อโคขุน นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ สินค้าประมง และอาหารแปรรูป เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ได้มากขึ้น ช่วยผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม

รมช.มนัญญากล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการทำอาชีพเกษตร จึงดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทาง ส่งเสริมการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน GAP เพื่อให้สินค้าเกษตรปลอดภัยต่อผู้บริโภค ยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ให้เป็นองค์กรในระดับชุมชน ในการรวบรวมผลผลิต ทางการเกษตรในพื้นที่ จากการดำเนินโครงการต่างๆ ทำให้เห็นความตั้งใจของขบวนการสหกรณ์ที่เป็นองค์กรหลักในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ และส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์และยกระดับสหกรณ์ให้เข้มแข็ง มีพลังขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ไปสู่สมาชิก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการประกอบอาชีพ หนี้สิน และหลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯมอบเกียรติบัตรให้สหกรณ์ดีเด่นระดับจังหวัด 2 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรท้ายเหมือง จำกัด และสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพังงา จำกัด จากนั้นเยี่ยมชมซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์และชาวบ้านในพื้นที่ มีส่วนร่วมใช้บริการเลือกซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พังงา จำกัด อยู่ในระดับดีเลิศ ดำเนินงานมาแล้ว 28 ปี ปัจจุบันมีสมาชิก 23,684 คน มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 17 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย และรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกซึ่งสหกรณ์เข้าร่วมโครงการตามนโยบายภาครัฐและเอกชนต่อเนื่อง และในปี 2563 ได้เข้าร่วมโครงการสำคัญ ซึ่งเป็นนโยบายกระทรวงเกษตรฯคือ โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่ได้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผลการดำเนินงานการจำหน่ายสินค้า ตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ (ตุลาคม 2562 – กรกฎาคม 2563) มีมูลค่า 22 ล้านบาท เป็นการจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และกระจายสินค้าในเครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ร้านค้าปลีกและออกร้านธงฟ้าประชารัฐ

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516703

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา  นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ทองใส สมศรี” เกษตรกรผู้มุ่งมั่นปรับเปลี่ยนตนเองจากการทำเกษตรกรรมที่พึ่งพาการใช้สารเคมี มาสู่การทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดย ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ไปพร้อมกับบทบาทหน้าที่ครูบัญชีอาสา ที่ปัจจุบันสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรม ภายใต้หลักคิดต้องจดบันทึกบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ จึงจะประสบความสำเร็จ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

นางสาวทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า เมื่อปี 2548 ตนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมกับเช่าที่ดินทำอาชีพเกษตรกรรม 10 ไร่ โดยเริ่มแรกปลูกพืชแบบผสมผสาน ประกอบด้วย เงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียนหมอนทอง ลองกอง และพืชหมุนเวียน 2 ไร่ ได้แก่ผักสวนครัวต่างๆ รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ อาทิ เลี้ยงกบไก่ หมู และทำนาข้าว โดยการทำเกษตรกรรมของตนนั้นเน้นการใช้สารเคมีเป็นหลัก ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง และได้ผลผลิตไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งดินยังเสื่อมโทรม ทำให้ต้องเป็นหนี้สิน ซึ่งจุดนี้เองทำให้ตนเองกลับมานั่งทบทวนและหาวิธีที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยไม่เป็นหนี้สิน จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้และลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าอบรมตามโครงการพระราชดำริฯ ได้เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้กลับมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมของตนเองมาสู่รูปแบบการเกษตรแบบอินทรีย์ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำมาบริโภคในครัวเรือน และแบ่งขายสร้างรายได้ และนอกจากได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเรื่องการจดบันทึกทางบัญชีกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งจากการฝึกอบรมในครั้งนั้น ทำให้ตนได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ต้นทุนการผลิต รายรับ รายจ่าย สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีพในชีวิตประจำวันได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้จากการทำอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมกับอุทิศตนเพื่อส่วนรวมด้วยการทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสา ช่วยฝึกสอนอบรมเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีอย่างจริงจัง เพราะมองว่าการทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น นอกจากช่วยให้เกษตรกรรู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้ต้นทุนของตนเองแล้ว ยังช่วยให้เกิดการวางแผนด้านการผลิต การตลาด และการเงินของตนเองไปพร้อมๆ กัน

ครูทองใส กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันได้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐหลายหน่วยงาน เพื่อเป็นวิทยากรในด้านการทำเกษตรกรรม ขยายผลองค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะการสอนทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน สอนให้รู้จักการทำตลาด การทำตลาดเชื่อมโยง และการทำตลาดออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ที่บ้านของตนจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีบุคคลทั่วไป เกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา เดินทางเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอบรมเรื่องการทำเกษตร และการทำบัญชีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรในพื้นที่ใกล้เคียงและต่างจังหวัดให้กับ กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแม่บ้าน และสถานศึกษา เป็นต้น

“จากการที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความสำคัญในการทำบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในวันนั้น ทำให้วันนี้ตนเองไม่มีหนี้สิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ ถือเป็นความภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรรมของตนเองเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่ตนเองได้มีโอกาสมอบความรู้ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรคนอื่น ให้เห็นถึงความสำคัญในการทำบัญชี ผ่านบทบาทของครูบัญชีอาสา ให้บุคคลอื่นประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับเราได้เป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรเป็นอย่างมาก” นางสาวทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา กล่าว

แม้ว่าวันนี้ครูทองใส สมศรี จะประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเองเป็นอย่างดีแล้ว แต่ครูผู้มีหัวใจนักพัฒนาที่มากด้วยความเสียสละก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ครูถ่ายทอดความรู้ในด้านการทำเกษตรกรรม และการทำบัญชีอย่างต่อเนื่องเสมอมา เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรในชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘ปศุสัตว์’ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง กดราคาซ้ำเติมเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516782

'ปศุสัตว์'ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง กดราคาซ้ำเติมเกษตรกร

‘ปศุสัตว์’ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง กดราคาซ้ำเติมเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.38 น.

กรมปศุสัตว์ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อขบวนการปล่อยข่าวลวง กดราคาสุกรซ้ำเติมเกษตรกร

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กระบวนการผลิตเนื้อสุกรของไทย มีมาตรฐานกรมปศุสัตว์รองรับ ทำให้ได้เนื้อสุกรที่มีคุณภาพปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ ผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงสุกและรับประทานได้อย่างมั่นใจ แต่ขณะนี้กลับพบข้อความข่าวลวงที่ส่งต่อกันในทำนองชวนคนงดบริโภค โดยใช้มุกเดิมเรื่องโรคในสุกร และภาพสุกรที่นำมาประกอบน่าจะเป็นของประเทศอื่น เนื่องจากตามหลักปฏิบัติของกรมปศุสัตว์แล้ว จะยึดหลักการพื้นฐานด้านการควบคุมและป้องกันโรคสัตว์ตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด

“หากท่านใดพบการส่งข้อความทางไลน์ให้งดรับประทานเนื้อหมู ขออย่าหลงเชื่อ คาดว่าอาจเป็นขบวนการปล่อยข่าวเพื่อกดราคาสุกรของพ่อค้าคนกลาง ซ้ำเติมเกษตรกรผู้เลี้ยงในช่วงโควิด เพราะการกล่าวอ้างถึงโรคระบาดสัตว์ มักสร้างความตระหนกแก่ประชาชนได้ง่าย…ขอประชาชนอย่าแชร์ อย่าตกเป็นเครื่องมือของขบวนการดังกล่าว” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มีมาตรการในการป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในสุกร ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ดังนั้น  ขอเกษตรกรและประชาชนเชื่อมั่นในมาตรการดังกล่าว ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพียงซื้อสุกรจากแหล่งผลิตและผู้จำหน่ายที่ได้รับสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” โดยต้องปรุงสุกทุกครั้งเพื่อสุขอนามัยที่ดี

นอกจากนี้ ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และผู้พบเห็นความผิดปกติด้านสุขภาพสัตว์ สามารถแจ้งเหตุได้ที่แอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคได้ทันที

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516761

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.01 น.

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง

7 กันยายน 2563 นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้แก้ไขปัญหาชาวประมงพื้นบ้าน ทรัพยากรประมง และทะเลชายฝั่ง ใน 14 ประเด็น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 ที่ผ่านมานั้น กรมประมงโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ได้เปิดโต๊ะจัดประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ทั้ง 14 ข้อ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563

ทั้งนี้ ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมเจ้าท่า และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการประชุมปรากฏว่าได้ข้อยุติเป็นที่พอใจของชาวประมงพื้นบ้าน ขอสรุปภาพรวมดังนี้

1.ข้อเรียกร้องซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ การแก้กฎหมายตามข้อเสนอของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงและแรงงานในภาคประมง ซึ่งกำลังพิจารณาข้อกฎหมายที่สมาพันธ์ฯ ขอแก้ไข 3 มาตรา และจะเสนอตามขั้นตอนของการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติต่อไป

ส่วนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการออกมาตรการในการกำหนดขนาดของสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ควรจับ การนำระบบโควตาในการจับสัตว์น้ำบางชนิดแทนการกำหนดจำนวนวันทำการประมงต่อรอบปีการประมง  การกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องมือประสิทธิภาพสูงบางชนิด ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ในการนำมาใช้บังคับ

ทั้งนี้ ทุกประเด็นได้มีคณะทำงานจากหลายภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา ผู้แทนประมงพื้นบ้าน ผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชน เมื่อได้ข้อสรุปจะได้นำไปรับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเสนอระดับนโยบายและคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อออกมาตรการ และนำมาใช้ต่อไป

2.ประเด็นข้อเสนอใหม่ ซึ่งภาครัฐรับข้อเสนอไปดำเนินการ ได้แก่ การขอทราบสถิติการทำการประมงนั้น กรมประมงไม่ได้ขัดข้องและได้ส่งข้อมูลจากการบันทึกการทำการประมง ตั้งแต่ปี 2559 – 2562 ให้แก่สมาคมสมาพันธ์ฯ ตามที่ร้องขอแล้วหลังเสร็จสิ้นการประชุม การออกใบรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน และการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้านตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกรมประมงจะเร่งรัดการประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวภายใน 15 กันยายน 2563 นี้   

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการขอให้กรมประมงพิจารณาออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านนั้น กรมประมงรับข้อเสนอและจะเร่งรัดการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 โดยกรมประมงจะหารือร่วมกับสมาคมสมาพันธ์ฯ และผู้แทนสมาคมประมงพื้นบ้าน ใน 23 จังหวัดชายทะเล เพื่อพิจารณาชนิดและขนาดของเครื่องมือทำการประมงพื้นบ้านที่ต้องขออนุญาตภายหลังจากที่กรมเจ้าท่าดำเนินการจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้  

นอกจากนั้นยังมีเรื่องการขอทำการประมงในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ โดยผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้รับข้อเสนอและจะเชิญผู้แทนสมาคมสมาพันธ์ฯ ร่วมพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง การจัดตั้งโรงเรียนชาวประมง ประเด็นนี้กระทรวงแรงงานรับไปศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมใน 23 จังหวัดชายทะเล ร่วมกับกรมประมง กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ประมงจังหวัด ประมงอำเภอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสังกัด เร่งชี้แจงทำความเข้าใจในสิ่งที่ภาครัฐได้ดำเนินการและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ชาวประมงในแต่ละพื้นที่ได้รับทราบรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ผลการดำเนินการของรัฐ ตามประเด็นข้อเรียกร้องดังกล่าวได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 8 กันยายน 2563 กรมประมงยังได้เชิญทางสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมงทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ซึ่งได้มีการยื่นข้อเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ มาหารือถึงแนวทางออกของการแก้ไขปัญหาประมงร่วมกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการและบริบทของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนความร่วมมือของทุกภาคส่วน กรมประมงจะขับเคลื่อนภารกิจนี้ ภายใต้แนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของอาชีพประมงต่อไป

เชสเตอร์ฉลองครบรอบ33ปี ชูมีดีที่ไก่-ข้าวรุกตลาดเดลิเวอรี่เต็มรูปแบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516696

เชสเตอร์ฉลองครบรอบ33ปี ชูมีดีที่ไก่-ข้าวรุกตลาดเดลิเวอรี่เต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.47 น.

นางสาวรุ่งทิพย์ พรหมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เชสเตอร์ได้พัฒนาและสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆ ที่สนองตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคซึ่งเน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยเมนูไก่ย่างที่มีความโดดเด่นหลากหลายรูปแบบและรสชาติ ล่าสุดออกไก่ย่างรสชาติใหม่ ไก่นิวออร์ลีนชีส อีกขั้นของการผสมผสาน 2 รสชาติไว้อย่างลงตัว และลูกค้าให้การตอบอย่างดีตั้งแต่ออกจำหน่าย ในส่วนเมนูข้าว ที่ครองใจผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยมายาวนาน คือ ข้าวไก่กรอบซอสน้ำปลา ข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์ และข้าวอบไก่ย่าง

สำหรับโปรโมชั่น ฉลองครบรอบ33 ปี เชสเตอร์จัดแคมเปญชุดใหญ่ด้วยคอมโบสุดคุ้มราคาเพียง 199 บาท ปีนี้เพิ่มความพิเศษขึ้นอีกกับชั่วโมงทอง Happy Hour ลดราคาเกินครึ่ง 55% เมนูพิเศษ เฉพาะช่วง 14.00-17.00 น. และเป็นธรรมเนียมทุกปีของเชสเตอร์ วันที่ 9 กันยายนวันเดียว จะมีเมนูไก่ย่างพร้อมเครื่องดื่มราคาพิเศษ เพียงชุดละ 19 บาทเท่านั้น วันนี้ลูกค้าสามารถสั่งชื้อทั้งหน้าร้าน Take away สั่งเดลิเวอรี่เพียงโทร. 1145 สั่งผ่านหน้าเว็บไซต์Chesters.co.th และพาร์ทเนอร์ FoodAggregator เพื่อขยายขอบเขตการจัดส่งให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตอบรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิด-19ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ยอดขายในช่องทางเดลิเวอรี่สูงขึ้นกว่า 40% การปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ ประกอบกับมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษมากมาย อาทิ เมนูข้าวกล่องใหม่ เรียกว่าBox Set ที่เสิร์ฟเมนูจานหลักและเมนูทานเล่นไว้ในกล่องเดียว เพื่อช่วยลดค่าครองชีพผู้บริโภค ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้ เชสเตอร์ได้เน้นการขายผ่านช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้น และปรับกลยุทธ์มาทำการตลาดในรูปแบบออนไลน์ มุ่งเน้นพัฒนาระบบการสั่งสินค้าในรูปแบบE-Commerce สำหรับการซื้อสินค้าในยุคนิว นอร์มอล โดยยังคงมาตรฐานของอาหารที่ร้อน สดใหม่ นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม ปรับเปลี่ยนใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท PLA (PolylacticAcid) ที่สามารถย่อยสลายได้ 100% และคงนโยบายใช้จานเซรามิก ช้อน-ส้อมสเตนเลสสำหรับลูกค้าที่นั่งทานในร้าน เพื่อลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง” นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าว