อ.ต.ก.-สคช.ทำมาตรฐานอาชีพผู้ผลิต-คัดแยก-จำหน่าย ยกระดับสินค้าสู่เกรดพรีเมียมกระจายทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515753

อ.ต.ก.-สคช.ทำมาตรฐานอาชีพผู้ผลิต-คัดแยก-จำหน่าย ยกระดับสินค้าสู่เกรดพรีเมียมกระจายทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)พัฒนาผู้ประกอบอาชีพในเครือข่ายของอ.ต.ก.ว่า ความร่วมมือระหว่าง สคช.กับอ.ต.ก.เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพที่มีทั้งผู้ผลิต ผู้คัดแยกผู้จัดจำหน่ายผลิตผลการเกษตรให้ได้เรียนรู้เพิ่มสมรรถนะการทำงานให้ตรงตามมาตรฐานอาชีพ ร่วมถ่ายทอดความรู้การคัดเกรดผลไม้ระดับพรีเมียม ไปยังเกษตรกร ล้งและผู้จำหน่ายผลผลิตการเกษตรทั่วประเทศซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าทางการเกษตรให้มากขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีกว่า ตลาดอ.ต.ก.ได้รับคัดเลือกให้เป็นตลาดสดที่ดีที่สุดติด 1 ใน 10 ของโลก สินค้าที่ขายในตลาด อ.ต.ก.มีคุณภาพและราคามาตรฐานอยู่แล้ว แต่หากผู้ประกอบอาชีพในเครือข่ายอ.ต.ก.ได้รับการพัฒนาศักยภาพผลิตและคัดแยกสินค้าให้ได้มาตรฐานมากขึ้น จะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มผู้บริโภคก็ยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้นเพราะคุณภาพคุ้มค่ากับราคา เรียกว่าผู้บริโภคได้ของดีมีคุณภาพ พ่อค้าแม่ค้าก็ขายของได้ราคาดี เศรษฐกิจภาครวมของประเทศก็เติบโตขึ้นด้วย

ด้านนายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรรักษาการแทนในตำแหน่งผอ.อ.ต.ก.กล่าวว่า อ.ต.ก. และสคช. จะช่วยส่งเสริมเกษตรกร สร้างตลาดคุณภาพให้ผู้ผลิต ผู้คัดแยกผู้จัดจำหน่าย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีเกษตรกรและผลผลิตที่มีคุณภาพ แต่แหล่งจำหน่ายที่มีคุณภาพก็สำคัญมากเช่นกัน ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่สำคัญอ.ต.ก. มีผู้จัดจำหน่ายคุณภาพอย่าง เจ๊นิด เจ้าของร้านน้องนิด ระยอง ทุเรียนปลอดสาร ที่ขายทุเรียนสร้างรายได้มูลค่ากว่า 20 ล้านบาทต่อปี มีคุณจำรูญ นิลเต่า ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตผลไม้ปลอดภัย บ้านรางสีหมอก จ.ราชบุรี หนึ่งในเกษตรกรโครงการ Best Of Ortorkor พร้อมถ่ายทอดความรู้ทักษะการคัดแยก และวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยมีตลาด อ.ต.ก. ซึ่งเป็นตลาดได้มาตรฐาน ผู้ซื้อมีกำลังซื้อ และพร้อมซื้อสินค้าคุณภาพ เมื่อเราทำให้เกษตรกรผลิต คัดแยกของคุณภาพ ก็สามารถนำมาขายในตลาดคุณภาพได้ จะช่วยเกษตรกรขายสินค้าได้ราคาสูง และเป็นช่องทางต่อยอดเรื่องตลาดคุณภาพจำหน่ายสินค้าพรีเมียม กระจายไปทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบอาชีพในเครือข่ายอ.ต.ก.เป็นการสนับสนุนและสร้างโอกาสให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายอ.ต.ก. โดยสคช.จะส่งเสริม สนับสนุน ประเมิน จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพหรือมาตรฐานสมรรถนะ สำหรับรองรับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเครือข่าย อ.ต.ก. เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ โดยมอบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ หนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพหรือหนังสือรับรองมาตรฐานสมรรถนะให้ผู้ผ่านการประเมิน ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนด เช่น ด้านจัดจำหน่ายผลิตผลการเกษตร ด้านการคัดแยกผลิตผลการเกษตร ให้คำปรึกษาคำแนะนำพัฒนาอาชีพและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ บริหารจัดการ ระบบการเงิน ระบบขนส่ง และช่องทางส่งเสริมการตลาด จัดกิจกรรมอบรมสัมมนา กิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ ตลอดจนด้านอื่นที่จำเป็น นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

สวพส.แนะทำเกษตรประณีตปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515752

สวพส.แนะทำเกษตรประณีตปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือสวพส. เปิดเผยว่า นักวิชาการของสวพส. ประกอบด้วย นายอิทธิพล โพธิ์ศรีนายพิมุกต์ พันธรักษ์เดชา และน.ส.ดวงดาวกันทะรัตน์ ได้ค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลระบบเกษตรแบบประณีตปลอดภัยของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยมีเป้าหมายหลักพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนนั้น ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)หรือ สวพส.มุ่งเน้นพัฒนาอาชีพบนฐานความรู้ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรในชุมชนมีอาชีพและรายได้เพียงพอดำรงชีพโดยยึดความเหมาะสมตามแผนใช้ที่ดิน และเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่ดีจากการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม ตลอดจนการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และนำผลวิจัยและพัฒนาที่สำเร็จไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรเหมาะสมตามแนวทางโครงการหลวงและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ในอดีต ระบบปลูกพืชของเกษตรกรชุมชนบนพื้นที่สูง ใช้พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก มีการแผ้วถางขยายพื้นที่ทำกินเกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินและใช้สารเคมีในกระบวนการเพาะปลูกมาก แต่ได้รับผลตอบแทนต่ำ กำไรน้อย เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนและมีหนี้สินรายได้จากการประกอบอาชีพดั้งเดิมหรือระบบการปลูกแบบเดิมไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและส่งเสียค่าเล่าเรียนบุตรได้เหมือนก่อน เกิดการย้ายถิ่นฐาน และทำให้การสืบทอดอาชีพด้านเกษตรกรรมเริ่มลดลงจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า วิธีประกอบอาชีพของเกษตรกรนั้นไม่เหมาะสมหากไม่ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำการเกษตรของเกษตรกร หรือหาพืชทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร อาจทำให้เกษตรกรเป็นหนี้สินไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือนแบบโครงการหลวงมาถ่ายทอดและเสริมเสริมแก่เกษตรกร เป็นต้นแบบการพัฒนาอาชีพแก่ชุมชนบนพื้นที่สูงอีกรูปแบบหนึ่งที่ตอบโจทย์ด้านรายได้เป็นอย่างดี เป็นเกษตรแบบประณีตที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้ง ยังช่วยลดการเผา ลดการขยายพื้นที่เพาะปลูกและลดใช้สารเคมีทางการเกษตรได้จริงและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เกษตรกรภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของสถาบัน ได้ให้ความสนใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการปลูกนอกโรงเรือน ลดความเหนื่อยยากในการทำงานลดลง สามารถควบคุมแผนการผลิตและตลาดได้แม่นยำ ผลิตผลมีคุณภาพได้มาตรฐานและปลอดภัยสูง และเทคโนโลยีการผลิตพืชภายใต้โรงเรือนยังป้องกันความชื้นจากฝน ลดการใช้พื้นที่และสารเคมีในการเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำและการให้ปุ๋ยอย่างเป็นระบบ

อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ มีความคุ้นชินในระบบควบคุมตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) และพัฒนาเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติต่อไปในอนาคตได้ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับการแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืช รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นที่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างปี 2557-2563 ขยายโรงเรือนปลูกผักและองุ่นเพิ่มมากกว่า 820 โรงเรือนหรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เมื่อพิจารณาผลตอบแทนต่อพื้นที่กับพืชเดิมของเกษตรกร พบว่า รายได้สุทธิของเกษตรกรจากการปลูกพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือน โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้พื้นที่เพาะปลูกนั้น ก่อให้เกิดรายได้มากกว่าการปลูกในสภาพกลางแจ้ง 2-5 เท่าช่วยลดใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชในกระบวนการผลิตมากถึง30-50% และลดใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชได้ร้อยละ 80

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดโครงการสัมมนามอบนโยบาย ติดตามผลสำเร็จ งบปี 63-64 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515692

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดโครงการสัมมนามอบนโยบาย ติดตามผลสำเร็จ งบปี 63-64

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดโครงการสัมมนามอบนโยบาย ติดตามผลสำเร็จ งบปี 63-64

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.44 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ชมบูธจัดแสดงผลงานโดดเด่น เปิดโครงการสัมมนาการติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ ปีงบประมาณ 2563 และมอบนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2564 (เขต 3 และ 4) เน้นทำงานเชิงรุก ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างเครือข่าย

วานนี้ 1 กันยายน 2563  เวลา 9.30 น. ที่โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายสุรเดช สมิเปรม นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์เอกภพ ทองสวัสดิ์วงศ์ ปศุสัตว์เขต 3 นายสัตวแพทย์ศีลธรรม วราอัศวปติ ปศุสัตว์เขต 4 ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 3 และ 4 ผู้อำนวยการกอง/สำนัก หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลงานโดดเด่นในพื้นที่เขต 3 และ 4 ซึ่งมีการจัดแสดงจำนวน 5 บูธ ได้แก่

1) สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 เรื่องการควบคุมโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

2) ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพนครราชสีมา เรื่องการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขณะมีชีวิต โดยการใช้เทคโนโลยีเครื่องอัลตร้าซาวด์ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพสูง

3) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร เรื่องการพัฒนาโคเนื้อคุณภาพอย่างเป็นระบบครบวงจรจังหวัดสกลนคร เพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตโคเนื้อคุณภาพของเกษตรกร เพิ่มผลผลิตโคเนื้อที่มีประสิทธิภาพปลอดภัย ได้มาตรฐานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

4) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครพนม เรื่องเกี่ยวกับโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง ใช้ประโยชน์ในอาชีพเกษตรกรรมได้ และ 5) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น เรื่องโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อผลผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

จากนั้นเวลา 13.30 น. อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาการติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ ปีงบประมาณ 2563 และมอบนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2564 (เขต 3 และ 4) โดยการขับเคลื่อนและภารกิจในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วยด้านการบริหารจัดการ ด้านการผลิต สนับสนุนและส่งเสริม ด้านมาตรฐานปศุสัตว์และความปลอดภัยอาหาร และด้านสุขภาพสัตว์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานในแต่ละด้าน โดยครอบคลุมทั้งด้านงบประมาณ การดำเนินงาน และบุคลากร เน้นทำงานเชิงรุก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย มุ่งสู่วิสัยทัศน์ของกรมปศุสัตว์ คือ “เป็นองค์การที่นำและขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก” มุ่งพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

เกษตรฯ ขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่ 2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515666

เกษตรฯ ขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่ 2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิต

เกษตรฯ ขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่ 2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิต

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.19 น.

เกษตรฯขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมกหม่อนไหม เปิดเผยว่า ตามที่กรมหม่อนไหมได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์และครบวงจร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมากรมหม่อนไหมได้ขับเคลื่อนภารกิจนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมระบบแปลงใหญ่ ที่มีการบริหารจัดการร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิต เพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

โดยในปี 2563 ได้ดำเนินการในพื้นที่ 34 แปลง 18 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกหม่อนมากกว่า 12,000 ไร่ เกษตรกรรวม 2,994 ครัวเรือน ได้แก่

1.การผลิตไหมอุตสาหกรรม จำนวน 16 แปลง ในจังหวัดน่าน กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร (2 แปลง) ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (3 แปลง) นครราชสีมา สุรินทร์ และอุทัยธานี

2.การผลิตไหมหัตถกรรม จำนวน 17 แปลง ในจังหวัดเชียงราย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (5 แปลง) บุรีรัมย์ (3 แปลง) นครราชสีมา (2 แปลง) ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ (2 แปลง)

3.การผลิตหม่อนผลสด จำนวน 1 แปลง ในจังหวัดน่าน (แปลงใหญ่ประชารัฐ) เพื่อพัฒนา เน้นให้เกิดการรวมแปลง/ รวมกลุ่มเกษตรกร จัดทำฐานข้อมูล และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและผู้จัดการแปลงใหญ่

แบบอย่างการเกษตรแปลงใหญ่ด้านหม่อนไหมที่ประสบความสำเร็จ และแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่สนองตอบการขับเคลื่อนในทุกนโยบาย ทั้งนโยบาย “การรวมกลุ่มการทำเกษตรแปลงใหญ่” และนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” คือ แปลงใหญ่หม่อนไหม การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ภายใต้แปลงใหญ่ (ไหมอุตสาหกรรม) ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน  มีพื้นที่ปลูกหม่อน 707 ไร่ จำนวนสมาชิก 95 ราย ผลิตสินค้าไหมรังเหลืองตามมาตรฐาน GAP (มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 8201 – 2555)

โดยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จังหวัดน่าน ได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ น่าน ได้ขับเคลื่อนดำเนินการส่งเสริมการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่จังหวัดน่าน เชียงราย และพะเยา เพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็น Smart Farmer ขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินการตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยร่วมกับบริษัทเอกชนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายรังไหมให้แก่บริษัทมากขึ้น  ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหม และมีการทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับบริษัท (Contract farming) ปีต่อปี

สำหรับในปี 2563 ได้มีการทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้ากับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2563ในการทำสัญญาซื้อขายรังไหมดังกล่าว กำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องส่งมอบตามสัญญาซื้อขายรังไหม 55,000 กิโลกรัม (55 ตัน) จำนวน 8-10 รุ่น โดยใช้ไข่ไหมพันธุ์เหลืองสระบุรี ซึ่งเป็นไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม (ผลิตโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ของกรมหม่อนไหม) บรรจุปริมาณไข่ไหม 22,000 ฟอง/แผ่น คาดคะเนผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม/แผ่น ทั้งนี้ ได้มีการรับซื้อรังไหมแล้ว 3 รุ่น มีผลผลิตรังไหมรวม 15,540.47 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวมกว่า 2.5 ล้านบาท เฉลี่ย 59.38 กิโลกรัม/ราย  มีเปอร์เซนต์รังเสีย 8.05 ราคาสูงสุด 199.72 บาท/กิโลกรัม ราคาต่ำสุด 114.17 บาท/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 156.88 บาท/กิโลกรัม

ส่วนชนิดรังไหม (รังเสีย) ที่ขายได้นั้น ประกอบด้วย  รังแฝด 100 บาท/กิโลกรัม รังเสีย 90 บาท/กิโลกรัม รังบางและเน่า 20 บาท/กิโลกรัม และรังดีหลังจ่อ 120 บาท/กิโลกรัม  มีราคาปุยไหม 5 บาท/กิโลกรัม เฉลี่ยการกินใบหม่อน/แผ่น 400-450 กิโลกรัม/แผ่น ผลผลิตหม่อน/ไร่ 2,500-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี เลี้ยงไหมได้ปีละ 8-10 รุ่น ตามการแบ่งแปลงหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน

การดำเนินงานของกรมหม่อนไหมในการแปลงนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ไปสู่การปฏิบัตินั้น นอกจากการดำเนินงานสนองตอบตามนโยบายกรมหม่อนไหมยังขับเคลื่อนในนโยบายต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นโยบายตลาดนำการผลิต นโยบายเกษตรพันธสัญญา นโยบายลดการบุกรุกพื้นที่ป่าจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดที่กรมหม่อนไหมได้ทุ่มเทดำเนินการตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังประโยชน์ให้เกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า ผู้ผลิต และประชาชนให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองและประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’สั่ง’การยางฯ’เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ’ถุงมือยางโลก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515663

'เฉลิมชัย'สั่ง'การยางฯ'เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ'ถุงมือยางโลก'

‘เฉลิมชัย’สั่ง’การยางฯ’เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ’ถุงมือยางโลก’

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.11 น.

“เฉลิมชัย”สั่ง”การยางฯ”เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ”ถุงมือยางโลก” จับมือ”พาณิชย์”ชิงตลาด4หมื่นล้านชิ้น มอบAICหนุน”กยท.”บูรณาการทุกภาคส่วนวิจัยพัฒนาสร้างนวัตกรรมยาง ขณะที่ผู้ว่าฯ”ณกรณ์”เตรียมจับมือบีโอไอ เร่งส่งเสริมการลงทุนพร้อมสนับสนุนสินเชื่อ2.5หมื่นล้าน แปรรูปสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางไทย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นฮับถุงมือยางของโลกโดยใช้โมเดล “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” รุกตลาดถุงมือยางซึ่งคาดการณ์ภาวะตลาดในปี 2563 ว่าจะมีความต้องการใช้กว่า 3.6 แสนล้านชิ้น มูลค่าไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการส่งออกถุงมือยางของไทย ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกและมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8 – 15 % จึงเป็นข้อได้เปรียบและโอกาสที่ดีของชาวสวนยางและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยทั้งตลาดเดิมและการเปิดตลาดในกลุ่มประเทศผู้ใช้ถุงมือยางรายใหม่ที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยการใช้น้ำยางพาราของไทย ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในการส่งออกน้ำยางเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางพาราแท้ 100%

ทั้งนี้ ในวันพุธหน้า (9 ก.ย.) ที่จะถึงนี้คณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางจะมีการประชุมครั้งที่ 5/2563 ซึ่งตนในฐานะประธานจะมอบนโยบายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC : Agritech and Innovation Center) สนับสนุน กยท. ในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากยางพาราธรรมชาติด้วยการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับรายได้ชาวสวนยางสร้างเสถียรภาพราคายางและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย บอกว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะถุงมือยาง ซึ่ง กยท.ได้ออกมาตรการโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 25,000 ล้านบาท เพื่อให้กับผู้ประกอบกิจการยางขั้นปลายน้ำ ในการขยายกำลังการผลิต ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ซึ่งต้องเป็นผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ยางจากน้ำยางข้น และยางแห้ง เป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยางของประเทศไทยมีความเข้มแข็งในการเป็นผู้นำการผลิตและการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของโลก โดยการผลักดันให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลกตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือและบูรณาการกับหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบอย่างยั่งยืน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ด้านการลงทุน และด้านการบริการผ่านมาตรการต่างๆ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการผลักดันเรื่องการตลาด การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ยางของไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยาง รวมไปถึงการบูรณาการร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กรมวิทยาศาสตร์บริการ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ และผู้ประกอบการถุงมือยาง เรื่องงานวิจัย พัฒนาด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีถุงมือยาง การลดปริมาณโปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ ซึ่งการวิจัยดังกล่าวได้คืบหน้าเป็นรูปธรรม ทำให้เชื่อได้ว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลก

ก.เกษตรฯระดมสมองสร้างแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515486

ก.เกษตรฯระดมสมองสร้างแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เปิดเผยว่า ในปี 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคเกษตรกรรมไทยมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีเกษตร 4.0 มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรมีการพัฒนาแปลงเรียนรู้และเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture และ IoT Platform ตลอดจนสนับสนุนจัดการการขนส่งภาคการเกษตรหรือโลจิสติกส์ อีกทั้งสนับสนุนให้เกิดการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านระบบ E-commerce เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรของตนได้โดยตรงไปยังผู้บริโภคผ่านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ภายใต้แนวทาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยมุ่งเน้นให้ผลิตผลทางการเกษตรจำหน่ายออกสู่ตลาดได้ทั้งภายในและต่างประเทศ นอกจากนั้นยังขับเคลื่อนงานธุรกิจเกษตร หรือ Agribusiness ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech 2. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนE-Commerce และ 4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร

สำหรับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ มีหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานด้านเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทเกษตรอัจฉริยะ โดยยกร่างแล้วเสร็จในเบื้องต้นตั้งแต่ปลายปี 2562 สาระสำคัญประกอบด้วย 6 แนวทางการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ คือ 1) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ 2) การสร้างแปลงเรียนรู้ต้นแบบเกษตรอัจฉริยะ แปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ3) การสร้างการรับรู้ เข้าถึง ใช้ประโยชน์ และการส่งเสริมขยายผลเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ 4) การพัฒนาการแปรรูปและการตลาดเกษตรอัจฉริยะ5) การส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการเกษตรอัจฉริยะ และ 6) การพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายด้านเกษตรอัจฉริยะ รวม 15 แผนงาน 58 โครงการ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อแผนเป็น “แผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ” เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยยังคงกรอบเดิมแต่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ของกระทรวงซึ่งการจัดประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมประชุม ให้ข้อคิดเห็น และจัดทำข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วยหน่วยงานหลัก 4 ด้าน คือ ด้านการวิจัย ด้านการส่งเสริมพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านงบประมาณ และด้านการพัฒนาเกษตรกร เป็นการวางรากฐานการเกษตรอัจฉริยะของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทยต่อไป

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบาย Thailand 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาลปี 2561-2580 ได้กำหนดให้มีแผนแม่บทด้านการเกษตรและแผนย่อยเกษตรอัจฉริยะ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะมาตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งปัจจุบันคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ได้สานต่อการทำงานด้านเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ ครอบคลุมการจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในเชิงการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนระบบเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนา IoT Platform การขยายผลแปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ ตลอดจนการบูรณาการขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือ ศูนย์ AIC จังหวัด ทั้ง 77 จังหวัดซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประมวลInnovation Catalog และ QuickWin ที่แต่ละศูนย์ AIC จะขับเคลื่อนดำเนินการ รวมถึงการทำงานร่วมหน่วยงานภายนอก เช่น ธ.ก.ส. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ตลอดจนได้มีการจัดทำแผนแม่บทเกษตรอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง

ซีพีเอฟโชว์‘กุ้งซีพี แปซิฟิก’คุณภาพสูง อาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515491

ซีพีเอฟโชว์‘กุ้งซีพี แปซิฟิก’คุณภาพสูง  อาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซีพีเอฟโชว์‘กุ้งซีพี แปซิฟิก’คุณภาพสูง อาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อน “ความยั่งยืน”มุ่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัย ด้วยความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน นำ “กุ้งซีพี แปซิฟิก” ผลิตภัณฑ์อาหารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในคุณภาพของสินค้าและสุขอนามัยที่ดี จากระบบการเลี้ยงที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นายสัตวแพทย์สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นส่งเสริมกระบวนการผลิตกุ้งบนพื้นฐานของความยั่งยืน ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงและนำนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด ระบบหมุนเวียนน้ำและระบบไบโอซีเคียวริตี้มาเชื่อมโยงกันในกระบวนการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดความเสี่ยงจากโรคของกุ้ง โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ระบบการเลี้ยงกุ้งของซีพีเอฟ ให้ความสำคัญต่อการดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
สู่ฟาร์มเลี้ยงตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาพันธุ์กุ้งที่โตไวด้วยเทคโนโลยีการผลิตลูกพันธุ์กุ้งที่ทันสมัย ได้ลูกพันธุ์ที่โตไว สะอาด แข็งแรง ต้านทานโรค ไร้สารตกค้าง และวิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการตามมาตรฐานสากล เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงจากวิกฤติของโรคระบาดต่างๆ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้ง ตลอดจนการจ้างแรงงานถูกกฎหมาย

“ในสภาวะที่การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงมากขึ้นและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ สะอาด ปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตอาหารที่ได้มาตรฐานสากลจากผู้ผลิตที่ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตและรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจอาหารปลอดภัยจากฟาร์มถึงโต๊ะอาหารอย่างยั่งยืน ซึ่งกุ้งซีพี แปซิฟิก ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งความสด รสหวาน เนื้อแน่น อร่อย และเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลก” น.สพ.สุจินต์ กล่าว

สำหรับหลักการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด ประกอบด้วย การใช้ลูกพันธุ์กุ้งที่สะอาด ปลอดโรค น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งสะอาดปราศจากเชื้อก่อโรค และมีการบำบัดเพื่อลดปริมาณ
สารอินทรีย์ก่อนนำมาใช้ รวมทั้งการจัดการบ่อเลี้ยงให้สะอาด และมีระบบการจัดการพื้นบ่อที่ดีไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อก่อโรค นอกจากนี้ระบบหมุนเวียนน้ำหรือการรีไซเคิลน้ำมาใช้ในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก ลดความเสี่ยงของโรคที่มาจากแหล่งน้ำซึ่งเป็นระบบที่ไม่ปล่อยของเสียจากการเลี้ยงออกไปสู่สิ่งแวดล้อม

น.สพ.สุจินต์ ยังได้กล่าวถึง ภาพรวมการผลิตในอุตสาหกรรมกุ้งของไทยปีนี้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วอยู่ที่ 2.8 แสนตันขณะที่การผลิตทั่วโลกอยู่ที่ 3 ล้านตันในส่วนของซีพีเอฟปีนี้ผลิตได้ดีกว่าปีที่แล้ว เพราะเราสามารถบริหารจัดการเรื่องโรคได้เป็นอย่างดี

ดันแปลงใหญ่มังคุดชุมพรสู่โรงคัดบรรจุผลไม้สด สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค-เพิ่มศักยภาพส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515495

ดันแปลงใหญ่มังคุดชุมพรสู่โรงคัดบรรจุผลไม้สด สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค-เพิ่มศักยภาพส่งออก

ดันแปลงใหญ่มังคุดชุมพรสู่โรงคัดบรรจุผลไม้สด สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค-เพิ่มศักยภาพส่งออก

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า โรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ หากมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานระบบการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice; GMP) จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ GAP และ GMPรวมถึง เมื่อมีการนำระบบตามสอบ (Traceability) มาใช้ในสินค้าเกษตรจะทำให้เกิดการยกระดับการผลิตผักและผลไม้ให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และทำให้สินค้าเกษตรไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก

มกอช. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการรับรองระบบงานควบคุม กำกับ ดูแล ตรวจสอบสินค้าเกษตรและส่งเสริมเผยแพร่การนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ ในพื้นที่ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ได้สนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการยกระดับศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยได้จัดทำ “โครงการยกระดับและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐาน GMP สำหรับโรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด” ขึ้น เพื่อให้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) หรือมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ. 9047-2560)โดยมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลมังคุดแบบเกษตรแปลงใหญ่เพื่อพัฒนาระบบการผลิตโรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สดให้ได้มาตรฐาน มีความพร้อมเพื่อยื่นขอการรับรอง พร้อมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหาดยาย เป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกร ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร มีสมาชิกของวิสาหกิจชุมชน จำนวน 110 คน เป็นแปลงใหญ่มังคุด 63 คน มีพื้นที่รวมกัน 734 ไร่ โดยมีจุดประสงค์ของการรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้ได้มาตรฐาน ทำให้ได้ราคาของมังคุดดีขึ้น และไม่ถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง แม้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดได้รับการรับรอง GAP แล้ว แต่ติดปัญหา ยังไม่สามารถต่อยอดเรื่องโรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จึงไม่สามารถทำการส่งออกได้ เพราะสินค้าที่จะส่งออกต้องได้รับการรับรองตลอดห่วงโซ่ของการผลิต ก็จะทำให้ได้รับสินค้าหรือผลิตผลที่มีคุณภาพแล้วก็ปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ส่งออกมีความมั่นใจว่าสินค้าที่ออกมาจากโรงรวบรวมผลไม้/โรงคัดบรรจุ ที่ได้การรับรองคุณภาพ
มีความปลอดภัยแน่นอน ซึ่ง มกอช. ได้บูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความรู้เรื่องมาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรแปลงใหญ่มังคุดเข้ารับการรับรองกับหน่วยตรวจในพื้นที่ เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานตามที่กำหนด

“โรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ หากมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานระบบการผลิตที่ดี จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้สินค้าเกษตรเกิดการยกระดับการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมทั้งสินค้าที่มีคุณภาพมีความปลอดภัย ได้รับการรับรอง ก็จะสามารถขายในโลกออนไลน์ โดยมกอช. จะมีการผลักดันเข้าสู่ระบบตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ http://www.DGTFarm.com อีกด้วย”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

นางสาวก่อวดี ผลเกลี้ยง ผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานพืชและผลิตภัณฑ์ สำนักกำหนดมาตรฐาน มกอช. กล่าวว่า การส่งออกมังคุด ปีหนึ่งประมาณ 1,500 ล้านบาท จีนมาอันดับ 1 รองลงมาเป็นญี่ปุ่น อเมริกา เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม โดยส่งออกในรูปแบบผลสด และแช่เยือกแข็ง ซึ่งในอนาคตก็จะมีการแปรรูป เช่น อบแห้ง ฟรีซดราย เพราะมีหลายประเทศให้ความสนใจ จึงต้องมีการขยายตลาดไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ มาตรฐานมังคุดมีมาตรฐานอาเซียน ซึ่งอาเซียนก็เป็นอันดับ 1 ในการผลิต หรือมาตรฐานโคเด็กซ์ก็มีมาตรฐาน Codex Standard forMangosteen ฉะนั้นตลาดนอกจากทวีปเอเชีย อาเซียนแล้ว ก็ยังมีทวีปอื่นๆ ดังนั้นเวลาที่จะส่งออกก็จะใช้เกณฑ์หลักของมาตรฐานนี้เป็นตัวนำทาง

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515487

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรเป็นพลวัต มีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหา รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้วยว่าวิธีการหนึ่งอาจเหมาะสมถูกต้องกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไปวิธีการดังกล่าวอาจไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป รวมถึงบริบทอื่นๆ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมก็ตาม

ผมนั่งทบทวนเวลากลับไปกว่า 40 ปีที่ผ่านมาในการทำงานและวนเวียนอยู่กับแนวทางการบริหารการเกษตร จะเห็นความแตกต่างของแต่ละยุคแต่ละสมัย แนวทางในแต่ละยุคนั้น ณ ขณะนั้นถูกมองว่าถูกต้องแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดแต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปไม่เท่าไรวิธีการดังกล่าวที่ว่าถูกต้องเหมาะสมกลับไม่สามารถตอบโจทย์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ช่วงปี 2519-2529 เป็นช่วงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างเสนอและเห็นถึงความจำเป็นในการมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าความรู้ วิทยาการของการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่สามารถถ่ายทอดไปยังเกษตรกรได้ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลเพื่อเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าว มีการจัดระบบที่ผู้คนในวงการคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ ระบบ T&V เป็นการนำเอาระบบของอิสราเอลมาใช้ โดยให้มีการฝึกอบรมความรู้วิทยาการใหม่ๆ ให้เกษตรตำบล เพื่อเป็นผู้นำไปถ่ายทอด เผยแพร่ให้กับเกษตรกร ทั้งเกษตรกรโดยทั่วไปและเกษตรกรผู้นำ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า CoF มีการจัดระบบการเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับวนไปถึงระดับตำบล แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี มีการประเมินผล พบว่า มีจุดอ่อนในระบบดังกล่าวหลายประการ มีการเพิ่มประเด็นและเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเขาไปในระบบ จัดทำหมู่บ้านส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้เป็นหมู่บ้านศูนย์กลางนำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการเกษตรไปยังหมู่บ้านบริวารหรือเครือข่ายได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการจึงมีความพยายามในการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่ม โดยพัฒนาจากกลุ่มพื้นฐานหรือยุคปัจจุบันใช้คำว่าฐานราก เป็นการแบ่งกลุ่มและพัฒนา จากเกษตรกรรายย่อยก่อนด้วยโครงการและมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกรรายครัวเรือน เพื่อนำไปสู่การทำธุรกิจแบบครบวงจร หวังผลการพัฒนาในลักษณะปรับปรุงการผลิตตั้งแต่โซ่การผลิตโซ่แรกไปจนสิ้นสุดห่วงโซ่อุปทาน จนมีการตั้งกองส่งเสริมธุรกิจเกษตรขึ้นมาในกรมส่งเสริมการเกษตรตามเจตนารมณ์ที่กล่าวมาขณะเดียวกันการดำเนินการพัฒนาในระดับเกษตรกรรายย่อยก็ยังคงอยู่ ในรูปแบบของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวมถึงกลุ่มยุวเกษตรกร

การที่เกษตรกรยังคงทำการผลิตในรูปแบบเดิม ถูกมองว่าเป็นจุดด้อยของการพัฒนา จึงเกิดโครงการกระจายความเสี่ยงด้านการเกษตร จนถึงการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ร่วมกับการทำงานแบบยึดระบบอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อย้อนหลังไปประเมินผลที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความเป็นอยู่ ความสำเร็จต่อการผลิตทั้งระบบ ผลตอบแทนเปรียบเทียบ รวมทั้งความยั่งยืนของระบบการเกษตร พบว่า จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การประกอบธุรกิจ ผลตอบแทน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตร สถาบันเกษตรกรถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา แต่ยิ่งนานวันปัญหาของสถาบันเกษตรกรยิ่งไปสร้างความซับซ้อนของปัญหามากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการในส่วนของประเด็นทางการเกษตร หวังว่าจะเกิดการพัฒนาและส่งผลต่อวิถีของเกษตรกรอย่างมีทิศทาง ไม่ว่าจะวางตำแหน่งอนาคตไว้ว่าต้องเป็นเกษตรอัจฉริยะ การเกษตรสร้างมูลค่าสูง การสร้างเกษตรปราดเปรื่องและอีกหลายประเด็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนผ่านการคิดและศึกษาบทเรียนจากอดีตมาอย่างรอบด้าน แต่สำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงและสำคัญอย่างยิ่ง คือ “คน” ที่เกี่ยวข้อง หากถามว่ามีความพร้อมแล้วหรือไม่ที่จะก้าวไปบนเส้นทางสายใหม่ คงต้องกลับไปคิดและทบทวนกันอีกหลายตลบ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เกษตรกรเห็นด้วย!! เก็บสารพาราควอต ชี้อันตรายต่อสุขภาพ-ไม่คิดจะใช้อีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515485

เกษตรกรเห็นด้วย!! เก็บสารพาราควอต ชี้อันตรายต่อสุขภาพ-ไม่คิดจะใช้อีก

เกษตรกรเห็นด้วย!! เก็บสารพาราควอต ชี้อันตรายต่อสุขภาพ-ไม่คิดจะใช้อีก

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นนายทองอินทร์ ภูมิช่อ อายุ 75 ปี เกษตรกรบ้านเชียงงาม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ถึงกรณีที่มีการยกเลิกสารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอต ซึ่งล่าสุดทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเรียกเก็บสารพาราควอตทั้งหมดนั้น

นายทองอินทร์ กล่าวว่า ตนทำอาชีพเกษตร และจักสานมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เคยที่จะใช้สารเคมีและยาฆ่าหญ้า โดยเฉพาะสารพาราควอต ทั้งนี้เท่าที่ติดตามข่าวสารทราบว่ารัฐบาลจะมียกเลิกการใช้สารพาราควอต และมีการเรียกเก็บไปนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะเท่าที่เห็นเพื่อนบ้านใช้กัน นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายเกิดโรคเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ตลอดจนสัตว์ชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ตามทุ่งนา และสวนที่เป็นอาหารธรรมชาติก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

นายทองอินทร์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลจะนำสารพาราควอตกลับมาใช้อีกนั้นตนไม่เห็นด้วย แต่อยากให้ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพให้กับประชาชนและเกษตรกรมากกว่า เหมือนตนที่กำลังปลูกดอกกระเจียวหวาน ซึ่งใช้เพียงปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพ ไม่เกิดอันตรายต่อคนปลูก และคนบริโภค สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอาหารปลอดภัยไม่เพิ่งสารเคมี อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียดก็สามารถอาศัยอยู่ได้