รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512553

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม  ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุริยะ ชูวงศ์ เปิดเผยว่า ตนเองสืบสานพระราชปณิธานด้านเกษตรและยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2526 หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ร.9 ณ สวนจิตรลดา ซึ่งทรงอธิบายและสอนการทำเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงสอนให้เป็นคนรอบรู้ รอบคอบ ช่างสังเกต เมื่อได้รับพระราชดำรัสก็น้อมนำทฤษฎีไร่นาสวนผสมและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนาสวนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบของการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกผลไม้ปลอดสารพิษ เช่น ชมพู่ ละมุด มะนาว มะละกอ มะยงชิด กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ตาลโตนด เป็นต้น

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการจดบันทึกทางบัญชีในทุกกิจกรรมที่ทำ และมีการวางแผนการผลิต การตลาด และหาวิธีการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงวางแผนการใช้จ่ายในครอบครัวอย่างเป็นระบบ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการจดบันทึกมาคิดวิเคราะห์ ภายใต้การแนะนำจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปวางแผนในการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับกลไกการตลาดเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะในอดีตเคยประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากการวางแผนการผลิตกล้วยหอมทองที่ผิดพลาดจนผลผลิตออกมามากในช่วงสินค้าล้นตลาด ทำให้ขายได้ราคาตกต่ำ แต่เมื่อนำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาวิเคราะห์ จึงทำให้รู้ว่า ในช่วงเทศกาล กล้วยหอมทองจะเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในท้องตลาดมีผลผลิตจำหน่ายน้อยมาก สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ จึงปรับเปลี่ยนวางแผนการเพาะปลูกกล้วยหอมทองเพื่อให้ได้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และจำหน่ายได้ราคาดี

“จากประสบการณ์ที่เรียนรู้และปฏิบัติมาตลอดชีวิต ปัจจุบันจึงทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน และยังรับเชิญเป็นวิทยากรทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชไร่พืชสวนแบบผสมผสาน รวมถึงเทคนิคและวิธีการทำการเกษตรต่างๆ ที่ตนทำมาแล้วประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้ที่มารับความรู้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเน้นย้ำกับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ทุกครั้งว่า จะต้องทำบัญชีในทุกกิจกรรมที่ทำ แล้วนำข้อมูลที่จดบันทึกไว้มาวิเคราะห์วางแผนการผลิต จึงจะทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ เพราะองค์ความรู้ทางบัญชีจะเป็นอาวุธทางปัญญาที่ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาดที่มีผลต่อการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตร”นายสุริยะ กล่าว

ด้านนางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร ให้ทำบัญชีได้ใช้บัญชีเป็นในภาคครัวเรือนและภาคการเกษตร มาแล้วตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบการเกษตรให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง โดยเกษตรกรผู้มีองค์ความรู้ทางบัญชีนอกจากจะรู้รายรับ รายจ่าย รู้ตัวตนแล้ว ข้อมูล ที่ได้บันทึกจากการประกอบการทำเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตลาด รวมถึงต่อยอดพัฒนาพืชผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ สำหรับนายสุริยะ ถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่กรมฯ เข้ามาแนะนำ และจากการจดบันทึกทางบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้นายสุริยะรู้แต่ละรายการว่าจะมีรายได้ในช่วงไหนเท่าไหร่ ผลผลิตจะออกเดือนไหน ได้เรียนรู้และนำไปพัฒนาทางความคิดในวิชาชีพเกษตรกรของเขาโดยใช้หลักบัญชี การจดการรับจ่ายในครัวเรือนตลอดจนบันทึกบัญชีต้นทุนอาชีพได้ ซึ่งนายสุริยะ นับว่าเป็นเกษตรกรต้นแบบคนหนึ่งที่กรม ภูมิใจ เพราะนอกจากนำระบบการบันทึกทางบัญชีมาใช้ด้วยเองจนประสบความสำเร็จแล้ว ยังทำหน้าที่ครูบัญชีอาสา นำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้เกษตรกรคนอื่นๆ

รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกอีกว่า ก่อนที่ทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเข้ามาสอนแนะ นายสุริยะก็มีหลักคิด มีวิธีการที่ดีในการทำการเกษตรและมีวินัยทางการเงินที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับองค์ความรู้ด้านบัญชีเพิ่มเติม ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับการจดบันทึกทางบัญชีที่เป็นระบบมากขึ้น เมื่อจดบันทึกแล้วความคิดก็เป็นระบบมากขึ้น เกิดการวางแผนที่ดีออกแบบการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเห็นว่านายสุริยะเป็นผู้ที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรมที่ไม่มีหนี้สิน เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรและเป็นแรงจูงใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ มาให้ความสำคัญกับการทำบัญชี

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรกรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสุริยะ ชูวงศ์ นับเป็นตัวอย่างเกษตรกรที่ยอมรับและทำความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรและการตลาดที่มีผลกระทบต่อการเกษตรที่ทำอยู่ ส่งผลให้มีความพร้อมในการปรับตัวฝ่าวิกฤติที่เกิดขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในภาคการเกษตรและการดำเนินชีวิตในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำระบบบัญชีมาเป็นคู่มือในการพัฒนาตนเองจากเกษตรกรทั่วไป ขึ้นเป็นนักเกษตรยุคใหม่ที่คิดเป็นระบบสู่การวางแผนและบริหารจัดการการเกษตรของตนเองด้วยระบบบัญชี”รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ส่องเกษตร : ไม้ ทำให้มีค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512551

ส่องเกษตร : ไม้ ทำให้มีค่า

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้นไม้ไม่ว่าจะเป็นต้นอะไร ขึ้นอยู่ ณ ที่ใด จัดว่าเป็นสิ่งมีค่าทั้งนั้น เพราะอย่างน้อยแม้ว่าผู้ปลูกจะไม่ได้ผลผลิต ก็ยังได้ร่มเงา สร้างความร่มเย็นและชุ่มชื้นให้กับพื้นดิน รวมทั้งเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้อีกด้วย หรือสุดท้ายหากถูกโค่นลงก็ยังสามารถเกิดประโยชน์ตั้งแต่การเป็นเชื้อเพลิง ทำเครื่องใช้ไม้สอย เฟอร์นิเจอร์ สร้างเป็นที่พักอาศัย หรือใช้ประกอบในการตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้สวยงาม แม้แต่อาคารรัฐสภาหลังใหม่ก็มีการนำไม้มีค่ามาตกแต่งให้สวยงามตามแนวคิดของผู้ออกแบบ ในบางครั้งการปลูกต้นไม้ ผู้ปลูกเองอาจไม่ได้มองไปไกลนัก ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับผลผลิตที่จะได้มากกว่า เราจึงเห็นการแบ่งต้นไม้ออกเป็นไม้เศรษฐกิจที่เน้นเรื่องผลผลิต ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการกล่าวถึงไม้มีค่ากันมากขึ้นตามไปด้วย

นับตั้งแต่รัฐบาลให้ความสำคัญและให้คุณค่ากับการนำไม้มีค่าเหล่านั้นมาค้ำประกันเงินกู้ได้ จึงเป็นการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ถึงมูลค่าของไม้มีค่าโดยมีการวัดเป็นจำนวนเงินที่ชัดเจน เทียบได้กับการตีค่าทองคำเป็นตัวเงิน แต่เป็นการตีค่าต้นไม้เป็นตัวเงิน ซึ่งหากจะคิดไปก็นับว่าต้นไม้มีค่าเหล่านี้คือทองคำในอนาคตนั่นเอง หลายหน่วยงานจึงมีความพยายามที่จะรณรงค์ให้มีการปลูกและขยายพันธุ์ไม้มีค่าเหล่านี้ไปในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในพื้นที่ทำการเกษตรเดิม หัวไร่ปลายนา พื้นที่รกร้างว่างเปล่าพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยในพื้นที่สาธารณะอาจไม่สามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ได้ แต่ก็สร้างประโยชน์ในกับส่วนรวม ทั้งการสร้างความร่มรื่นรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้เกิดขึ้น

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสใช้เส้นทางถนนเพชรเกษมช่วงอำเภอเขาย้อยยาว ไปถึงอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พอผ่านเส้นทางนี้ครั้งใดจะทราบได้ทันทีว่าเข้าสู่เขตจังหวัดเพชรบุรีแล้ว เนื่องจากมีการปลูกต้นสักไว้เป็นแนวตรงกลางของถนนฝั่งซ้ายและขวา ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ต้นสักเหล่านี้แตกใบใหม่จึงเห็นเป็นแนวสีเขียวตลอดเส้นทาง มีความร่มรื่น สบายตาเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่สวยงาม ทำให้ผมรำลึกถึงผู้ที่ดำริให้มีการปลูกต้นสักตลอดแนวถนนดังกล่าว คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีท่านหนึ่ง ผมจำชื่อท่านได้ไม่แน่ชัด โดยท่านเป็นผู้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการเนื่องจากไม้สักเป็นไม้มีค่าและเป็นสัญลักษณ์ของไทยทั้งในการสร้างบ้านหรือการนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ในอดีตประเทศไทยก็เป็นประเทศผู้ส่งออกไม้สัก นำเงินตราเข้ามาสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นอดีตที่นานมามากแล้วก็ตาม การดูแลต้นสักให้สามารถเจริญเติบโต โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และเข้าใจต้นไม้อย่างแท้จริงที่เรียกกันว่า รุกขกร จึงจะทำให้ต้นสักยังเจริญเติบโตสูงใหญ่เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นมรดกสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไปได้

ในขณะที่หลายๆ เส้นทางไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสายบ้านบึง-แกลง หรือ แม้แต่เส้นรอบเมืองชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และอีกหลายๆ เส้นทาง ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าไม่ว่าจะเป็นมะฮอกกานี อินทนิล สะเดาช้าง หรือไม้อื่นๆ ที่ปลูกไว้แนวข้างทางหรือตรงกลางของถนนถูกตัดแบบที่เรียกว่า ไม่แน่จริงไม่รอด เพราะวิธีการตัดคือ ตัดครึ่งต้นตามระดับความสูงที่ต้องการ จึงพบต้นไม้ยืนต้นตายอยู่เป็นจำนวนมาก จะอ้างว่าเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรืออย่างไรก็สุดจะเดา หากจะตัดต้นไม้แบบนั้นก็อย่าปลูกเลยจะดีกว่าไหม ผมรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่ผ่านเส้นทางที่มีการตัดต้นไม้ลักษณะดังกล่าว จะดีกว่าหรือไม่ถ้าผู้ที่รับผิดชอบจะปรึกษาหารือกับผู้รู้ว่าควรตัดต้นไม้อย่างไร ควรเลือกต้นไม้ประเภทไหนจึงจะเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ อย่าสักแต่ว่าทำให้เสร็จๆไป ผลสำเร็จจะเป็นอย่างไร ไม่เคยใส่ใจจะสร้างไม้มีค่าเป็นมรดกให้ลูกหลาน หรือจะปล่อยให้สีเขียวหายไปจากท้องถนน ต้องทบทวนกันให้ดีๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดงานสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ ที่ร้อยเอ็ด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512573

อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดงานสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ ที่ร้อยเอ็ด

อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดงานสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ ที่ร้อยเอ็ด

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.46 น.

18 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานในพิธีปิดงาน “โครงการสัตวแหทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมรชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ” ณ หอประชุมเทศบาลตำบลสลภูมิ อำเภอสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายทวี จงประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยอ็ด ร่วมต้อนรับพร้อมปศุสัตว์เขต 4 หัวหน้าส่วนราชการ และนายปัญญา มูลคำกาเจริญ ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้กล่าวรายงาน

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่วาว่า กรมปศุสัตว์ ร่วมกับสัตวแพทย์สภา หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน รวมทั้งสถบันการศึกษา ที่ดำเนินงานด้านปศุสัตว์ ได้ร่วมถวายงานในด้านการช่วยเหลือเกษตรกผู้เลี้ยงสัตว์เพื่อถวายป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศ มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี่พันหลวง เพื่อให้เกิดความกินดีอยู่ดีของประชาชนชาวไทยตามพระราชประสงค์ และดำเนินโครงการสัตวแพทย์พระรวชทานในพระราชดำริฯในระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2563รวม 17 จุด ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสลภูมิอำเภอโพนทอง อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอทุ่งเขาหลวง อำเภออาจสามารถ และอำเภอธวัชบุรีดำเนินการให้บริการทั้งสัตว์เล็ก ได้แก่ สุนัข แมว และสัตวหญ่ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ และโคนมในเรื่องของการบริการตรวจสุขภาพ การรักษาสัตว์เจ็บป่วย การวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าการผ่าตัดทำหมัน การกำจัดพยาธิภายใน ภายนอก การแก้ไขปัญหาการผสมติดยากการฉีดวัคซีนป้องกันโรดเฮโมรากเชฟติซีเมีย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโรคปากและเท้าเปื่อยการถ่ายพยาธิ อาหารเสริมบำรุงสุขภาหสัตว์ เก็บตัวอย่างตรวจสุขภาพประจำปี และการแก้ไขปัญหาสุขภาพสัตว์ตามฤดูกาล

นอกจากนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมจุดให้บริการประชาชน ดังนี้

1.จุดบริการสัตว์เล็ก การผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดกำจัดเห็บหมัดในสุนัขและแมว พร้อมมอบอาหารสุนัข-แมวให้กับประชาชนที่เข้ามารับบริการ

2.จุดบริการสัตว์ใหญ่ กระบือและโคเนื้อ การฉีดวัคซีน FMD การถ่ายพยาธิ 

3.จุดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ การให้ความรู้เรื่องแนวทางในการควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ การสุขภาพในสัตว์เบื้องต้น

อธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่ากรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างยั่งยืนและสานต่อโครงการพระราชดำริ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ๆกรมปศุสัตว์จะมุ่งสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน กรมปศุสัตว์จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้นและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองพระราชดำริ ต่อไป

รายงานพิเศษ : เฉลิมพระชนมพรรษา‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ39.5ล้านตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512303

รายงานพิเศษ : เฉลิมพระชนมพรรษา‘สมเด็จพระพันปีหลวง’  กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ39.5ล้านตัว

รายงานพิเศษ : เฉลิมพระชนมพรรษา‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ39.5ล้านตัว

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 1 ล้านตัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็น
พระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดย นายจรัลธาดา กรรณสูตองคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ท่าชัยยุทธ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงวันที่ 12 สิงหาคม 2563 หรือวันแม่แห่งชาติ ในปีนี้ กรมประมงได้ จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 9 ชนิด ประกอบด้วยพันธุ์ปลาไทย 8 ชนิด ได้แก่ ปลาสร้อยขาว ปลาแก้มช้ำ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาจาด ปลาชะโอน ปลากระโห้ และปลาสวาย จำนวน 400,000 ตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 600,000 ตัว เพื่อปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ กรมประมง ยังดำเนินการปล่อยพันธุ์น้ำลงสู่แหล่งน้ำที่เหมาะสมในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 39.5 ล้านตัว เป็นการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำที่สำคัญของชุมชนก่อให้เกิดอาชีพด้านการประมง และเพิ่มพูนรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น สร้างกิจกรรม และเสริมสร้างความสามัคคีให้แก่ชุมชน และที่สำคัญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านประมง และเป็นการสนองตามพระราชดำรัสของพระองค์ที่ทรงห่วงใยต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้ การจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำดังกล่าวนี้ เป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงฟื้นฟูปลาไทยให้กลับมามีจำนวนมากขึ้นและอนุรักษ์ปลาหายากไว้ รวมไปถึงการฟื้นฟูและช่วยขยายพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประจำทุกปี กรมประมงได้ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ท่าชัยยุทธ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังผลให้บริเวณแห่งนี้มีกุ้งก้ามกรามชุกชุม
สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างมาก จนชาวบ้านต่างพร้อมใจกันเรียกกุ้งก้ามกรามเหล่านี้ว่า “กุ้งสมเด็จฯ”

ดังนั้น ในโอกาสอันดีนี้ กรมประมงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อม แม่น้ำลำคลอง ให้สะอาดสวยงาม เพื่อให้ฟื้นคืนความสมบูรณ์ดังเดิม…อธิบดีกรมประมง กล่าว

กรมข้าวตรวจเส้นทางผลิตข้าวอินทรีย์สุรินทร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512302

กรมข้าวตรวจเส้นทางผลิตข้าวอินทรีย์สุรินทร์

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและรายได้ของชาวนา โดยจัดทำแผนผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เพื่อบริหารจัดการข้าวตลอดห่วงโซ่อุปทาน กรมการข้าวได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ซึ่งโครงการสำคัญเหล่านี้เชื่อมโยงบูรณาการกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักและเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำรายได้ในอันดับต้นของไทย แต่ละปีทำรายได้ให้ประเทศปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันการส่งออกข้าวแข่งขันสูงทั้งตลาดภายในและนอกประเทศ ประกอบกับหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียมีศักยภาพผลิตข้าวสูงขึ้นทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายข้าวไปยังต่างประเทศของไทยที่มีราคาแพงกว่าประเทศอื่น ในระดับคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้เปรียบด้านการพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตข้าวและเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในการผลิตข้าว ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล จึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้มาตรฐานดังกล่าวมาพัฒนายกระดับผลิตข้าวคุณภาพดีของชาวนาไทย ซึ่งกรมการข้าว โดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าว ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Certification Authorize : CA) และกองตรวจสอบ รับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ในฐานะหน่วยรับรอง (Certification Body : CB) ที่ได้รับการรับรอง จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17065 ได้ขับเคลื่อนงานด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวคุณภาพครบวงจรตั้งแต่ปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวและข้าวหอมมะลิไทย หรือข้าว GAP ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว และการผลิตข้าวสาร Q(Q Product) ทำให้เกิดระบบตามสอบ (Traceability) ของข้าวคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ

ด้านนายประสงค์ ทองพันธ์ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ มีเป้าหมายพื้นที่ 1 ล้านไร่ โดยกองตรวจสอบฯได้ประเมินและรับรองกลุ่มเกษตรกรรวม 4,842 กลุ่ม เกษตรกร 102,566 ราย พื้นที่ 911,591.25 ไร่ สำหรับจังหวัดสุรินทร์ผ่านการรับรอง 510 กลุ่ม เกษตรกร 9,460 ราย พื้นที่ 96,391.75 ไร่นอกจากนี้ ได้พัฒนาระบบตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานข้าวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Rice CertificationSystem : Rice Cert) มีกระบวนการตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่กระบวนการรับรอง ระบบผลิตข้าวอินทรีย์ขอบข่ายแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปและคัดบรรจุข้าวอินทรีย์ จนได้เป็นสินค้าข้าวคุณภาพ (Q Product)ผ่านการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้บนบรรจุภัณฑ์สินค้าข้าวคุณภาพ (Q Product) ซึ่งกระบวนการตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวครบวงจร จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของการผลิตข้าวทั้งระบบของประเทศ สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นทั้งต่อตัวผู้ผลิตและผู้บริโภค

นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัยผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวกล่าวถึงผลดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ปีการผลิต 2562/63 ว่า ขณะนี้ทำ MOU ระหว่างผู้ประกอบการกับกลุ่มเกษตรกรรวม 536 กลุ่ม เกษตรกร 13,168 ราย ซื้อขายข้าวรวม 5,975.71 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 88.802 ล้านบาท สำหรับพื้นที่จ.สุรินทร์เป็น 1 ในแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิสำคัญของประเทศ มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ 183 กลุ่ม โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการทำ MOU กับกลุ่มเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์1 ล้านไร่ 9 บริษัท ได้แก่ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด บริษัท เจ พี ไรซ์ อินเตอร์เนชันแนล (1998) จำกัด บริษัท ไชยศิริไรซ์ อินเตอร์เทรด หจก.สุรินทร์ไชยศิริ สหกรณ์อินทรีย์ทัพไทย โรงสีข้าววิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลบุฤาษี สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด บริษัท พูนผล เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เอลล์บา บางกอก จำกัด โดยข้อมูลรับซื้อข้าวหอมมะลิอินทรีย์จากกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ปีการผลิต 2562/63 พบมีกลุ่มเกษตรกรที่นำข้าวมาขาย 95 กลุ่ม ปริมาณการซื้อขายข้าวอยู่ที่ 819.03 ตัน ราคารับซื้อเฉลี่ย 17.45 บาท/กก. คิดเป็นมูลค่ารับซื้อ 13.650 ล้านบาท

ก.เกษตรฯมุ่งแก้ภัยแล้ง ‘ฝนหลวง’ได้ผล67จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512396

ก.เกษตรฯมุ่งแก้ภัยแล้ง  ‘ฝนหลวง’ได้ผล67จว.

ก.เกษตรฯมุ่งแก้ภัยแล้ง ‘ฝนหลวง’ได้ผล67จว.

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯ รุดลงพื้นที่ รับฟังผลการปฏิบัติการฝนหลวง แก้ภัยแล้ง ภาคอีสานช่วยพี่น้องเกษตรกรขาดแคลนน้ำจากฝนทิ้งช่วง กว่า 6 เดือน ออกปฏิบัติการแล้ว 4,582 เที่ยวบิน มีฝนตกใน 67 จังหวัด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่การเกษตรขาดแคลนน้ำ ที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.บุรีรัมย์ ว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร พบปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากฝนทิ้งช่วงและฝนแล้ง จึงมีแผนปฏิบัติการฝนหลวงปี 2563 เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำไม่เพียงพอทำการเกษตร โดยเร่งทำฝนหลวงและเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ทั้งนี้ ปฏิบัติการฝนหลวงจะครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ซึ่งประสบปัญหา ทั้งพื้นที่การเกษตร และพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ และส่งผลต่อการใช้น้ำอุปโภค บริโภค ของประชาชน

ในส่วนของการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีวันขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง รวม 137 วัน ปฏิบัติการรวม 670 เที่ยวบิน วันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 97.08 มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์ 17.88 ล้านไร่ ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ทั้งสิ้น 7 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย สกลนคร อุดรธานี กาฬสินธุ์ บึงกาฬ นครพนม และชัยภูมิ เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่าง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2563 จำนวน 6 เขื่อน และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2563 จำนวน 5 เขื่อน

นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีวันขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง รวม 142 วัน ขึ้นปฏิบัติการรวม 805 เที่ยวบิน วันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 92.96 มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์ 43.38 ล้านไร่ เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2563 จำนวน 62 เขื่อน และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2563 จำนวน 52 เขื่อน

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ภาพรวมการปฏิบัติการฝนหลวงระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 14 สิงหาคม 2563 มีการตั้งหน่วยปฏิบัติการ 12 หน่วย รวมวันขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 177 วัน ขึ้นปฏิบัติการ รวม 4,582 เที่ยวบิน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการ รวม 175 วัน คิดเป็นร้อยละ 98.87 จังหวัด ที่มีรายงานฝนตก รวม 67 จังหวัด ทำให้มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์ 193.75 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวม 204 แห่ง แบ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 34 แห่ง และเขื่อนขนาดกลาง 170 แห่ง สามารถเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวม 1,313.706 ล้านลูกบาศก์เมตร

หนุนเกษตรกรปลูก‘ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน’ สินค้าFuture Cropโคราชสร้างรายได้งาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512298

หนุนเกษตรกรปลูก‘ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน’ สินค้าFuture Cropโคราชสร้างรายได้งาม

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ถั่วลิสง เป็นพืชไร่ตระกูลถั่วที่เกษตรกรนิยมปลูกแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา(สศท.5) พบว่า สินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพในจังหวัดนครราชสีมา คือ “ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน” ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุสั่น ใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรเป็นอย่างดี โดยเกษตรกรนิยมปลูกถั่วลิสง เพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลายในพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่ อาทิ มันสำปะหลังโรงงาน เป็นต้น

หากพิจารณาด้านการผลิตและผลตอบแทนของถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน หรือพันธุ์กาฬสินธุ์ 2 พบว่า มีพื้นที่ปลูก 2,000 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา) ให้ผลผลิตรวมทั้งหมดประมาณ 2,400 ตัน/ปี เกษตรกรผู้ปลูก 500 ราย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอครบุรี เสิงสาง และหนองบุญมาก เนื่องจากมีสภาพพื้นที่ดอน ลักษณะดินร่วนปนทราย เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์พระราชทาน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีรสชาติค่อนข้างหวาน กรอบนุ่มกว่าถั่วลิสงทั่วไป ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 120-150 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 12,924 บาท/ไร่/รอบการผลิต เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 95-110 วัน ให้ผลผลิตเปลือกสดเฉลี่ย 1,295 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 15 – 25 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ เดือนมิถุนายน 2563) สร้างรายได้เฉลี่ย 30,227 บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,303 บาท/ไร่/รอบการผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรได้นำผลผลิตบางส่วนมาแปรรูปเป็น ถั่วต้ม และถั่วคั่ว ด้านสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 จำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางซึ่งมารับซื้อถึงไร่ ส่วนร้อยละ 30 ส่งจำหน่ายที่ตลาดสำคัญของจังหวัด ได้แก่ ตลาดดอนแขวน เทิดไท และสุรนคร

ด้านนายสมมาตร ยิ่งยวด ผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวเสริมว่า การปลูกถั่วลิสงจะมีต้นทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูกโดยใช้ระบบน้ำหยด จึงมีค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูงกว่าพื้นที่อื่น และมีค่าจ้างแรงงานเก็บผลผลิตในอัตรากิโลกรัมละ 5 บาท แต่เมื่อพิจารณาผลผลิตและผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับถือว่าคุ้มค่า โดยในส่วนของจังหวัดนครราชสีมามีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่วต่อเนื่อง ซึ่งดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตระกูลถั่ว เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีในชุมชน สร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรให้ปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตระกูลถั่วแก่เกษตรกร รวมถึงสามารถผลิตขยายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน ดังนั้น การปลูกถั่วลิสง จึงเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่พึ่งพาแรงงานในครัวเรือน ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน สอบถามได้ที่สศท.5 โทร.0-4446-5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th

ซีพีเอฟครึ่งปีแรกกำไร12,139ล้าน โต45% -ปันผล0.40บาท/หุ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512297

ซีพีเอฟครึ่งปีแรกกำไร12,139ล้าน โต45% -ปันผล0.40บาท/หุ้น

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” รายงานกำไรสุทธิรอบระยะเวลา 6 เดือนแรกปี 2563 จำนวน 12,139 ล้านบาท เติบโต 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยหลักจากภาวะการขาดแคลนสุกรที่สืบเนื่องมาจากการระบาดของโรค ASF (African Swine Fever) ในเอเชีย และผลการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

ซีพีเอฟ ผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจใน 17 ประเทศ และส่งออกไปมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รายงานรายได้จากการขาย 6 เดือนแรกของปี 2563 จำนวน 281,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9% โดยรายได้จากการขายของกิจการในต่างประเทศจำนวน 16 ประเทศเติบโต 12% และกิจการประเทศไทยเติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้รายได้จากการขายของกิจการต่างประเทศมีสัดส่วนอยู่ที่ 69% และรายได้จากการขายของกิจการประเทศไทยทั้งขายในประเทศและส่งออกมีสัดส่วน 31% ของรายได้จากการขายรวม

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร กล่าวถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นในปีนี้ว่า ส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของกิจการในต่างประเทศที่ซีพีเอฟได้เข้าไปลงทุนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยในช่วงปีนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากการขาดแคลนสุกรในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม เนื่องจากการระบาดของโรค ASF โดยมองว่าภาวะขาดตลาดดังกล่าวอาจจะยังคงต่อเนื่องจากการที่ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรค และการลงทุนในการเลี้ยงสุกรมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากการต้องมีระบบการป้องกันทางชีวภาพและการบริหารจัดการป้องกันโรคที่เข้มงวดขึ้น

สำหรับผลกระทบจากโรคระบาด COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกำลังซื้อที่ลดลง ธุรกิจของบริษัทได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าของซีพีเอฟเป็นสินค้าจำเป็นในการยังชีพ และบริษัทได้มีการขับเคลื่อนกลุยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น พร้อมไปกับปรับรูปแบบการทำงานและการขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ ธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมากจากประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น ทำให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นายประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปีนี้ว่า บริษัทน่าจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปัจจัยหลัก คือ ภาวะขาดแคลนสุกรในภูมิภาคที่ส่งผลให้ราคาตลาดอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อน และความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยน่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งการเติบโตของธุรกิจจากการเพิ่มมูลค่าและการลงทุน นอกจากนั้น ยังคาดว่าแนวโน้มการบริโภคน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ได้มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปีนี้ ในอัตราหุ้นละ 40 สตางค์ โดยจะทำกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่31 สิงหาคม 2563 (ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 สิงหาคม) และจะทำการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 กันยายนนี้

‘ประภัตร’สั่งขยายศูนย์ข้าวชุมชน​ หวังเพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512197

'ประภัตร'สั่งขยายศูนย์ข้าวชุมชน​ หวังเพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพ

‘ประภัตร’สั่งขยายศูนย์ข้าวชุมชน​ หวังเพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 13.36 น.

“รมช.ประภัตร”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ พร้อมสั่งขยายศูนย์​ หวังเพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 นายประภัตร​ โพธสุธน​ รมช.เกษตรฯ พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายสุดสาคร​ ภัทรกุลนิษฐ์​ อธิบดีกรมการข้าว​ นายชัยวัฒน์​ โยธคล​ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์​ นายอาชว์ชัยชาญ​ เลี้ยงประยูร​ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร​ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ต.คอรุม​ จ.อุตรดิตถ์​ โดยมี นายพิพัช ประจันเขตต์​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์​ ให้การต้อนรับ​

ทั้งนี้ นายประภัตร เปิดเผยว่า จ.อุตรดิตถ์ ​ถือเป็นพื้นที่ มีการส่งเสริมและขับเคลื่อน​ศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็นศูนย์กลางในด้านการผลิตข้าว และกระจายเมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพดีในชุมชน​ โดยศูนย์ข้าวชุมชนมีภารกิจหลักคือการผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน​ ซึ่งในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์มีศูนย์ข้าวชุมชน​ 23​ ศูนย์​ และในปีงบประมาณ​ 2563​ มีการคัดเลือกศูนย์ที่ผ่านหลักเกณฑ์จำนวน​ 10​ ศูนย์​ โดยมีเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าว​ 100​ ตันต่อศูนย์​

ซึ่ง​วันนี้ภาครัฐตื่นตัว​ในเรื่องของพันธ์ุข้าวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา​ คุณภาพ​ ยอดการส่งออก​ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณภาพของพันธ์ุข้าว​ โดยทาง จ.อุตรดิตถ์ ต้องมีการขยายศูนย์เพิ่ม รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิต​ขึ้นอีก เพื่อให้ได้เมล็ดพันธ์ุข้าวที่มีคุณภาพ​ และเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร​ ซึ่งทางภาครัฐพร้อมสนับสนุน​ทั้งด้านการเงิน​ โดยมีโครงการธุรกิจสร้างไทย​ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร​ (ธ.ก.ส.) เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชน​ ตั้งแต่​ 7​ คนขึ้นไป​ เพื่อขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส.วงเงิน​ 10​ ล้าน​บาท​ ดอกเบี้ย​ 0.01 หรือล้านละ​ 100​ บาท เป็นระยะเวลา​ 3​ ปี​ ส่วนในด้านเครื่องจักรกลและอื่นๆ​ จะกำชับให้กรมการข้าวและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่​ โดยให้เลือกผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวเพียงประเภทเดียว​ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้มากที่สุด​

นอกจากนีั นายประภัตร ยังได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์​ เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์​ เพื่อเป็นรายได้เสริมจากการปลูกข้าว​ โดยให้เข้าร่วมโครงการกับกรมปศุสัตว์​ ซึ่งจะมีการตรวจและฉีดวัคซีนลูกโคจากพ่อค้าก่อนมาถึงเกษตรกร​ การส่งอาหารที่มีคุณภาพดีในราคาต่ำจากกรมปศุสัตว์ให้กับเกษตรกร​ ตลอดจนการประกันราคารับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100​ บาท

ขณะเดียวกันยังได้มอบทุนอาหารกลางวันให้กับโครงการปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารกลางวันนักเรียนโรงเรียนปากคลอง​ จ.อุตรดิตถ์ และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ พัฒนาชุมชนบ้านหาดกำแพง สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อจำกัด ด้วย

‘ธรรมนัส’รับฟังบรรยายผลปฏิบัติการฝนหลวง-แก้ภัยแล้ง ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512183

'ธรรมนัส'รับฟังบรรยายผลปฏิบัติการฝนหลวง-แก้ภัยแล้ง ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

‘ธรรมนัส’รับฟังบรรยายผลปฏิบัติการฝนหลวง-แก้ภัยแล้ง ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 12.53 น.

“ธรรมนัส”รับฟังบรรยายผลการปฏิบัติการฝนหลวง แก้ไขสถานการณ์ภัยแล้ง ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรหลังหลายพื้นที่ฝนทิ้งช่วง

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า​ รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่การเกษตรที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พบถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากฝนทิ้งช่วงและฝนแล้งเป็นเวลานาน จึงมีแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2563 เพื่อบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงและพื้นที่เกษตรที่มีน้ำไม่เพียงพอ โดยได้เร่งทำฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เกษตรและเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปฏิบัติการฝนหลวงนั้นจะครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหา ทั้งพื้นที่การเกษตร และพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์และส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำอุปโภค – บริโภคของประชาชนด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) มีวันขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง รวม 137 วัน ขึ้นปฏิบัติการรวม 670 เที่ยวบิน วันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 97.08 มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 17.88 ล้านไร่ ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บทั้งสิ้น 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม และจังหวัดชัยภูมิ เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่าง
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2563 จำนวน 6 เขื่อน และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2563 จำนวน 5 เขื่อน และในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) มีวันขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง รวม 142 วัน ขึ้นปฏิบัติการรวม 805 เที่ยวบิน วันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 92.96 มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง จานวน 43.38 ล้านไร่ เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2563 จำนวน 62 เขื่อน และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2563 จำนวน 52 เขื่อน

ขณะที่ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลรวมการปฏิบัติการฝนหลวงระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 14 สิงหาคม 2563 นั้น มีการตั้งหน่วยปฏิบัติการ รวม 12 หน่วย รวมวันขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงทั้งสิ้น 177 วัน ขึ้นปฏิบัติการรวม 4,582 เที่ยวบิน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการ รวม 175 วัน คิดเป็นร้อยละ 98.87 จังหวัด ที่มีรายงานฝนตก รวม 67 จังหวัด ทำให้มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง 193.75 ล้านไร่ มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวม 204 แห่ง แบ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 34 แห่ง และเขื่อนขนาดกลาง 170 แห่ง สามารถเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวม 1,313.706 ล้าน ลบ.ม.