รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำรองรับEEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513622

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำรองรับEEC

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำรองรับEEC

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.48 น.

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำ รองรับพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับฟังการบรรยายสรุปผลและแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ณ ห้องประชุมอ่างเก็บน้ำดอกกราย อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ว่า ภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำเก็บกัก (ข้อมูล ณ วันที่​ 21​ ส.ค.63) มีปริมาตรน้ำปัจจุบัน 957 ล้าน ลบ.ม.ปริมาตรน้ำที่นำมาใช้ได้ 80​2​ ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 42 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 14 แห่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงมีแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน 2563 (1 พ.ค.63 – 31 ต.ค.63) 1,215 ล้าน ลบ.ม.สำหรับใช้ในการอุปโภค – บริโภค 265 ล้าน ลบ.ม. , อุตสาหกรรม 154 ล้าน ลบ.ม. , รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 199 ล้าน ลบ.ม.และด้านเกษตรกรรม 597 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 390 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC (จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี) มีปริมาณน้ำเก็บกัก (ข้อมูล ณ วันที่​ 21 ส.ค. 63) มีปริมาตรน้ำปัจจุบัน 487 ล้าน ลบ.ม.ปริมาตรน้ำที่นำมาใช้ได้ 386 ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 14 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 5 แห่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงมีแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน 2563 (1 พ.ค.63 – 31 ต.ค.63) 644 ล้าน ลบ.ม.สำหรับใช้ในการอุปโภค – บริโภค 135 ล้าน ลบ.ม. , อุตสาหกรรม 153 ล้าน ลบ.ม. , รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 112 ล้าน ลบ.ม.และด้านเกษตรกรรม 244 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 209 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำ ภาคตะวันออกและพื้นที่ EEC ในช่วงฤดูฝน 2563 ใน 5 กรณี ทั้งกรณีน้ำมาก กรณีน้ำเฉลี่ย กรณีน้ำน้อย กรณี Inflow ปี 2538 และกรณีน้ำ AVG-5% โดยได้วางมาตราการรองรับการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC ในช่วงฤดูแล้งปี 63/64 ไว้ 8 มาตราการ ดังนี้ 1) สูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่มาลงอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล​ สูบถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 60​ ล้าน ลบ.ม.​ 2) สูบคลองสะพานเติมอ่างฯ​ประแสร์​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 15​ ล้าน ลบ.ม. 3) สูบกลับวัดละหารไร่​ (แม่น้ำระยอง)​ เติมอ่างฯ​หนิงปลาไหล​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ ปริมาณน้ำรวม​ 4.84 ล้าน ลบ.ม.​ 4) การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดสูบใช้น้ำคลองน้ำหู​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 5​ ล้าน ลบ.ม. 5) สูบผันน้ำคลองพระองค์ฯ/พานทอง​ -​ อ่างฯ​ บางพระ​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 50​ ล้าน ลบ.ม.​ 6) สูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง – อ่างฯ บางพระ​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 20​ ล้าน ลบ.ม.​ 7) ประหยัดการใช้น้ำทุกภาคส่วนในจังหวัดระยอง​ และ ชลบุรี 8) สูบปันน้ำคลองวังโตนด​ จังหวัดจันทบุรี​ มาลงอ่างประแสร์​ มีแผนการสูบน้ำตั้งแต่วันที่​ 1 – 30​ กันยายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 12​ ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด​ จึงต้องบริหารจัดการให้ดี​ เพราะการบริหารจัดการที่ดีเป็นหัวใจของระบบทั้งหมด รวมถึงต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรเป็นหลัก​ ดังนั้นกรมชลและทุกภาคส่วน​ ต้องดูแล​และคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด​ เริ่มจากสำรวจและดูปริมาตรที่แท้จริงของอ่างฯ และฝายต่างๆ ที่มีอยู่ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างใช้งานมานาน​ อาจมีการตื้นเขินมากขึ้น​ การสำรวจและขุดลอกจะช่วยเพิ่มพื้นที่กักเก็บ​ รวมถึงต้องรณรงค์การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง​ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีน้ำใช้การเยอะหรือน้อย​ ต้องรณรงค์ให้เกิดเป็นนิสัย​ โดยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง​ ไปถึงปลายทางของน้ำ​ ต้องขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย​ และการเริ่มโครงการสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำต่างๆ​ ต้องขอให้ดูพื้นที่ที่มีฝนมากเป็นหลัก​ ไม่ใช่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ไปสร้างเพิ่ม​ และเมื่อสร้างแล้วใช้ท่อส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ​ เพื่อให้เรามีน้ำใช้เพียงพอ​ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออก​ในอนาคตจะกลางเป็นส่วนกลางของความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว​ที่จะกลับมาครึกคักอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ไวรัสโคโรนา​ 2019​ คลี่คลายลง ภาคการเกษตร​ ภาคอุตสาหกรรม​ และความเจริญจากการขยายเมืองออกมาจากภาคกลาง​ ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้น้ำก็จะเพิ่มมากขึ้น​ ดังนั้น​จึงต้องเตรียมตัว​ วางแผนบริหารจัดการ​ และเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ​ เพื่อมีน้ำเพียงพอสำหรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต​

รมว.กษ.สั่งปศุสัตว์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513578

รมว.กษ.สั่งปศุสัตว์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัย

รมว.กษ.สั่งปศุสัตว์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัย

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.26 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสั่งกรมปศุสัตว์ในสังกัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากอุทกภัย ให้การช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ เสบียงอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ ยานพาหนะ ทีมสัตวแพทย์ แต่งตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมออกปฏิบัติการทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ อาทิ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ด่านกักกันสัตว์ และหน่วยงานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติจากอุทกภัย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและที่ทำกินของเกษตรกรในหลายจังหวัด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนสร้างความเสียหายกับชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพของประชาชน รวมถึงผลผลิตของสัตว์ของเกษตรกร

นายสัตวแพย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล และอุปกรณ์ โดยมีเสบียงสัตว์สำรอง 5,615.56 ตัน หญ้าแห้ง 335 ตัน ยานพาหนะ 201 คัน ถุงยังชีพสัตว์ 3,000 ชุด ทีมสัตวแพทย์ 119 ทีม ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วเพื่ออพยพสัตว์ 119 หน่วย 357 คน และเวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ และพร้อมในการออกปฏิบัติการทันทีที่ได้รับการร้องขอหรือเมื่อเกิดสถานการณ์ โดยให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างทันท่วงที และได้มอบหมายให้ปศุสัตว์เขต 1-9 จัดตั้งวอรูม (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด และรายงานให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ทราบทุกวัน

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติดังกล่าว สามารถติดต่อประสานขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. 02-6534553 , 02-6534444 ต่อ 3315 อีเมล์ disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที

‘รมช.ประภัตร’นำคณะลงพื้นที่จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513569

'รมช.ประภัตร'นำคณะลงพื้นที่จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร

‘รมช.ประภัตร’นำคณะลงพื้นที่จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.06 น.

“รมช.ประภัตร”นำคณะเร่งแก้ปัญหาช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไยขาดแรงงานเก็บผลผลิต และนมค้างสต็อกจำนวนมากจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมเดินสายลุยรับฟังปัญหาในพื้นที่

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกร ใน. จ.จันทบุรี โดยในช่วงที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ประสบปัญหาด้านต่างๆ ทั้งจากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ส่งผลให้โรงเรียนปิดเทอมก่อนกำหนดและเปิดเทอมล่าช้า ทำให้สหกรณ์ฯ ต้องนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นนมกล่อง UHT และยังขายไม่ได้อีกจำนวน 3,000,000 กล่อง มูลค่ากว่า 21,000,000 บาท ซึ่งทำให้สมาชิกได้รับผลกระทบและขาดทุนอย่างมาก ทั้งนี้ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันอังคารที่ 25 ส.ค.นี้ ที่ จ.ระยอง ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่ยังประสบปัญหาภัยแล้ง จากฝนทิ้งช่วง อีกทั้งเกษตรกรปลูกลำไยที่ต้องใช้น้ำตลอดทั้งปี ส่งผลให้แปลงหญ้าและลำไยเกิดความเสียหาย ขาดน้ำทางการเกษตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อขุดบ่อบาดาล ให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

อีกทั้ง ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเนื่องจากได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทำให้แรงงานจากประเทศกัมพูชาต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา และยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ ซึ่งต้องใช้แรงงานไม่น้อยกว่า 35,000 คน ทางจังหวัดจึงได้มีการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจะผ่อนปรนให้แรงงานเข้ามาในประเทศ โดยจะจัดเตรียมและจัดหาสถานที่สำหรับเป็นที่กักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ให้อยู่ในการกำกับดูแล เพื่อการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักเกณฑ์และแนวทาง การควบคุมป้องกันโรค (State Quarantine)

“ขณะนี้ผลผลิตลำไยเริ่มออกแล้ว มีพื้นที่ 200,000 กว่าไร่ มีลำไยไม่น้อยกว่า 300,000 ตัน จึงต้องนำคนงานเข้ามาเก็บ โดยทางจังหวัดได้มีการประชุมหารือในการแก้ไขปัญหา โดยร่วมมือกับเจ้าของสวน ล้ง กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ State Quarantine กักตัวคนงานที่จะมาทำงาน โดยได้กำชับให้ต้องวางมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำ” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ได้จดทะเบียนครั้งแรกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2534 และได้เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่วันที่ วันที่ 8 มกราคม 2535 เป็นต้นมา มีสมาชิกสหกรณ์ จำนวน 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้เลี้ยงโค และ 2.กลุ่มปลูกพืชอาหารสัตว์และไม้ยืนต้น โดยดำเนินธุรกิจ อาทิ รวบรวมน้ำนมดิบ ธุรกิจแปรรูปน้ำนมดิบ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายให้กับสมาชิกเพื่อเป็นการลดต้นทุนเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม โดยทางสหกรณ์ฯ มีการผลิตอาหารข้นเพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิกเพื่อลดต้นทุน

เกษตรกร’สงขลา’เตือนระวังถูกหลอกขาย‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513560

เกษตรกร'สงขลา'เตือนระวังถูกหลอกขาย‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจตัวใหม่

เกษตรกร’สงขลา’เตือนระวังถูกหลอกขาย‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.14 น.

23 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์เรียนรู้ นายบ้านไข่รัน หมู่ 6 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ได้มีเกษตรกร จาก จ.สงขลา ยะลา และสตูล กว่า 100 คน เข้าร่วมสัมมนา เรียนรู้วิธีการปลูกต้นโกโก้ การบำรุงรักษาต้นโกโก้ สายพันธุ์ที่มีบริษัทมารับซื้อ ในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท สูงถึง 10 บาท  

โดยนายนิรันดร์ นิคมรัตน์ หรือนายบ้านไข่รัน อายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 6 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา กล่าวว่า เรื่องกระแสพืชเศรษฐกิจ ปรากฏว่าตอนนี้โกโก้ เป็นพืชเศรษฐกิจที่กระแสมาแรง พอกระแสมาแรง ก็มีพวกฉวยโอกาส ไปเอาต้นพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาหลอกขายชาวบ้านอะไรแบบนี้ ปลูกแล้วไม่มีตลาด ปลูกแล้วตันไม่มีคุณภาพ สองสามปีเป็นนี้ เท่ากับหลอกชาวบ้าน ตนทนดูไม่ได้ ไหนๆก็เป็น เปิดศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรผสมผสาน แล้วต้องการให้ชาวบ้านมีสภาวะการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอมาโดยหลอก คิดดูว่าเงินแต่ละบาทในยุคนี้มันมีค่าขนาดไหน

“ผมเป็นห่วงชาวบ้าน ตอนนี้ได้จัดประชุมมา ผู้ที่มาประชุมวันนี้ก็มาเยอะจากยะลา จากหาดใหญ่ จากสตูล จากสงขลามาเยอะ ผมจัดแต่ละครั้งผมหวังอย่างเดียวคือให้ชาวบ้าน เกษตรกร ได้รู้ทันกลไกของเรื่องต่างๆเพื่อ ไม่ต้องโดนหลอก ผมเองก็พอคนเขามาฟังอะไรเยอะผมก็สบายใจภูมิใจถือว่าเป็นวิทยาทานถือว่าได้บุญเท่านั้นเอง” นายนิรันดร์ กล่าว

นายนิรันดร์ฯยังกล่าวว่าปัจจุบันทางภาคใต้มีการปลูกต้นโกโก้ ถ้ารวมเฉพาะสงขลา  สงขลาอยู่ประมาณเกือบ 500 ไร่ ๆก็ตกประมาณ 5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นผลผลิตที่ว่าอีกสองสามปีข้างหน้าขึ้นมาเป็น 10 ตัน หรือ 50 ตัน เพราะโกโก้เป็นผลผลิตที่เร็วแล้วก็ภาคใต้นี้มีการตื่นตัวกันเยอะ หลายบริษัทที่ตั้งขึ้นมา แต่ว่าไม่ได้จดทะเบียนสายพันธุ์ ตนเป็นห่วง

เพราะว่าสายพันธุ์ไม่ว่าจะพืชอะไรแล้วแต่ ถ้าเป็นพืชเศรษฐกิจ เป็นพืชที่ว่าเป็นผลผลิตไม่ได้ขายไม้ขายอะไรนะ มันต้องมีการรับรองจากกระทรวงเกษตร สายพันธุ์จากกระทรวงเกษตรต้องพิสูจน์มาว่าสายพันธุ์นี้มันนิ่งหรือยังความทนทานเป็นยังไง แต่ว่าที่มาขายกัน ไปเพาะต้นมาขายเองอะไรเองแบบนี้ 

ส่วนจะมีเรื่องบริษัทมารองรับไหม นายนิรันดร์ ฯกล่าวว่า ก็มี แต่ว่าผมไม่กล้าออกชื่อบริษัท  มันมีบริษัทเดียวถูกต้องตามกฎหมาย คือสายพันธุ์ได้ผ่านการพิสูจน์จากกระทรวงเกษตร แล้วก็กระทรวงเกษตรรับรอง การประกันราคาต่ำสุดอยู่ที่ 5 บาท แต่ว่าตอนนี้บริษัทซื้ออยู่ที่ 10บาท แต่ว่าราคาตลาดโลกจริงๆตอนนี้ ผลดิบ ซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 7 บาท 7.30 บาท   

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513493

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรปลูกกาแฟแปลงใหญ่ เน้นพันธุ์ “อราบิก้า และโรบัสต้า” จากเหนือจรดใต้สร้างคุณภาพได้ครบวงจรตั้งแต่ผลิตถึงตลาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงนโยบายการส่งเสริมการปลูกกาแฟ ของประเทศไทยว่า เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟ จึงทำให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการได้ทั้งพันธุ์อะราบิกา และพันธุ์โรบัสต้า จึงเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลักด้วยแต่ละสายพันธุ์มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันตามภูมิประเทศ ลักษณะทางกายภาพในการปลูกกาแฟแต่ละสายพันธุ์ ความคุ้นชินของเกษตรกร รวมถึงตลาดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่

โดยในเขตภาคเหนือเน้นส่งเสริมการปลูกกาแฟสายพันธุ์อะราบิกาซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดโลกประมาณ ร้อยละ 80 ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่ให้กลิ่นรสที่นุ่มนวล กลิ่นหอมเหมาะสำหรับการดื่มในลักษณะกาแฟสด ตลาดส่วนใหญ่จึงเป็นตลาดระดับพรีเมี่ยม เช่นในร้านอาหารหรือร้านกาแฟสด เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี ให้ผลผลิตสูง จึงจำเป็นต้องปลูกในที่มีอากาศที่ค่อนข้างเย็น และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป เช่น พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน และจังหวัดลำปาง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกาแฟอะราบิกา ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนและแปลงใหญ่ซึ่งเกษตรกรต้องรวมตัวกันตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป เพื่อจัดการผลผลิตในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาการปลูก การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา ตลอดจนการแปรรูป เพื่อจำหน่ายในลักษณะกาแฟคั่วด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการแปรรูปผลผลิตที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มรวมถึงจากวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอันเป็นการสร้างช่องทางตลาดใหม่และเพิ่มรายได้จากเดิมที่เน้นการส่งจำหน่ายเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทเอกชน

ส่วนของกาแฟโรบัสต้าส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น จึงจะสามารถให้ผลผลิตคุณภาพดี ไม่ต้องการความเย็นมากนักปลูกได้ในพื้นที่ราบไม่มีน้ำท่วมขัง หรือความลาดเอียงไม่เกินร้อยละ 35 ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 700 เมตร ประกอบกับลักษณะประจำพันธุ์ ของโรบัสต้า คือ มีกลิ่นที่แรง รสชาติจะเข้มและขมกว่าอะราบิกา รวมทั้งเมื่อเทียบปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าด้วย จึงนิยมนำไปแปรรูปเป็นกาแฟสำเร็จรูป ดังนั้นผลิตผลส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 80 จะส่งขายให้กับโรงงานรับซื้อ ซึ่งราคารับซื้อเบื้องต้นในแต่ละปี จะแปรผันตามปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในพื้นที่ เนื่องจากการติดผลของกาแฟโรบัสต้าต้องอาศัยความชุ่มชื้นจากดินมาก หากความชื้นในดินไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ผลฝ่อหรือหลุดร่วงไปเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เข้าไปช่วยพัฒนาด้านการจัดการผลผลิต โดยอบรมให้ความรู้เกษตรกรในการจัดการดูแลต่างๆ เช่น การทำสาวให้ต้นกาแฟ เพื่อให้ผลผลิตออกมากขึ้น และสะดวกในการจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้คุณภาพ ขณะเดียวกันได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน ในรูปแบบแปลงใหญ่หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำผลผลิตกาแฟมาแปรรูปในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่ม และสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อให้เป็นที่รู้จัก และมีแปลงใหญ่หลายแห่งประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ หรือกาแฟกระบี่ เป็นต้น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

นายสุวรรณ เทโวขัติ ประธานแปลงใหญ่กาแฟเทพเสด็จ หมู่ 4 ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า จากที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาดำเนินการช่วยพัฒนาในด้านต่างๆเกษตรกรในพื้นที่จำนวน 34 ราย จึงมีการรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ในปี 2560 พื้นที่ปลูกอากาแฟพันธุ์อะราบิการวม 360 ไร่ ด้วยการพัฒนาที่เน้นถึงคุณภาพเป็นสำคัญ จึงได้รับการตอบรับและสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรได้เป็นอย่างดี

ด้าน นายนิคม ศิลปศร ประธานแปลงใหญ่กาแฟ ต.ถ้ำสิงห์ อ.เมือง จ.ชุมพร กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้สามารถยกระดับการผลิตจนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ได้เมล็ดกาแฟโรบัสต้าที่มีคุณภาพออกจำหน่ายได้อย่างครบวงจรในรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง ในนาม “กาแฟถ้ำสิงห์” และ “กาแฟกระบี่” รวมถึงการเปิดเป็นร้านจำหน่ายกาแฟโดยตรง ซึ่งมีผู้สนใจมาเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

แฟ้มภาพ

กรมประมงระดมนักวิจัยโชว์สุดยอดผลงาน100เรื่อง มุ่งขยายผลพัฒนาวิถีชุมชนยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513081

กรมประมงระดมนักวิจัยโชว์สุดยอดผลงาน100เรื่อง มุ่งขยายผลพัฒนาวิถีชุมชนยั่งยืน

กรมประมงระดมนักวิจัยโชว์สุดยอดผลงาน100เรื่อง มุ่งขยายผลพัฒนาวิถีชุมชนยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2563ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมใหม่ๆ ทุกสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้สำหรับการพัฒนาภาคการประมงของประเทศในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีในการทำประมงให้ทันสมัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเพิ่มศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงเพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงวิถีความเป็นอยู่ของผู้เกี่ยวข้องในภาคการประมง เพื่อให้การประกอบอาชีพมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง การจัดประชุมวิชาการประมงจึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักวิจัยทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงนักวิจัยอิสระได้นำเสนอผลงานสู่สาธารณชน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็น อันจะนำไปสู่แนวทางการพัฒนางานวิจัยด้านการประมงให้มีคุณภาพต่อไป

สำหรับปี 2563 นี้ กรมประมงได้จัดประชุมวิชาการขึ้นภายใต้หัวข้อ“การวิจัยประมงสู่วิถีชุมชนที่ยั่งยืน” โดยจะเน้นการนำเสนอผลงานวิจัยที่สามารถนำมาพัฒนางานด้านประมงเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร บนพื้นฐานชุมชนมีใช้อย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิชาการทั้งหมด 9 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สาขาการประมงทะเล สาขาโรคสัตว์น้ำ สาขาอาหารสัตว์น้ำ สาขาพันธุกรรมสัตว์น้ำ สาขาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมง และสาขาเศรษฐกิจ สังคม และต่างประเทศ โดยในปี 2563 นี้ มีผู้เข้าร่วมการสัมมนากว่าหนึ่งพันคน มีการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งหมด 101 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอภาคบรรยาย 53 เรื่อง และโปสเตอร์อีก 48 เรื่อง โดยมีหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ความคิดเห็นของชาวประมงต่อการห้ามทำการประมงในเขต 7 ไมล์ทะเล ตามระยะห่างฝั่งในมาตรการปิดอ่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี การประมาณค่าอายุและการเติบโตของปลากระเบนราหู Dasyatid Stingray Urogymnuspolylepisจากสองกลุ่มประชากรในประเทศไทย การประเมินโครงสร้างและความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาก้างพระร่วงในจังหวัดภาคใต้ของไทยโดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรมไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ การผลิตและคุณภาพปลาร้าผงและปลาร้าก้อน ผลของอัตราไหลของน้ำต่อการเติบโตและรอดตายของลูกหอยลาย (Paphiaundulata) วัยเกล็ดในระบบอนุบาลแบบ upwelling และผลของการเสริมสาหร่ายสไปรูลิน่าและแอสตาแซนทินต่อความเข้มสีปลาพลวงชมพูวัยรุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิจัยและพัฒนาการประมงเพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทยในทศวรรษหน้า” โดยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนางานวิจัยที่ควรเร่งดำเนินการ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงนำไปถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร เพื่อพัฒนาภาคการประมงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางด้านอาหารและสร้างรายได้ นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

เกษตรแถวหน้า : สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยระบบบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513078

เกษตรแถวหน้า : สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยระบบบัญชี

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันก่อนผมมีโอกาสติดตาม นายโอภาส ทองยงค์อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และ นางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีระบบการจัดการทางบัญชีที่เป็นระบบ มีความโปร่งใสกับมวลสมาชิก ด้วยการนำเทคโนโลยีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ นั่นคือโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งสหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวเป็นผลสำเร็จได้จริง นำข้อมูลต่างๆ มาช่วยวางแผนและวิเคราะห์ จนทำให้สหกรณ์มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น และมีการบริหารจัดการงานที่คล่องตัว ทั้งนี้ เนื่องจาก สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด มีการดำเนินธุรกิจ ที่หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการให้บริการ ชั่งผลผลิตทางการเกษตร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมมีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชีที่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในกับสมาชิก สหกรณ์ฯ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้แทนของสหกรณ์ฯ ได้อธิบายให้ฟังว่า การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้เริ่มใช้งานแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2551 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ราชบุรี และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการให้บริการติดตั้ง สอนแนะ และแก้ไขปัญหาจากการใช้งานอย่างทันทีเพื่อให้สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างต่อเนื่องและจากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 2554 สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งในปี 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นด้านการปิดบัญชีเร็วสำหรับสหกรณ์ภาคเกษตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก” อีกด้วย และในปัจจุบัน สหกรณ์ใช้บริการโปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ในการให้บริการสมาชิกด้านการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ โดยใช้โปรแกรมระบบสินค้า ให้บริการด้านการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป และใช้โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ในการให้บริการด้านธุรกิจรับฝากเงิน โดยทุกโปรแกรมสหกรณ์ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยสามารถจัดพิมพ์ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน สมุดคู่มือสมาชิก สมุดเงินรับฝาก และสมุดคู่มือเงินกู้ โดยทุกสิ้นวันผู้รับผิดชอบแต่ละโปรแกรมจะต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดพิมพ์รายงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี และมีการสำรองข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลชุดสำรองไว้ตามระเบียบว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูล

ซึ่งจากที่ผมได้ดูการสาธิตการบันทึกรายการในโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) พบว่ามีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนเลย เข้าใจง่าย และสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในการตรวจสอบกระทบยอดกับโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และในการปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือต่าง ๆ ในการจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงินเพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชีได้ นอกจากนี้ทุกสิ้นวันหลังจากมีการสอบทานการบันทึกบัญชีแล้ว ได้ดำเนินการอัพโหลดข้อมูลทางการเงินการบัญชีขึ้นไว้ในระบบฐานข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิก สามารถตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงาน การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ได้ทันทีทุกสิ้นวันผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แก่ Smart Manage และ Smart Member ซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าว ได้ช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

ซีพี เฟรชมาร์ทจัดชุดเสริมเฮงครบเครื่องของไหว้ ฉลองเทศกาลสารทจีนNew Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513079

ซีพี เฟรชมาร์ทจัดชุดเสริมเฮงครบเครื่องของไหว้  ฉลองเทศกาลสารทจีนNew Normal

ซีพี เฟรชมาร์ทจัดชุดเสริมเฮงครบเครื่องของไหว้ ฉลองเทศกาลสารทจีนNew Normal

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองเทศกาลสารทจีนปี 2563 จัดโปรโมชั่นของไหว้เสริมเฮง ครบเครื่องเรื่องของไหว้ ทั้งชุดไหว้ซาแซ และชุดไหว้โหงวแซ ในราคาพิเศษ พร้อมเปิดรับจองล่วงหน้าสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย หลากหลายช่องทาง รับ New Normal ทั้งร้านซีพี เฟรชมาร์ทกว่า 300 สาขาทั่วประเทศ หรือโทร. 1788 บริการจัดส่งถึงบ้าน และสั่งสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้- 31 สิงหาคม 2563

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เทศกาลสารทจีนปีนี้ ซีพี เฟรชมาร์ท จัดชุดไหว้มงคลแบบครบครันตามธรรมเนียมของจีน ด้วยผลิตภัณฑ์ของซีพีที่มาจากกระบวนการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล และอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวคนยุคใหม่ ด้วยชุดไหว้ผลิตภัณฑ์แช่แข็งสำเร็จรูป 2 แบบให้เลือก คือ ชุดไหว้ซาแซ ประกอบด้วย ของไหว้ 3 อย่าง ทั้งไก่ต้มพร้อมเครื่องใน
เป็ดพะโล้พร้อมเครื่องใน และสะโพกหมูต้มสุก (หมูบะแซ) และชุดไหว้โหงวแซ ประกอบด้วยของไหว้ 5 อย่าง ทั้งไก่ เป็ด หมู ปลากะพงนึ่ง และกุ้งต้มสุก นอกจากนี้ ที่ร้านยังวางจำหน่ายของไหว้เสริมมงคลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เมล่อนเจียไต๋ แอปเปิ้ล สาลี่ ขนมเข่งขนมเทียน ที่คัดสรรพิเศษเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ได้แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษในเทศกาลมงคล ช่วยเสริมโชคและความร่ำรวย

“แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะกระทบกับการใช้จ่ายบ้าง เทศกาลนี้เป็นธรรมเนียมประเพณีสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีนที่ปฏิบัติสืบกันมานานเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะปีนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดของผลิตภัณฑ์และความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ซีพี เฟรชมาร์ท กว่า 300 สาขาทั่วประเทศ พร้อมทั้งด้านกำลังคนและการให้บริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า จำหน่ายสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย จากกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคบนวิถี New Normal เพื่อสุขภาพ บริษัท ตั้งเป้าหมายว่า ตลอดช่วงสารทจีนปีนี้ จะมียอดเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 40% จากปีที่ผ่านมา”
นายชัยยุทธ กล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถสั่งจองล่วงหน้าชุดไหว้ซาแซ ในราคาพิเศษ 688 บาท และชุดไหว้โหงวแซ ในราคา1,118 บาท โดยสั่งจองได้ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร.1788 หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ www.cpfreshmartshop.com พิเศษสำหรับลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์ ได้สิทธิ์ถึง 3 ต่อ ต่อที่ 1 ส่งฟรี ต่อที่ 2 รับบัตร สตาร์บัคส์มูลค่า 200 บาท เพียงสั่งจองชุดไหว้ ครบ 2,000 บาท และต่อที่ 3 รับเงินคืน 30 บาทแค่ชำระผ่าน True Money Walletลูกค้าสามารถจองสินค้าได้ตั้งแต่วันที่13-31 สิงหาคม และรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม-3 กันยายน 2563

ก.เกษตรหนุนปลูกสับปะรดผลสดMD2 แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด-ราคาตกต่ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513077

ก.เกษตรหนุนปลูกสับปะรดผลสดMD2 แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด-ราคาตกต่ำ

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำพันธุ์สับปะรดผลสด MD2 เป็นที่ต้องการของตลาด รสชาติหวาน กลิ่นหอม เนื้อตันแน่นและไม่เป็นโพร มีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นถึง 4 เท่า โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ต้นกล้าพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพื้นที่ปลูกให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แทนสับปะรดโรงงาน

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกสับปะรดแหล่งใหญ่ที่สำคัญของประเทศไทยมีผลผลิตสับปะรด 888,667 ตัน คิดเป็นร้อยละ 37.84 ของผลผลิตสับปะรดทั้งประเทศ โดยพันธุ์สับปะรดที่เกษตรกรนิยมปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ปัตตาเวียเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงมักประสบกับปัญหาสับปะรดโรงงานล้นตลาด และราคารับซื้อที่ตกต่ำอยู่เสมอ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ผ่านการคัดเลือกตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์รวม 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองหัวหิน ปราณบุรี ทับสะแก กุยบุรีสามร้อยยอดบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย ให้ปรับเปลี่ยนสายพันธุ์และรูปแบบการผลิตจากการปลูกสับปะรดเพื่อส่งโรงงานมาเป็นสับปะรดรับประทานผลสดพันธุ์ MD2 เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยสับปะรดพันธุ์ MD2 ได้รับการพัฒนาพันธุ์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ รสชาติที่หวาน มีกลิ่นหอม เฉพาะตัวเนื้อมีสีเหลืองเข้ม เนื้อตันแน่น และไม่เป็นโพรง น้ำหนักผลโดยเฉลี่ย 1.7-1.8 กิโลกรัม และมีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นถึง 4 เท่า ที่สำคัญเมื่อทานแล้วไม่กัดลิ้น เมื่อสุกแก่ผิวเปลือกจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทองทั้งผล

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ต้นกล้าพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพื้นที่ปลูกให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากสับปะรดสายพันธุ์นี้ค่อนข้างหวงหน่อคือให้หน่อเฉลี่ยเพียง 1.5 หน่อเท่านั้น ทำให้การขยายพื้นที่ปลูกโดยใช้หน่อพันธุ์ตามธรรมชาติไม่เพียงพอต่อความต้องการรวมทั้งเพื่อป้องกันการระบาดของโรคเหี่ยว ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่มักพบแฝงมากับหน่อพันธุ์ที่เกษตรกรใช้ปลูกมีเป้าหมายผลิตต้นพันธุ์สับปะรดผลสด MD2 จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจำนวนทั้งสิ้น 600,000 ต้นสนับสนุนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 8 อำเภอ รองรับพื้นที่ปลูกเพื่อจัดทำแปลงพันธุ์สับปะรด MD2 พันธุ์ดี ในพื้นที่ได้ 100 ไร่ (100 แปลง) นำไปปลูกเป็นทางเลือกเพิ่มช่องทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีระบบ bioreactor (ไบโอ
รีแอคเตอร์) มาช่วยผลิต ซึ่งสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้ 1 ต่อ 1000 เท่า ในระยะเวลา 6-7 เดือน เทียบกับการขยายพันธุ์จากหน่อธรรมดาจะได้ 1 ต่อ 3-4 เท่า ภายในระยะเวลา 1 เดือน

เปิดตัวโครงการ’Better Farms, Better Lives’ ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรได้รับผลกระทบโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513117

เปิดตัวโครงการ'Better Farms, Better Lives' ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรได้รับผลกระทบโควิด

เปิดตัวโครงการ’Better Farms, Better Lives’ ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรได้รับผลกระทบโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.47 น.

บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกับ ก.เกษตรฯ กรมการข้าว มูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โปรดิวส์ จำกัด เปิดตัวโครงการ Better Farms, Better Lives ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ Better Farms, Better Lives พร้อมรับมอบชุดผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ความปลอดภัยจำนวน 50,000 ชุด พร้อมโครงการการฝึกอบรมความรู้การผลิตข้าวในวิถีใหม่ด้วยเทคโนโลยี่ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ลดเวลาและแรงงาน ทำให้ชุมนุมชนเกิดความยั่งยืน รวมมูลค่า 20 ล้านบาท จาก นายโจว ฝาน รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาครอบคลุม จังหวัดปทุมธานี สุพรรณบุรี พิษณุโลก และพื้นที่ใกล้เคียง 26 จังหวัด  โดยมีนายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรหลักในการดำเนินการโครงการฯ และผู้นำกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมงานด้วย ณ ศูนย์วิจัยข้าว จังหวัดปทุมธานี

นายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งกรมการข้าว มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ชาวนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตข้าวอย่างมีคุณภาพและมีความปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปลอดภัยทั่วประเทศ ในการสร้างการรับรู้ในชุมชนเกี่ยวกับการผลิตข้าวและการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ภายใต้การดำเนินการโครงการ Better Farms, Better Lives นี้ กรมการข้าวได้สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปลูกข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ตลอดจน ระบบการผลิตแปรรูปและการจัดการตลาดผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้บนพื้นฐานของหลักความพอเพียง สีกินเหลือขาย”

นายวีรพล เจริญพานิช ผู้บริหารประจำประเทศไทยและเวียดนาม แผนกครอปซายน์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไบเออร์ประกาศความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 100 ล้านราย ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยภายในปี 2573 ทั้งนี้ โครงการ Better Farms, Better Lives มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีความเป็นอยู่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกษตรกรรายย่อย ถือเป็นกำลังสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประชากรโลกที่มีเนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการส่งมอบชุดผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ความปลอดภัยแล้ว ไบเออร์จะทำงานร่วมกับพันธมิตรในการจัดทำคู่มือการใช้ผลิตภัณฑ์และจัดการฝึกอบรมองค์ความรู้การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ด้าน นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์ และความห่วงใยภาคการเกษตร ควบคู่กับการทำกิจกรรมเติมพลัง 4 องค์ความรู้อาชีพชาวนาไทย นอกเหนือจาก ด้านความปลอดภัย การเน้นเพื่อสร้างนวัตกรรมบนความพอเพียง และจะร่วมกับสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฟื้นฟูถิ่นฐานวิถีชีวิตใหม่ ตลอดจน เน้นการสร้างระบบเงินออม เศรษฐกิจชุมชนชาวนาไทยสู่ความยั่งยืนภายใต้โครงการ โดยการดำเนินงาน จะร่วมกับอาสาสมัคร เกษตรกรแกนนำ 52 คน ที่ได้ผ่านการคัดกรองและอบรมทีมงาน เพื่อให้บริการชาวนา50,000 ครอบครัว ในชุมชน 26 จังหวัดเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา