ประมงปลุก‘ชาตินิยม กะพงไทย’ฟื้นตลาดระยะยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516549

ประมงปลุก‘ชาตินิยม กะพงไทย’ฟื้นตลาดระยะยาว

ประมงปลุก‘ชาตินิยม กะพงไทย’ฟื้นตลาดระยะยาว

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า จากสภาวะผลผลิตปลากะพงขาวที่มีปริมาณสูงเกินความต้องการของผู้บริโภคจนเกิดการล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)และการนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศเพื่อนบ้านทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงต้องชะลอจับปลา ทำให้มีปลากะพงค้างบ่อรอจำหน่ายจำนวนมาก กรมประมงจึงจัดงาน “ชาตินิยม กะพงไทย” (Seabass Fair) ครั้งที่ 2” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร กระตุ้นให้เกิดความนิยมบริโภคปลากะพงขาวในประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมสร้างศักยภาพการแข่งขันและวางรากฐานการตลาดสินค้าประมงให้เกษตรกรเข้มแข็งระยะยาว โดยยกระดับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้รับรองมาตรฐานปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจคุณภาพปลากะพงขาวที่สด สะอาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ส่งตรงจากมือเกษตรกร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

การจัดงานครั้งนี้ กรมประมงนำกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาวร่วมจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาวที่ดี
มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในราคาสุดพิเศษมากกว่า 20 รายการ อาทิ ปลากะพงขาวขอดเกล็ดควักไส้ดึงเหงือกขนาด 700 – 800 กรัม ราคาตัวละ 140 บาท ขนาดประมาณ 1 กิโลกรัมตัวละ 120 บาท เนื้อปลากะพงขาว (Fillet) ขนาด 800 กรัม ชิ้นละ 320 บาท เนื้อปลากะพงหั่นชิ้น ขนาด 300 กรัม แพ็กละ 179 บาท เนื้อปลากะพงยักษ์ Portion (สเต็ก) ขนาด 150 กรัม ชิ้นละ 90 บาท กะพงจ๊อแช่แข็ง ถุงละ 100 บาท ซาลาเปาปลากะพงลูกละ 20 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตปลากะพงขาวคุณภาพ เมนูอาหารจากปลากะพงขาว รวมถึงการเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการปลากะพงขาวยักษ์และปลาแซลมอน และห้ามพลาดกับไฮไลท์การแข่งขันปรุงเมนูอาหารจากปลากะพงขาว โดยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯและกรมประมง พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมแข่งขันบนเวทีอีกมากมาย ทั้งนี้ ผู้สนใจเลือกชมสั่งจองสินค้าล่วงหน้าก่อนจัดงานได้ที่ “Fisheries shop” https://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/event/2 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และติดตามรายละเอียดการจัดงาน หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center กรมประมง โทรศัพท์ 0-2562-0600-15 ในวันและเวลาราชการ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516552

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด เผยเคล็ดลับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทำบัญชีต้นทุนอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน รวมทั้งเห็นถึงความสำคัญของการทำบัญชีว่าสามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนแท้จริง

นางนิตยากล่าวว่า ด้วยบทบาทหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าในอดีตที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์หลายคนล้วนต้องประสบกับปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบมาโดยตลอด ทำให้มีต้นทุนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพที่สูง อันเป็นผลมาจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยเหตุนี้ตนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้สินต่างๆ ทดลองการจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน

โดยหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และหาวิธีที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ส่งเสริมให้นำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในร้านค้าของสหกรณ์ เป็นต้น ซึ่งจากการส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีอย่างจริงจัง ส่งผลให้สมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% รวมทั้งยังนำข้อมูลทางบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์ ด้วยการนำมาเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อสมาชิกเข้ามาจำหน่ายยังสหกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์ อาทิ สหกรณ์ได้มีการซื้อปุ๋ยมาผสมเองและขายให้สมาชิกในราคาถูก โดยสหกรณ์จะมีเครื่องตรวจวิเคราะห์ดินที่สมาชิกสามารถนำดินตัวอย่าง มาวิเคราะห์ว่าสภาพดินในพื้นที่ทำเกษตรของตัวเองเป็นอย่างไร ควรใช้ปุ๋ยสูตรไหน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์ให้ความสำคัญกับสมาชิกในเรื่องของการส่งเสริมการทำบัญชีและทำให้สมาชิกสามารถลดหนี้คงค้างได้นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ทำให้สมาชิกเกิดการยอมรับ มีความรักความสามัคคี ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีแนวทางดำเนินงานโดยนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) มาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ฯ และข้อมูลของตนเองได้ ผ่านนวัตกรรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อย่าง Smart 4M เป็นต้น

ปัจจุบัน นอกจากครูนิตยาจะเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด แล้ว ยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นครูบัญชีอาสา ที่เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย อีกทั้งในปัจจุบัน ยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในเจ้าของแปลงสาธิตในโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งมีการทำเกษตรผสมผสาน จากการได้ลงมือทำในโครงการดังกล่าวและนำเรื่องการทำบัญชีเข้ามาใช้ ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เพียง 1 ปี ก็สามารถสร้างรายได้และคืนทุนจากการลงทุนไปทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช ขุดสระน้ำและเลี้ยงปลา เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม

“จากการทำแปลงสาธิตโครงการ โคก หนอง นา โมเดล แล้วนำข้อมูลจากการทำบัญชีเข้าไปวางแผนการบริหารต้นทุนการใช้จ่าย เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการทำบัญชี และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสา ก็ได้นำความรู้ดังกล่าวจากแปลงต้นแบบที่ตนทำแล้วประสบความสำเร็จ ไปแนะนำให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้นำไปปรับใช้ โดยใช้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน” นางนิตยา กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516548

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนา “เคมี พระเอก หรือ ผู้ร้าย” ขึ้นเพื่อที่จะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของสารเคมี การจัดการสารเคมีตามหลักสากล ในด้านการผลิตและการใช้สารเคมีอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยในงานนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมให้ความเห็นมากมาย ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทฮาซเคมโลจิสติกส์แมเนจเมนท์ จำกัด ประธานกลุ่ม Responsible care®ดูแลด้วยความรับผิดชอบ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผู้เชี่ยวชาญ Green Chemistry ดร.นวลศรี ทยาพัชร ผู้เชี่ยวชาญ คณะทำงานสารตกค้างทางการเกษตร JMPR (FAO/WHO) และอดีตผู้อำนวยการกองวัตถุมีพิษกรมวิชาการเกษตร ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์นายแพทย์ วินัย วนานุกูล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

ขุนเกษตรา จะขอยกบทสรุปความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านมาเล่าสู่กันฟังนะครับ โดย ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึง “เคมี” มักจะถูกสังคมมองถึงด้านลบเพียงด้านเดียว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้ร้ายของสังคม และถูกมองว่าเป็นสิ่งอันตราย เป็นภัยต่อผู้ใช้โดยส่วนรวม แต่เราทุกคนลืมไปหรือไม่ว่า “เคมี” ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน มิได้ให้ผลต่อผู้ใช้เพียงด้านเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพียงแต่เราต้องใช้อย่างถูกวิธี ยกตัวอย่างเช่น กรณีการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซต ต่างเป็นสารเคมีที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากในการกำจัดแมลงและวัชพืชที่รบกวนการเพาะปลูก ในขณะที่ผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพ ที่มีการอ้างอิงถึง ล้วนเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ขาดความรู้ในเรื่องใช้อย่างแท้จริง

ในขณะที่ ดร.จรรยา มณีโชติ ได้กล่าวถึงประเด็นของข่าวการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในน้ำดื่ม จ.น่าน เกินค่ามาตรฐานสากล ข่าว “โรคเนื้อเน่า” สาเหตุจากพาราควอต ที่ จ.หนองบัวลำภู และการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มแม่และในขี้เทาทารก ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกว่า เกษตรกรไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากจนผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย เกิดวาทกรรม “สารพิษอาบแผ่นดิน” แต่จากการสืบค้นหาความจริง พบว่า น้ำดื่มเมืองน่านยังปลอดภัย แต่นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า เดือนธันวาคม 2562 เก็บตัวอย่างตะกอนดินและน้ำไปวิเคราะห์ผล คือ ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า ส่วนงานวิจัยพาราควอต ในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัย ดังนั้น สมาคม จึงเสนอขอทบทวนมติการแบนพาราควอต เพราะเป็นที่น่าสังเกตว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอต ไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร เพราะนอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต ไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต เมื่อพาราควอตถูกแบนไปเมื่อ 1 มิถุนายน 2563 กษ.ประกาศให้เวลาเกษตรกร 90 วัน เพื่อนำพาราควอตมาส่งคืนเพื่อเผาทำลายภายใน 29 สิงหาคม 2563 แต่ อย. กลับผ่อนผันให้ภาคอุตสาหกรรมนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้พาราควอตและมีค่าตกค้างไม่เกินค่ามาตรฐาน CODEX ไปจนถึง 1 มิถุนายน 2564 ทำให้เกิดคำถามว่าเมื่อคิดว่า พาราควอตตกค้างนิดเดียวก็อันตราย แต่ทำไมยังอนุญาตให้นำเข้าอาหารที่ปนเปื้อนพาราควอตมาให้คนไทยบริโภค กระทรวงเกษตรฯ ควรจะผ่อนผันให้เกษตรกรใช้ไปได้จนถึงปีหน้า ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ และในระหว่างการผ่อนผัน ควรตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากสองฝ่าย มาร่วมกันทบทวนหลักฐานที่ใช้ประกอบการแบนพาราควอตว่าถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นี่เป็นเพียงบางช่วงบางตอนของความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านที่ต้องการสื่อไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะในโลกนี้ไม่มีสารเคมีใดไม่เป็นอันตราย แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการรู้จักใช้อย่างรับผิดชอบ การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแก่เกษตรกร และสนับสนุนแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี หรือเกษตรปลอดภัย น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยั่งยืนสำหรับภาคเกษตรไทยได้ดีที่สุด

ขุนเกษตรา 

สิงห์บุรีเปิด‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรก ศูนย์รวมผลผลิตเกษตรกรส่งตรงผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516551

สิงห์บุรีเปิด‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรก ศูนย์รวมผลผลิตเกษตรกรส่งตรงผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกของจ.สิงห์บุรี ที่ร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด เป็นกิจกรรมในโครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์รูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่ร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ส่งเสริมความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างร้านค้าสหกรณ์เครือข่ายสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรที่มีบทบาทบริหารจัดการผลผลิตและสินค้าจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เชื่อมโยงไปสู่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ ร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด ได้เชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ต่างๆ เพื่อนำสินค้ามาจำหน่าย ประกอบด้วย ข้าวสารจากชุมนุมสหกรณ์จ.สระบุรี สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด จ.ปทุมธานี สหกรณ์การเกษตรท่าโขลง จำกัด จ.ลพบุรี สหกรณ์การเกษตรสว่างอารมณ์ จำกัด จ.อุทัยธานี วิสาหกิจชุมชนแม่ลา กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านบางมัญ จ.สิงห์บุรี และสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด ไข่ไก่จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด จ.อ่างทอง ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ปลาช่อนแดดเดียว) จาก ป.เกษตรฟาร์มสิงห์บุรี สินค้าประมงแปรรูป จาก สหกรณ์การเกษตรเพื่อลูกค้าธ.ก.ส.พังงา จำกัด และสหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง – บางแก้ว จำกัด จ.สมุทรสงคราม ผลไม้จากสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด จ.สิงห์บุรี สหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัด จ.จันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด จ.ระยอง รวมทั้งแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพัฒนาร้านสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด สดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Far by Co-op “สด สะอาด ปลอดภัย” ปัจจุบันมีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการ 92 แห่ง 42 จังหวัด 2 พื้นที่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคนิคจัดการร้านการสร้างนวัตกรรมการบริการ การบริหารจัดการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงประชาชนได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม และจะขยายผลไปในพื้นที่ที่เหมาะสมทั่วประเทศ

กษ.เร่งขับเคลื่อนหม่อนไหมแปลงใหญ่2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516055

กษ.เร่งขับเคลื่อนหม่อนไหมแปลงใหญ่2563

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ตามที่กรมหม่อนไหมได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์ครบวงจร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรมหม่อนไหมขับเคลื่อนภารกิจนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมระบบแปลงใหญ่ ที่บริหารจัดการร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิต เพื่อร่วมจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยปี 2563 ดำเนินการในพื้นที่ 34 แปลง 18 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกหม่อนมากกว่า 12,000 ไร่ เกษตรกรรวม 2,994 ครัวเรือน ได้แก่ 1. ผลิตไหมอุตสาหกรรม 16 แปลง ในจ.น่าน กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร (2 แปลง) ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (3 แปลง) นครราชสีมา สุรินทร์ และอุทัยธานี 2. การผลิตไหมหัตถกรรม 17 แปลง ในจ.เชียงราย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (5 แปลง) บุรีรัมย์ (3 แปลง) นครราชสีมา (2 แปลง) ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ (2 แปลง) และ 3.การผลิตหม่อนผลสด 1 แปลง ในจ.น่าน(แปลงใหญ่ประชารัฐ) เพื่อพัฒนา เน้นให้เกิดการรวมแปลง/ รวมกลุ่มเกษตรกร จัดทำฐานข้อมูล และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและผู้จัดการแปลงใหญ่

นายสันติกล่าวต่อว่า แบบอย่างเกษตรแปลงใหญ่ด้านหม่อนไหมที่ประสบความสำเร็จ และแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่สนองตอบการขับเคลื่อนในทุกนโยบาย ทั้งนโยบาย “การรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่” และนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” คือ แปลงใหญ่หม่อนไหม พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ภายใต้แปลงใหญ่ (ไหมอุตสาหกรรม) ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน มีพื้นที่ปลูกหม่อน 707 ไร่ สมาชิก 95 ราย ผลิตสินค้าไหมรังเหลืองตามมาตรฐาน GAP (มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 8201-2555) การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จังหวัดน่าน ได้เริ่มตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ น่าน ได้ขับเคลื่อนดำเนินการส่งเสริมการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จ.น่าน เชียงราย และพะเยา เพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็น Smart Farmer ขณะเดียวกันได้ดำเนินการตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยร่วมกับบริษัทเอกชนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อจำหน่ายรังไหมให้บริษัทมากขึ้นซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหมและทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับบริษัท (Contract farming) ปีต่อปี

สำหรับปี 2563 ได้ทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้ากับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2563 โดยนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นสักขีพยานในการทำสัญญาซื้อขายรังไหมดังกล่าว กำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องส่งมอบตามสัญญาซื้อขายรังไหม 55,000 กิโลกรัม (55 ตัน) จำนวน 8-10 รุ่น โดยใช้ไข่ไหมพันธุ์เหลืองสระบุรี ซึ่งเป็นไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม (ผลิตโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ของกรมหม่อนไหม) บรรจุปริมาณไข่ไหม22,000 ฟอง/แผ่น คาดคะเนผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม/แผ่น ทั้งนี้ ได้รับซื้อรังไหมแล้ว 3 รุ่นมีผลผลิตรังไหมรวม 15,540.47 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวมกว่า 2.5 ล้านบาท เฉลี่ย 59.38 กิโลกรัม/ราย มีเปอร์เซ็นต์รังเสีย 8.05 ราคาสูงสุด 199.72 บาท/กิโลกรัม ราคาต่ำสุด 114.17 บาท/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 156.88 บาท/กิโลกรัม ส่วนชนิดรังไหม (รังเสีย) ที่ขายได้ ประกอบด้วยรังแฝด 100 บาท/กิโลกรัม รังเสีย 90 บาท/กิโลกรัม รังบางและเน่า 20 บาท/กิโลกรัม และรังดีหลังจ่อ 120 บาท/กิโลกรัม มีราคาปุยไหม 5 บาท/กิโลกรัม เฉลี่ยการกินใบหม่อน/แผ่น 400-450 กิโลกรัม/แผ่น ผลผลิตหม่อน/ไร่ 2,500-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี เลี้ยงไหมได้ปีละ 8-10 รุ่น ตามการแบ่งแปลงหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน

กตส.พัฒนาโปรแกรมFASเสริมความแกร่งให้สหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516051

กตส.พัฒนาโปรแกรมFASเสริมความแกร่งให้สหกรณ์

กตส.พัฒนาโปรแกรมFASเสริมความแกร่งให้สหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ปรับเปลี่ยนให้หลากหลาย เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งชะลอตัวทางเศรษฐกิจและปรับตัวให้ทัดเทียมภาคเอกชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)จึงพัฒนาระบบบัญชีให้ทันสมัยสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ในปัจจุบัน ซึ่งโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (CooperativeFull Pack Accounting Software : FAS) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูป ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ทุกด้าน

สำหรับหลักการทำงานของโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ประกอบด้วย 1.ระบบสมาชิกและหุ้น รองรับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิกสำหรับการทำงานของทุกระบบงานย่อย รองรับการจัดทำทะเบียนหุ้นและประวัติสมาชิกได้ถูกต้อง รองรับการเชื่อมโยงระบบจัดชั้นสมาชิก รองรับการพิมพ์หนังสือยืนยันยอดสมาชิก และรองรับการคำนวณเงินปันผลและจ่ายเงินปันผล/เฉลี่ยคืนได้ถูกต้องและรวดเร็ว

2.ระบบเงินรับฝาก รองรับเงื่อนไขเงินรับฝากของสหกรณ์ได้หลากหลาย สามารถคำนวณดอกเบี้ยจ่ายและประมาณการดอกเบี้ยจ่ายในอนาคตได้ รองรับการจัดทำบัญชีย่อยเงินรับฝากทันทีที่เกิดรายการและรองรับการจัดทำรายงานธุรกรรมต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 3.ระบบเงินให้กู้ รองรับการจัดทำบัญชีย่อยเงินให้กู้ รองรับการคำนวณดอกเบี้ยค้างรับได้ทุกวันเป็นรายสัญญาอีกทั้ง ยังรองรับจดจำนองหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันและไถ่ถอนการจำนองรองรับการเชื่อมโยงกับระบบจัดการสินเชื่อสำหรับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล รองรับการแสดงรายงานวิเคราะห์อายุหนี้ของลูกหนี้เงินกู้ และรองรับการคำนวณเงินเฉลี่ยคืนได้ถูกต้อง รวดเร็วรวมถึงจัดทำหนังสือเตือนให้ชำระหนี้เงินกู้ได้อีกด้วย

4.ระบบสินค้า โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคเกษตร ที่มีบริการจำหน่ายสินค้าแก่สมาชิก ทั้งสินค้าจำเป็นที่เป็นปัจจัยการผลิต หรือสินค้าประเภทอุปโภค บริโภค ระบบนี้จะรองรับการบริหารการขายสินค้า การจัดการสินค้าคงคลัง รองรับการคำนวณเงินเฉลี่ยคืนตามยอดซื้อขายของสมาชิก รองรับการบริหารจัดการเจ้าหนี้การค้า ลูกหนี้การค้ากำหนดจุดรับซื้อ จัดหมวดหมู่และการบริหารชั้นวางสินค้า รวมถึงรองรับการตรวจนับสินค้าระหว่างปีแบบทั้งหมดหรือบางส่วน และรองรับการบริหารจัดการรูปแบบศูนย์กระจายสินค้าได้อีกด้วย และ5.ระบบบัญชีแยกประเภท ซึ่งเป็นระบบสรุปสุดท้าย ณ วันสิ้นปี ที่จะแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปี สหกรณ์ดำเนินการอะไรไปบ้าง ผลประกอบการมีกำไรหรือขาดทุนอย่างไร มีสินค้าคงเหลือเท่าไหร่ โดยระบบบัญชีแยกประเภทนี้ จะรองรับระบบสาขา สามารถจัดทำได้ทั้งงบการเงินสาขาและงบการเงินรวม รองรับการจัดทำงบการเงินได้ตามแบบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด รองรับการผ่านรายการบัญชีจากระบบงานย่อยได้อัตโนมัติ รองรับการจัดทำรายงานเพื่อบริหารและรายงานการเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงิน รวมถึงรองรับการเชื่อมโยงสู่ระบบเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์แบบ Real Time ได้

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อธิบายว่า กรมฯยังมีนวัตกรรม Smart4M เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำกับดูแลสหกรณ์ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้ง สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลตนเองและติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ได้ ประกอบด้วย Smart Me ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปใช้บันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ได้อีกด้วย

“ปัจจุบันมีสหกรณ์ 1,600 กว่าแห่ง ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์นำข้อมูลสารสนเทศทางการเงินมาใช้ประกอบการตัดสินใจบริหารได้รวดเร็ว ทันเหตุการณ์สนองประโยชน์ให้สมาชิกสหกรณ์ได้ ซึ่งกรมฯสนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดคอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ กรมยังคงพัฒนาโปรแกรมต่างๆให้ต่อเนื่อง รวมทั้งปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการสหกรณ์”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าฟื้นฟูทรัพยากรดินกว่า2ล้านไร่/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516052

กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าฟื้นฟูทรัพยากรดินกว่า2ล้านไร่/ปี

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า การผลักดันเกษตรกรรมปลอดภัยเป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรกรรม 20 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดินมีภารกิจหลักด้านรักษา ปรับปรุง ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการผลิตอาหาร ให้ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ายั่งยืน จึงกำหนดนโยบายพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรดิน เป้าหมายสำคัญสูงสุดคือ ใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีความมั่นคง พื้นที่ได้รับการพัฒนาไม่น้อยกว่า 2 ล้านไร่/ปี เกษตรกรได้รับการพัฒนา 6 แสนราย

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายมี 6 ด้านได้แก่ 1.กำหนดเขตใช้ที่ดิน โดยเพิ่มประสิทธิภาพใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมสำหรับปลูกพืชให้เหมาะสมกับศักยภาพของดิน แบ่งเป็นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1) กว่า 2 ล้านไร่และปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3 และ N) ไม่น้อยกว่า 1 แสนไร่/ปี ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map)

2.บริหารจัดการเชิงพื้นที่ป้องกันบรรเทาภัยแล้ง แบ่งเป็นมาตรการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ โดยขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานกว่า 5 แสนบ่อ และการรักษาความชื้นในดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ไม่น้อยกว่า 2 แสนไร่ และปลูกหญ้าแฝกกว่า 8 แสนไร่/ปี 3.เพิ่มประสิทธิภาพใช้ที่ดินและเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ดินที่มีข้อจำกัดทางการเกษตร เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินกรด โดยสนับสนุนความรู้วิชาการ ปัจจัยการผลิตและวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เทคโนโลยีชีวภาพด้านการพัฒนาที่ดิน 4.สร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ด้วยการใช้นวัตกรรมพัฒนาที่ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์ รณรงค์ให้เกษตรกรไถกลบตอซังแทนการเผา เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน 5.พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรนำไปใช้ได้จริง แก้ปัญหาดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และใช้ที่ดินเหมาะสม 6.Big Data & AI กรมพัฒนาที่ดิน พัฒนาฐานข้อมูลและใช้ที่ดินให้เป็น Big Data และพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และเกษตรกร

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวเพิ่มเติมว่าจากสถานการณ์โลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระบาดของโรคอุบัติใหม่จากเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารไม่เพียงแต่ลดทอนความสามารถผลิตอาหาร ยังส่งผลต่อความสามารถเข้าถึงอาหารของประชากรโลก ดังนั้น กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรดิน พัฒนาที่ดิน จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และเป็นกลไกทำให้การพัฒนาการเกษตรเกิดความยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ประชาชน เกษตรกรและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516056

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19  ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมประชุมร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในภาคเหนือตอนบน

รมว.อว. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลคาดหวังให้อว.เป็นกำลังให้รัฐบาลขับเคลื่อนประเทศ เรื่องที่ถูกมองว่ากำลังเป็นปัญหาของประเทศ อว.เห็นว่าคือโอกาสทำงาน สถาบันอุดมศึกษาอย่าเล็งเพียงความเป็นเลิศด้านวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีส่วนพัฒนาจังหวัด พัฒนาการศึกษาและการสาธารณสุขของประเทศจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน อว.

ในปี 2564 ขอฝากชาวมหาวิทยาลัยคิดและพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือ เรื่องเกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา อว.และสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองและมีส่วนร่วมกับประชาชนปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ต้องไม่ก้าวล่วงและละเมิดบุคคลอื่น กิจกรรมนักศึกษาในนามมหาวิทยาลัยต้องให้สาธารณชนเห็นว่านิสิตนักศึกษามีความจงรักภักดีในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เหมือนคนไทยทุกคน มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาเยาวชนในทิศทางที่ตรงกับความสนใจกับเยาวชนไทยในยุคไซเบอร์ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ซึมซับรากเหง้าของความเป็นไทย พร้อม กับการเติบโตก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเข้มแข็ง รวมทั้งหารือกันว่าทำอย่างไรบัณฑิตจะเข้าสู่งานอาชีพใหม่และใช้ชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลงของโลกได้มีความสุข

เรื่องที่สองคือ ผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-2019 (COVID -19) อว.เห็นว่าเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพ อว.เข้าร่วมแก้ปัญหาให้รัฐบาลและประชาชนที่ได้ผลกระทบโดยตรงหลังโควิดด้วยโครงการ อว.จ้างงานประชาชนในพื้นที่ทำงานให้มหาวิทยาลัย 400,000 คนเศษ ในปี 2563 ส่วนของบัณฑิตจบใหม่มีโครงการให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท 100,000 ทุน ศึกษาต่อในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น การเกษตร อาหาร สาธารณสุข พลังงานโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการหางานทำของบัณฑิตจบใหม่ออกไป แรงงานระดับปริญญาที่อยู่ในระบบ จะมีการ Re-skill Up-Skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้แรงงานปรับตัวให้ทันกับอาชีพใหม่

เรื่องที่สามคือ นำศักยภาพของ อว.และสถาบันอุดมศึกษาไปพัฒนาทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจาก อว.เป็นกระทรวงใหญ่ มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ควรเร่งกระจายองค์ความรู้และโอกาสเข้าช่วยพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการบูรณาการเพื่อพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยอว.มีแนวคิดจะให้ทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆของรัฐบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ด้วยการวิจัยและนวัตกรรมทางสังคม โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ หน่วยงานสนับสนุนการสร้างและใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับชุมชนสังคมและคุณภาพชีวิตคนไทย

จากนั้นภาคบ่าย รมว.การอุดมศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลดำเนินการโครงการ อว.จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID-19) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ณ ชุมชนท้องถิ่นที่พัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โครงการ อว. จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 25 อำเภอของจ.เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ระยะที่ 1 จ้างงานมี 70 คน ระยะที่ 2 มี 192 คน ให้ผู้ได้รับการจ้างงานเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ตลอดจนงานวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้จัดทำแผนส่งเสริมพัฒนาผลกระทบที่เกิดในชุมชน ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ มีฐานข้อมูลเพื่อใช้วางแผนพัฒนาอาชีพให้ชุมชน ตรงความต้องการของชุมชนมากขึ้น

ด้านผศ.เกษม กุณาศรี ผอ.ศูนย์ประสานงานอพ.สธ. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการจะยกระดับชุมชน เรื่องทรัพยากรชุมชน ไม่ว่าจะเรื่องกายภาพ ชีวภาพ แล้วก็ภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกมาให้ชาวโลก คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้นำไปใช้ ซึ่งการสำรวจนั้นทำให้เด็กได้ประสบการณ์ ในเรื่องของการเอาไปต่อยอดด้านงานอาชีพ และอีกอย่าง เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะเกิดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาด้านการ
ท่องเที่ยวของประเทศเรา

ส่วนน.ส.นนทิชา พวงแก้ว และน.ส.พรทิพย์ พึ่งจาบ ผู้รับจ้างงาน อว. เฟส2 เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จบมาทางด้านสายงานการ
ท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 มีการปิดรับนักท่องเที่ยว พอมีประกาศจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงเข้าร่วมโครงการนี้ งานที่รับผิดชอบคือ เก็บข้อมูล สำรวจ รวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลทั้งหมด 9 หมู่บ้าน เก็บข้อมูลทั้งด้านชีวภาพ กายภาพ แล้วก็โบราณวัตถุ แล้วนำมาทำในใบงาน 9 ใบงาน ข้อมูลบางอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อน เช่น พืชใกล้สูญพันธุ์ โบราณวัตถุที่หายาก ทำให้เราได้รู้ข้อมูลต่างๆมากขึ้น อยากฝากว่า อยากให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะเป็นโครงการที่ให้ความรู้หลากหลาย นำไปต่อยอดเรื่องท่องเที่ยวที่เราเรียนมาได้

‘ปศุสัตว์’จับมือ2สหกรณ์โคนม สร้างความมั่นด้านอาหารโคนมรองรับFTA #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515947

'ปศุสัตว์'จับมือ2สหกรณ์โคนม สร้างความมั่นด้านอาหารโคนมรองรับFTA

‘ปศุสัตว์’จับมือ2สหกรณ์โคนม สร้างความมั่นด้านอาหารโคนมรองรับFTA

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.24 น.

3 กันยายน พ.ศ. 2563 กรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด และสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์กสวนมะเดื่อ จำกัด ร่วมบันทึกข้อตกลง(MOU) “การดำเนินโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนม รองรับการเปิดเสรีทางการค้า (FTA)

นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรม- ปศุสัตว์ เปิดเผยว่า นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการดำเนินงานโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ร่วมกับนายจิรายุทธ จำเล ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด และนายมานิตย์ โตล่ำ ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก สวนมะเดื่อ จำกัด ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของโครงการนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 รวมวงเงินสนับสนุนจำนวน 37,560,000 บาท ระยะเวลาในการดำเนินงาน 10 ปี (กรกฎาคม 2563 ถึง กรกฎาคม 2573) ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วย “การดำเนินโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (FTA)” ระหว่างกรมปศุสัตว์และสหกรณ์โคนมทั้ง 2 แห่งนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมคุณภาพ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพให้มีมาตรฐาน เป็นไปตามความต้องการของตลาด และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการจากภายนอกประเทศที่จะมีการแข่งขันสูงขึ้นในอนาคต

‘สมศักดิ์’ขอบจธ.หนุนภารกิจDSI ปลื้มผลงานช่วยปชช.324รายมีที่ทำกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515754

‘สมศักดิ์’ขอบจธ.หนุนภารกิจDSI ปลื้มผลงานช่วยปชช.324รายมีที่ทำกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ประชาชนด้านกฎหมายและการเข้าถึงความเป็นธรรมหัวข้อ “รวมพลังฝ่าวิกฤตหนี้นอกระบบ” จัดโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนดา แกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ ก่อนเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทกระทรวงยุติธรรมในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” รมว.ยุติธรรม เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนภารกิจดีเอสไอ ได้แก่ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

นางสุวรรณา บุญกล่ำ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บจธ.อธิบายความเป็นมาของสถาบันที่ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาว่า บจธ.เป็นองค์การมหาชน สังกัดสำนายกรัฐมนตรี มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล ตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2554 ได้รับงบประมาณดำเนินงานตามโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดิน โครงการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินของเกษตรกรผู้ยากจน รวมทั้งโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ซึ่งนายสมศักดิ์ให้ความสนใจเรื่องความสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกิน รวมทั้งงบประมาณที่บจธ.ได้รับ และรับทราบผลดำเนินการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน ที่บจธ.ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วไม่น้อยกว่า 324 ราย จำนวนที่ดินกว่า 2,218 ไร่ ส่วนทุกโครงการที่บจธ.ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกินรวม 1,257 ครัวเรือน พื้นที่ประมาณ 4,521 ไร่ ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวเสริมว่า บจธ.เป็นหน่วยงานสนับสนุนภารกิจของดีเอสไอที่ดีมาก และช่วยเหลือลูกหนี้ที่มายื่นร้องเรียนกับดีเอสไอว่ากำลังเสียที่ดินจนได้ที่ดินกลับคืนมาหลายราย