พาณิชย์จับมือเกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515108

พาณิชย์จับมือเกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังแถลงข่าววิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตว่าถือเป็นประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของประเทศไทยคือ เป็นการเปิดศักราชใหม่เป็นรูปธรรมในการบูรณาการทำงานระหว่าง 2 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวใจสำคัญเป็นการเปิดวิสัยทัศน์สำคัญร่วมกันของ 2 กระทรวงภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต มีเป้าหมายสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก สำหรับเป้าหมายทำงานมี 3 เพิ่ม โดยเพิ่มที่ 1 คือ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้ประเทศ เพิ่มที่ 2 เพิ่ม GDP ให้ประเทศ และเพิ่มที่ 3 เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับ

ทั้งนี้ การจะบรรลุ 3 เพิ่มได้ทั้ง 2 กระทรวง จะมีพันธกิจร่วมกัน 4 พันธกิจคือ 1.ร่วมสร้าง Single Big Data ให้เกิดขึ้น
เพื่อให้ทั้งสองกระทรวงได้ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน ไม่มีของเขาของเรา ไม่มีของพาณิชย์ไม่มีของเกษตร มีแต่ Single Big Data ร่วมของประเทศทั้งด้านการผลิตและการตลาด 2.สร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อให้ภาคการผลิตคือ ภาคเกษตร ภาคแปรรูป อุตสาหกรรม ภาคการค้า การลงทุน การส่งออก ได้ใช้แพลตฟอร์มกลางที่ว่านี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลแลกเปลี่ยนพันธสัญญาซื้อขายและการทำการตลาดร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
3.ร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสินค้าเกษตร โดยต้องมุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายการตลาดและการผลิตยุคใหม่ที่โลกต้องการ และสะท้อนว่าเราเดินไปสู่ยุทธศาสตร์ ตลาดนำ การผลิต เพราะถ้าตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ จะขายยากในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญในประเทศที่มีศักยภาพมีที่ดี มีรายได้สูง 4.พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาด โดยต้องพัฒนาไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์สร้างโอกาสไทยทุกคน

“จะตั้งคณะทำงานร่วมกัน 2 กระทรวง เพื่อขับเคลื่อนทั้ง 4 พันธกิจ มีปลัดกระทรวงพาณิชย์และปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานร่วมกันจัดทำเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจน ทำแผนปฏิบัติการ ทำโครงการขับเคลื่อน ทำตัวชี้วัด ทำทุกอย่างให้ผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม และยังต้องมีคณะทำงานย่อยแต่ละชุดที่จะดูเป็นรายพันธกิจด้วย โดยให้เร่งทำงานโดยเร็ว คาดว่าใช้เวลาอีกระยะจะเห็นผล”นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า การทำงานด้านการตลาด กระทรวงพาณิชย์จะเป็นพาณิชย์ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้ทำการตลาดจากทุกมุมโลก จากทุกข้อมูล จากทุกแหล่งมาบูรณาการและมากลั่นกรองเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การดำเนินการทางการตลาดที่ถูกต้องชัดเจน จะมีทีมงานด้านการตลาดที่ทันสมัย มีทีมเซลส์แมนจังหวัด และทีมเซลส์แมนประเทศ ทำงานร่วมกับภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ สร้างโมเดลการค้าใหม่ และส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทย

สำหรับช่องทางตลาดที่จะนำสินค้าเกษตรไปขาย มี 4 ช่องทางคือ 1.ตลาดออฟไลน์ เป็นตลาดดั้งเดิม แต่ยังพัฒนาได้ ประกอบด้วย โมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชห่วยร้านธงฟ้า โมบายมาร์เก็ต รถโมบาย คาราวานสินค้า ตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดต้องชม 2.ตลาดออนไลน์ จะทำแพลตฟอร์มกลาง ที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตร 3.คอนแทรกฟาร์มมิ่ง การทำเกษตรพันธสัญญา เพื่อสร้างหลักประกันการรับซื้อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และ 4.เคาน์เตอร์เทรด จะสร้างเวทีจับคู่ธุรกิจ ทั้งในรูปซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือรูปแบบใดก็แล้วแต่ ตามความเหมาะสมทั้งในและระหว่างประเทศ

ด้านนางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนกระทรวงเกษตรฯเดินหน้าผลักดัน”เกษตรทันสมัย” และ”เกษตรปลอดภัย” โดยเน้นทำเกษตรรูปแบบสมัยใหม่ นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ทำการผลิตอย่างแม่นยำ ผลิตสินค้ามูลค่าสูง มีคุณภาพ ปลอดภัยได้มาตรฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้ มีสินค้าเกษตรเป้าหมาย 5 รายการคือ พืช ปศุสัตว์ ประมง เกษตรแปรรูป และเกษตรบริการ ซึ่งการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยแก้ปัญหาการตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีอนาคต

เกษตรแถวหน้า : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือ3หน่วยงาน ให้ทุนเรียนฟรีบุตรหลานสมาชิกหวังสร้างคลื่นลูกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514496

naewna

เกษตรแถวหน้า : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือ3หน่วยงาน ให้ทุนเรียนฟรีบุตรหลานสมาชิกหวังสร้างคลื่นลูกใหม่

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนทุนการศึกษาสาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์แก่บุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม มาในปีนี้ กรม ได้ขยายโอกาสด้านทุนการศึกษาไปยังบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีอยู่ราว 3,500 แห่ง ทั่วประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทำข้อตกลง (MOU) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปวส. และปริญญาตรี ในสาขาวิชาด้านการเกษตรเพิ่มเติม ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ มี 2 โครงการ โครงการแรก คือ “โครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน” ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับทุนการศึกษาในสาขาสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์รวมจำนวน 9 ราย และในปีนี้ กรม ได้รับการตอบรับเพิ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว โดยมหาวิทยาลัยให้โควตาบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม เข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ และกรมฯ สนับสนุนทุนการศึกษาจนจบหลักสูตร จำนวน 13 ทุน ระยะเวลาโครงการระหว่างปีการศึกษา 2563-2565 รวมจำนวนทุนการศึกษาทั้งหมด 1.746 ล้านบาท

ส่วนอีกโครงการ คือ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตร – หลานของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร” ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566 ประกอบด้วยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการให้โควตาเข้าศึกษาต่อ และกรม สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปวส. ถึงปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ในสาขาวิชาเกษตรกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ช่างกลเกษตร ประมง การเดินเรือ การเพาะเลี้ยงและแปรรูปด้านการเกษตรอุตสาหกรรมเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร เทคโนโลยีภูมิทัศน์ ประกอบด้วยทุนการศึกษาระดับปวส. จำนวน 150 ทุน ระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) 2 ปี จำนวน 60 ทุน และความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาต่อสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ระดับปริญญาตรี 4 ปี จำนวน 30 ทุน

ท่านอธิบดีพิเชษฐ์ บอกว่า โครงการที่กรม ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ทุนแก่บุตร-หลาน สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนี้ ก็เพื่อต้องการผลักดันเด็กรุ่นใหม่ให้กลับมาอยู่ในภาคการเกษตร เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาขบวนการสหกรณ์ จึงเริ่มจากการสร้างบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์ก่อน ให้ทุนเรียนต่อเป็นการสร้างโอกาสด้านการศึกษา ให้ได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ เพื่อจะได้เป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการด้านการเกษตรมืออาชีพ อีกสักระยะหนึ่งก็นำเขาเข้าสู่ระบบสหกรณ์เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้องการเห็นเด็กเหล่านี้กลับมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในอนาคต ทดแทนบุคลากรสหกรณ์การเกษตรที่สูงวัย ซึ่งจะทำให้องค์กรสหกรณ์ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงได้หารือกับผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรอยู่ และหารือกับทางเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนต่อในระดับปวส. และปริญญาตรีต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ กรมได้จัดสรรทุนการศึกษาจากดอกผลเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ไว้ 23 ล้านบาท และถ้าได้ผลดีปีหน้าจะขยายเพิ่มขึ้น และจะเชิญชวนสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ด้วยในปีต่อไป

ผมมองว่า นี่เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยท่านอธิบดีพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ได้จัดทำขึ้นเพื่อพี่น้องชาวสหกรณ์ ที่นอกจากจะช่วยสานฝันให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าศึกษาต่อในสาขาที่ชอบและตรงกับความต้องการแล้ว ยังเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ นำความรู้กลับมาพัฒนาอาชีพของครอบครัวให้มีความทันสมัยและยกระดับอาชีพเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง อีกทั้งคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสหกรณ์ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากชุมชน ให้มีความเข้มแข็งยั่งยืนต่อไปในอนาคต
 

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514498

รายงานพิเศษ :  ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง  ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยภาพรวมปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนม ชี้เติบโตและขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะ 10 ปี รวมทุนดำเนินงานกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทเน้นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ประเมินความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภทพร้อมตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชี เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ลดความเสี่ยงการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จินดา เสถียรุจิกานนท์

นางสาวจินดา เสถียรุจิกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 1 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นว่า อาชีพเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารมีคุณค่า มีอาชีพมั่นคงเป็นหลักแหล่ง ทรงได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการโคนมไทย”ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรวมกลุ่มดำเนินการในรูปสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริ หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนจึงร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาต่อเนื่อง ด้านจัดการฟาร์มโคนมและแปรรูปอุตสาหกรรมนมครบวงจร และได้รับการยอมรับระดับสากลว่า ไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ด้านส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปี 2562 มีสหกรณ์โคนมรวม 94 สหกรณ์ จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 19,389 คน

สำหรับธุรกิจของสหกรณ์โคนม คล้ายธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร ประกอบด้วย 1.ธุรกิจรับฝากเงิน ส่งเสริมให้สมาชิกออม นอกเหนือจากถือหุ้น 2.ธุรกิจให้สินเชื่อ ช่วยเหลือสมาชิกด้านเงินทุน เพราะการเลี้ยงโคต้องใช้เงินทุนค่อนข้างมาก 3.ธุรกิจรวบรวมแปรรูปผลผลิต ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ โดยรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก จำหน่ายให้บริษัทเอกชนหรือสหกรณ์อื่น สำหรับสหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปนม จะนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์นมยูเอชที และไอศกรีม สำหรับผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ส่วนใหญ่จำหน่ายให้โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) บางสหกรณ์กำลังผลิตของเครื่องจักรมีมาก ก็รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์นมให้บริษัทเอกชนเพื่อสร้างรายได้ให้คุ้มค่าการลงทุนเครื่องจักร

4.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิก ได้แก่ เวชภัณฑ์ อาหารสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับอาหารสัตว์บางสหกรณ์ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายด้วย 5.ธุรกิจทำฟาร์มโคนม สำหรับธุรกิจนี้สหกรณ์ต้องพัฒนาคุณภาพฟาร์มและน้ำนมดิบให้มีมาตรฐาน จึงเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนและแรงงานค่อนข้างมาก 6.ธุรกิจขายและให้บริการด้านเครื่องดื่มและอาหาร เป็นธุรกิจใหม่ที่ได้รับความนิยม และขยายตัวเพิ่มขึ้นรองรับภาวะเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัว และปรับตัวให้เข้าชีวิตวิถีใหม่ ที่เรียกว่า ยุค New Normal เช่น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ซึ่งขยายช่องทางจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์เปิดธุรกิจใหม่ “ร้านแฟรนไชส์ หนองโพ Cafe”ขายแฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนที่สนใจ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ดีลิเวอรี่ที่เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากข้อมูลปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนมในเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2562 ธุรกิจรวบรวมผลิตผล มีปริมาณมากที่สุดร้อยละ 45.15 รองลงมาเป็นธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและแปรรูปในส่วนทุนดำเนินงานของสหกรณ์ 14,315.29ล้านบาท เป็นหนี้สิน 10,250.03 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71.60 ในหนี้สินส่วนใหญ่เป็นเงินกู้และเครดิตการค้า 7,315.20 ล้านบาท และเป็นทุนของสหกรณ์ 4,065.27 ล้านบาท ส่วนของสินทรัพย์ทั้งสิ้นสหกรณ์ลงทุนในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 5,010.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35

นางสาวจินดากล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์โคนม ที่หลากหลายซับซ้อนมากขึ้น มีการพัฒนาให้ทัดเทียมธุรกิจเอกชน กรมมุ่งเน้นให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของกรมฯ ในการปฏิบัติงานสอบบัญชี เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีและมาตรฐานสอบบัญชีจึงจำเป็นต้องมีหลักการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์อย่างถี่ถ้วนรอบด้าน อาทิ ด้านคุณภาพน้ำนมดิบ ควรสอบทานกระบวนการรวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ว่าปฏิบัติตามระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยดูการปฏิบัติจริง และสอบถามเจ้าหน้าที่และสมาชิกที่มาส่งน้ำนมการวิเคราะห์การสูญเสียในแต่ละรอบการผลิต เนื่องจากการผลิตสินค้าจะมีการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจึงควรวิเคราะห์ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและหาความแตกต่าง หรือสิ่งผิดปกติ การสอบทานสัญญาและเงื่อนไขตรวจสอบว่า สหกรณ์ติดตามลูกหนี้การค้า หรือประสานงานกับตัวแทนอย่างไร หากเก็บมาแล้วไม่นำส่งสหกรณ์มีมาตรการเช่นไร นอกจากนี้จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสหกรณ์วางแผนบริหารเงินทุนที่ได้มาและใช้ไปเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เหมาะสม รวมถึงกำหนดราคาขาย วิเคราะห์หรือเปรียบเทียบรายได้ในแต่ละธุรกิจ และการบันทึกค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบเอกสาร อนุมัติรายการ วิเคราะห์ เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นสิ่งหรือรายการที่ผิดปกติ

“สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ มีประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ วางแผนให้สหกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดในอนาคตได้ และประเมินความเสี่ยงว่า ในกิจกรรมของสหกรณ์นั้น เรื่องใดเสี่ยงหรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร รวมทั้งสอดส่องดูแลพฤติกรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดีและได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม”

เกษตรฯวางแผนบริหารจัดการสับปะรดปี’64 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514494

เกษตรฯวางแผนบริหารจัดการสับปะรดปี’64

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังประชุมบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดว่า สถานการณ์สับปะรดปี 2563 มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 414,777 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 51,720 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.09 ปริมาณผลผลิตมี 1.39 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 285,358 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.99 ผลผลิตต่อไร่ 3,362 กิโลกรัม ลดลง 239 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 6.64 เนื่องจากภาวะแห้งแล้งทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ ผลผลิตต่อไร่จึงลดลง บางส่วนไม่ติดผล ผลเล็ก แคระแกร็น ไม่สามารถใช้สารบังคับการออกผลช่วงปลายปีได้เต็มที่ โดยราคาสับปะรดโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 13.07 บาท และสับปะรดบริโภคสดเฉลี่ยอยู่ที่ 13.81 บาท

สำหรับปี 2564 คาดการณ์เนื้อที่เก็บเกี่ยวมี 487,459 ไร่ เพิ่มขึ้น 72,682 ไร่ หรือร้อยละ 17.52 ผลผลิต 1.96 ล้านตัน เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 565,862 ตัน หรือร้อยละ 40.58 และผลผลิตต่อไร่ 4,021 กิโลกรัมเพิ่มขึ้น 659 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 19.60 ส่วนสาเหตุที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ขยายพื้นที่ปลูกเดิม เริ่มปลูกในพื้นที่ใหม่สำหรับเกษตรกรรายใหม่ ส่วนผลผลิตต่อไร่คาดว่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน หากมีปริมาณน้ำฝนพอต่อการเจริญเติบโต บำรุงดูแลดี ไม่ประสบภัยแล้งเหมือนปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการผลผลิตสับปะรด ตามมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม สรุปผลประชุม 4 เรื่องสำคัญคือ 1) แก้ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมสับปะรดในการจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างด้าว ตามระยะเวลาที่โรงงานสับปะรดเปิดดำเนินการจริง 2) รับทราบสถานการณ์และแผนงานสับปะรด ปี 2563 โดยมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่ประสงค์ตรวจรับรองแปลงตามมาตรฐาน GAP มาขึ้นทะเบียน เพื่อประสานกรมวิชาการเกษตรปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจรับรองแปลงต่อไป 3) ปรับปรุงยุทธศาสตร์สับปะรด ปี 2560 – 2569 ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ และ 4) หลักการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดปรับให้สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยให้หน่วยงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) จัดทำข้อมูลการผลิต ได้แก่ พันธุ์ คุณภาพ ช่วงเวลา ปริมาณ พื้นที่ การบริหารจัดการด้านตลาด ได้แก่ การใช้ในประเทศ ส่งออก และแปรรูป รวมทั้งแผนบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดช่วงปกติโดยให้ปล่อยตามกลไกตลาด และช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เดือนเมษายน – มิถุนายน และช่วงที่ 2 เดือนตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 190,000 ตัน/เดือน ทั้งการกระจายผลผลิต เชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า กระตุ้นการบริโภค หรือการนำผลผลิตออกจากตลาดเร็วให้นำไปทำปุ๋ย หรือทำอาหารสัตว์ โดยที่ คพจ.บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จภายในจังหวัด ส่วนจังหวัดที่ไม่สามารถดำเนินการได้ให้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของจังหวัดต่อไป

‘มนัญญา’เยี่ยมสมาชิกนิคมชุมแสงจันทร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514495

‘มนัญญา’เยี่ยมสมาชิกนิคมชุมแสงจันทร์

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่พบสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจ.ระยอง ณ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯก่อนเข้าร่วมประชุมครม.สัญจร พร้อมมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในอ.วังจันทร์ ที่มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรฯว่า รัฐบาลมีนโยบายใช้การตลาดนำการผลิตและให้ความสำคัญการใช้กลไกสหกรณ์พัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ เพื่อช่วยเหลือการประกอบอาชีพ แก้ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำให้เกษตรกร โดยส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ทำหน้าที่บริหารจัดการผลผลิตการเกษตรในพื้นที่และดำเนินธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่วางแผนผลิตให้สมาชิก รวบรวมผลผลิตการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดกับภาคเอกชนและในเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อกระจายผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจด้านสินเชื่อและบริการแก่สมาชิกและคนในชุมชน และแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นบทบาทความสำคัญของขบวนการสหกรณ์มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหา ไม่สามารถขายผลผลิตได้เหมือนปกติ จำเป็นต้องใช้เครือข่ายสหกรณ์บรรเทาความเดือดร้อนโดยช่วยระบายผลผลิต ทั้งผลไม้ พืชผัก สินค้าประมงทั้งสดและแปรรูป จากสหกรณ์ต้นทางไปสู่สหกรณ์ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้การกระจายผลผลิตรวดเร็ว ไม่กระจุกตัวหรือเกิดความเสียหายและช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมด้วย ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง จะได้มีพลังสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร จึงอยากขอความร่วมมือขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานรากของประเทศให้มั่นคงต่อไป

จากนั้นมีพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ทั้งหนังสือ กสน.3 และกสน.5 ให้สมาชิกนิคมสหกรณ์ชะแวะ 60 ราย และชมนิทรรศการความก้าวหน้านโยบายของกระทรวงเกษตรฯที่ดำเนินการในจ.ระยอง ได้แก่ โครงการสนับสนุนกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร รองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19 โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh From Farm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตรกร โครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และโครงการเกษตรอินทรีย์

นายกฯควงรมต.เกษตร เปิดงาน’เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2′ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514459

นายกฯควงรมต.เกษตร เปิดงาน'เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2'

นายกฯควงรมต.เกษตร เปิดงาน’เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2′

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.35 น.

นายกรัฐมนตรี ควง รมต.เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2”

27 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 และการสัมมนารวมพลคนสร้างชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ว่า เพื่อให้งานมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการสร้างโอกาส   ให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร และแสดงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์ ให้คนเมืองได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน 

ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก มีการกระจายตัวของรายได้มากขึ้น ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง เชิญชวนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และ
ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร และทำความเข้าใจว่าเกษตรสร้างชาติ
ได้อย่างไร และสินค้าเกษตรไทย พร้อมไปตลาดโลกแล้ว

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการพบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกับเกษตรกรตัวจริง ที่เป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพ จากการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จาก 6 แห่งทั่วประเทศ, เกษตรแปลงใหญ่ ที่รวมกลุ่มการผลิต เปลี่ยนสินค้าจากขายในประเทศ ยกระดับสินค้า Premium to fly, เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตร มีความรู้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนหันกลับมาทำการเกษตร เป็นอนาคตของการปฏิรูปภาคการเกษตรต่อไป ความอลังการของกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ฟอกอากาศ หลากหลายประเภท เรียนรู้และเข้าใจกลไกการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ กระบวนการส่งเสริมผ่านการรวมกลุ่มเกษตรกร  เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งต่อความรู้ไปสู่เกษตรกรรายย่อยอื่นๆ สร้างการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติดูแลพื้นที่การเกษตรของตัวเองในทุกด้าน ทั้ง การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่าน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การเฝ้าระวังศัตรูพืช ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ส่งเสริมการใช้ดินและปุ๋ยที่เหมาะสมในการปลูกพืช ผ่าน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) รวมทั้งสร้างตัวแทนเกษตรกร เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ผ่าน อาสาสมัครเกษตรกร (อกม.) ตื่นตาไปกับ นวัตกรรมการเกษตร โชว์เทคโนโลยีไบโอรีแอคเตอร์ ขยายเนื้อเยื่อสัปปะรดกินสด พันธุ์ MD2 และโชว์นวัตกรรมการเกษตร จากภาคีเครือข่าย เช่น หุ่นยนต์อารักขาพืช จาก ม.เกษตร

ห้ามพลาดการช้อปปิ้ง พร้อมอิ่มท้อง กับครัวไทย สินค้าเกษตรคุณภาพ product premium หลากหลายประเภท กว่า 1,000 รายการ เพื่อย้ำความมั่นใจ “อาหารไทย อาหารโลก” ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และร่วมเลือกสรรพัสตราภรณ์ กว่า 100 ร้านค้า จากแม่บ้านเกษตรกรคุณภาพ สร้างโอกาสธุรกิจเกษตร จับคู่ Business Matching เปิดโอกาสให้กับเกษตรกรไทย ได้เป็นผู้ประกอบการเกษตร พบปะผู้ส่งออก Start up ส่งสินค้าดีมีคุณภาพสู่ตลาดสากล รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยจำหน่ายผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ฝึกอาชีพฟรี หนึ่งวันทำได้จริง 28 หลักสูตร เช่น ขนมจีนน้ำยาเห็ด ผักบุ้งดองสูตรโบราณ พวงมาลัยใบเตย การขยายพันธุ์แคคตัส  น้ำพริกกากหมู รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิง ให้บริการความรู้แก่เกษตรกรและผู้เข้าชมงาน การล้างผักอย่างปลอดภัย คำแนะนำการปลูกพืช คลินิกพืช โชว์การเดินแบบผ้าไทย สาธิตการทำอาหารจากเชฟชั้นนำ มินิคอนเสริต์จากศิลปินชื่อดังมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชาติและเห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกรไทยในงาน เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 มหกรรม product premium ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”.-
 

สภาเกษตรฯบึงกาฬหนุนแปรรูป‘32ประดง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514245

สภาเกษตรฯบึงกาฬหนุนแปรรูป‘32ประดง’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดเผยว่า จากการติดตามโครงการของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในจ.บึงกาฬ พบเกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปผลไม้และสับปะรด เนื่องจากเมื่อก่อนในพื้นที่ปลูกสับปะรดมาก ต่อมาเกษตรกรได้ความรู้จากพระภิกษุสงฆ์ที่นำต้น 32 ประดง หรือสิรินธรวัลลี พืชพื้นถิ่น พื้นที่บ้านห้วยเล็บมือ ต.หนองเดิ่นอ.บุ่งคล้า มีขึ้นตามธรรมชาติจำนวนมากมาทำยารักษาโรคสะเก็ดเงินให้ชาวบ้านแล้วอาการดีขึ้นจนหาย กลุ่มจึงต่อยอดด้วยการนำ “32 ประดง”มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้บำรุงรักษาสุขภาพสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬเข้าสนับสนุนนำความรู้จากหน่วยงาน อาทิ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พาณิชย์จังหวัด แรงงานจังหวัด เป็นต้น เพื่อกลุ่มจะได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายต่อไปในอนาคต

โดยนายโชคดี คุณโดน ประธานกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปผลไม้และสับปะรดเล่าให้ฟังว่าในชุมชนปลูกสับปะรดและมะนาวจำนวนมาก เมื่อมีปัญหาราคาผลผลิตชาวบ้านจึงรวมตัวตั้งกลุ่มผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ด้วยชื่อตราสินค้า “คักแท๊ะ”ที่หมายถึง ดีเยี่ยม ได้แก่ น้ำยาล้างจาน(น้ำหมักมะนาว) และน้ำยาซักผ้า(น้ำหมักสับปะรด) ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆทั้งความรู้ เทคนิคการผลิตและทุน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาได้จำหน่ายให้คนในชุมชนและส่งขายตามรีสอร์ทในอ.บุ่งคล้า ต่อมานำผลิตภัณฑ์น้ำยาอเนกประสงค์มาลงทะเบียน “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” (OTOP) ปี 2560 พร้อมเห็นช่องทางพัฒนาผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ จึงคิดแปรรูป “32 ประดง” ที่มีมากในพื้นที่ด้วยสรรพคุณแก้ผด ผื่น คัน สะเก็ดเงิน บำรุงผิวพรรณ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากใบและดอกอย่างหลากหลาย เช่น สบู่สมุนไพร ชาชงพร้อมดื่ม พิมเสนน้ำ และเมนูพิเศษมีเสิร์ฟให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่เข้าพักและสั่งล่วงหน้า ณ คักแท๊ะโฮมสเตย์ เท่านั้น “ข้าวผัดแสนพันธุ์” เมนูทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จทรงงาน ณ จังหวัดบึงกาฬล่าสุดกลุ่มได้ทอผ้ามัดหมี่ เตรียมผลิตเป็นผ้าขาวม้า ผ้าถุง และกระเป๋า

ต้น “32 ประดง” ลักษณะเป็นเถายาวคล้ายเถาวัลย์ ชื่อนี้เรียกมาแต่ดั้งเดิมซึ่งคำว่า “ประดง” เป็นชื่อเรียกโรคชนิดหนึ่งของหมอแผนโบราณ โรคประดงเป็นโรคที่เกิดจากระบบเลือดในร่างกายผิดปกติหรือไม่สมดุลที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีอาการไข้และมีเม็ดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง เรียกว่าเกิดอาการไข้ประดง โดยทั่วไปเมื่อมีไข้ประดงเกิดขึ้น ก็มักจะมีอาการตัวร้อนจัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยไปตามเนื้อตัวมีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว ปากแห้ง ลิ้นแห้ง กระหายน้ำ หอบและอาจมีอาการสะอึกร่วมด้วย โรคประดงยังแบ่งออกไปอีกหลายชนิด เช่น ประดงมด ประดงช้าง ประดงแกลบ ประดงไฟ สนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://www.facebook.com/KhakthaeProduct หรือสอบถามข้อมูลที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ หมายเลขโทรศัพท์ 0-4249-2485 นายโชคดี คุณโดน หมายเลขโทรศัพท์09-4258-6036

สศก.เกาะติดไม้ผลภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514247

สศก.เกาะติดไม้ผลภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาด

สศก.เกาะติดไม้ผลภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ขณะนี้ว่าภาพรวมผลผลิตไม้ผล 4 ชนิด (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ภาคใต้ 14 จังหวัด (ข้อมูลเอกภาพภาคใต้ ครั้งที่ 3 ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2563) ปีนี้ให้ผลผลิตรวมประมาณ 727,824 ตัน ลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวน 801,413 ตัน หรือลดลงร้อยละ 9.18

โดยผลผลิตกระจายออกสู่ตลาดหลายรุ่น และคาดว่าจะออกสู่ตลาดมากเดือนกันยายน ซึ่งสศก.ติดตามสถานการณ์ไม้ผลมาตลอด ล่าสุดจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์
ผลไม้จากล้งรับซื้อผลไม้ หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 9-15 สิงหาคม 2563 พบว่า ทุเรียน มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย
และทยอยออกสู่ตลาดหลายรุ่น โดยจะออกสู่ตลาดมาก (Peak) ในเดือนกันยายน จากปกติที่ออกมากเดือนสิงหาคมทุกปี เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ประกอบกับเกษตรกรที่มีศักยภาพบางราย ได้วางแผนให้ผลผลิตออกตามความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ และวันชาติของจีน ซึ่งตรงกับเดือนกันยายน- ตุลาคม ที่มีวันหยุดยาว จะขายได้ราคาดี ส่งผลให้ผลผลิตทุเรียนเลื่อนการกระจุกตัวออกไป

ส่วนมังคุด มีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศแล้งทำให้การติดดอกออกผลลดลง โดยออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณร้อยละ 30และทยอยออกสู่ตลาดหลายรุ่นเช่นกัน ขณะนี้ผลผลิตรุ่นที่ 2 กำลังออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคม ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลมังคุดมีความสมบูรณ์สะสมอาหารได้เต็มที่ ประกอบกับเกษตรกรบำรุงรักษาอย่างดี ทำให้ผลผลิตประมาณร้อยละ 70 มีขนาดใหญ่ ผิวสวยส่วนผิวลาย ผลดำ และขนาดจิ๋วมีประมาณร้อยละ 30อย่างไรก็ตาม ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ผ่านมา มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้มังคุดเป็นเนื้อแก้ว ยางไหล และมีหนอนผีเสื้อเจาะผลผลิต คุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะที่เงาะโรงเรียน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลผลิตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณร้อยละ 60 โดยผลผลิต รุ่นที่ 2 ออกสู่ตลาดประมาณช่วงกลางเดือนสิงหาคม มีคุณภาพดีกว่ารุ่นแรก ผิวสวย และผลมีขนาดใหญ่ แต่ในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกมากในพื้นที่ ทำให้ผลเงาะร่วงจากต้น และแตก ส่วนลองกอง ขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณปลายเดือนกันยายน – ตุลาคม 2563

สำหรับด้านการตลาดปีนี้ราคาของผลไม้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยทุเรียนเกรดส่งออก (เกรด AB) ราคากิโลกรัมละ 130-140 บาท ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน มังคุดผิวมันใหญ่ (เบอร์ 1-3) ราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วนมังคุดผิวลาย (ลายมังกร) ราคากิโลกรัมละ50-55 บาท เงาะโรงเรียนเกรดส่งออกราคากิโลกรัมละ 37 บาท โดยตลาดสำคัญคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน และฮ่องกงส่วนราคาที่ขายตลาดในประเทศ ราคากิโลกรัมละ 32-35 บาท

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันแนวโน้มการปลูกทุเรียนมีมากขึ้น โดยปลูกแซมในสวนเดิมรวมถึงขยายเนื้อที่ปลูกใหม่ ทำให้ภาคใต้เริ่มมีผลผลิตมังคุด เงาะ และลองกองลดลง อย่างไรก็ตามเดือนสิงหาคม มีปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดน้อย ส่งผลให้ล้งทุเรียนปิดรับซื้อมากกว่า 100 ราย โดยในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ได้รับอิทธิพลจากลมพายุซินลากู ทำให้ผลผลิตทุเรียนของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรที่จะเตรียมเก็บเกี่ยวเดือนกันยายนได้รับความเสียหายเบื้องต้นกว่า 300 ไร่ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาแรงงานต่างด้าวย้ายงานหรือหนีนายจ้างไปทำงานอื่น หลังได้รับบัตรทำงานถูกต้องตามกฎหมายจากนายจ้าง จึงทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้างต้องจ้างแรงงานใหม่ และมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณาปรับกฎระเบียบสัญญาการทำงานระหว่างนายจ้างกับแรงงานต่างด้าวเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นต้น หรือให้มีระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างด้าวที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

เปิดตัว‘คูโบต้าฟาร์ม’แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514246

เปิดตัว‘คูโบต้าฟาร์ม’แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า คูโบต้าฟาร์ม มีจุดเริ่มต้นจากการที่สยามคูโบต้าคำนึงถึงการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสําคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาประเทศ ในปี พ.ศ.2561 สยามคูโบต้าจึงได้้ต่อยอดแนวคิด KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS เกษตรครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า พัฒนาพื้นที่ 220 ไร่ ณ ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ให้กลายเป็น “คูโบต้าฟาร์ม” โดยมุ่งหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่คำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรเป็นหลัก เสมือนจุดเริ่มต้นแห่งการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการนวัตกรรมเกษตรทั้งเทคนิคด้านการเกษตร (Agriculture Solutions) ผสานการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร(Machinery Solutions) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความผันแปรของผลผลิตในแต่ละปีให้น้อยที่สุด และช่วยให้เกษตรกรทราบผลผลิตในแต่ละปีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สามารถคาดการณ์ผลผลิตและคุณภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงทุกนวัตกรรมเกษตรครบวงจรที่ใช้ได้จริง อีกทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

คูโบต้าฟาร์ม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเป็นองค์ประธานในการเปิด “KUBOTA FARM” และพระราชทานชื่ออาคารนิทรรศการ “อาคารเกษตรชัยพัฒน์” อันหมายถึง อาคารที่เป็นแหล่งความสำเร็จและความเจริญทางการเกษตร พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย สธ ประดับที่ป้ายชื่ออาคารภายในอาคารบริเวณห้องโถงเทิดพระเกียรติ “กษัตริย์เกษตร” (Royal Project) ซึ่งนำเสนอพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพัฒนาการเกษตร นอกจากนี้ภายในอาคารยังประกอบไปด้วย ห้องนิทรรศการ “KUBOTA FARM The Beginning” ที่นำเสนอความเป็นมาของคูโบต้าฟาร์ม ห้องนิทรรศการ “360 องศา” (KUBOTA FARM Concept) แนะนำโซนต่างๆ ในรูปแบบจอ 360 องศา ห้องนิทรรศการ “Application” นำเสนอแอพพลิเคชั่นปฏิทินการเพาะปลูก (KAS Crop Calendar Application) ห้องนิทรรศการ “Internet of Things” นวัตกรรมเกษตร IoTที่ใช้ภายในคูโบต้าฟาร์ม และห้องนิทรรศการ “KUBOTA FARM Zone” ที่รวมโซลูชั่นต่างๆ ผ่านบอร์ดนิทรรศการรูปแบบ Interactive ในการออกแบบคูโบต้าฟาร์มเราเล็งเห็นถึงความสำคัญขององค์ความรู้แบบครบวงจรที่ครอบคลุมในภาคอุตสาหกรรมเกษตรของไทยและภูมิภาคอาเซียน

ด้านนายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการเปิดเผยว่า ในยุคเกษตร 4.0 ที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง สยามคูโบต้าได้สรรสร้างโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรไทยและอาเซียนอย่างเข้าใจ ปรับเปลี่ยนการนำเสนอในรูปแบบโซลูชั่นให้เกษตรกรมากกว่าการสาธิตสมรรถนะของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไปในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมกับสร้างประสบการณ์ที่ดีว่าแบรนด์คูโบต้าเสมือนเพื่อนที่อยู่เคียงข้าง

“คูโบต้าฟาร์มนำเสนอนวัตกรรมบริหารจัดการฟาร์มที่ทำให้เกษตรเป็นเรื่องง่าย เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงนวัตกรรมง่ายขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยนวัตกรรมและบริการต่างๆ ของคูโบต้า อาทิ KUBOTA intelligence Solutions (KIS) นวัตกรรมใหม่จากคูโบต้าที่เชื่อมต่อระหว่างสินค้าคูโบต้ากับระบบเทเลเมติกส์ (GPS Telematics) ที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยลูกค้าให้รับทราบข้อมูลการทำงานต่างๆ ของตัวรถได้ตลอดเวลา ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการบำรุงรักษาเครื่องจักรแก่ลูกค้าได้ K-rent รูปแบบการให้บริการเช่าเครื่องจักรกลการเกษตร จากสยามคูโบต้าและผู้แทนจำหน่าย ที่มีรูปแบบการเช่าทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลเกษตรได้ง่ายขึ้น และ Getztrac ระบบแอพพลิเคชั่นจองบริการเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้าทุกชนิด โดยระบบจะทำการเชื่อมต่อจับคู่ระหว่าง เกษตรกรผู้ที่ต้องการงานบริการเครื่องจักรกลการเกษตร และลูกค้าเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้า ถูกออกแบบและพัฒนาให้สามารถแก้ไขปัญหาของการจ้างงานเครื่องจักรกลการเกษตร

สำหรับองค์กร หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกร ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมคูโบต้าฟาร์ม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2909-1234หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ siamkubota.co.th/KUBOTAFARM

‘ททบ.5-ไปรษณีย์ไทย’ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514317

'ททบ.5-ไปรษณีย์ไทย'ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร

‘ททบ.5-ไปรษณีย์ไทย’ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.25 น.

สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร ย้ำคงคุณภาพความสด และคุณค่าทางโภชนาการจนถึงมือผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนของกองทัพบก นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พล.อ.กิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร โดยมี พล.ต.รังษี กิติญาณทรัพย์ รองผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ผู้แทนจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก และ นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ สายงานธุรกิจองค์กร ผู้แทน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือการเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร โดยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อช่วยเกษตรกรไทยในการจำหน่ายสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ตรงตามเป้าหมาย ทำให้สินค้าทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และเพื่อให้เกษตรกรไทยได้ฟื้นคืนชีพ กลับขึ้นมายืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง