รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515262

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้  เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ใช้งานวิจัยทลายกำแพงส่งออกมะม่วงไปสหภาพยุโรปสำเร็จ เป็นครั้งแรกของไทยใช้น้ำร้อนปราบแมลงวันผลไม้อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สยบแมลงวันผลไม้ได้ผล ไม่กระทบคุณภาพผลผลิต ใช้ต้นทุนต่ำ ระยะเวลาสั้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ผู้ประกอบการรายเล็กทำเองได้ สหภาพยุโรปจัดหนักอ้าแขนรับมะม่วงไทยแล้วกว่า 167 ตัน สวิตเซอร์แลนด์แฟนพันธุ์แท้นำเข้าอันดับ 1

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะม่วงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แต่การผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกยังมีปัญหาด้านคุณภาพ เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะปัญหาแมลงวันผลไม้ชนิดBactrocera dorsalis (Hendel) แมลงศัตรูสำคัญด้านกักกันพืช มีพืชอาหารกว้างจึงเพิ่มปริมาณและแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วและต่อเนื่องตลอดปี จัดเป็นแมลงศัตรูทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด เช่น มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง เนื่องจากประเทศคู่ค้ากลัวแมลงวันผลไม้ติดไประบาดภายในประเทศ ดังนั้น จึงกำหนดเงื่อนไขนำเข้าโดยให้กำจัดแมลงวันผลไม้ตามมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศไทยเสนอวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วงให้พิจารณาก่อนที่จะอนุญาตให้มีการนำเข้าไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิธีการแช่น้ำร้อนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ จากผลการทดลองพบว่าการนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนอุณหภูมิภายในผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่และหนอนวัยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะที่ทนความร้อนมากที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพมะม่วง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังการทดลองเสร็จสิ้นกรมวิชาการเกษตรได้เสนอวิธีการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกให้กลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณา ผลปรากฏว่าวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวได้รับการยอมรับ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกมะม่วงที่ผ่านการแช่น้ำร้อนไปกลุ่มสหภาพยุโรปและสวิตเซอร์แลนด์ได้รวม 13 ประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2563 ไทยได้ส่งออกมะม่วงไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแล้วรวมปริมาณทั้งสิ้น 167,574 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,617,591 บาท โดยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการนำเข้ามะม่วงจากไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี

วิธีการแช่น้ำร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวประเทศไทยได้ทำการศึกษาวิจัยเป็นครั้งแรก เป็นวิธีการที่ง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อย และใช้ต้นทุนการผลิตน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ด้วยการอบไอน้ำ โดยตู้อบไอน้ำขนาดเล็กขนาด 2.5 ตัน ราคาประมาณ 15 ล้านบาท ในขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาดกลาง 350 กิโลกรัม ราคาประมาณ 480,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กสามารถลงทุนทำได้เอง ทำให้มะม่วงผลสดจากประเทศไทยมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ปัจจุบันมีโรงงานแช่น้ำร้อนที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแล้วรวมจำนวน 11 โรงงาน

“การแช่น้ำร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วง สามารถใช้ได้กับไม้ผลหลายชนิดในเชิงอุตสาหกรรม ใช้ระยะเวลาสั้นในการดำเนินการ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมากคุ้มค่ากับการลงทุน หากไม่มีปัญหาเรื่องสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019คาดว่าปริมาณและมูลค่าการส่งออกมะม่วงไทยที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องสูงกว่า 10 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากมะม่วงไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวยุโรปด้วยรสชาติที่มีความหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากมะม่วงที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากอินเดีย และบังกลาเทศ ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร 0-2579-5583”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สภาเกษตรกรฯติดดาบให้สมาชิก อบรมเพิ่มทักษะประกอบการสู่การตลาดวิถีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515257

สภาเกษตรกรฯติดดาบให้สมาชิก อบรมเพิ่มทักษะประกอบการสู่การตลาดวิถีใหม่

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวหลังเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์” ภายใต้โครงการอบรม “เพิ่มทักษะการประกอบการแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกรเศรษฐกิจฐานรากสู่การตลาดวิถีใหม่ (New Normal)” ว่า จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวโดยเฉพาะภาคเกษตร สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สินค้าเกษตรล้นตลาดจากการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ การชะลอการส่งออกสินค้า ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ช่องทางกระจายสินค้ามีน้อย พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากซื้อสินค้าตามตลาดท้องถิ่น หรือศูนย์การค้า มาเป็นการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และการขนส่งสินค้าใช้เวลานาน ทำให้สินค้าเกษตรเสียหาย ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าเกษตร

ดังนั้น สภาเกษตรกรฯมอบให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กำหนดแนวทางพัฒนาเกษตรกร และองค์กรเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร ด้านการประกอบการ ด้านการผลิต แปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตลาด ซึ่งเกษตรกร และองค์กรเกษตรกรประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาการเกษตรของรัฐบาลปัจจุบันที่มีนโยบายพัฒนาองค์กรเกษตรกร โดยเพิ่มทักษะการประกอบการ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ จึงมอบให้สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร (สสส.) จัดโครงการอบรมเพิ่มความรู้พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสร้างช่องทางการตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรบนแพลตฟอร์มให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ผลิตผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรกระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านระบบตลาดออนไลน์ได้เยี่ยงมืออาชีพ

ด้าน นายเดชา บุญโต ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร (สสส.) สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร(สสส.) ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อเพิ่มความรู้และพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิทัลสร้างช่องทางการตลาด และจำหน่ายสินค้าเกษตรบนแพลตฟอร์มให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ผลิตผู้ประกอบการสินค้าเกษตรให้ปรับตัวขายสินค้ารวมถึงกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดออนไลน์ (Marketplaces) เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นและยังเป็นการพัฒนาภาคเกษตรได้อย่างมั่นคงต่อไป จึงจัดทำ “โครงการอบรมเพิ่มทักษะการประกอบการแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกรเศรษฐกิจฐานรากสู่การตลาดวิถีใหม่ (NewNormal)” ขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคมหัวข้ออบรม เรื่อง “มิติใหม่การค้า e-Commerceยุคใหม่ รับ New Normal “ โดยนายเจษฎา บำเพ็ญอยู่ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, เทคนิคและศิลปะการจัดทำและนำเสนอภาพประกอบการจำหน่ายสินค้า, การเปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม, เทคนิคการเขียนstory นำเสนอสินค้า บรรยายและแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ โดย นายธนเวช เดชอดุลย์พงค์นางสาวกำไลทิพย์ ปิยะพิทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิโซไซตี้ จำกัด

“เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรที่เข้าอบรมสามารถนำความรู้และทักษะการขายสินค้าออนไลน์ไปใช้เพิ่มช่องทางการตลาด กระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภค และบริหารจัดการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต เมื่อผ่านการอบรมเกษตรกร/องค์กรเกษตรกรสามารถเข้าสู่แพลตฟอร์ม shopee และlazada อย่างน้อย 20 กว่าผลิตภัณฑ์ บริหารจัดการด้านตลาดให้สอดคล้องกับการตลาดวิถีใหม่ (New Normal) สร้างรายได้ให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรฐานรากได้อย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มตลาดสินค้าเกษตรของประเทศได้เป็นลำดับต่อไป”นายเดชา กล่าว

ครม.ขยายเวลาจ่ายเยียวยาเกษตรกรถึง30ก.ย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515259

ครม.ขยายเวลาจ่ายเยียวยาเกษตรกรถึง30ก.ย.

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมอบหมายให้สศก. ในฐานะนายทะเบียนจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนแล้ว ให้ธ.ก.ส.เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.- 31 ก.ค. 2563 รวมทั้งสิ้น 112,126.730 ล้านบาท แบ่งเป็นการโอนเงินงวดที่ 1 (เดือนพ.ค.) 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท โอนเงินงวดที่ 2 (เดือนมิ.ย.) 7,472,114 ราย จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท และโอนเงินงวดที่ 3 (เดือน ก.ค.) 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,322.635 ล้านบาท ขณะที่การขอคืนสิทธิตั้งแต่วันที่ 11มิ.ย.-14 ส.ค. 2563 มีเกษตรกรยื่นเรื่องขอคืนสิทธิ/สละสิทธิการรับเงินช่วยเหลือ 378 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่แจ้งคืนสิทธิแล้ว สามารถคืนเงินด้วยตนเองที่ ธ.ก.ส. โดยให้คืนเงินเต็มจำนวนที่ได้รับโอนเข้าบัญชีไปแล้ว

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการฯเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จำนวนประมาณ 38,737 ราย ตลอดจนเกษตรกรที่มาอุทธรณ์ และผ่านการพิจารณาแล้ว จำนวนประมาณ 269 ราย รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้รับสิทธิเงินช่วยเหลือภายใต้โครงการฯ เนื่องจากในช่วงแรกมีความซ้ำซ้อนกับสิทธิโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ต่อมาสละสิทธิโครงการเราไม่ทิ้งกันแล้ว จำนวนประมาณ 759 ราย โดยจะจ่ายงวดเดียวจำนวน 15,000 บาท ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2563 ซึ่งล่าสุดหลังมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกรเพิ่มเติม ธ.ก.ส. ได้เริ่มโอนเงินให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคมเป็นต้นไป

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งเลขบัญชีเพื่อรับโอนเงินนั้น ได้ขอให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนในพื้นที่ติดต่อเกษตรกรโดยตรง หรือประสานผ่านกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นำชุมชน ในพื้นที่ที่เกษตรกรอาศัยอยู่ เพื่อเร่งรัดเกษตรกรแจ้งเลขที่บัญชี โดยจะโอนให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 ก.ย. ทั้งนี้ ขอให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่แจ้งเลขบัญชี รีบมาแจ้งเลขบัญชีให้ธ.ก.ส.โดยเร็วโดยเกษตรกรสามารถแจ้งเลขที่บัญชีของธนาคารใดก็ได้ แต่หากเป็นบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะยิ่งสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินมากที่สุด

เร่งแก้ปัญหาให้ชาวประมง ก.เกษตรชงนายกฯสัปดาห์นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515359

เร่งแก้ปัญหาให้ชาวประมง  ก.เกษตรชงนายกฯสัปดาห์นี้

เร่งแก้ปัญหาให้ชาวประมง ก.เกษตรชงนายกฯสัปดาห์นี้

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เฉลิมชัย”รมว.เกษตรฯเตรียมส่งต่อแนวทางแก้ปัญหาชาวประมง เสนอให้“นายกฯ” ในสัปดาห์นี้ จะเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด ด้านสมาคมการประมงฯ ประกาศขีดเส้น 1 สัปดาห์ไม่คืบหน้า จะขายเรือคืนให้รัฐ พร้อมขู่จะยกพลบุก กทม.ชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กำลังเร่งสรุปความเดือดร้อน และ ข้อเรียกร้องของชาวประมง เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายกระทรวงเกษตรฯ เป็นตัวแทน ร่วมประชุมหารือกับผู้บริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและผู้แทนสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล โดยคาดว่า จะสามารถนำเรียนได้ภายในสัปดาห์นี้

พร้อมทั้ง รมว.เกษตรฯ จะเร่งประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน เรื่องสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบแล้ว แต่ผู้ประกอบการประมงแจ้งว่าเมื่อไปยื่นขอสินเชื่อที่ธนาคาร ยังติดขัด ไม่สามารถกู้ได้ โดยจะเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด

ด้าน นายสุรเดช นิลอุบล รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่ายินดีที่นายเฉลิมชัย รับฟัง และเข้าใจปัญหาภาคประมง พร้อมรับปากว่าจะเสนอ นายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด แต่ในเรื่องที่ข้อให้แก้ไขนั้น ได้มีการเรียกร้องมานานเกือบ 6 ปีแล้ว กลับเหมือนซื้อเวลาตลอด ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงทำหนังสือแจ้งสมาชิกสมาคมประมงทุกจังหวัด ให้เตรียมพร้อมยกระดับการเคลื่อนไหว หากผ่านไป 1 สัปดาห์แล้ว ไม่มีความคืบหน้า โดยจะไปชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล

นายสุรเดช กล่าวอีกว่าสำหรับข้อเสนอของผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ที่เสนอรมว. เกษตรฯนั้น ประเด็นสำคัญ การแก้ไขพ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 เฉพาะกฎหมายรองที่มีโทษสูงและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ โดยนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรเร็วที่สุดรวมทั้งต้องให้ชาวประมง มีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายด้วยโดยแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภาคประมงระดับชาติชุดใหม่ ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แทนคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติซึ่งทำงานซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ

และขอยืนยันว่าผู้ประกอบการประมงร่วมมือในการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การรายงานและขาดการควบคุม (IUU) การค้ามนุษย์ และการรักษาสมดุลทรัพยาการทางทะเล เพราะชาวประมงต้องการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนเช่นกัน

รองประธานสมาคมการประมงฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้เร่งรัดโครงการซื้อเรือประมงออกนอกระบบของภาครัฐสำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์เลิกอาชีพนี้ ยกเลิกระบบติดตามเรือ หรือ VMS แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากแรงงานต่างด้าวยังไม่สามารถเข้ามาเป็นแรงงานในภาคประมงได้จากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่แรงงานไทยไม่สนใจเข้าทำงานในภาคประมง แม้ผู้ประกอบการยินดีรับก็ตาม และมาตรการให้ความช่วยเหลือชาวประมงที่ได้รับผลกระทบตามกฎหมายให้เข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ

“หากรัฐบาลยังเพิกเฉย ชาวประมงทั่วประเทศจะมารวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเสนอขายเรือคืนให้รัฐทั้งหมด แล้วเลิกอาชีพประมงอย่างถาวร”นายสุรเดช กล่าว

ไบโอเทค สวทช.รับทุนสนับสนุน12ล้าน พัฒนาบุคลากรด้านมันสำปะหลังปท.ลุ่มน้ำโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515258

ไบโอเทค สวทช.รับทุนสนับสนุน12ล้าน พัฒนาบุคลากรด้านมันสำปะหลังปท.ลุ่มน้ำโขง

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วรินธร สงคศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวิศวกรรมชีวเคมีและชีววิทยาระบบ ศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)สวทช. เปิดเผยว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ในปี 2562 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 68% ทั้งนี้ หากรวมผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม จะพบว่ามีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึง 90% ด้วยเหตุนี้ ไบโอเทค สวทช. จึงริเริ่มโครงการ CCC เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านการจัดการฝึกอบรมให้บุคลากรในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยหลักสูตรอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญเริ่มตั้งแต่ “ต้นน้ำ”คือ การบริหารจัดการเทคโนโลยีการปลูกมันสำปะหลังและการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต และทำให้มันสำปะหลังมีคุณสมบัติเหมาะกับการแปรรูปหรือใช้งานในอุตสาหกรรมเฉพาะ ต่อด้วย“กลางน้ำ” คือ การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ลดใช้พลังงานและทรัพยากรในกระบวนการผลิต จนถึง “ปลายน้ำ”คือ ใช้เทคโนโลยีนำของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ได้แก่ น้ำเสียและกากมันสำปะหลังมาผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน คาดว่าจะมีผู้เข้าอบรมทั้งจากภาครัฐและเอกชนมากกว่า 100 คน จากประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง

“โครงการ CCC เป็นความร่วมมือของทีมวิจัยการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร ทีมวิจัยเทคโนโลยีแปรรูปมันสำปะหลังและแป้ง ไบโอเทคศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร มจธ.และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี(Mekong-Republic of Korea Cooperation Fund-MKCF) กว่า 12 ล้านบาท ซึ่งกองทุนความร่วมมือแม่โขงและสาธารณรัฐเกาหลี จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง” ดร.วรินธร สงคศิริ กล่าว

จี้’บิ๊กตู่-รมว.เกษตร’ยุติโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ขู่บกพวกบุกทำเนียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515275

จี้'บิ๊กตู่-รมว.เกษตร'ยุติโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ขู่บกพวกบุกทำเนียบ

จี้’บิ๊กตู่-รมว.เกษตร’ยุติโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ขู่บกพวกบุกทำเนียบ

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.12 น.

กลุ่มรักษ์โตนสะตอพัทลุง ถือป้าย จี้ บิ๊กตู่ – รมว.เกษตร ให้ยุติโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ลั่น! ขีดเส้นสี่โมงเย็น นายกฯไม่เซ็น บกพวกบุกทำเนียบ

เมื่อเวลา 09.25 น. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณบนสะพานชมัยมรุเชฐ ทั้ง 2 ฝั่ง แยกพาณิชยการ ถ.พิษณุโลก ได้มีกลุ่มรักษ์โตนสะตอ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ที่เดินเท้ามาจากหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 25 คน นำโดย นายเดชา เหล็มหมาด ประธานกลุ่มรักษ์โตนสะตอ, นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย, นายวรา จันทร์มณี ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ปรึกษากลุ่มรักษ์โตนสะตอ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง บริเวณด้านหน้ากระทรวงกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้กลุ่มได้เดินเท้ามาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ยุติการสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าว เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการสร้าง

โดยแถลงการณ์ ระบุว่า 1. อำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรควรเป็นอำนาจของประชาชนในท้องถิ่นมิใช่ข้าราชการและกลุ่มทุน2. เราได้ทำข้อตกลงร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเพียงลงนามเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนาม เท่ากับว่านายกรัฐมนตรีไม่มีเจตจำนงค์ในการรักษาผืนป่า และสายน้ำหรือมีปัจจัยอื่นใดที่เหนือกว่านายกรัฐมนตรีมากำกับ และ3. การลงนามของนายกรัฐมนตรีต้องไม่เปิดโอกาสให้เกิดการวินิจฉัยเป็นอื่น นอกเหนือจากข้อตกลงที่ได้กระทำร่วมกันระหว่างหน่วยงานและกลุ่มรักษ์โตนสะตอ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีการวินิจฉัยใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ก่อความขัดแย้งขึ้นอีก ประกอบกับพฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ในเรื่องสำคัญยืนอยู่ข้างกลุ่มทุน เราจึงมิอาจไว้ใจให้รัฐมนตรีมีการวินิจฉัยใดๆ นอกเหนือข้อตกลง

จากนั้นเวลา 14.00 น.นายประสิทธิ์ชัย ได้ใช้โทรโข่งประกาศไปในทำเนียบรัฐบาลว่า เราให้เวลานายกฯสองชั่วโมงหากนายกฯไม่เซ็นลงนามข้อตกลงร่วมภายในเวลา 16.00 น. วันนี้ กลุ่มและภาคีเครือข่ายทั้งหมดที่มีจะบุกทำเนียบรัฐบาลทันที

19องค์กรเกษตรหนุน’เฉลิมชัย’ชงเลิกแบน2สารเคมี จวก’มนัญญา’เมินฟังผู้ได้รับผลกระทบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515272

19องค์กรเกษตรหนุน'เฉลิมชัย'ชงเลิกแบน2สารเคมี จวก'มนัญญา'เมินฟังผู้ได้รับผลกระทบ

19องค์กรเกษตรหนุน’เฉลิมชัย’ชงเลิกแบน2สารเคมี จวก’มนัญญา’เมินฟังผู้ได้รับผลกระทบ

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

19องค์กรเกษตรหนุน’เฉลิมชัย’ชงเลิกแบน2สารเคมี จวก’มนัญญา’เมินฟังผู้ได้รับผลกระทบ

31 สิงหาคม 2563 ภาคีเกษตรกร 19 องค์กร ประกาศจุดยืนสนับสนุน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณียื่นเรื่องต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อขอให้ยกเลิกการแบนสารเคมีเกษตร 2 ชนิด คือพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส โดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ในฐานะตัวแทน 19 ภาคีเกษตร กล่าวว่า ขอให้รัฐมนตรียึดถือประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติเป็นสำคัญ ความเสียหายของเกษตรกรเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสารทางเลือกที่ราคาสูง ฆ่าหญ้าไม่ตายแต่พืชประธานตายทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง ใครจะรับผิดชอบ

นายภมร ศรีประเสริฐ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังโคราช กล่าวเสริมว่า เกษตรกรผิดหวังกับข้าราชการกรมวิชาการเกษตร รวมถึง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ไม่มีความรู้และ เมินเสียงเกษตรกร เกษตรกรเดือดร้อนจึงต้องออกมาคัดค้านเพราะมองเห็นผลกระทบที่ชัดเจน ทุกพืชจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตตลอดทั้งปี จะช่วยลดอย่างไร นอกจากนี้ ในขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังไม่มีสิทธิ์ใช้สารพาราควอต แต่สาธารณสุข และกรมปศุสัตว์กำหนดให้นำเข้าวัตถุดิบที่ปนเปื้อนพาราควอตได้ เป็นการจงใจทำร้ายเกษตรกรไทย

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ตั้งคำถามกรณี  น.ส.มนัญญา  พูดว่าจะเอาสารพิษกลับมาอีกทำไม ว่า ต้องขอถาม รมช.เกษตรฯ ว่าสารเคมีตัวไหนไม่เป็นสารพิษ สารชีวภัณฑ์มีการบุกตรวจจับกุมโดย ดีเอสไอ และกรมวิชาการเกษตร ก็พบว่ามีสารพาราควอต และไกลโฟเซตปนอยู่ สารกลูโฟซิเนตในสหภาพยุโรปก็แบนไปแล้ว สิ่งที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้ล้วนแต่เป็นสารพิษ เพราะฉะนั้นท่านต้องแบนกลูโฟซิเนต ไกลโฟเซต ไปด้วยเช่นกัน 

“หากรัฐมนตรีช่วยฯ รวมถึงมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรต่างๆ ถ้าห่วงใยสุขภาพคนไทยจริง ก็ขอให้ช่วยฯ ไปคุยกับ คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศหยุดการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีสารพารา ควอตและคลอร์ไพรีฟอสทันที ต้องไม่มีการตกค้างสารดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น 0.01 0.02 อะไร ก็ต้องไม่มี ไม่ควรปรับค่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนธุรกิจ และไม่มีการผ่อนปรนถึงเดือน มิ.ย. 2564 ไม่เช่นนั้น จะเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน? เพราะเมื่อแบนในประเทศแล้ว สินค้านำเข้าก็ไม่ควรจะมีการใช้สารทั้งสองชนิด” นายมนัส ระบุ

ด้าน นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการปฏิบัติสองมาตรฐาน หากแบนในประเทศ สินค้านำเข้าก็ไม่ควรที่จะตกค้างสองสารเคมีควรแบนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ข้อมูลของสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาล ที่เก็บตัวอย่างวัตถุดิบและสินค้าที่มีการใช้พาราควอตในประเทศ ก็ตรวจไม่พบสารพาราควอตตกค้างเช่นกัน

“คำกล่าวอ้างของรัฐมนตรีช่วยฯ และกระทรวงสาธารณสุขที่ห่วงใยสุขภาพคนไทยและผู้บริโภคจึงฟังไม่ขึ้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อเอื้อนายทุน หากกระทรวงสาธารณสุขปรับกฎระเบียบว่า สินค้านำเข้าต้องตรวจไม่พบสารพาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส ดังนั้นการที่วัตถุดิบและสินค้าในประเทศตรวจไม่พบสารตกค้างทั้ง 2 ชนิด เกษตรกรไทยก็ต้องมีสิทธิ์ใช้สารทั้งสองชนิดได้เช่นกัน” นายเติมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ การร่วมแถลงจุดยืนดังกล่าว 19 องค์กรเกษตรกร ขอสนับสนุน และสรรเสริญ นายเฉลิมชัย ที่กล้าหาญ ส่งเรื่องถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ทบทวนการยกเลิกสารพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส กล้าปลดแอกเกษตรกรจากการจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท และย้ำว่าขอเพียงให้ รมว.เกษตร ลงมือทำ  เกษตรกรกว่า 10 ล้านคนทั่วแผ่นดินพร้อมสนับสนุน และจะเป็นที่จดจำไปอีกนาน

สำหรับ19 ภาคีเกษตร ประกอบด้วย สมาพันธ์เกษตรปอลดภัย สมาคมเกษตรปลอดภัย สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดชุมพร สภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรม  สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดแห่งประเทศไทย

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานโรงงานน้ำตาลลุ่มน้ำแม่กลอง สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย  ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กลุ่มเกษตรมันสำปะหลังแปลงใหญ่นครราชสีมา กลุ่มเกษตรกรมันสำปะหลังหนองบุญมาก-ครบุรี-เสิงสาง เครือข่ายเกษตรกรผลไม้จังหวัดจันทบุรี กลุ่มเกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โคราช นครสวรรค์ และลพบุรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง … ‘อนุทิน’เปิดหน้าลุยนำสธ.แถลงจุดยืนค้านวัตถุอันตราย ไม่ยกเลิกมติ ‘แบนสารพิษ’

ชายคาพระพิรุณ : 31 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515106

ชายคาพระพิรุณ :  31 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 31 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังมีโครงการดีๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรอีกแล้ว ขุนเกษตรา จึงนำมาเล่าสู่กันฟังเผื่อมีใครสนใจ นั่นคือ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงาน หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) กรอบวงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564 ซึ่ง โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย (16 ราย/ตำบล) เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด ซึ่งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล

สำหรับคุณสมบัติเกษตรกร ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี และมีสัญชาติไทย พื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นผืนเดียวกันไม่น้อยกว่า 3 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอกสารสิทธิต้องเป็นของผู้สมัครหรือเป็นของทายาทของผู้สมัคร (บิดากับบุตร มารดากับบุตร สามีกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย) และผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ เจ้าของเอกสารสิทธิต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดิน
เพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยมีการลงลายมือชื่อหรือประทับลายนิ้วมือในหนังสือยินยอม ผู้สมัครและพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องไม่อยู่ในโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่(5 ประสาน) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส่วนคุณสมบัติของผู้รับจ้างงาน ต้องเป็นเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุระหว่าง 18 – 60 ปีบริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า มีที่พักอาศัยอยู่ในตำบลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ฯลฯ ไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการบำนาญ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวงกรมที่มีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และไม่เป็นลูกจ้างเอกชน ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมปรับปรุงแปลงตามโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัคร
กับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563…ใครสนใจลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการกันได้นะครับ อย่าช้า

ขุนเกษตรา 

สหกรณ์ฯพิจิตรพอใจปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน ใช้ตลาดนำการผลิตตอบโจทย์-1ไร่กำไร7.6หมื่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515109

สหกรณ์ฯพิจิตรพอใจปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน  ใช้ตลาดนำการผลิตตอบโจทย์-1ไร่กำไร7.6หมื่น

สหกรณ์ฯพิจิตรพอใจปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน ใช้ตลาดนำการผลิตตอบโจทย์-1ไร่กำไร7.6หมื่น

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด จังหวัดพิจิตร ซึ่งจับมือกับภาคเอกชนในโครงการส่งเสริมสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีในฤดูฝน เพื่อติดตามผลผลิตว่าได้ผลเป็นอย่างไร สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด เบื้องต้นสมาชิกสหกรณ์พอใจกับผลผลิตและราคาที่รับซื้อ เนื่องจากได้วางแผนให้เกษตรกรปลูกนอกฤดู ทำให้ราคารับซื้อสูงกว่ากะหล่ำปลีในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตจากภูทับเบิกแหล่งผลิตใหญ่ออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ โครงส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายในฤดูการผลิต 2562/63 ซึ่งสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด ร่วมมือกับบริษัทเอกชนส่งเสริมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกพริกซอสและกะหล่ำปลี และยังร่วมมือกับสหกรณ์ในจ.พิจิตรอีกหลายแห่งต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยเอกชนจะแจ้งปริมาณความต้องการผลผลิตเพื่อให้สหกรณ์ใช้ตลาดเป็นตัวนำ และมาวางแผนเพื่อส่งเสริมการผลิตให้สมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสหกรณ์พอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับทำโครงการลักษณะนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของกรมที่ต้องการให้สหกรณ์หาอาชีพเสริมหรือปลูกพืชที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้สหกรณ์ประสานร่วมมือกับเอกชนที่เป็นคู่ค้า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงการผลิตของสมาชิก เพื่อให้ผลผลิตได้คุณภาพตามที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ

ด้านนายวินัย จันทร์เชื้อ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด อยู่หมู่ที่ 4 ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จากเดิมเคยปลูกพริกซอสก็ได้ผลผลิตราคาดี เมื่อสหกรณ์และเอกชนมาแนะนำให้ทดลองปลูกกะหล่ำปลี ก็ลองทำ
ครั้งแรกบนพื้นที่ 1 ไร่ 1 งาน เริ่มปลูกตั้งแต่ 15 มิ.ย.ถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนก.ย. 2563 คาดว่า จะได้ผลผลิต 7 ตัน ราคารับซื้อประมาณ ตันละ 18,000 บาท คาดว่าจะมีรายได้ 126,000 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิต 50,000 บาท ทำให้มีกำไรเหลือ 76,000 บาท ขณะนี้แปลงกะหล่ำปลีของเพื่อนสมาชิกบางรายทยอยเก็บผลผลิตแล้ว เพราะวางแผนปลูกเพื่อให้ผลผลิตออกมาไม่พร้อมกัน ซึ่งจะช่วยคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีรายได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้

นายสมศักดิ์ สีอุดทา ประธานสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์จับมือเอกชนคือบริษัท ศราวุฒิการเกษตร จำกัด ส่งเสริมอาชีพให้สมาชิกมา 3 ปี โดยเน้นปลูกพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว ตลาดต้องการและรับซื้อในราคาที่เกษตรกรพอใจ โดยก่อนหน้าได้ทำโครงการปลูกพริกซอส ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และเชื่อมั่นร่วมกันจากการส่งเสริมต่อเนื่องหลายฤดูกาลผลิต ต่อมาสหกรณ์ตกลงกับบริษัทส่งเสริมปลูกกะหล่ำปลี เพื่อนำไปส่งตลาดไท ซึ่งสหกรณ์มีโครงการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก โดยจัดสรรเงินกู้ให้รายละ 2 หมื่นบาท เมื่อเกษตรกรนำผลผลิตมาขายกับสหกรณ์ สหกรณ์จะหักรายได้จากการขายผลผลิตไว้ 50% เพื่อชำระหนี้คืนสหกรณ์ ซึ่งเงินกู้ 1 งวดใช้เป็นทุนการผลิตได้สองรอบการผลิต ทำให้ขณะนี้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น นำเงินมาส่งชำระหนี้ค้างกับสหกรณ์ได้ ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมทำธุรกิจกับสหกรณ์มากขึ้นแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงและส่งเสริมอาชีพทำเกษตรให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อน3โครงการพัฒนาลุ่มน้ำชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515107

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อน3โครงการพัฒนาลุ่มน้ำชี

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสนฑ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่กรมชลประทานเปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน
พื้นที่จ.ชัยภูมิ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามกระแสพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานเกี่ยวกับงานชลประทาน เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 ความตอนหนึ่งว่า

“..เขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีในเขตอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกรมชลประทานวางโครงการจะก่อสร้างนั้น ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องที่ดินภายในอ่างเก็บน้ำมาก จึงควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำบริเวณต้นน้ำลำน้ำชี และตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของลำน้ำชี เพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีเดิม ให้สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในระยะฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดปีด้วย..”

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำชีตอนบนมีพื้นที่ลุ่มน้ำมีลำน้ำชีเป็นลำน้ำสายหลัก ความยาวจากต้นน้ำถึงจุดบรรจบลำน้ำพอง 765 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีประมาณ 786 ล้านลูกบาศก์เมตร การพัฒนาแหล่งน้ำในปัจจุบันยังไม่มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ มีเพียงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก สระเก็บน้ำขนาดเล็กเท่านั้น ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมใช้น้ำอื่นๆช่วงฤดูแล้ง ขณะที่ฤดูฝนก็เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรืออ่างเก็บน้ำยางนาดีเดิมความจุ 70.21 ล้านลบ.ม. หัวงานเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน สันเขื่อนกว้าง 9 เมตร ความยาว 1,580 เมตร สูง 24 เมตร อาคารระบายน้ำล้นชนิดบานระบายแบบ
บานโค้งขนาดกว้าง 12.5 เมตร สูง 7.5 เมตร จำนวน 7 ช่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ โดยปีงบประมาณ 2562 ได้รับจัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนทางเข้าหัวงาน อาคารบ้านพักชั่วคราว อาคารที่ทำการถาวร และงานเตรียมความพร้อมเพื่อก่อสร้าง จะเริ่มก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบในปีงบประมาณ 2563 วงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 939 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เมื่อก่อสร้างเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีตั้งแต่ท้ายอ่างเก็บน้ำตามลลำน้ำชี ในเขตชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น มีพื้นที่เกษตรสองฝั่งลำน้ำชีได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในอ.หนองบัวระเหว อ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้ง สนับสนุนการใช้น้ำตามลำน้ำชีตอนบนให้มีน้ำใช้เพื่ออุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดปีอีกทั้ง ยังช่วยสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อทำประมง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไป บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 45.17 ล้านลบ.ม พื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ เขื่อนหัวงานสร้างปิดกั้นลำเจียงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชีในอ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง บรรจุเข้าแผนงานก่อสร้างในปี 2564 คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2567 นอกจากนี้ยังมีโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 48 ล้านลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 30,000 ไร่ เขื่อนหัวงานก่อสร้างปิดกั้นลำสะพุงในอ.หนองบัวแดง เริ่มก่อสร้างปี 2562 การก่อสร้างก้าวหน้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้คาดจะแล้วเสร็จในปี 2567

“ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญพัฒนาบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบนครั้งนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มหรือต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรได้เป็นอย่างดี กรมจึงสืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้การพัฒนาบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดต่อไป”ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13 กล่าว