เกษตรฯ’ไทย-เยอรมนี’ลงนามร่วมมือการเกษตร สร้างโอกาสเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514263

เกษตรฯ'ไทย-เยอรมนี'ลงนามร่วมมือการเกษตร สร้างโอกาสเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เกษตรฯ’ไทย-เยอรมนี’ลงนามร่วมมือการเกษตร สร้างโอกาสเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.16 น.

เกษตรฯ ‘ไทย-เยอรมนี’ลงนาม ร่วมมือด้านการเกษตร สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระบบการผลิต แปรรูป กระจายสินค้า การตลาด จนถึงผู้บริโภค

26 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent : JDI) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงอาหารและเกษตรสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การจัดงานในครั้ง เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุม Global Forum for Food and Agriculture หรือ GFFA ครั้งที่ 12 ณ กรุงเบอร์ลิน และได้มีการหารือระดับสูงระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับผู้บริหารของกระทรวงอาหารและเกษตรฯ เยอรมนี ทำให้ได้รายละเอียดโครงการความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงาน GFA Consulting Group ซึ่งเป็นเอกสารที่เรียกว่า Implementation Agreement โครงการดังกล่าวจึงถือเป็นกลไกที่จะทำให้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายเกิดประโยชน์กับเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่และเกษตรกรรายย่อย ทำให้สามารถเรียนรู้การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร และสามารถนำเอาระบบบริการส่งเสริมการเกษตรไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของไทยแล้ว ยังเป็นการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ ด้านการต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย 

 โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอาหารและเกษตรสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จะเริ่มดำเนินความร่วมมือแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และขอชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเยอรมนีที่ทำงานกันอย่างหนัก ที่ร่วมกันประชุมหารือ และสำรวจพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรในระยะแรก โดยเฉพาะในพื้นที่แปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การลดต้นทุนการผลิต และการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงาน GFA พร้อมที่จะเริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือภายในเดือนกันยายนนี้ และหวังว่าไทยและเยอรมนี จะใช้กรอบนี้ในการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรในสาขาอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกันในอนาคตต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการทำความร่วมมือในครั้งนี้ คือ 1) เกิดประโยชน์ต่อการสนับสนุนโครงการความร่วมมือทวิภาคีเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในประเทศไทย สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร โดย JDI จะเป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่อาจมีความร่วมมือขึ้นในอนาคต โดยทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ 2) ประโยชน์ของการจัดทำความร่วมมือภายใต้ความตกลง IA – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร กับ GFA Consulting Group GmbH สามารถพัฒนาบุคลากรด้านการต่างประเทศในลักษณะ On the Job Training (OJT) ในประเทศไทยเอง เป็นการสร้างโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตร 

นอกจากนี้ การทำความร่วมมือดังกล่าว จะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐสามารถร่วมกันคิดวิเคราะห์ ให้ข้อเสนอ รวมถึงสามารถสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบบริการส่งเสริมการเกษตร ระบบการเงิน ระบบการสนับสนุนความช่วยเหลือ ตลอดจนการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาพื้นที่เกษตรกรจากพื้นที่แปลงใหญ่ นอกจากนี้ เกษตรกรรายย่อย ยังสามารถเรียนรู้การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระบบการผลิต แปรรูป กระจายสินค้า การตลาด จนถึงผู้บริโภค โดยมีการนำเอาระบบบริการส่งเสริมการเกษตรเข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกษตรกรรายย่อยสามารถนำเอา (Apply) ระบบการผลิตที่ทันสมัยและการทำธุรกิจที่ดี (modern production and business practices) มาใช้ในการทำการเกษตรได้

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514070

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.01 น.

ข้อมูล ข้อเท็จจริงบางอย่างที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดกิจกรรมและทิศทางในการปฏิบัติหรือวางนโยบาย บางครั้งการใช้ตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง การวางกรอบทิศทางการดำเนินการตามมาก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ภาคการเกษตรในวันนี้หากจะวางตำแหน่งการพัฒนาไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่นเน้นไปด้านเศรษฐกิจ เราจะพบข้อเท็จจริงไปในอีกลักษณะหนึ่ง นั่นคือ ต้องใช้พื้นที่ของประเทศราว 149 ล้านไร่เพื่อทำการผลิตทางการเกษตร และใช้แรงงานประมาณ 28 ล้านคน แต่ทั้งหมดนี้คิดเป็นสัดส่วนของ GDP ทั้งหมดประมาณ 8% ยิ่งเมื่อเทียบตัวเลขดังกล่าวกับสาขาอื่น จะเห็นว่าสัดส่วนของการใช้แรงงานแตกต่างกันมาก และให้ผลต่อ GDP ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคการเกษตรกว่า 2-3 เท่า ดังนั้นการใช้ข้อมูลตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงได้ ตรงกันข้ามมีหลายกูรูที่มักจะให้คำนิยามภาคการเกษตรที่ผูกพันกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ที่ไม่สามารถนำมาคิดในทางเศรษฐกิจได้โดยตรง แต่ได้สร้างคุณค่าและมูลค่าให้เกิดขึ้นในทางอ้อม เป็นองค์ประกอบที่ทำให้โครงสร้างสังคมไทยสามารถดำรงอยู่ได้เช่นปัจจุบัน สร้างความเข้มแข็งในกับชุมชน ครัวเรือน และโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศ มีความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของครัวเรือนรองรับ เหมือนกับข้อเท็จจริงของตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะถดถอย ประมาณการว่าภาพรวมของ GDP ในปีนี้จะลดลงกว่า 12% และ GDP ภาคการเกษตรจะลดเหลือลงราว2.3 % เท่านั้น หมายความว่าภาคการเกษตรในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยกลับเป็นภาคที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจของไทยมิให้ตกต่ำลงไป เมื่อเทียบกับภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าภาคการเกษตรสามารถดูดซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในสถานการณ์ปัจจุบันและจำเป็นต้องนำไปคิดต่อเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จด้วยดี คือ ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่เรียกกันว่าProductivity โดยภาคการเกษตรจะต้องทบทวนและวางแผนการดำเนินการใหม่ เพื่อให้ภาคการเกษตรยังสามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19 หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พบปะกับอดีตเกษตรกร part time ที่มีอาชีพรับราชการเป็นหลัก ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร full time หลังจากเกษียณอายุราชการ โดยสิ่งที่สะท้อนจากการเป็นเกษตรกร full time คือการยอมรับว่าความจริงว่า แม้ตัวเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของตนเองให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อยากเพิ่ม productivity แต่หากปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่อยากให้เป็นได้ เช่น การทำนา จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ มีการเตรียมดินด้วยการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสม ที่สำคัญยังต้องอาศัยธรรมชาติว่าฟ้าฝนจะเป็นใจหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ยากลำบากต่อความสำเร็จของการทำนา โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจะมาปลูกในพื้นที่นา 30 ไร่ กว่าจะหามาได้ก็แทบจะเลิกทำนา พอได้มาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้าวปลูกพันธุ์ดี มีคุณภาพตามที่โฆษณาหรือไม่ แต่ต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่นต้องมาลุ้นช่วงหว่านกันอีกที เมื่อหว่านข้าวไปแล้ว ในสัปดาห์แรกๆ ยังต้องลุ้นต่อว่าน้ำจะมามากน้อยเพียงใด ถ้ามามากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะไหลไปตามน้ำจนหมดหรือไม่ หากน้ำไม่มาจริงๆ ความชื้นที่มีจะพอให้ต้นข้าวงอกรอฝนหรือไม่ หากน้ำดี ฝนมาได้จังหวะพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะกลายเป็นข้าวพันธุ์ดีจริงหรือข้าวดีด-ข้าวเด้ง ชีวิตมีลุ้นกว่าตอนทำราชการเสียอีกตกในอยู่ภาวะหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออกตามสำนวนหนังจีนกำลังภายใน ตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าวเป็นเกษตรกรระดับมีความรู้ และมีเครือข่ายกว้างขวางในระดับหนึ่ง ถึงกระนั้นยังมีปัญหาในเรื่องเทคโนโลยีและการเข้าถึง หากเป็นกลุ่มที่โอกาสและเครือข่ายแคบกว่าจะปรับตัวและอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร คงต้องฝากเป็นประเด็นให้คิดกันต่อ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สมาคมหมูฯขอบคุณรัฐแก้ปัญหาราคาตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514069

สมาคมหมูฯขอบคุณรัฐแก้ปัญหาราคาตรงจุด

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาเนื้อสุกรขายปลีกที่ปรับขึ้นจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเฉียบพลันช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริงนั้น ปัจจุบันระดับราคาเนื้อหมูตามท้องตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วจากความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการทำงานอย่างรวดเร็วและแก้ปัญหาที่ฉับไวของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ที่ขอความร่วมมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรและสหกรณ์ทุกภูมิภาค ตลอดจนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศตรึงราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมต่อเนื่อง เพื่อให้เนื้อหมูที่ออกจากโรงชำแหละไม่เกิน 94-95 บาท และราคาหมูขายปลีกหน้าเขียงที่ผู้บริโภคจับจ่ายไม่เกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัม  

ขณะเดียวกันยังร่วมดำเนินกิจกรรม “เนื้อหมู…สู้โควิด” ในมหกรรมหมูธงฟ้าที่ส่งตรงเนื้อหมูคุณภาพจากฟาร์มเลี้ยงถึงมือผู้บริโภค ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมถึงปัจจุบัน พบว่าผู้บริโภคตอบรับกิจกรรมนี้เป็นอย่างดี มีประชาชนมาร่วมจับจ่ายเนื้อหมูสดในสถานที่ราชการตามที่พาณิชย์จังหวัดกำหนดจำนวนมาก ทำให้เนื้อหมูที่จัดเตรียมไปจำหน่ายหมดลงรวดเร็วในทุกวัน  

“กิจกรรมเนื้อหมูสู้โควิดที่สมาคมฯร่วมกับเกษตรกรและพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศร่วมเดินสายส่งมอบเนื้อหมูปลอดภัยถึงมือประชาชน ได้รับการตอบรับดีมากและต่างเรียกร้องให้จัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งแม็คโคร เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ให้ความร่วมมือจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูกพิเศษช่วยลดค่าครองชีพประชาชนด้วย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกซื้อเนื้อหมูปลอดภัย มีคุณภาพ ราคาเหมาะสมและยุติธรรมส่งผลให้ภาวะราคาเนื้อหมูกลับสู่ภาวะปกติ ขอขอบคุณกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ที่มองปัญหานี้อย่างรอบด้านทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเป็นการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงอย่างเข้าใจไปพร้อมๆ กัน”น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว 

อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ยังคงดำเนินกิจกรรม “เนื้อหมู…สู้โควิด”ต่อไป โดยผู้บริโภคสามารถติดตามสถานที่จำหน่ายได้จากเว็บไซต์ของพาณิชย์จังหวัดที่สำคัญเกษตรกรผู้เลี้ยงยังคงยืนหยัดดูแลราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัมและยังคงร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบเพื่อดูแลผู้บริโภคในประเทศให้ดีที่สุด ย้ำว่าปริมาณการผลิตหมูขุนทั้งประเทศที่ 5 หมื่นตัวต่อวัน ยังคงเพียงพอกับการบริโภคของคนไทย และไม่มีปัญหาขาดแคลนสุกรอย่างแน่นอน

ม.เกษตรฯศรีราชาครบรอบ25ปี จัดงาน‘เกษตรศรีราชาแฟร์’โชว์ผลงานนิสิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514071

ม.เกษตรฯศรีราชาครบรอบ25ปี จัดงาน‘เกษตรศรีราชาแฟร์’โชว์ผลงานนิสิต

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เป็นวิทยาเขตแห่งที่ 3 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มดำเนินการด้านการเรียนการสอนครั้งแรก ตั้งแต่ภาคต้น ปีการศึกษา 2539 ปัจจุบันมีนิสิตทั้งหมด 11,000 คน ใน 5 คณะวิชา ได้แก่คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และคณะเศรษฐศาสตร์ ศรีราชา มุ่งเน้นผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการของพื้นที่ EEC การวิจัยและบริการวิชาการที่สอดคล้องความต้องการของสังคม โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ได้พัฒนาด้านต่างๆ ต่อเนื่องทุกวันนี้ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชาด้วยดีตลอดมา

และทุกวันที่ 26 สิงหาคมของทุกปีถือเป็นวันสถาปนาวิทยาเขตศรีราชาซึ่งวันที่ 26 สิงหาคม 2563 นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 ของการสถาปนาวิทยาเขตศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงพิจารณามอบโล่ประกาศเกียรติคุณแด่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้วิทยาเขตศรีราชา เพื่อแสดงความขอบคุณ ยกย่องเชิดชูเกียรติ ประเภทบุคคล 12 ท่าน และประเภทหน่วยงาน 13 หน่วยงาน นอกเหนือจากการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานและบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แล้ว ยังเป็นการมอบโล่รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นให้บุคลากรวิทยาเขตศรีราชา 16 ท่าน ประกอบด้วย ผลงานวิจัยดีเด่น 5 ท่าน โครงการบริการวิชาการดีเด่น 6 ท่าน และโครงการพัฒนาวิชาดีเด่น 5 ท่าน

นอกเหนือจากการมอบโล่รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นให้บุคลากรวิทยาเขตศรีราชาแล้ว ยังจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ภายใต้งานเกษตรศรีราชาแฟร์ครั้งที่ 15 ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม ในงานมีการจำหน่ายสินค้า อุปโภค-บริโภคคุณภาพจากทั่วประเทศ อาทิ สัตว์เลี้ยง เฟอร์นิเจอร์ สินค้าการเกษตร สินค้า OTOPยานยนต์ และเทคโนโลยี โดยปี 2563 มีผู้เข้าร่วมออกร้านค้า 615 ร้าน อีกทั้งยังเผยแพร่องค์ความรู้บริการวิชาการแก่ชุมชน เช่น นิทรรศการผลงานวิชาการของอาจารย์นิสิตตลอดจนผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การประชุมวิชาการ การแข่งขันตอบปัญหาวิชาการ/ของนักเรียนในจ.ชลบุรี การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นแก่ชุมชน เป็นต้น

เกษตรกรพิจิตรปลื้มข้าวโพดหวานสร้างรายได้ 73วันเก็บผลผลิตฟันกำไรเฉียด2หมื่น/ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514073

เกษตรกรพิจิตรปลื้มข้าวโพดหวานสร้างรายได้  73วันเก็บผลผลิตฟันกำไรเฉียด2หมื่น/ไร่

เกษตรกรพิจิตรปลื้มข้าวโพดหวานสร้างรายได้ 73วันเก็บผลผลิตฟันกำไรเฉียด2หมื่น/ไร่

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวาน เพื่อสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด จังหวัดพิจิตร ว่าเพื่อติดตามโครงการที่ตัวแทนสหกรณ์ประสงค์เข้าร่วมโครงการและได้รับแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากกรมฯมาทดลองปลูกตั้งแต่ 7 มิถุนายน ขณะนี้เกษตรกรเริ่มเก็บผลผลิตจำหน่ายในพื้นที่ สร้างรายได้ระยะเวลาสั้นๆ เป็นโครงการที่กรมตั้งใจช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบช่วงที่วิกฤติโควิด-19 ระบาด โดยหวังเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย

“สอบถามเกษตรกรที่เราคัดให้เข้าโครงการภายใต้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ของบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ส่วนใหญ่พอใจผลตอบแทนที่ได้รับ หักต้นทุน แล้วมีกำไรประมาณ 15,000 บาทต่อรอบการผลิต 73 วันในพื้นที่ทดลองปลูกเพียง 300 ตารางวา อนาคตเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จะเดินหน้าต่อโครงการนี้หรือไม่ เป็นเรื่องที่สหกรณ์ต้องไปหารือกันในกลุ่มสมาชิก กรมได้แต่สนับสนุนเรื่องโอกาสและเป็นพี่เลี้ยง นอกจากข้าวโพดหวานแล้ว ขณะนี้ทราบว่ามีเอกชนอีกหลายรายที่เข้ามาส่งเสริมปลูกพืชหลังนาสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ในจ.พิจิตร เช่น พริกซอส และกะหล่ำปลี ซึ่งกรมแนะนำให้แต่ละสหกรณ์พิจารณาโครงการที่มีตลาดรองรับและควรทำเกษตรพันธะสัญญาเพื่อความมั่นคงของผู้เข้าร่วมโครงการปลูกพืชแต่ละชนิด”

นายสมศักดิ์ สีอุดทา ประธานสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัดเปิดเผยว่า รับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานมาปลูกในที่ดินของตนหมู่ที่ 5 ต.ทะนง อ.โพทะเล จ.พิจิตร ในพื้นที่ 300 ตารางวา หรือ 3 งาน เพื่อทดลองว่าตนจะปลูกรอดหรือไม่ เพราะเดิมทำนา ขณะเดียวกันที่ลองปลูกเพียง 3 งาน จากที่ดินที่มีทั้งหมดประมาณ 8 ไร่ เพราะต้องการประเมินดูว่า ผลผลิตออกมาดีตามที่ระบุหรือไม่ ซึ่งตามรอบการผลิตจะใช้เวลาตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว 73 วัน แต่ขณะนี้ปลูกมาได้ 70 วันลองเก็บไปขายบางส่วน ปรากฏว่าผลผลิตดีฝักสวยและรสชาติหวาน ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจมาขอซื้อถึงในไร่ข้าวโพด ซึ่งเหลือผลผลิตไว้บางส่วน รอเก็บเกี่ยวเมื่อครบกำหนด เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพ

“ระยะเวลาปลูกข้าวโพดหวานคือ 73 วันถึงจะเก็บได้ แต่ผมลองเก็บมาจำหน่ายก่อน โดยขายในพื้นที่ ขายเป็นฝักสดราคาฝักละ 10-15 บาท หรือหากขายเป็นกิโลกรัมจะขายราคา 10 บาทต่อกก. ซึ่งข้าวโพดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณฝักละเกือบ 1 กก. คนที่ซื้อไปลองกินแล้วก็บอกกันปากต่อปากว่าข้าวโพดที่นี่อร่อย ทำให้มีคนเข้ามาซื้อที่สวนนำไปบริโภคที่บ้านหรือนำไปจำหน่ายจนเกือบจะหมดแล้ว สำหรับต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวครั้งนี้ ลงทุนไป 4,500 บาท ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัม คาดว่ารอบนี้จะขายได้เงินประมาณ 20,000 บาท หักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเหลือประมาณ 15,000 บาท ซึ่งผมพอใจมาก เพราะทำนาใช้เวลา 4 เดือน เกี่ยวข้าวไปขายได้กำไรไร่ละไม่ถึง 1,000 บาท แต่ข้าวโพดหวานอายุ 73 วัน กำไรหลักหมื่น ซึ่งขณะนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ผมเป็นประธานสนใจทำโครงการปลูกข้าวโพดหวานอีกประมาณ 15 ราย ดังนั้น ต้องหารือกัน เพื่อทำเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานเพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก”

ด้านนายสุพรรณ เสนารินทร์ สมาชิกสหกรณ์โคนมการเกษตรพิจิตร จำกัด อาศัยอยู่ที่หมู่ 5 ต.ท้ายน้ำ อ.โพทะเล จ.พิจิตร กล่าวว่า ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานมาปลูกบนพื้นที่ 1 ไร่ แต่เดิมเป็นที่นา เริ่มหยอดเมล็ดวันที่ 10 มิถุนายน คาดว่าผลผลิตจะได้เกือบ 3 ตัน /ไร่ ขณะนี้เริ่มเก็บผลผลิตขาย ขายทั้งที่ในสวนและผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ราคากก.ละ 15 บาท คาดว่าจะได้กำไรจากการขายข้าวโพดหวานเกือบ 20,000 บาท ซึ่งหลังจากนี้ตนเองจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม สลับกับปลูกพืชชนิดอื่นด้วย เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง

นางสาวไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรอาจยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ เมื่อกรมมีโครงการนี้ขึ้นมา และให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเข้ามาแนะนำและจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานให้สหกรณ์นำไปกระจายต่อให้สมาชิกสหกรณ์ ซึ่งระยะแรกแนะนำให้เริ่มทดลองปลูกในพื้นที่เล็กๆ ไปก่อน หากทำได้ผลดีค่อยขยายเพิ่ม ซึ่งจากผลผลิตที่ออกมา เกษตรกรพึงพอใจและเป็นพืชชนิดใหม่ที่น่าสนใจ และในอนาคตสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรจะขยายการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหวานให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่เพิ่มขึ้น

เตือนเกษตรกร อ.หนองหาน โรคคอบวมโค-กระบือระบาด งดเคลื่อนย้ายสัตว์-ฉีดวัคซีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514110

เตือนเกษตรกร อ.หนองหาน โรคคอบวมโค-กระบือระบาด งดเคลื่อนย้ายสัตว์-ฉีดวัคซีน

เตือนเกษตรกร อ.หนองหาน โรคคอบวมโค-กระบือระบาด งดเคลื่อนย้ายสัตว์-ฉีดวัคซีน

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.54 น.

25 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหนังสือประกาศจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอหนองหาน เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวโรดเฮโมรายิกเชปกิซีเมียในกระบือ หรือโรคคอบวม โดยแจ้งว่า ขณะนี้ในท้องที่ บ้านนิคมหนองตาล หมู่ 2 ต.โพนงาม อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ได้ตรวจพบสัตกระบือ เกิดโรคระบาดของโรคโรดเฮโมรายิกเซปกิซีเมีย หรือโรคคอบวมซึ่งเป็น โรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และมีแนวโน้มที่จะแพร่ระบาดออกไปยังท้องที่ข้างเคียง หรือระบาดเข้ามาในท้องที่ได้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ปศุสัตว์อำเภอประจำท้องที่อำเภอหนองหานจึงออกประกาศไว้ 

ดังต่อไปนี้ให้ เขต ต.โพนงาม เป็นเขตโรคระบาดชั่วคราวโรดเฮโมรายิกเชพติซีเมียในกระบือ และห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ ชนิด กระบือ โค หรือซากของสัตว์ดังกล่าว เข้า ออก ผ่านหรือภายในเขตโรคระบาดชั่วคราว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์เท่านั้น ประกาศโดยนายวันชัย ธรรมา ปศุสัตว์อำเภอหนองหาน

ทั้งนี้มีรายงานว่าก่อนหน้านี้มีการระบาดของโรคคอบวมในโคและกระบือในพื้นที่ต.นาดี อ.เมือง จ.อุดรธานี ต.ปะโค อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานีจนถึงมาถึงต.โพนงาม อ.หนองหานขณะนี้ จึงแจ้งเตือนชาวบ้านที่เลี้ยงโคกระบือ ช่วงนี้อย่าเคลื่อนย้ายสัตว์ไปในพื้นที่ของโรคระบาด ขณะเดียวกันมีรายงานว่าวันนี้ ที่ศาลากลางบ้านหัวบึง  หมู่ที่ 3 บ้านหัวบึง ตำบลบ้านขาว อำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมเปิดกิจกรรม kick off โครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือ โรคคอบวม  โดยมีนายดรณ์ สมิตะเกษตริน นายอำเภอเมืองอุดรธานี  ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์อำเภอทั้ง 20 อำเภอ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองอุดรธานี ร่วมกิจกรรม

นายพนธ์สมิทธิ์ กลางนภา ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์โรคระบาดเฮโมรายิกเซพติกซีเมียหรือโรคคอบวมในกระบือหลายพื้นที่ของประเทศไทยและจ.อุดรธานีอีกหลายอำเภอ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกับเกษตรกรเจ้าของสัตว์เลี้ยง  จังหวัดอุดรธานี จึงได้กำหนดจัด kick off รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือโรคคอบวมเพื่อสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรจังหวัดอุดรธานีได้ทราบ และมีความรู้เรื่องโรคฯและให้ความสำคัญต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฯในสัตว์เลี้ยง ตลอดจนตื่นตัวในการสร้างภูมิคุ้มกันและลดอุบัติการณ์การเกิดโรคฯให้กับสัตว์เลี้ยงของตน ด้วยการฉีดวัคซีนก่อนรอบรณรงค์ฉีดวัคซีนปกติของกรมปศุสัตว์เดิม โดยจะส่งอาสาปศุสัตว์ออกฉีดวัคซีนให้แก่เกษตรกรที่เลี้ยงโคกระบือทุกตำบลทุกหมู่บ้าน

สำหรับ โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย  หรือโรคคอบวม  เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุการตายของโคและกระบือ  เนื่องจากโคและกระบือเป็นสัตว์ที่มีความไวต่อเชื้อ สัตว์ที่ป่วยแบบรุนแรงอาการจะเริ่มจากไข้สูงซึม และไม่อยากเคลื่อนไหว ต่อมาจะพบว่ามีน้ำลายน้ำมูก ไม่เคี้ยวเอื้อง มีการบวมแข็งร้อนบริเวณคอ หัว ไหล่ และบริเวณหน้าอก เยื่อเมือกคั่งเลือด มีอาการทางระบบหายใจคืออ้าปากหายใจ มีเสียงดังหอบลึกและถี่ ท้องอืดอุจจาระมีมูกเลือดปน สัตว์มักจะล้มและตายภายใน 6- 24 ชั่วโมง หลังจากสังเกตพบอาการ ซึ่งพบกระบือมีอัตราป่วยและตายสูงกว่าโค

โดยในช่วงนี้ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ ชะลอการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้า-ออก ในพื้นที่ที่มีการระบาดและดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับโคและกระบือที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปทุกตัว โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโคกระบือหนาแน่น พื้นที่ใกล้ตลาดค้าสัตว์  และขอความร่วมมือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย สร้างการรับรู้แก่ประชาชน ในการเฝ้าระวังโรค  หากพบการเกิดโรคแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าไปควบคุมโรคทันที  เพื่อลดความสูญเสียและการแพร่ระบาดของโรค  พร้อมนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานียังได้จัดเจ้าหน้าที่จ้างเหมาช่วยงานสัตวแพทย์/อาสาสมัครปศุสัตว์ ดำเนินการเฝ้าระวังทางอาการและตรวจสอบการฉีดวัคซีนของเกษตรกรที่เลี้ยงโค-กระบือในพื้นที่ โดยให้ทำการเคาะประตูบ้านเอกซเรย์พื้นที่ที่มีการเลี้ยงโค-กระบือพร้อมรณรงค์ฉีดวัคซีน โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมียและโรคปากเท้าเปื่อยด้วย

สศช. เผยผลการศึกษากรณีตัวอย่างการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ สู่การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513970

สศช. เผยผลการศึกษากรณีตัวอย่างการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ  สู่การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ

สศช. เผยผลการศึกษากรณีตัวอย่างการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ สู่การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.09 น.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ศึกษารวบรวมข้อมูลการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ซึ่งเป็นประเด็นการพัฒนาสำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560– 2565) ให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้วิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ประกอบด้วย นิยามของเกษตรอัจฉริยะไม่ชัดเจนทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพในการดูแลนโยบายเกษตรอัจฉริยะอย่างเป็นองค์รวมและครบวงจร

ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบยืนยันข้อค้นพบจากการศึกษาวิเคราะห์ข้างต้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า สศช. ได้คัดเลือก เรื่อง“การขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะในมันสำปะหลังในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มาเป็นกรณีศึกษาเนื่องจากพิจารณาควบคู่กับเป้าหมายการพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานชีวภาพหลักของประเทศ (Bio-Based Hub) เพื่อให้เป็นฐานรายได้ใหม่ที่สำคัญของประเทศซึ่งเกษตรอัจฉริยะจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันทั้ง 2 ภาคไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เหตุผลที่เลือกเจาะลึกในเกษตรอัจฉริยะของพืชมันสำปะหลัง เนื่องจากทั้ง 2 ภาคมีพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังมากที่สุด เป็นพืชหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่างๆ ของประเทศ และยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพดูแลการพัฒนาทั้งระบบ  ซึ่ง สศช. ได้ลงพื้นที่จัดประชุมเฉพาะกลุ่ม (FocusGroup) ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อระดมความเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

“ทิศทางการพัฒนาภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐบาลจะมุ่งไปสู่การเป็น Bio-hub  ซึ่งวัตถุดิบสำคัญของการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่างๆ คือ อ้อยและมันสำปะหลัง แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกัน การผลิตอ้อยมีระบบการบริหารจัดการที่ดี เป็นไปตาม พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ. 2527 และมีเจ้าภาพการพัฒนาที่ชัดเจนแล้ว  ในขณะที่การผลิตมันสำปะหลังยังไม่มีการบริหารจัดการทั้งระบบและไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพชัดเจน นอกจากนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญของประเทศ มีพื้นที่การปลูกมากกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ ดังนั้น หากสามารถส่งเสริมการใช้เกษตรอัจฉริยะในการผลิตมันสำปะหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก็จะสามารถผลักดันให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็น Bio-hub ของประเทศได้ตามนโยบายที่วางไว้”เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าว

การจัดประชุมระดมความเห็นเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรและสถาบันการศึกษา จัดขึ้นรวม 2 ครั้ง ณ จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดนครราชสีมาในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นของที่ประชุม หน่วยงานและภาคีที่เข้าร่วมเห็นไปในทิศทางเดียวกับผลการวิเคราะห์เบื้องต้นของ สศช. ว่า ความไม่ชัดเจนของนิยาม การขับเคลื่อนที่ขาดการบูรณาการและการขาดหน่วยงานเจ้าภาพในการดูแลนโยบายเกษตรอัจฉริยะคือปัญหาสำคัญและเป็นประเด็นท้าทายที่ต้องเร่งหาทางแก้ไข

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสะท้อนปัญหาการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะในระดับพื้นที่เพิ่มเติม อาทิ ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเกษตร เช่น ดิน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า ยังไม่ดีพอ ทั้งในด้านคุณภาพและความทั่วถึง อีกทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลการผลิตและการตลาดยังกระจัดกระจาย ทำให้การคาดการณ์แนวโน้มการผลิตและความต้องการของตลาดยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสนับสนุนการตัดสินใจด้านการผลิตของเกษตรกรนอกจากนี้ แหล่งเงินทุนที่สนับสนุนการใช้เกษตรอัจฉริยะก็ยังมีข้อจำกัดและเกษตรกรยังเข้าถึงได้ยาก  รวมถึงเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยีและการแปรรูปผลผลิต บางรายยังไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตเนื่องจากไม่มั่นใจในผลที่จะเกิดขึ้นและความต้องการของตลาดที่จะรองรับผลผลิต

เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้ข้อค้นพบจากเวทีระดมความเห็นมีน้ำหนักและตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ สศช. ยังได้นำความเห็นที่ได้จากการจัดประชุม Focus group มาประมวลและจัดทำเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นจัดส่งไปยังภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการเอกชน สถาบันการศึกษาที่ทำการศึกษา วิจัยและพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ รวมทั้งเกษตรกร ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 800 ราย ได้รับกลับคืนมา 400 กว่าราย ซึ่งผลการประมวลแบบสอบถามก็ยืนยันความเห็นของที่ประชุม Focus Groupข้างต้น

“ในขั้นตอนต่อไป สศช. จะพยายามศึกษาเจาะลึกในรายละเอียดและทำงานกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อออกแบบแนวทางและวิธีการในการขับเคลื่อนบางประเด็นที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ประเด็นที่หนึ่ง การกำหนดขอบเขตและนิยามของเกษตรอัจฉริยะที่ชัดเจน และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเกษตรกรด้วย  และประเด็นที่สองคือ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหน่วยงานหรือกลไกหลักที่เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะอย่างครบวงจร และผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้มีการวางระบบการพัฒนา การเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในด้านการส่งเสริมความรู้และทักษะของเกษตรกร การพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนแหล่งเงินทุน การประสานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม  การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบและเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการผลิตของเกษตรกร  รวมทั้งการประสานการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ”เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวสรุป

หนุนเกษตรกรปลูก ‘ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน’ สินค้าFuture Crop โคราช-สร้างรายได้งาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513810

หนุนเกษตรกรปลูก ‘ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน’ สินค้าFuture Crop โคราช-สร้างรายได้งาม

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่าถั่วลิสง เป็นพืชไร่ตระกูลถั่วที่เกษตรกรนิยมปลูกแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา(สศท.5) พบว่า สินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพใน จ.นครราชสีมา คือ“ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน” สินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต (FutureCrop) เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรเป็นอย่างดี โดยเกษตรกรนิยมปลูกถั่วลิสงเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลายในพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่ อาทิมันสำปะหลังโรงงาน เป็นต้น

หากพิจารณาด้านการผลิตและผลตอบแทนของถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน หรือพันธุ์กาฬสินธุ์ 2พบว่า มีพื้นที่ปลูก 2,000 ไร่(ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา) ให้ผลผลิตรวมทั้งหมดประมาณ 2,400 ตัน/ปีเกษตรกรผู้ปลูก 500 ราย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอครบุรี เสิงสางและหนองบุญมาก เนื่องจากมีสภาพพื้นที่ดอนลักษณะดินร่วนปนทราย เหมาะสำหรับเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์พระราชทาน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีรสชาติค่อนข้างหวาน กรอบนุ่มกว่าถั่วลิสงทั่วไป ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 120-150 บาท/กิโลกรัมต้นทุนการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 12,924บาท/ไร่/รอบการผลิตเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ95-110 วัน ให้ผลผลิตเปลือกสดเฉลี่ย 1,295 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 15-25 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ เดือนมิถุนายน 2563) สร้างรายได้เฉลี่ย 30,227บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,303บาท/ไร่/รอบการผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรได้นำผลผลิตบางส่วนมาแปรรูปเป็น ถั่วต้มและถั่วคั่ว ด้านสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 จำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงไร่ ส่วนร้อยละ 30 ส่งจำหน่ายที่ตลาดสำคัญของจังหวัด ได้แก่ ตลาดดอนแขวน เทิดไท และสุรนคร

ด้านนายสมมาตร ยิ่งยวดผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวเสริมว่า การปลูกถั่วลิสงจะมีต้นทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูกโดยใช้ระบบน้ำหยด จึงมีค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูงกว่าพื้นที่อื่น และมีค่าจ้างแรงงานเก็บผลผลิตในอัตรากิโลกรัมละ 5 บาท แต่เมื่อพิจารณาผลผลิตและผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับถือว่าคุ้มค่า โดยในส่วนจ.นครราชสีมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่วต่อเนื่อง ดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตระกูลถั่วเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีในชุมชน สร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรให้ปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตระกูลถั่วแก่เกษตรกร รวมถึงสามารถผลิตและขยายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน ดังนั้น การปลูกถั่วลิสงจึงเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่พึ่งพาแรงงานในครัวเรือน ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สศท.5 โทร.0-4446-5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th

บทความพิเศษ : กรมการข้าวลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ย้อนรอยเส้นทางผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ สู่สินค้าข้าวคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513813

บทความพิเศษ : กรมการข้าวลงพื้นที่ จ.สุรินทร์  ย้อนรอยเส้นทางผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ สู่สินค้าข้าวคุณภาพ

บทความพิเศษ : กรมการข้าวลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ย้อนรอยเส้นทางผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ สู่สินค้าข้าวคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ 3,705,743 ไร่คิดเป็น 72% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวปี 2563/64 จำนวน 2,888,900 ไร่ กระจายตามพื้นที่เป้าหมายครอบคลุมทั้ง 17 อำเภอ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ จำนวน 2,874,800 ไร่ ข้าวเจ้า 1,100 ไร่ และข้าวอินทรีย์ 13,000 ไร่

นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่กรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ หรือ Organic Thailand จำนวน 510 กลุ่ม เกษตรกร 9,460 ราย พื้นที่ 96,391.75 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1 ล้านไร่ และได้มีการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ จำนวน 183 กลุ่ม โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ทำ MOU กับกลุ่มเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ จำนวนทั้งสิ้น 9 บริษัท ได้แก่ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด บริษัท เจ พี ไรซ์ อินเตอร์เนชันแนล (1998) จำกัด บริษัท ไชยศิริไรซ์อินเตอร์เทรด หจก.สุรินทร์ไชยศิริ สหกรณ์อินทรีย์ทัพไทย โรงสีข้าววิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลบุฤาษี สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด บริษัท พูนผล เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เอลล์บา บางกอก จำกัด

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ จึงได้นำคณะผู้บริหารกรมการข้าวและสื่อมวลชนลงพื้นที่ชมเส้นทางการผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ไปจนถึงกระบวนการสีแปรออกมาเป็นสินค้าข้าวคุณภาพมีมาตรฐานรับรองทั้ง Q และ Organic Thailand รวมทั้งสัญลักษณ์ข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าข้าวทุกเมล็ดได้ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้คุณภาพ มีความปลอดภัยและคุ้มค่ากับราคา

วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตำบลบุฤาษี อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต และแปรรูปข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าข้าว Q, Organic Thailand และข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว โดยนายตู้ สุขนึก ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ เล่าถึงที่มาว่า เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2547 จากพี่น้องที่มีความสนใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวอินทรีย์ ผักอินทรีย์ใช้บริโภคในครอบครัวเหลือก็จำหน่าย ต่อมาชาวบ้านในพื้นที่เห็นว่าดีจึงมาเข้าร่วมเป็นกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ และในปี 2556 กลุ่มโตขึ้นมีสมาชิก 47 คน และได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤาษี ในการทำวิสาหกิจชุมชนใช้ทุนทรัพย์ของพวกตนเอง ปลูกเอง แปรรูป และขายเอง จนยืนหยัดอยู่ได้มาถึงปัจจุบันกลุ่มมีทรัพย์สินรวมทั้งหมดประมาณ 8 ล้านบาท มีสมาชิก 420 คน ปลูกข้าวอินทรีย์ให้ทางกลุ่มฯ มีโรงสีขนาดกำลังการผลิต 10 ตันต่อวัน มีโรงบรรจุที่ได้รับการรับรอง อย. GMP HACCPได้รับการรับรองคุณภาพข้าวหอมมะลิสุรินทร์ GI และได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าข้าว Q, Organic Thailand และข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว

ปัจจุบันกลุ่มทำการตลาดทั้งในและต่างประเทศ สามารถส่งออกข้าวอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ไปต่างประเทศได้ปีละ 400 ตันโดยกลุ่มมุ่งมั่นจะผลิตข้าวอินทรีย์ ส่งออกให้ได้ปีละ 1,000 ตัน ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ คือ กลุ่มมีกฎระเบียบข้อบังคับที่ถือเป็นกฎเหล็กในการรับสมาชิกเข้าร่วมอย่างเข้มงวด เช่น ผู้จะเข้ามาต้องผ่านการปลูกข้าวอินทรีย์ 5 ปีก่อนถึงจะเป็นสมาชิกได้ และต้องคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในการผลิตข้าวอินทรีย์เท่านั้น ซึ่งสมาชิกเริ่มแรกจะเป็นเพียงสมาชิกชั่วคราวก่อน 5 ปี หากผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการถึงจะเลื่อนเป็นสมาชิกถาวรที่สามารถถือหุ้นได้ เนื่องจากการทำนาอินทรีย์ต้องทุ่มเท การใช้ระยะปรับเปลี่ยนจากนาเคมีมาเป็นอินทรีย์ในระยะ 2-3 ปีจึงไม่เห็นผลถึงความตั้งใจและทุ่มเทมากพอ ทางกลุ่มจึงต้องมีกฎเคร่งครัดเพื่อคัดคนที่มีใจรักจริงๆ มาเข้าร่วมกลุ่ม นอกจากนี้จะมีการจัดอบรมทุกปี ปีละ 2 ครั้งทั้งสมาชิกใหม่และสมาชิกเก่า มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน ที่สำคัญมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพทั้งระบบทั้งจากสมาชิกกลุ่มกันเองและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว อีกทั้งส่งตัวอย่างให้กับห้องปฏิบัติการกลาง หรือเซ็นทรัลแล็บ ตรวจสอบว่าเป็นข้าวอินทรีย์ 100% และไม่มีเชื้อราเจือปน ซึ่งการควบคุมมาตรฐานสินค้าข้าวของเราช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าเป็นข้าวคุณภาพมาตรฐานอินทรีย์มีความปลอดภัยจริงๆ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ด้านนายฐิติวิชญ์ เศรษฐพัฒนชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท เจ.พี.ไรซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (1998) จำกัด 1 ในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ เล่าว่า จากการจำหน่ายข้าวทั้งในและต่างประเทศทำให้ทราบความต้องการของลูกค้าว่าต้องการข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความห่วงใยเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้ลูกค้ามองหาสินค้าข้าวที่เป็นข้าวอินทรีย์มากขึ้น พอรัฐบาลมีโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ ทางโรงสีได้เข้าร่วมโครงการโดยร่วมมือกับกรมการข้าวเพื่อให้มีการผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยมีกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์จากกรมการข้าว มาทำ MOU กับโรงสีของเราตกลงซื้อขายข้าวอินทรีย์ ซึ่งมีการตั้งเป้ารับซื้อข้าวประมาณ 500-1,000 ตันต่อปี ทางโรงสีจะมีการควบคุมคุณภาพข้าวเปลือกตั้งแต่แปลงนาของเกษตรกร โดยเกษตรกรที่จะขายข้าวให้กับโรงสีต้องมีการจดบันทึกข้อมูลและมีการยืนยันได้ว่าไม่มีการใช้สารเคมีจริงๆ ซึ่งกว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ผ่านมาตรฐาน Organic Thailand ได้นั้นต้องผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนถึง 3 ปี กว่าจะเปลี่ยนจากทำนาโดยใช้สารเคมีมาเป็นปลอดสารเคมีนั้นเกษตรกรต้องมีความอดทน ใจสู้ เพราะช่วงแรกค่อนข้างลำบากผลผลิตจะตกต่ำลง ทางโรงสีก็จะช่วยให้กำลังใจประคับประคองให้เขารอดพ้นระยะปรับเปลี่ยนจนผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand ให้ได้ โดยข้าวหอมมะลิอินทรีย์จะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปประมาณ 2,000 บาทต่อตัน ตั้งเป้าปีการผลิตนี้จะรับซื้อไม่ต่ำกว่า 500 ตัน

ทางโรงสีข้าวเจพีไรซ์มีความตั้งใจอยากให้ผู้บริโภคชาวไทยได้กินข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของดีมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีแรกที่ผลผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของเกษตรกรที่ร่วมโครงการข้าวอินทรีย์ 1 ล้านไร่ จากระยะปรับเปลี่ยนมาสู่ระยะที่ได้รับการรับรองมาตรฐานOrganic Thailand 100% จะเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นข้าวสารหอมมะลิอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้น อยาก
ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าถ้าข้าวถุงไหนที่มีเครื่องหมาย OrganicThailand เครื่องหมาย Q และเครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ขอให้มั่นใจได้ว่าเป็นข้าวที่ปลอดสารเคมีจริงๆ มาจากแปลงของเกษตรกรและโรงสีที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ท้ายนี้อยากฝากถึงผู้บริโภคหากเห็นสินค้าข้าวตราชามทอง วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เลือกซื้อได้เลยเพราะมีเครื่องหมายการันตีเป็นข้าวที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยจริงๆ แล้วเราทำด้วยใจจริง ร่วมมือกับเกษตรกรเพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าพระราชทาน ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมจากพายุฮีโกส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513840

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าพระราชทาน ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมจากพายุฮีโกส

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าพระราชทาน ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมจากพายุฮีโกส

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.30 น.

“ในหลวง -พระราชินี” ทรงพระราชทานพระราชานุญาต ให้กรมปศุสัตว์แจกจ่ายหญ้าแห้งอาหารสัตว์พระราชทานให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุฮีโกส

24 สิงหาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า ในระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2563 ได้เกิดอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากน้ำท่วมฉับพลันจากพายุฮีโกส มีผลกระทบต่อประชาชนหลายพื้นที่ในจังหวัดน่าน โดยได้รับผลกระทบมากที่สุดในพื้นที่อำเภอเวียงสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมปศุสัตว์ เชิญหญ้าแห้งอาหารสัตว์หญ้าแพงโกล่าอัดฟ่อน จำนวน 4,000 กิโลกรัม ไปมอบแก่เกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 

“จึงได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดน่าน นายวรพล รุ่งสิทธิมงคล หัวหน้าด่านกักกันสัตว์น่าน นางรัชดาวรรณ พูนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ และนายสงวน มีนิล ปศุสัตว์อำเภอเวียงสา มอบให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจำนวน 372 ราย โค จำนวน 1,149 ตัว กระบือ จำนวน 150 ตัว แปลงหญ้า 728 ไร่ “

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ โดยมีนายเกรียงไกร เวชอนุรักษ์ นายอำเภอเวียงสา เป็นผู้รับมอบแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ณ ที่ว่าการอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ทั้งนี้สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเวียงสาได้ออกสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรภายหลังน้ำลดและจะนำหญ้าแห้งรวมถึงสิ่งของมามอบให้อีกครั้งในโอกาสต่อไป