ซอกแซกอาเซียน : 20 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512840

ซอกแซกอาเซียน : 20 สิงหาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 20 สิงหาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมามีการประชุมอาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 36ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงสุด คือ ผู้เข้าประชุมคือผู้บริหารสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังเช่นประเทศไทยก็ได้แก่ ท่านนายกรัฐมนตรี หรือหากเป็นฟิลิปปินส์ ก็คือ ท่านประธานาธิบดี เป็นต้น ปีนี้ก็เป็นที่ทราบว่าเวียดนามถึงคิวนั่งเป็นประธานอาเซียนได้กำหนดธีมของปีนี้ว่า “Cohesive and Responsive ASEAN” ซึ่งหมายถึงอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวและสนองตอบ(จะตรงกับที่กระทรวงต่างประเทศกำหนดหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ) โดยปกติ การประชุมในลักษณะนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่มีผู้นำมานั่งประชุมเห็นหน้าค่าตากันจริงๆ หรือจะประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็ตาม ผลลัพธ์ของการประชุมก็จะออกมาเป็นเอกสารที่เรียกว่า Chairman’s Statement เขียนกันเป็นข้อๆ ยาวนับสิบหน้ากระดาษ เอ 4 อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว ที่สำคัญคือ การเขียนเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบนี้ มันเป็นรูปแบบเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งผมต้องขอชื่นชมยกย่องผู้เขียนและเรียบเรียงซึ่งน่าจะได้แก่เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการอาเซียน ที่จาการ์ตา อย่างมากครับที่เขียนออกมาได้อย่างสละสลวยสวยงาม สั้น กระชับและใช้คำศัพท์ที่สุดยอดวิลิศมาหรา ยากที่จะหาคนที่เป็นมือสมัครเล่นเขียนได้เสมอเหมือน

พูดถึงตรงนี้ ผมขอเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย คือ ผมถือว่าเป็นทักษะพิเศษที่ฝึกกันไม่ได้ง่ายๆ ต้องอาศัยประสบการณ์อันยาวนานจึงจะเขียนภาษาอังกฤษแบบนี้ได้ดี สมัยผมรับราชการเป็นเด็กๆ ระดับ ซี 3 ซี 4 เคยเขียนเปเปอร์หรือจดหมายภาษาอังกฤษในการทำงานแบบคนเพิ่งมีประสบการณ์ ท่านผู้อำนวยการกองซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เคยอธิบายหรือพูดให้ได้ยินว่า การเขียนภาษาอังกฤษนั้น มันมีหลายระดับชั้นมาตรฐาน บางคนอาจเขียนได้ดีถึงระดับชั้นบรมครู แต่บางคนเขียนเหมือนระดับ ป.4 ผมฟังแล้วตอนแรกก็งงๆ ว่าเขียนระดับ ป.4 มันเป็นอย่างไรกันนะ ความจริงพวกรุ่นเราก็เรียนจบมาไม่นาน ถึงจะไม่ได้จบด้านภาษาศาสตร์มาโดยตรง แต่เคยใส่ใจเรียนแกรมม่ามาก็เป๊ะอยู่ อีกทั้งเคยบ้าฝึกฝนด้านภาษาด้วยตนเองโดยการซื้อหนังสือมาอ่านเป็นภูเขาเหล่ากา และก็เคยไปเรียนภาคค่ำภาษาอังกฤษที่สถาบัน เอยูเอ (สมัยนั้นหาแหล่งเรียนจำกัดมาก เนต กูเกิ้ลอะไรก็ไม่มี) รวมทั้งเคยแอบไปนั่งเรียนติวพิเศษกับ อ.สงวน แถวหน้าวัดสุทัศน์ เพื่อสอบโทเฟลก็หลายครั้งอยู่จึงเชื่อมั่นว่าเราก็พอจะเขียนได้ในตอนนั้น จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป ผมเพิ่งจะมาทราบเมื่อเติบใหญ่ มีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว กลับไปอ่านเปเปอร์ตัวเองที่เขียนไว้ในอดีตอีกครั้งจึงถึงบางอ้อว่า ที่ท่านผู้อำนวยการกองพูดว่า สำนวนระดับ ป.4 นั้นคืออย่างไร กระจ่างเลย

เล่าขำๆ อีกเรื่องสมัยไปเรียนปริญญาโทที่สถาบัน เอไอที มีเพื่อนนักศึกษาหญิงคนไทยคนหนึ่งถูกอาจารย์ชาวอังกฤษเรียกให้ไปอธิบายคำตอบข้อสอบวิชาประมงที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่าไอไม่รู้จริงๆ ว่ายูเขียนมานั้นหมายความว่าอะไร ช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้อาจารย์ฟังด้วย ก็ถือเป็นความกรุณาของท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่ยังให้โอกาส และหลังจากนั้นอาจารย์ท่านนี้ก็ไม่เคยออกข้อสอบแบบอัตนัยอีกเลย แต่ออกเป็นแบบปรนัยแทน คือให้ วงกลม A B C D เอา วิธีและรูปแบบการเขียนที่แสดงความเป็นมืออาชีพ นอกจากไวยากรณ์จะต้องเป๊ะแล้ว สำนวนและการเลือกใช้คำศัพท์จะต้อง “โดน” และทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ นั่นเท่ากับว่า แม้จะเก่งภาษาระดับปรมาจารย์แต่เก็บตัวอยู่แต่ในถ้ำ ไม่เคยทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวของโลกของสังคมภายนอกเลย ก็ไม่สามารถนำเอาคำศัพท์ที่ทันยุคทันสมัยมาเขียนได้ ที่แอปเตอร์เราก็มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถทำการเขียนระดับนี้ได้อยู่สองสามคน คนอื่นก็เก่งนะครับ เพราะเราคัดสรรพวกที่เป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว หากแต่เขายังคงขาดประสบการณ์ด้านการเขียนอย่างที่ว่า จึงต้องให้พี่ๆ ผู้อาวุโสเขานำไปก่อน ผมเองโชคดีที่มีน้องๆ เก่งๆ คอยช่วยเหลือเขียนมาก่อนแล้วผมจะช่วยปรับแก้ให้อีกที (ซึ่งบางครั้งก็ไปแก้ให้ถูกเป็นผิดก็มี) ความจริงคนที่จะมาเป็นจีเอ็มแอปเตอร์นั้น คุณสมบัติประการสำคัญ คือความสามารถด้านภาษาอังกฤษต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ทั้งการอ่าน ฟัง พูด เขียน ต้องถึงขั้น fluent เลยทีเดียวครับ เพราะต้องมีการสื่อสารทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกับผู้แทนประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอในที่ประชุมต่างๆ อยู่ตลอดเวลาครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

แม็คโครจับมือสมาคมภัตตาคารไทย คิกออฟกิจกรรม‘ปลากะพงเพิ่มค่าฯ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512837

แม็คโครจับมือสมาคมภัตตาคารไทย คิกออฟกิจกรรม‘ปลากะพงเพิ่มค่าฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)จับมือสมาคมภัตตาคารไทย ยกเมนูปลากะพง เสิร์ฟชาว จ.พิษณุโลก คิกออฟ กิจกรรม “ปลากะพงเพิ่มค่า พัฒนาเมนูใหม่ ให้ร้านอาหาร” ส่งเสริมการบริโภคทั่วไทย พุ่งเป้ากลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ลูกค้าทั่วไป หนุนสร้างสรรค์เมนูเพิ่มมูลค่า ช่วยเหลือเกษตรกร

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้เลี้ยงปลากะพง แม็คโครร่วมกับกรมการค้าภายในรับซื้อปลากะพงจากจังหวัดต่างๆ อาทิ ปลากะพงสามน้ำสงขลา แม็คโครรับซื้อ 150 ตัน และนำมากระจายยังสาขาต่างๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง แม็คโครจับมือกับ สมาคมภัตตาคารไทย กรมการค้าภายใน จัดกิจกรรมโรดโชว์ “ปลากะพงเพิ่มค่า พัฒนาเมนูใหม่ ให้ร้านอาหาร” ช่วงระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม – 15 กันยายน เพื่อส่งเสริมการบริโภคสนับสนุนวัตถุดิบคุณภาพดี สดใหม่ ให้ร้านอาหารนำไปพัฒนาเมนูใหม่ เพิ่มมูลค่าให้ร้านอาหารนำไปต่อยอด ต้อนรับกำลังซื้อจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

กิจกรรมครั้งนี้ นอกจากจะมีปลากะพงหลากหลายรูปแบบราคาขายส่งแล้ว สมาคมภัตตาคารไทย และเครือข่ายผู้ประกอบการร้านอาหารที่เป็นลูกค้าของแม็คโคร ยังมาร่วมออกบูทแนะนำเมนูอร่อยเด็ด พร้อมสาธิตทำอาหาร และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเชฟผู้เชี่ยวชาญ ด้วยหัวข้อส่งเสริมให้ร้านอาหารสร้างเสน่ห์จากวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งปลากะพงถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีรสชาติอร่อยเป็นที่นิยมใช้ในร้านอาหาร ภัตตาคาร

กิจกรรม “ปลากะพงเพิ่มค่า พัฒนาเมนูใหม่ ให้ร้านอาหาร” จัดใน 4 ภูมิภาค เริ่มต้นที่แม็คโครฟูด เซอร์วิส สาขาพิษณุโลกวันที่ 18 – 19 สิงหาคม จากนั้นจะตระเวนจัด ณ แม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ วันที่ 21 – 22 สิงหาคม, วันที่ 28 – 31 สิงหาคม จัดในแม็คโคร 13 สาขาเขตภาคกลางตะวันออก, แม็คโคร สาขาหาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 3 – 4 กันยายน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั่วประเทศบริโภคปลากะพงอย่างทั่วถึง ผ่านผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ

“ด้วยนโยบายเคียงข้างเกษตรกรเข้มแข็ง แม็คโครมุ่งมั่นช่วยเกษตรกรทั้งสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ประกอบการร้านอาหารกลับมาเติบโต และก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบากไปด้วยกัน” นางศิริพร กล่าว

ศรแดง-ก.เกษตรฯอบรมYoung Smart Farmer หลักสูตรผลิตผักเพื่อการค้า-สร้างอาชีพได้จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512838

ศรแดง-ก.เกษตรฯอบรมYoung Smart Farmer หลักสูตรผลิตผักเพื่อการค้า-สร้างอาชีพได้จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดโครงการจัดอบรม Young Smart Farmer หลักสูตรการผลิตผักเพื่อการค้า ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในความร่วมมือของ 2 หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน ชื่อโครงการ “ตู้เย็นข้างบ้าน” มีนายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผจก.ทั่วไปบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด และนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้อีสท์ เวสท์ ซีด อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมมีนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ซึ่งมีผลกระทบกับสังคมภาคเกษตรมากขึ้น เนื่องจากการเกษตรกรส่วนใหญ่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แรงงานภาคการเกษตรเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้น เกษตรกรรุ่นใหม่จึงสำคัญกับภาคการเกษตร กรมฯ จึงมีแนวทางสร้างพัฒนาบุคลากรเกษตรผ่านการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อเตรียมความพร้อมสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในการสืบทอดอาชีพการเกษตร มุ่งเน้นเรียนรู้ เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และทักษะด้านการเกษตร เข้าใจพื้นฐานการเกษตร สามารถพัฒนานำองค์ความรู้มาปรับใช้ทำเกษตร ซึ่งต้องขอบคุณ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ที่ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมพัฒนาทักษะเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนผลิตพืชผัก ความรู้พื้นฐานโรคแมลงศัตรูพืช รวมถึงความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และความรู้ด้านตลาดพืชผัก

นายนวนิตย์ พลเคน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักความสำคัญของการผลิตและบริโภคพืชผัก สามารถนำมาแปรรูปภาคอุตสาหกรรมเกษตรและการผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยบริโภคและจำหน่ายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรและระบบเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ และมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานสากล ซึ่งการอบรมในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานการประกอบอาชีพการเกษตรและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการผลิตผักเพื่อการค้า เพื่อให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีระยะเวลาอบรม ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้อีสท์ เวสท์ ซีด อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีบุคคลเป้าหมายคือ Young Smart Farmer ในภาคเหนือ 16 ราย ประกอบด้วย Young Smart Farmer จากเชียงใหม่ 10 ราย และลำปาง 6 รายมีหลักสูตรฝึกอบรมเน้นผลิตผักใบ, พืชตระกูลมะเขือ และพืชตระกูลแตง ประกอบด้วยหัวข้อ ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์และการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ การเตรียมวัสดุเพาะกล้า และวิธีเพาะกล้า และการดูแลต้นกล้า เตรียมแปลง ย้ายปลูกและดูแลพืชในสภาพเปิด (Open field) ชนิดของปุ๋ยธาตุอาหารสำคัญของพืช และการให้ปุ๋ยในโรงเรือน การย้ายปลูกและวิธีการปลูกพืชในสภาพในสภาพปิด (Green house production)การจัดการน้ำและวิธีการให้น้ำพืช แบบระบบน้ำหยด โรคพืชและการจัดการ สารกำจัดศัตรูพืชและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยใช้วิธีธรรมชาติและการใช้สารชีวภัณฑ์ร่วมกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำการเกษตร การเก็บเกี่ยวและจัดการหลังเก็บเกี่ยว และการตลาดของพืชผัก

ด้านนายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผจก.ทั่วไปบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการอบรมครั้งนี้ว่า จากทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สู่การเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ อีสท์ เวสท์ ซีด เราเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ผักอันดับ 1 ของไทย ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก การได้มาซึ่งเมล็ดพันธุ์แต่ละสายพันธุ์เราต้องวิจัย เพาะปลูกจริง และศึกษาตลาดของผักนั้นให้มากที่สุด ให้เกษตรกรได้ใช้จริง ดังนั้น ทุกสายพันธุ์ที่ออกไป เราจะต้องเรียนรู้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่นำเมล็ดมาปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว จนถึงนำไปขายในตลาด เราจึงมีทีมงานที่เชี่ยวชาญแต่ละภาคส่วน มีศักยภาพถ่ายทอดความรู้ให้ Young Smart Farmer ในหลักสูตรนี้ได้เป็นอย่างดี นำไปปฏิบัติสร้างอาชีพได้จริง

กรมประมงปั้น‘ปลิงทะเล’ สัตว์น้ำศก.อนาคตไกล-ขายราคาดี7พัน/กก. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512839

กรมประมงปั้น‘ปลิงทะเล’  สัตว์น้ำศก.อนาคตไกล-ขายราคาดี7พัน/กก.

กรมประมงปั้น‘ปลิงทะเล’ สัตว์น้ำศก.อนาคตไกล-ขายราคาดี7พัน/กก.

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง จัดทำ 3 โครงการเพาะเลี้ยงปลิงทะเลขยายผลสู่เกษตรกร พร้อมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ หวังส่งเสริมให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทยปัจจุบันราคาซื้อขายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000-7,000 บาท หวั่นถูกจับจนเกินธรรมชาติเกิดทดแทนได้ทัน จึงเร่งปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำปลิงทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภค เพราะปลิงทะเลจัดเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง จึงนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาและอาหารเสริม ซึ่งในประเทศมีการจับปลิงทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ เป็นที่ต้องการของตลาด โดยราคาขายปลิงทะเลสดจากชาวประมง ถ้าเป็นแบบสด จะขายอยู่ที่ ราคา 300-500 บาท/กิโลกรัม ส่วนแบบตากแห้ง ราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปถึง 3,000-7,000 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นเหตุให้ปลิงทะเลถูกจับขึ้นมาจำนวนมากจนไม่สามารถเกิดทดแทนได้ทัน ด้วยเหตุนี้ กรมประมงจึงมุ่งที่จะผลักดันให้ปลิงทะเลเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ได้เคยมีการศึกษาการเพาะพันธุ์ปลิงทะเล ชนิด H.scabra จนสำเร็จในปี 2551 และต่อมามีการศึกษาพัฒนาเทคนิคการอนุบาลลูกปลิงทะเลอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มอัตราการรอด และเพิ่มผลผลิตเพื่อนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติและทดลองเลี้ยงในบ่อดินเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการเกี่ยวกับปลิงทะเล จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการการพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงปลิงทะเล (Holothuria scabra, jaeger 1833) และการเพิ่มผลผลิตในการเพาะเลี้ยงโดยใช้ฮอร์โมนควบคุมการพัฒนาต่อมเพศและการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งโครงการนี้ใช้เวลาดำเนินการถึง 3 ปี (พ.ศ.2556-2559) จึงประสบความสำเร็จได้เทคนิคในการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลิงทะเลระยะต่างๆ รู้ถึงข้อมูลเบื้องต้นในการเลี้ยงปลิงทะเล ลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ของปลิงทะเล ข้อมูลระบบการสืบพันธุ์ การพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ และได้ชนิดใช้ฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในปลิงทะเล หลังจากนั้น ในปี พ.ศ.2562 (วันที่ 2 มกราคม 2562 – 1 มกราคม 2563 : ระยะเวลา 1 ปี) จึงได้มีโครงการการพัฒนาต่อยอดการเพาะเลี้ยงปลิงทะเล Holothuria scabra เชิงพาณิชย์ จนกระทั่งได้เทคนิคการขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลิงทะเลในที่กักขัง ได้ข้อมูลการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ของปลิงทะเลที่รวบรวมจากแหล่งธรรมชาติสามารถกำหนดช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมพ่อแม่พันธุ์นำมาเพาะพันธุ์ ได้เทคนิคการอนุบาลลูกปลิงทะเลให้มีอัตรารอดตายสูงขึ้น และได้รูปแบบการเลี้ยงปลิงทะเล

และล่าสุด คือ โครงการการเลี้ยงปลิงทะเล Holothuria scabra รูปแบบต่างๆเพื่อขยายผลสู่เกษตรกร มีระยะเวลาดำเนินการ1 ปี ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 – 14 พฤษภาคม 2564 จะมุ่งเน้นการศึกษารูปแบบการเลี้ยงปลิงทะเลแบบต่างๆ ทั้งในบ่อคอนกรีต บ่อดิน การเลี้ยงผสมผสานกับสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ และการเลี้ยงในคอกทะเล ฯลฯ โดยจะเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่การเพาะพันธุ์และอนุบาล การรวบรวมและลำเลียงพ่อแม่พันธุ์ การขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การให้อาหาร ส่วนประกอบอาหาร การสืบพันธุ์ การขยายพันธุ์ ฯลฯ ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการ นี้จะได้ข้อมูลในการนำไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้ “กรมประมง เชื่อมั่นว่าในอนาคตปลิงทะเลจะกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างกว้างขวางแน่นอน ด้วยสรรพคุณทางโภชนาการ ซึ่งตอบโจทย์คนรักสุขภาพในยุคปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อรักษาฟื้นฟูทรัพยากรให้คงอยู่และมีใช้อย่างยั่งยืนก็เป็นหน้าที่หลักที่กรมประมงที่จะดำเนินการควบคู่กันไป”….รองอธิบดีฯ กล่าว

สำหรับข้อมูลปลิงทะเล (Sandfish)Holothuria scabra หรือที่รู้จักว่า “ปลิงขาว”เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่หน้าดินบริเวณแนวชายฝั่งทะเล ประเทศไทยพบมากในแนวหญ้าทะเลชายฝั่งทะเลอันดามัน (พังงา ภูเก็ต พระบี่ ตรัง และสตูล)เป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีน และคอลลาเจน(คอลลาเจนมากกว่าหูฉลาม และขาไก่) และทำหน้าที่ช่วยลดสารอินทรีย์ในระบบห่วงโซ่อาหาร โดยปลิงทะเลจะใช้หนวดจับตะกอนดินที่มีสารอินทรีย์ปะปนอยู่เข้าสู่ทางเดินอาหารแล้วดูดซับสารอินทรีย์ไว้ หลังจากนั้นจึงขับถ่ายออกมาเป็นตะกอนดินที่สะอาด จึงนับว่ามีความสำคัญในระบบนิเวศทางทะเลด้วย

สศช.วิเคราะห์ปัญหาและกลไกการดำเนินงาน Smart Farming เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้เกษตรกรไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512881

สศช.วิเคราะห์ปัญหาและกลไกการดำเนินงาน Smart Farming  เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้เกษตรกรไทย

สศช.วิเคราะห์ปัญหาและกลไกการดำเนินงาน Smart Farming เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้เกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.36 น.

ในปี 2562 – 2563 ที่ผ่านมาสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้เลือกประเด็น“การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)”มาทำการศึกษาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและผลักดันกลไกให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กล่าวถึงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ว่าเป็นประเด็นการพัฒนาที่มีลำดับความสำคัญสูงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2565) โดย สศช. ได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะรวมถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเบื้องต้น เพื่อจัดทำข้อเสนอการขับเคลื่อนในระยะต่อไป และพบว่า การขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะในปัจจุบันมีประเด็นท้าทายที่ต้องให้ความสำคัญดังนี้

การกำหนดคำนิยามของคำว่า “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” ยังไม่ชัดเจน โดยแต่ละหน่วยงานได้ให้คำจำกัดความหรือนิยามที่แตกต่างกันไป เช่น บางหน่วยงานนิยามว่าเกษตรอัจฉริยะหมายถึงเฉพาะการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูก หรือนิยามไปที่ตัวเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมทางการเกษตรเท่านั้น ดังนั้น สศช. จึงได้ศึกษาวิเคราะห์และประมวลได้ว่า  “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)”  จะหมายถึงวิธีทางการเกษตรที่มีการวิเคราะห์พื้นที่ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ใช้หลักการทำน้อยได้มาก ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะ ควบคุมกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว ขนส่ง ตลอดจนการแปรรูป รวมถึงการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต ตัวอย่างเช่น การใช้ Agri-Map เพื่อตรวจสอบสภาพดินและการเลือกเมล็ดพันธุ์ การควบคุมปริมาณแสง ความชื้น และอุณหภูมิ การกำหนดปริมาณสารอาหารและน้ำที่เหมาะสม การใช้ระบบเซนเซอร์เพื่อการบริหารจัดการแปลงและโรงเรือน การกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการสั่งการระยะไกล โดยนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยสนับสนุน รวมทั้งการวางแผนและตัดสินใจทำการเกษตรบนฐานข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง โดยการพัฒนา Big Data Platform ด้านเกษตรอัจฉริยะเพื่อให้เกิดความแม่นยำในการผลิต ทั้งนี้ การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะให้บรรลุเป้าหมาย จะต้องขับเคลื่อนองค์ประกอบสำคัญใน 5 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเกษตรกร เทคโนโลยี กระบวนการผลิตและเก็บเกี่ยว ตลาด และเงินทุน

การขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะยังขาดการทำงานร่วมกันในเชิงบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกษตรอัจฉริยะมีการขับเคลื่อนโดยหลายหน่วยงานแต่การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ของเกษตรกรให้รู้แนวคิดการเป็น Smart Farmer เท่านั้น ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วย และหลายโครงการของกระทรวงเกษตรฯ มีความซ้ำซ้อนและคล้ายคลึงกัน ในขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและสถาบันการศึกษาในพื้นที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัย แต่ไม่มีเงินทุนให้เกษตรกรซื้อเทคโนโลยีมาใช้งาน  กระทรวงพาณิชย์ไม่มีการสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับสินค้าที่เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก Smart Farming อย่างชัดเจน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโครงการสินเชื่อเพื่อการเกษตรแต่ไม่ได้สนับสนุนเป็นการเฉพาะสำหรับการทำเกษตรอัจฉริยะ หรือบางหน่วยงานแยกส่งเสริมเป็นรายผลผลิต เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรในภาคตะวันออก เน้นผลักดันให้นำเกษตรอัจฉริยะมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกผลไม้และการทำผลไม้แปรรูป ขณะที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติให้เงินทุนสนับสนุนภาคเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง เป็นต้น

ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพในการดูแลนโยบายเกษตรอัจฉริยะอย่างเป็นองค์รวมและครบวงจร ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเกษตรกรหนึ่งคนต้องการเข้าร่วมการทำเกษตรอัจฉริยะโดยการพัฒนาองค์ความรู้ของตน ต้องการใช้เทคโนโลยี แต่ขาดเงินทุน เกษตรกรคนดังกล่าวต้องติดต่อกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และ ธ.ก.ส. ด้วยตนเอง ดังนั้น จึงควรกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน โดยอาจเป็นกระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน รวมถึงประสานให้เกิดการส่งไม้ต่อการดำเนินงานจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งได้อย่างมีบูรณาการ

นอกจากนี้ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า เกษตรอัจฉริยะเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของการยกระดับเกษตรกรรมของประเทศไทย ดังนั้น นอกจากต้องสร้างการบูรณาการด้านความรู้ ข้อมูล และวิธีการต่างๆ จากหลายภาคส่วนแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการยกระดับการใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือหลังจากส่งเสริมให้เกษตรกรเริ่มนำเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนมากมาใช้ เช่น  อากาศยานไร้คนขับระบบน้ำหยด การใช้พลังงานโซล่าเซลล์ ควรผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาใช้ เช่น หุ่นยนต์เพื่อการเกษตร หรือการใช้ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์

ทั้งนี้ สศช. ได้ลงพื้นที่จัดประชุมเฉพาะกลุ่ม (FocusGroup) เพื่อตรวจสอบยืนยันข้อค้นพบจากการศึกษาวิเคราะห์ข้างต้นกับหน่วยงานและภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง และระดมความเห็นในเชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ก่อนเสนอไปยังระดับนโยบายเพื่อพิจารณา ซึ่งผลการลงพื้นที่จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามต่อ และน่าคิดว่าหาก Smart Farming สามารถผลักดันในทางปฏิบัติได้จริง จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคการเกษตรไทยไปได้ขนาดไหน

‘ประวิตร’ประชุม’คนป.’เร่งช่วยชาวสวนปาล์ม เดินหน้าต่ออีก 3 เดือน ประกันรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512732

'ประวิตร'ประชุม'คนป.'เร่งช่วยชาวสวนปาล์ม เดินหน้าต่ออีก 3 เดือน ประกันรายได้

‘ประวิตร’ประชุม’คนป.’เร่งช่วยชาวสวนปาล์ม เดินหน้าต่ออีก 3 เดือน ประกันรายได้

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.13 น.

“ประวิตร” ประชุม คนป. เร่งช่วยชาวสวนปาล์ม เดินหน้าต่ออีก 3 เดือน ประกันรายได้ สั่งติดตามขับเคลื่อน พร้อมรณรงค์ใช้ B10  

เมื่อ 19 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (คนป.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับทราบสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มในภาพรวมทั้งด้านการผลิต ด้านการตลาด และด้านพลังงานทดแทน  อยู่ในภาวะชะลอตัวเนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19 และรับทราบความคืบหน้าโครงการติดตั้งเครื่องมือวัดปริมาณน้ำมันปาล์ม เพื่อบริหารจัดการและควบคุมสต๊อกน้ำมันปาล์ม ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการให้ทันปีงป.63 สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันปี62-63

โดย ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินชดเชยแล้วตั้งแต่ 1ต.ค.62 ถึง 14ส.ค.63  รวม 9 งวด จำนวน 375,202 ครัวเรือน เป็นวงเงิน 6,729.57 ล้านบาท ต่อจากนั้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี63-64 (เพิ่ม3เดือน ก.ย.,ต.ค.,พ.ย.63) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อย่างต่อเนื่องโดยกำหนดราคาเป้าหมายผลปาล์มทะลาย (อัตราน้ำมัน18% ) ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ก.ก.ละ 4 บาท (เท่ากับโครงการปี 62-63) และเห็นชอบโครงการผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อลดผลผลิตส่วนเกินออกไปต่างประเทศ และดึงราคาผลปาล์มให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้าส่งออก300,000 ตันน้ำมันปาล์มดิบ ภายใน ม.ค.64

 ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร  ได้กำชับ คนป.ให้กำกับ ติดตาม ขับเคลื่อนการดำเนินงาน อย่างใกล้ชิด  ต่อเนื่อง  เน้นย้ำให้ กษ.,พณ.,พน. และ กฟผ. ดำเนินการตามแผนงานโครงการ ที่ผ่านความเห็นชอบแล้วภายใต้ คนป.ตามกรอบเวลา พร้อมทั้งมีการประเมินผลงานเพื่อแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเร่งรัดให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ทั้งการส่งเสริมการผลิต/การตลาด และการช่วยเหลือเยียวยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร  ยังได้รณรงค์ขอให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หันมาใช้น้ำมันดีเซลB10 ให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมมาตรการของรัฐบาลในการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม ให้ได้อย่างยั่งยืน ต่อไป

‘จระเข้’ค้างเต็มบ่อ! สงครามการค้าสหรัฐ-จีน พ่วงพิษโควิด ทุบผู้เลี้ยงบักโกรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512698

‘จระเข้’ค้างเต็มบ่อ! สงครามการค้าสหรัฐ-จีน พ่วงพิษโควิด ทุบผู้เลี้ยงบักโกรก

‘จระเข้’ค้างเต็มบ่อ! สงครามการค้าสหรัฐ-จีน พ่วงพิษโควิด ทุบผู้เลี้ยงบักโกรก

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 12.49 น.

กระทรวงเกษตรฯเร่งช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยง “จระเข้” กว่าล้านตัวจากผลกระทบโควิด-19 และสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ขณะที่ “อลงกรณ์” นัดถกคณะกรรมการประมง 25 ส.ค.นี้ เคาะโครงการสินเชื่อ 8 พันล้าน

19 สิงหาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะประชุมในวันที่ 25 สิงหาคม นี้ โดยจะมีการหารือพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงจระเข้ และผู้ประกอบการ วงเงิน 8,770 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ และจีน จนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงจระเข้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ที่มีการเลี้ยงในระบบรวม 1,189,836 ตัว ในทุกภาคทั่วประเทศ 1,150ราย ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าประจำปี 2562 ประกอบด้วย ผู้เพาะเลี้ยง , ผู้ค้าและผู้เลี้ยง(ครอบครอง) โดยเฉพาะขณะนี้มีจระเข้ขนาด 1.8 เมตรขึ้นไป (อายุ 3 ปี ) ค้างในบ่อเลี้ยงของเกษตรกร ไม่น้อยกว่า 200,000 ตัว เป็นภาระให้กับเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนค่าดูแล และค่าอาหาร

“จระเข้ไทยเป็นหนึ่งในจระเข้ที่นำมาทำผลิตภัณฑ์จากจระเข้ที่ดีที่สุดในโลก หากคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงให้ความเห็นชอบ จะเสนอนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้จัดการประชุมนัดพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรและผู้ประกอบการจระเข้ที่ได้ยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือถึงนายเฉลิมชัย โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมง พร้อมด้วยนายรัฐชทรัพย์ นิชิด้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอรุณชัย พุทธเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง สมาคมฟาร์มจระเข้ไทย ผู้ประกอบการฟาร์มจระเข้ ตัวแทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ตัวแทนบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมประชุมพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ และจีน จนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

สำหรับจระเข้ไทยเป็นหนึ่งในจระเข้ที่นำมาทำผลิตภัณฑ์จากจระเข้ที่ดีที่สุดในโลกโดยที่ประชุม ได้มีการหารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือการกระจายสินค้าจระเข้ และที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อ soft loan สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการจระเข้วงเงินสินเชื่อ 8,770 ล้านบาท โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการจระเข้ไทย และรับซื้อจระเข้จากเกษตรกร ในช่วงปี 2563-2564 ประมาณ 150,000 ตัว ระยะปลอดชำระ 3 ปีเพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างเสถียรภาพของตลาดจระเข้

จากข้อมูลของกรมประมงพบว่าปัจจุบันมีจระเข้ในระบบรวมกว่า 1,189,836 ตัว มีผู้ครอบครองผู้ค้าและผู้เพาะเลี้ยงจำนวน 1,150 รายในทุกภาคทั่วประเทศ ผลจากการประชุมจะนำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงในวันที่ 25 สิงหาคม นี้ เพื่อเร่งดำเนินการออกสินเชื่อโดย ธกส. และ บสย. ร่วมค้ำประกันสินเชื่อซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงจระเข้และผู้ประกอบการของไทยผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้ นอกจากนี้นายอลงกรณ์ได้แสดงความกังวลกรณีจระเข้หลุดอาจหลุดลงแหล่งน้ำสาธารณะจึงมอบกรมประมงร่วมกับสมาคมจระเข้ร่วมกันตรวจตราอย่างใกล้ชิด

สำหรับการส่งออกจระเข้ทั้งตัวเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อและหนังจระเข้ในปี 2562 มีมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท และก่อนเกิดสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีมูลค่าส่งออกกว่า 6 พันล้านบาท โดยมีจีน ฮ่องกง สิงคโปร์และยุโรป เป็นตลาดใหญ่ของไทย

‘กรมการข้าว’ชนะเลิศ’นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512696

'กรมการข้าว'ชนะเลิศ'นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก'

‘กรมการข้าว’ชนะเลิศ’นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก’

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 12.43 น.

“กรมการข้าว”ชนะเลิศ”นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก” Thailand Research Expo 2020 ผลงาน”นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก” ชูข้าวพันธุ์เด่น6สายพันธุ์ คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ1ในปี2563

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 นายสถาพร ตัมพวิสิฏฐ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 – 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการจัดงาน Thailand Research Expo 2020 หรือ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีหน่วยงานเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศกว่า 150 หน่วยงานส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020) เป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์ อุตสาหกรรม โดยกำหนดจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2549 ด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 15

ทั้งนี้ กรมการข้าว ร่วมส่งผลงาน “นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก” ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน Platinum Award จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 120,000 บาท

ภายในนิทรรศการจัดแสดงพันธุ์ข้าวที่รับรองพันธุ์และสายพันธุ์ข้าวที่เตรียมรับรองพันธุ์รวม 6 สายพันธุ์ ได้แก่ กข79 (ชัยนาท62) เป็นข้าวอมิโลสต่ำ ข้าวสุกนุ่ม ให้ผลผลิตสูง ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ , ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม , ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย62 เป็นข้าวเจ้าพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ ไวต่อช่วงแสง มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรียการติดเชื้อ , ขาวเจ๊กชัยนาท4 เป็นข้าวเจ้าขาวเจ๊กสายพันธุ์บริสุทธิ์ คุณภาพดี กลิ่นหอม และเป็นที่นิยมเฉพาะถิ่นของจังหวัดชัยนาท , กข85 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูง ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคไหม้ และทนทานต่อสภาพอากาศเย็น ใช้ปลูกในพื้นที่นาชลประทานในเขตภาคเหนือตอนล่าง และ กข87 เป็นข้าวสุกนุ่ม ผลผลิตสูง ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ในเขตนาชลประทานหลากหลายพื้นที่

สศก.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512549

สศก.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานเปิดโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 และเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และขยายผลโครงการทั่วประเทศ พร้อมบูรณาการโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการ พัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน

ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าว มีนายสมพงศ์ อ้นชาวนา ประธาน ศพก. อ.บางกระทุ่ม และเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ในพื้นที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน โดยการอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2563 โดยหลักสูตรถอดบทเรียนของศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพเกษตรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ปรับพื้นฐานความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงชีพได้ภายใน 7 วัน การปลูกพืชสวนครัว พืชไร่ไม้ผล การประมง การจัดการแหล่งน้ำ การปศุสัตว์ การปลูกป่าและไม้เศรษฐกิจ และที่สำคัญคือองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมในพื้นที่และให้ผลตอบแทนสูง ผ่านแอพพลิเคชั่น ฟาร์ม Dการคิดต้นทุนการผลิตด้วยแอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO) การจัดทำแผนธุรกิจ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล BIG Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) เพื่อให้ก้าวทันยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นายสุริยะ ชูวงศ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์มประจำปี 2559 เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตลอดระยะเวลา 37 ปี ควบคู่ไปกับการจดบัญชีครัวเรือน บัญชีฟาร์ม และบันทึก
ข้อมูลการทำการเกษตร เพื่อวิเคราะห์วางแผนการผลิต ภายใต้การส่งเสริมแนะนำของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาด และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปลอดหนี้สิน

ปศุสัตว์มั่นใจมาตรฐานสินค้าปลอดโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512550

ปศุสัตว์มั่นใจมาตรฐานสินค้าปลอดโควิด

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ภายใต้สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคโควิด-19 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง และยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงของโรคจะลดลง นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข่าวการตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในอาหารจากต่างประเทศ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จึงขอเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีมาตรการป้องกันเข้มงวดในโรงงานผลิตอาหาร ขอให้ประชาชนมั่นใจสินค้าปศุสัตว์ไทยที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรอง ว่ามีมาตรฐาน ปลอดภัย และปลอดโควิด-19

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายงานข่าวการตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 บนปีกไก่แช่แข็งนำเข้าจากบราซิลไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการจีนสั่งระงับการนำเข้ากุ้งแช่แข็งจากผู้ประกอบการเอกวาดอร์ 3 แห่ง หลังพบเชื้อไวรัสโควิด-19 บนตู้สินค้า โดยความกังวลในจีนเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 ที่อาจมากับวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการพบการระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งใหม่ในปักกิ่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดขายส่งอาหาร ทำให้จีนเริ่มดำเนินการตรวจคัดกรองเนื้อสัตว์และอาหารทะเลที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น โดยกรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการป้องกันโรคโควิดในโรงงาน โดยมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ 1) คน ให้มุ่งเน้นเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล และการเว้นระยะห่างทางสังคม 2) สถานที่ผลิต ให้รักษาความสะอาดเรียบร้อยตามหลักสุขอนามัยที่ดีในการผลิต ร่วมกับการควบคุมกระบวนการผลิต โดยเฉพาะขั้นตอนการผลิตที่มีผลต่อการลดหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ และ 3) สินค้า ให้ตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การแปรรูป การเก็บรักษา และการขนส่งสินค้าเพื่อป้องกันการปนเปื้อน นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในสินค้าปศุสัตว์ให้มากยิ่งขึ้น กรมปศุสัตว์ได้มีการเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ เพื่อทำการเฝ้าระวังการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิดในผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีการส่งตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์วิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้ว 237 ตัวอย่างผลวิเคราะห์เป็นลบทั้งหมด ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์

ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากลในด้านคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร โดยมีข้อมูลการส่งออกสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจากข่าวเกี่ยวกับการระบาดโควิด-19 ในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของบราซิล จะทำให้ผู้บริโภคอาจหันมาซื้อสินค้าปศุสัตว์จากประเทศผู้ส่งออกรายอื่นแทน เป็นโอกาสในการส่งออกของอุตสาหกรรมสินค้าปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะไก่ส่งออกของไทยให้มีปริมาณการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) กรมปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3134