ไม่ยอมแพ้! ชาวพรหมพิรามพายเรือเกี่ยวข้าวถูกน้ำท่วมสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513829

ไม่ยอมแพ้! ชาวพรหมพิรามพายเรือเกี่ยวข้าวถูกน้ำท่วมสูง

ไม่ยอมแพ้! ชาวพรหมพิรามพายเรือเกี่ยวข้าวถูกน้ำท่วมสูง

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.03 น.

24 สิงหาคม 2563 นายชำนาญ ชูเที่ยง ชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จากการเช็คระดับน้ำ ที่ผ่าน Y 14 ที่ศรีสัชนาลัย เวลา 14.30 น.ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำยังมีมากอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ถึงจุดพีคของมวลน้ำที่ไหล ทั้งนี้ อาจเกิดจากฝนที่ตกลงมามากทำให้ 1480 ลบ.ม./วินาที ซึ่งถือว่ามากกว่าปีที่ผ่านมา หากน้ำมีมากขนาดนี้ก็จะทำให้ไหลเข้าสู่แม่น้ำยมสายเก่ามากเช่นกัน ซึ่งคาดว่าอาจมีน้ำจากจังหวัดสุโขทัย เข้ามาสูงแม่น้ำยมสายเก่าถึง 300 ล้าน .ลบ.ม. โดยหากมีมาก ก็จะผันน้ำเข้าทุ่งบางระกำโมเดลทันที แต่ก็ต้องดูสุดพีคสุดที่ Y14 ก่อน  คาดว่าในวันพุธนี้จะทราบว่าน้ำเข้าพิษณุโลกปริมาณมากน้อยเพียงไร

ขณะเดียวกัน นายสุรินทร์ กลิ่นชื่น ชาวบ้านบ้านใหม่สำราญที่มีนาข้าว 15 ไร่ ชาวบ้านบ้านใหม่สำราญ หมู่  12 ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ต้องเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำที่จะเข้ามาละลอกใหม่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำทำให้ท่วมนาข้าว จึงจำเป็นต้องพายเรือไปเกี่ยวข้าวที่เหลือ ขึ้นมาตากแห้งที่สูง ขณะที่ชาวนาหลายราย เริ่มนำกระสอบทราบไปอุดท่อน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำยมสายเก่าป้องกันล้นตลิ่ง

‘ประภัตร’ลุยแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรจันทบุรี ประสานกรมชลฯขุดลอกอ่างใช้ฤดูแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513815

‘ประภัตร’ลุยแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรจันทบุรี ประสานกรมชลฯขุดลอกอ่างใช้ฤดูแล้ง

‘ประภัตร’ลุยแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรจันทบุรี ประสานกรมชลฯขุดลอกอ่างใช้ฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.27 น.

24 สิงหาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและแก้ปัญหาภัยแล้ง ณ อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี และ อ่างเก็บน้ำคลองปะแกต ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ว่าการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อติดตามเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตกรในพื้นที่ที่ประสบกับภัยแล้ง ไม่มีน้ำใช้เพื่อการเกษตร ทำให้ผลผลิตโดยเฉพาะ ทุเรียน มังคุดที่เริ่มออกสู่ฤดูกาลเกิดความเสียหาย เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนที่ตกน้อยยังส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บกักน้ำ 4 อ่างหลักในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีมีปริมาณน้ำลดลงมาก คือ เขื่อนคีรีธาร เขื่อนพลวง อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย และอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน จึงได้สั่งให้กรมชลประทานขุดลอกอ่างเก็บน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำให้มากขึ้น ซึ่งพบว่าอ่างเก็บน้ำคลองศาลทรายมีพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ มีความจุเก็บกักประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. มีลักษณะเป็นอ่างท้องแบน ทำให้จุน้ำได้น้อย จึงต้องทำการขุดลอกอ่างเก็บน้ำคลองศาลทรายเพื่อเพิ่มความลึกให้สามารถเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร คาดว่าหากแล้วเสร็จจะเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับอ่างเก็บน้ำคลองประแกต มีพื้นที่ 10,000 ไร่เศษ แต่สามารถเก็บน้ำได้ 5,000 ไร่ เนื่องจากเป็นที่ราบสูง เก็บน้ำได้ประมาน 60 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำไหลเข้าอ่าง 140 ล้าน ลบ.ม./ปี ในฤดูฝนมีปริมาณน้ำท่ามาก แต่เพราะเป็นพื้นที่ลาดชันสูง และไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำ ทำให้น้ำฝนไหลลงท้ายอ่าง หากมีการขุดลอกหรือขุดสระสำรองน้ำไว้สำหรับฤดูแล้ง จะช่วยให้เกษตรกรที่อยู่บริเวณอ่างตอนบน จะมีน้ำไว้ในฤดูแล้งทำการเกษตรได้ จึงต้องเร่งพัฒนาให้เร็วที่สุดอีกทั้งเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา อีกด้วยขณะที่พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำคลองประแกต ยังเป็นแหล่งรวมของช้างหลายร้อยตัว จึงมีแนวความคิดว่าจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ให้คนสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้ ไม่สร้างความเดือดร้อน

‘เฉลิมชัย’ควงส.ส.ระยอง-ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป. ลงพื้นที่ระยองร่วมแก้ปัญหาน้ำช่วยเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513811

'เฉลิมชัย'ควงส.ส.ระยอง-ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป. ลงพื้นที่ระยองร่วมแก้ปัญหาน้ำช่วยเกษตรกร

‘เฉลิมชัย’ควงส.ส.ระยอง-ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป. ลงพื้นที่ระยองร่วมแก้ปัญหาน้ำช่วยเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.20 น.

“เฉลิมชัย” ควง ส.ส. ระยอง-ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป. ลงพื้นที่ระยอง ร่วมแก้ปัญหาการบริหารจัดการนำ้ช่วยเหลือภาคเกษตรกร

24 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ  และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม น.ส.จิตภัสร์ ตั้น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ นายธารา ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ร่วมลงพื้นที่รับฟังสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำภายใต้ในภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ และโครงการสูบผันน้ำคลองสะพาน ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง

นายธารา ปิตุเตชะ  ส.ส.ระยอง กล่าวตอนหนึ่งว่า  ชาวจังหวัดระยองต่างกังวลถึงปัญหาขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะน้ำที่จะใช้ในภาคเกษตรกรรม  จึงขอความมั่นใจจากทางรมว.เกษตรฯให้กับพี่น้องประชาชนว่า จะมีน้ำเพียงพอต่อภาคเกษตรกรเพราะเป็นปัญหาปากท้องภาคครัวเรือน  ก่อนที่จะแบ่งน้ำไปใช้รองรับในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหลายจุดในจังหวัดระยองไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำและไม่มีน้ำใช้ทำการเกษตรเลย  จึงขอเรียกร้องแทนพี่น้องประชาชนที่เรีนกน้องให้หน่วยงานรัฐช่วยขุดลอกแก้มลิง ประจำหมู่บ้าน  และโครงการต่างๆที่จะช่วยเหลือประชาชนในระยะยาวต่อไปอย่างยั่งยืนด้วย 

จากนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า นโยบายแรกของกระทรวงฯ จะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรในภาคการเกษตรให้เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร โดยเฉพาะน้ำ เพราะน้ำคือชีวิต และปัจจัยหลักในภาคเกษตร ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝน แล้วจะทำอย่างไรเพื่อที่จะเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด อย่างโครงการแก้มลิง หรือขุดลอกแหล่งน้ำ โดยการดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบอย่างยั่งยืน รวมถึงยึดโยงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ให้พร้อมใจในการดำเนินการโครงการเหล่านี้  และร่วมมือร่วมใจใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่าให้มากที่สุด เพราะน้ำเป็นสมบัติของทุกคน ขอให้มั่นใจว่าจะดูแลปัญหาเหล่านี้

ฟื้นฟูหลังโควิด!! กษ.เปิดรับสมัครโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’27ส.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513772

ฟื้นฟูหลังโควิด!! กษ.เปิดรับสมัครโครงการ'1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่'27ส.ค.

ฟื้นฟูหลังโควิด!! กษ.เปิดรับสมัครโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’27ส.ค.

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.03 น.

เกษตรฯเตรียมเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ”1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่”27สิงหาคมนี้ หวังฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) กรอบวงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564 นั้น

ทั้งนี้ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย (16 ราย/ตำบล) เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด

ซึ่งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล โดยกำหนดคุณสมบัติเกษตรกรและผู้รับจ้างงาน ดังต่อไปนี้

คุณสมบัติเกษตรกร

(1) ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(2) มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี และมีสัญชาติไทย

(3) พื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นผืนเดียวกันไม่น้อยกว่า ๓ ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอกสารสิทธิต้องเป็นของผู้สมัครหรือเป็นของทายาทของผู้สมัคร (บิดากับบุตร มารดากับบุตร สามีกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย) และผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ

(4) เจ้าของเอกสารสิทธิตามข้อ (3) ต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยมีการลงลายมือชื่อหรือประทับลายนิ้วมือในหนังสือยินยอม

(5) ผู้สมัครและพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่อยู่ในโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คุณสมบัติของผู้รับจ้างงาน

(1) เป็นเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(2) อายุระหว่าง 18 – 60 ปีบริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย

(3) วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า

(4) มีที่พักอาศัยอยู่ในตำบลที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ

(5) ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ฯลฯ

(6) ไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการบำนาญ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวง กรมที่มีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น และไม่เป็นลูกจ้างเอกชน

(7) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

(8) ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมปรับปรุงแปลงตามโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่

(9) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 2 กันยายน 2563

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ รวม 192,432 ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,100 ลูกบาศก์เมตร/ราย เกษตรกรได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพทำเกษตรกรรมยั่งยืน และมีแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ 64,144 คน รวมทั้งเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ในพื้นที่จำนวน 32,072 ราย อีกด้วย

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.4-01เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพ-สร้างรายได้อย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513755

'ธรรมนัส'มอบส.ป.ก.4-01เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพ-สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.4-01เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพ-สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.12 น.

“รมช.ธรรมนัส”มอบหนังสือส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) และบัตรดินดี แก่เกษตรกร ณ โรงเรียนบ้านปากแพรก ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีนโยบายในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน โดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ยากไร้ และกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน พร้อมพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยในวันนี้ได้มามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกร จำนวน 80 ราย 991 ไร่ และมอบบัตรดินดี จำนวน 20 ราย เพื่อต้องการให้เกษตรกรมีเอกสารสิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่อยู่ห่างไกลจากการบริการของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางมาติดต่อราชการอีกด้วย

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง (ส.ป.ก.ระยอง) มีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดิน ประมาณ 105,430 ไร่ และได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร ไปแล้วจำนวน 4,621 ราย 5,448 แปลง 81,253 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 4,416 ราย 5,200 แปลง เนื้อที่ 81,108 ไร่ และพื้นที่ที่อยู่อาศัย จำนวน 205 ราย 248 แปลง เนื้อที่ 145 ไร่ และได้ร่วมปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษาอีกด้วย

‘เฉลิมชัย’นำทีมติดตามบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513752

'เฉลิมชัย'นำทีมติดตามบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์

‘เฉลิมชัย’นำทีมติดตามบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.01 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ เตรียมแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วนและระยะยาว หวังแก้ไขปัญหาอย่างยังยืน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน​ รมว.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ ว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน ทั้งสิ้น 175,000 ไร่ โดยอ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำที่ระดับน้ำเก็บกัก 295 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ส.ค.63) มีจำนวน 92.65 ล้าน ลบ.ม. (31.41%) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน มีการจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ (ในช่วงเดือน พ.ย.63 – มิ.ย.64) คาดว่าจะมีน้ำต้นทุน 248 ล้าน ลบ.ม.โดยจะมีการผันน้ำไปอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและคลองใหญ่ การใช้น้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย การใช้น้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา การใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รวมถึงการระเหยและรั่วซึมของเขื่อนประแสร์ ซึ่งคาดว่าจะเหลือปริมาณน้ำใช้การถึงวันที่ 1 ก.ค.64 จำนวน 98 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน ได้มีการก่อสร้างระบบสูบกลับชั่วคราวคลองสะพานมาเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปัจจุบันต่อเชื่อมท่อลงอ่างฯ ประแสร์ แล้วเสร็จสามารถสูบน้ำได้ 170,000 ลบ.ม./วัน ดำเนินการสูบน้ำแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.63 – 23​ ส.ค.​63 มีปริมาณน้ำ 7.11 ล้าน ลบ.ม.และงานขุดลอกแหล่งน้ำในพื้นที่บริเวณขอบอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ขอบอ่างและบริเวณใกล้เคียงสามารถใช้น้ำในอ่างได้กรณีระดับน้ำในอ่างมีระดับต่ำลง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะยาว มีการดำเนินโครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาในการดำเนินการในปี 2562 – 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ สำหรับสนับสนุนความต้องการใช้น้ำตาม โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ตอบสนองความต้องการใช้น้ำอย่างสมดุลทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

อีกทั้งยังเป็นการผันน้ำส่วนเกินในคลองสะพานไปเก็บกักยังแหล่งน้ำใกล้เคียง และเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.ระยอง อีกทั้งยังมีแผนดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – หนองค้อ – บางพระ จ.ชลบุรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 มีพื้นที่เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย จ.ระยอง , จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา โดยคาดว่าแนวโน้มการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภคจะมีการขยายตัวและเติบโตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าวมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น พบว่า ในระยะ 10 ปี ข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม.และเป็นความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ชลบุรีมากถึงประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำดังกล่าว

ซึ่งวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการฯ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.สำหรับการอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวได้อย่างเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างเสถียรภาพทางด้านการจัดการน้ำให้แก่พื้นที่เศรษฐกิจในจังหวัดชลบุรี มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2564 – 2566) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำบางพระจังหวัดชลบุรี ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ช่วยในเรื่องการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ประมาณ 240,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 1.20 ล้านคน​

นอกจากนั้น ยังมีโครงการก่อสร้าง​ะบบท่อส่งน้ำบ้านยางงาม​ ซึ่งจะก่อสร้างระบบแพร่กระจายน้ำด้วยท่อเหล็กเหนียวความยาวประมาณ​ 6​ กิโลเมตร​ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำในการทำสวนผลไม้ช่วงฤดูแล้ง​ และเพื่อกระจายน้ำให้กับเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำในการเพราะปลูกประมาณ​ 5,000​ ไร่​ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการพิจารณาความเหมาะสมแล้ว

และสำหรับโครงการสุดท้าย​ของแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะยาว คือ โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านแก่งหวาย​ ที่ ต.ชุมแสง​ อ.วังจันทร์​ จ.ระยอง​ โดยก่อสร้างประตูระบายน้ำ​ 1​ แห่ง​ บานระบายขนาด​ กว้าง​ 6​ เมตร​ สูง​ 4.5​ เมตร​ จำนวน​ 5​ บาน​ เพื่อยกระดับน้ำในคลองสะพานให้สูงขึ้น​ และเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บในคลองสะพาน​ รวมถึงใช้ในการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งสำหรับเกษตรกรผู้ใช้น้ำกว่า​ 900​ ไร่​ และยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์​ สำหรับสนับสนุนความต้องการใช้น้ำตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก​ (EEC)​ โดยคาดว่าจะสามารถสูบผันน้ำจากคลองสะพานได้ถึงปีละ​ 50​ ล้านลบ.ม.​และมีพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ถึง​ 900​ ไร่​ โดยโครงการดังกล่าวได้รับการพิจารณาความเหมาะสมแล้ว

ก.เกษตรฯจับมือธปท.ดึงBig Data-AI ตอบโจทย์ศก.การเกษตรยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513738

ก.เกษตรฯจับมือธปท.ดึงBig Data-AI ตอบโจทย์ศก.การเกษตรยุคดิจิทัล

ก.เกษตรฯจับมือธปท.ดึงBig Data-AI ตอบโจทย์ศก.การเกษตรยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและข้อมูลร่วมระหว่างสศก.กับธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 19 สิงหาคม ณ ตำหนักวังบางขุนพรหม ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่า จากนโยบายนายเฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่เน้นย้ำบูรณาการทํางานระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชนและภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล Big data จึงตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center) หรือ AIC มี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯเป็นประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ พร้อมนี้ รมว.เกษตรฯยังมอบให้สศก.ดำเนินการหลักจัดทำ Big Data ของกระทรวงและตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC โดยสศก.พัฒนาฐานข้อมูลกับหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงรวม 10 กระทรวงและศูนย์ AIC ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยแต่ละจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงความร่วมมือกับธปท. ซึ่งมีพิธีลงนามร่วมกันครั้งนี้

สำหรับการลงนามความร่วมมือ สศก. กับ ธปท. ทั้งสองฝ่าย เห็นชอบตรงกันเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามภารกิจให้ทันยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ยิ่งสถานการณ์วิกฤติทั้งเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การวิเคราะห์ประเมินเศรษฐกิจแบบใหม่เชิงลึก จะช่วยตีความและทำความเข้าใจบริบทต่างๆ ทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพื่อที่กระทรวงเกษตรฯ จะได้ข้อมูลดำเนินนโยบาย สนับสนุน หรือแก้ปัญหาได้ถูกต้อง รวดเร็ว และภาคส่วนต่างๆ อย่าง ธปท.จะใช้ข้อมูลเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร นำไปสู่มาตรการด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ สศก.กล่าวต่อว่า สศก.ในฐานะองค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ เราต้องพัฒนาการจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตรและ Big Data อย่างต่อเนื่อง สศก.ยินดีให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาคเกษตร ข้อมูลดัชนีผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรทั้งที่ปรับฤดูกาลและไม่ปรับฤดูกาลทั้ง 3 หมวด คือ พืช ปศุสัตว์ ประมง รวมมากกว่า 30 สินค้า เพื่อประโยชน์ของ ธปท.ในการติดตาม วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาทักษะด้านวิชาการ วิเคราะห์ข้อมูล และประยุกต์ใช้เครื่องมือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อวิเคราะห์ วิจัย และการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจการเกษตรให้มีความรวดเร็ว สมบูรณ์ และแม่นยำ

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าฯธปท.กล่าวว่า ธปท.ยินดีให้ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินที่ ธปท.จัดเก็บจัดทำ เพื่อประโยชน์ของสศก. ในการติดตามวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร เสริมศักยภาพของบุคลากรทั้ง 2 หน่วยงาน ภายใต้การวิเคราะห์ ตัดสินใจและกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลที่ละเอียดรอบด้าน(evidence-based decision making) ในโลก Big Data ซึ่งธปท.เราพัฒนา Application Programming Interface (API) เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล อาทิ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลสถิติด้านการเงิน ไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก คล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัย

นอกจากนี้ การร่วมลงนามวันนี้ ได้รับเกียรติจากพลเอกสุพจน์ ธำมรงค์รัตน์ อุปนายกสมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนนักศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง (สวปอ.มส. รุ่นที่ 1) เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม MOU ดังกล่าว และจะได้นำโครงการ Big Data ด้านการเกษตร เป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการนักศึกษาหลักสูตร สวปอ.มส. รุ่นที่ 1 ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นผลงานวิชาการที่จะนำเสนอ นายกรัฐมนตรี เดือนกันยายนนี้ต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513595

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องของ 3 สาร ดูแล้วคงยังไม่จบง่ายๆเกษตรกรยังออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพราะได้รับผลกระทบ จากการที่ไม่สามารถหาสารทดแทนที่มีราคาถูกกว่า ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่า 3 สารที่โดนแบนมาใช้ในการทำเกษตรได้ และเมื่อวันก่อนก็มีเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองไปบุกถึงกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจี้ให้ทบทวน ผ่อนผัน และขยายเวลาให้เกษตรกรเกี่ยวกับการนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส คืนร้านค้า ซึ่งจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส มาคืนที่ร้านค้าภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ แต่เกษตรกรอยากให้ขยายเวลาออกไปก่อน โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมารับเรื่องและฟังปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งนายธนาเปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ตนหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง จำนวน 100 คน เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส โดยเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอข้อมูลชุดใหม่เรื่องสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเกษตรกร โดยขอให้เสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย(คกก.วัตถุอันตราย) เพื่อพิจารณาผ่อนผันจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสมาคืนที่ร้านค้า ภายในวันที่29 ส.ค. 2563 นี้ ตลอดจนเพื่อหารือร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร และนายธนาบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข โดยจะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างเร่งด่วน และจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีความถูกต้องมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในอีกฟากฝั่งของเกษตรกรที่ยึดมั่นต่อการคัดค้านการแบน 3 สาร มาโดยตลอดอย่าง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย ก็มีการแจ้งข่าวมาว่า ในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ตัวแทนเกษตรกรเครือข่ายเกษตรปลอดภัย จะเดินทางไปที่กระทรวงเกษตรฯ เช่นกัน เพื่อยื่นหนังสือข้อเสนอให้มีการทบทวนให้ผ่อนเกษตรกรใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝนวัชพืชขึ้นจำนวนมากไม่สามารถจำจัดได้ทันท่วงที ไม่มีสารใดที่ทดแทนพาราควอตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ต่ำ และหากไม่ได้รับการผ่อนผันก็อาจจะทำให้เกษตรกรที่นำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส ไปส่งคืนร้านไม่ทันวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ จะตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองสารพาราควอตได้ พร้อมกับขู่ว่า ได้มีการตกลงกับสมาชิกในระดับหนึ่งแล้วว่า หากสามารถรวบรวมสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสได้ ก็อาจจะนำไปคืนที่ทรวงเกษตรฯ เสียทีเดียวเลย และจะขอเงินค่าสารเคมีที่คืนไปด้วย เพราะเกษตรกรได้ลงทุนซื้อไปแล้ว และไม่มีเงินที่จะไปซื้อสารเคมีอื่นที่มีราคาแพงได้อีกแล้ว…ดูแล้วหนังม้วนนี้ยังคงมีฉายอีกยาวหลายตอนครับ

ขุนเกษตรา

ลุยคุมพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513596

ลุยคุมพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เร่งกระชับพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังชี้ต้นเหตุมาจากปลูกพันธุ์อ่อนแอและใช้ท่อนพันธุ์ติดโรค วอนเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาด พร้อมปลูกมัน 3 พันธุ์ทนทานโรค ระยอง 72 KU 50 และห้วยบง 60

นางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า โรคใบด่างจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ที่สำคัญโรคนี้เข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีการระบาดของโรค จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรโดยไม่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคและต้องเป็นพันธุ์ที่มาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์สะอาดและปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ระบาดขยายวงกว้างอีกต่อไป จึงจะหยุดวงจรการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้ยั่งยืน

พันธุ์มันสำปะหลังที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกคือ พันธุ์ระยอง 72 KU 50 และห้วยบง 60 ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่าการเกิดโรคใบด่างไม่มีผลกับผลผลิต โดยเกษตรกรยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยที่ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งไม่ลด ดังนั้น ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ปลูกพันธุ์ทนทานที่แนะนำดังกล่าว ซึ่งยังสามารถเก็บผลผลิตได้ สำหรับสถานการณ์ระบาดโรคใบด่างระบาดปัจจุบันพบการระบาด 29 จังหวัด คือ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชรขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ระยอง ลพบุรี ลำปาง ศรีสะเกษ สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุทัยธานีรวมพื้นที่ระบาดทั้งหมด 295,344 ไร่

‘มนัญญา’เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลสู่สากล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513598

‘มนัญญา’เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลสู่สากล

‘มนัญญา’เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลัง หารือร่วมกับผู้แทนด้านอาหารฮาลาลอาทิ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เข้าร่วมประชุมว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม คณะรัฐมนตรีมีมติให้รับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคชาวมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาปรับปรุงกลไกและกฎระเบียบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ฮาลาลให้ชัดเจน เหมาะสมและมีเอกภาพยิ่งขึ้น

รมช.มนัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้ เป็นการร่วมพิจารณาการดำเนินงานด้านอาหารฮาลาล โดยที่ประชุมให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงกลไกและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ฮาลาล รวมทั้งกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องที่กระทำไม่ถูกต้องตามหลักการฮาลาล อีกทั้งยังเป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์และอาหารฮาลาลไทยสู่สากล ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัย (Food Safety) ซึ่งทำให้ชาวมุสลิมได้ทานอาหารสะอาด ปลอดภัย และส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไทยไปทั่วโลกได้ ทั้งนี้ มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสินค้าและอาหารฮาลาล หากพบการทำผิดต้องมีกฎหมายลงโทษ และเรียกคืนเครื่องหมายฮาลาลได้

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมบูรณาการสินค้าฮาลาลกับทุกหน่วยงานทั้งต้นทาง กลางทางและปลายทาง โดยกระทรวงเกษตรฯจะดูแลต้นทางด้านการผลิต ด้านพืชประมง และปศุสัตว์ มั่นใจว่าชาวมุสลิมต้องได้ทานอาหารสะอาดบริสุทธิ์ และต้องสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทยให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้” รมช.มนัญญา กล่าว